Arear

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2562 16:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

บทที่ 3

เช้าวันนี้ยังเป็นวันที่ทุกคนตื่นเช้ากันเช่นเดิม แต่โปรแกรมวันนี้กลับไม่ใช่การท่องเที่ยวแต่เป็นการไปวัดเพื่อทำบุญร่วมกัน เนื่องจากวันนี้เป็นวันพระคุณยายเพ็ญที่ปกติมักจะไปวัดเพื่อทำบุญและนั่งฟังธรรมจึงเสนอโปรแกรมนี้ขึ้นเมื่อมื้อค่ำที่ผ่านมา ซึ่งทุกคนต่างก็เห็นดีด้วย เพราะไม่บ่อยนักที่พวกเขาจะหาโอกาสเช่นนี้ได้และการที่ได้มาทำบุญเช่นนี้ก็ทำให้ปาริฉัตรอดจะนึกถึงบุพการีทั้งสองไม่ได้

“น่าเสียดายนะคะ ถ้าคุณพ่อคุณแม่มาด้วยก็คงจะดีไม่น้อย” จารวีหันมายิ้มด้วยเข้าใจดี

“เอาไว้คราวหน้าเราหาโอกาสพาพวกท่านมาก็ได้น้องเล็ก”

ขณะนั่งรอพระฉัน คุณยายเพ็ญก็ไม่ลืมที่จะให้ป้าสายใจเตรียมน้ำสำหรับกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้กระทำดังเช่นเคย

“ดวงวิญญาณที่ติดตามเรามาบางครั้งก็ใช่ว่าจะเป็นวิญญาณที่มุ่งร้ายเสมอไป เจ้ากรรมนายเวรบางครั้งบ่วงที่พันผูกไว้ก็ไม่ใช่แค่บ่วงแค้น กรรมคือการกระทำ การกระทำบางอย่างที่เป็นด้วยเจตนาดีก็เป็นสิ่งที่ผูกมัดเราไว้ในวงเวียนแห่งวัฏฏะ”

คุณยายเพ็ญเอ่ยขึ้นขณะเลื่อนชุดกรวดน้ำมาตรงหน้าปาริฉัตร

“ทำบุญแล้ว กรวดน้ำอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรเขานะลูก คุณงามความดีจะปกป้องคุ้มครองผู้กระทำแต่ความดีเสมอ”

ปาริฉัตรรับคำ เธอไม่ปฏิเสธในเรื่องเหล่านี้ เพราะแต่เล็กจนโตเธอถูกสอนเรื่องการทำความดี ละจากกรรมชั่วทั้งหลาย และการทำบุญไหว้พระและอุทิศบุญกุศลให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดร่วมกันเสมอจากทั้งมารดาและญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรัก

เธอเชื่อในเรื่องเวรกรรม เชื่อในเรื่องโลกหลังความตาย แต่เธอไม่ได้เชื่อเพียงเพราะว่าถูกปลูกฝัง แต่เป็นเพราะประสบการณ์ที่เธอเคยได้รับมา

เมื่อพระสวดอีกครั้ง จนถึงขั้นตอนกรวดน้ำ ปาริฉัตรจึงตั้งจิตมั่นละลึกถึงบุญที่ทำมาและอุทิศให้แก่บุพการีผู้มีพระคุณทั้งหลาย รวมไปถึงเจ้ากรรมนายเวรและดวงวิญญาณที่เธอได้พบเจอ

เธอพบเจอดวงวิญญาณ

นั่นคือความลับของสามพี่น้องบ้านบวรรัตน์ที่น้อยคนจะรู้ ปาริฉัตรและพี่ทั้งสองมีสัมผัสพิเศษ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ติดตัวทั้งสามมาตั้งแต่เกิด มันคือสิ่งที่หลายคนเชื่อว่าคือความสามารถพิเศษ คือพรจากสวรรค์ แต่ก็มีหลายคนที่คิดว่ามันคือคำสาป และสำหรับปาริฉัตรและพี่ๆแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ได้พิเศษแม้แต่น้อย ไม่ได้เป็นทั้งพรจากสวรรค์หรือคำสาปใดๆทั้งสิ้น  

ชลธีพี่ชายคนโตของเธอเก็บซ่อนมันไว้เป็นความลับเพราะมันทำให้เขายุ่งยากในหลายๆเรื่องทั้งที่ความจริงแล้วความสามารถของชลธีไม่ใช่เพียงแค่การมองเห็นและสัมผัสได้เท่านั้น จารวีต้องปิดบังเอาไว้เพราะเธอเคยถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดในสายตาเพื่อนๆ จนต้องย้ายโรงเรียนอยู่หลายครั้งเมื่อครั้งยังเยาว์วัย ในขณะที่ปาริฉัตรนั้นถูกห้ามเปิดเผยเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น

ปาริฉัตรไม่เคยแสดงออกอย่างชัดเจนว่ามองเห็นไม่ว่าจะกับคน หรือสิ่งเหล่านั้น แต่เมื่อมีโอกาสสิ่งที่เธอทำคือการช่วยด้วยการส่งบุญกุศลของเธอให้กับพวกเขา

และเธอเพียงหวังว่าพวกเขาที่เธอได้เจอจะได้รับมัน

หลังจากกลับจากวัด พวกเธอก็มานั่งรวมตัวกันที่ศาลากลางสวน โดยมีคุณยายเพ็ญที่วันนี้กำลังเตรียมทำบางอย่างอยู่

“คุณยายกำลังจะทำอะไรหรือคะ” จารวีเอ่ยถามอย่างสนใจ เธอเป็นคอลัมนิสต์ แม้จะไม่ใช่สายท่องเที่ยวหรือวัตถุศิลป์ แต่ก็มักจะชื่นชมสิ่งเหล่านี้เสมอ   

คุณยายเพ็ญส่งยิ้มให้หนุ่มสาวทั้งหลายที่รุมล้อม ก่อนละสายตากลับมามองตอกไม้ไผ่ในมือ

“สานตะกร้าน่ะ เคยเห็นมั้ย”

ทั้งสามส่ายหน้า วันนี้ทินกรมีงานด่วนที่ต้องไปจัดการ จึงขอแยกออกไปหลังจากทำบุญเสร็จ จึงเหลือเพียงพวกเขาที่อยู่กับคุณยายเพ็ญ

“จริงสิเมื่อวานไปเที่ยวที่ไหนกันมาบ้างล่ะ ยายว่าจะถามตั้งแต่เมื่อวานแต่เห็นเพลียๆกันเลยไม่ได้ถาม”

“ก็ไปหลายที่ครับ หลักๆก็วัดต่างๆ ไปไหว้หลวงพ่อมงคลบพิตร วัดพระศรีสรรเพชร แล้วก็โบราณสถานใกล้ๆน่ะครับ”

ชลธีเป็นฝ่ายตอบออกไป

“น่าเสียดายนะคะ สถานที่เหล่านั้นเมื่อก่อนคงเป็นที่ๆสวยงามมาก” ปาริฉัตรเอ่ยออกมาอย่างเสียดาย ภาพเมื่อวานกับภาพในความฝันที่ซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะจริงดังเช่นภาพวาดจากฝันอันเลือนรางของเธอหรือไม่ แต่มันน่าเสียดายสำหรับเธอยิ่งนัก 

คุณยายมองเด็กๆรุ่นหลานตรงหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม

“พวกหนูเคยได้ยินเพลงยาวทำนายกรุงศรีมั้ย”

“น่าจะเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้วมั้งคะ เล็กก็ไม่แน่ใจ” ปาริฉัตรกล่าวออกมาอย่างไม่แน่ใจจริงๆ

 คุณยายเพ็ญละมือออกจากตอกในมือ ทอดสายตามองไปไกล น้ำเสียงแหบพร่าด้วยวัยอันล่วงเลยค่อยเปล่งออกมาอย่างชัดถ้อยชัด ก้องกังวานทั้งศาลาหลังเล็ก

*จะกล่าวถึงกรุงศรีอยุธยา....

เป็นกรุงรัตนะราชศาสนา..... มหาดิเรกอันเลิศล้น.....

เป็นที่ปรากฏรจนา.... สรรเสริญอยุธยาทุกแห่งหน....

ทุกบุรีสีมามนฑล..... จบสกลลูกค้าวาณิช....

ทุกประเทศสิบสองภาษา.... ย่อมมาพึ่งกรุงศรีอยุธยาเป็นอกนิษฐ์....

ประชาราษฎร์ปราศจากภัยพิษ...... ทั้งความวิกลจริตและความทุกข์….

ฝ่ายองค์พระบรมราชา..... ครองขันฑสีมาเป็นสุข…..

ด้วยกฤษฎีกาทำนุก...... จึงอยู่เป็นสุขสวัสดี……

เป็นที่อาศัยมนุษย์ในใต้หล้า.... เป็นที่อาศัยแก่เทวดาทุกราศี.....

ทุกนิกรนรชนมนตรี..... คฤหบดีพราหมณ์พฤฒา……

ประดุจดังศาลาอาศัย.... เหมือนหนึ่งร่มพระไทรสาขา.....

ประดุจหนึ่งแม่น้ำคงคา..... เป็นที่สิเนหาเมื่อกันดาร…..

ด้วยพระเดชเดชาอานุภาพ..... อาจปราบไพรีทุกทิศาน…..

ทุกประเทศเขตขัณฑ์บัลดาล... แต่งเครื่องบรรณาการมานอบนบ....

กรุงศรีอยุธยานั้นสมบูรณ์... เพิ่มพูนด้วยพระเกียรติขจรจบ…..

อุดมบรมสุขทุกแผ่นภพ.... จนคำรบศักราชได้สองพัน....

คราทีนั้นฝูงสัตว์ทั้งหลาย..... จะเกิดความอันตรายเป็นแม่นมั่น....

ด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราชธรรม์..... จนเกิดเข็ญเป็นมหัศจรรย์สิบหกประการ.....

ในขณะที่ลำนำเพลงยาวขับขาน ขณะชลธีและจารวีตั้งใจฟังเนื้อความนั้นด้วยใจจดจ่อ ใบหน้าของปาริฉัตรนั้นกลับซีดเผือดลง

ชั่วขณะนั้นที่คุณยายเพ็ญขับขานเพลงยาวเก่าแก่ ท่ามกลางน้ำเสียงแหบพร่าที่ขับกล่อม ราวกับว่าในหัวของเธอมีภาพบางอย่างซ้อนทับเข้ามาอย่างไม่รู้จบสิ้น ทุกภาพล้วนเด่นชัดกว่าที่เคย

คือดาวเดือนดินฟ้าจะอาเพศ..... อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน.....

มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาฬ.... เกิดนิมิตพิสดารทั้งบ้านเมือง.....

พระคงคาจะแดงเดือดเป็นเลือดนก.... อกแผ่นดินจะบ้าฟ้าจะเหลือง.....

ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง.... ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร.....

พระเสื้อเมืองก็จะเอาตัวหนี.... พระกากุลีจะเข้ามาเป็นไส้.....

พระธรณีจะตีอกไห้.... อกพระกาฬจะไหม้อยู่เกรียมกรม....* เพลงยาวทำนายกรุงศรีอยุธยา

ภาพปราสาทราชมณเฑียรถูกไฟลุกท่วมแผดเผา ภาพของชาวบ้านที่พากันหลบหนี ภาพการฆ่าฟันอย่างโหดเหี้ยมไร้ปราณี และภาพขุนทหารกล้าที่สิ้นชีพกลางคมดาบของข้าศึกศัตรู ภาพใบหน้าของคนๆนั้นช่างคุ้นตาเธอเหลือเกิน

“แม่....แ.........ว.....แม่........”  

ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนที่เพลงยาวนั้นจบลง ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่น้ำตาของปาริฉัตรไหลออกมาไม่หยุด และไม่รู้ว่าเป็นเวลานานเท่าไรแล้วที่ชลธีเอ่ยเรียกชื่อน้องสาวเพื่อเรียกสติเธอให้คืนกลับมา

“น้องเล็ก คนเล็กๆ”

น้ำเสียงร้อนรนที่ดังขึ้นและใบหน้าของพี่ชายที่อยู่เบื้องหน้าทำให้ปาริฉัตรได้แต่จ้องมองอย่างโง่งม เธอมึนงงและไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่ชายจึงมีท่าทีร้อนรน เหตุใดพี่สาวจึงมีสีหน้าที่ซีดเผือด จนกระทั่งเธอมองผ่านพี่ทั้งสองไปเบื้องหลังคือขื่อคานเหนือขึ้นไปคือกระเบื้องศาลาจึงได้รู้ว่าตอนนี้ร่างของเธอทอดนอนอยู่บนเก้าอี้ยาวโดยมีตักของพี่ชายหนุนต่างหมอน

“น้องเล็กเป็นอย่างไรบ้าง” ชลธีเอ่ยถามอีกครั้งเมื่อ ประคองปาริฉัตรให้นั่งตรงด้วยตนเองอีกครั้ง

“เกิดอะไรขึ้นหรือพี่นิ้ง พี่ครีม”ปาริฉัตรเอ่ยถามอย่างสงสัย ที่ทุกคนมีท่าทีเช่นนั้น

“เราหลับไปน่ะ” จารวีเป็นคนเอ่ยตอบ น้ำเสียงยังติดสั่นเครือเล็กน้อย

“หลับ” ปาริฉัตรทวนคำอย่างแปลกใจ

“แม่หนูเป็นอย่างไรบ้างล่ะ นี่ยาหอมดื่มเสียหน่อยจะได้รู้สึกดีขึ้น”

คุณยายเพ็ญยื่นยามาตรงหน้าให้กับหญิงสาว ปาริฉัตรมองยาในแก้วด้วยสีหน้าจืดเจื่อน แต่ก็ยินยอมรับยาแก้วนั้นมาดื่มกินแต่โดยดี

“ขอบคุณค่ะ” คุณยายเพ็ญรับแก้วนั้นคืนมาก่อนจะมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยนแต่แฝงแววกังวลอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

“สัญญาเก่า แรงกล้าเหลือเกิน”

“คุณยายว่าอะไรนะคะ” ปาริฉัตรเอ่ยถามอย่างแปลกใจยามเมื่อได้ยินคำลำพันนั้นของคุณยายเพ็ญ หากคุณยายเพ็ญกลับเพียงปฏิเสธทั้งรอยยิ้มและให้พวกเธอไปพัก

“ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ พ่อชลพาน้องไปพักเถอะ”

มื้อค่ำผ่านไปแล้ว ทุกคนต่างแยกย้ายกันเข้านอน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิด ตั้งแต่อายุแปดขวบที่อยู่ๆปาริฉัตรก็วูบหลับไปเฉยๆ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความฝันเดิมๆของเธอในเวลาต่อมา เธอเคยเข้ารับการรักษาแต่ทว่ามันไม่อาจรักษาได้ อาการหญิงสาวไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุใดและไม่อาจป้องกันใดๆได้ อาการของเธอเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และมักเป็นในรูปแบบของการนอนหลับไปเฉยๆสั้นบ้างยาวบ้าง จนหลายครั้งเธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทุกครั้งที่เธอนอนหลับนั้นเป็นหนึ่งในอาการที่เกิดขึ้นกับเธอหรือไม่

ปาริฉัตรนอนไม่หลับ หญิงสาวไม่อาจข่มตาหลับวันนี้สิ่งที่เธอเห็นนั้นชัดเจนจนไม่อาจคิดว่ามันเป็นเพียงความฝัน และบางอย่าที่เธอสงสัยก็เด่นชัดขึ้นมาในความรู้สึก

หญิงสาวเดินออกมานอกห้อง ก่อนจะหยุดยืนนิ่งหน้าหอนั่งอย่างไม่รู้จะก้าวเดินไปทางไหนต่อ จมอยู่กับความคิดคำนึงของตนเองไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน จวบจนกกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลนัก

“นอนไม่หลับหรือแม่หนู” คุณยายเพ็ญเอ่ยทักขึ้น ท่านเห็นหญิงสาวตั้งแต่เธอเดินออกมาจากห้องแล้ว

“ไปไหว้พระกับยายไหมแม่หนู”

“ค่ะคุณยาย” หญิงสาวตอบรับอย่างไม่คิดอิดออด ในเวลานี้เธอหวังเพียงที่พักพิงจิตใจ แม้เพียงน้อยนิดให้เธอได้ตั้งสติ และสงบจิตใจ

ปาริฉัตรเดินตามคุณยายเพ็ญเข้ามาในห้องพระก่อนจะนั่งลงเบื้องหน้าคือพระพุทธรูปองค์ไม่เล็กไม่ใหญ่ ก่อนที่หญิงสาวและคุณยายผู้เป็นจ้าของบ้านจะเริ่มต้นสวดมนต์ และจบลงด้วยการนั่งสมาธิสงบจิตใจตนเอง จนเวลาล่วงผ่าน หญิงสาวจึงค่อยลืมตาขึ้นมาช้าๆ เป็นเวลาเดียวกันกับที่คุณยายเพ็ญลืมตาขึ้นมาก่อนจะหันมาเอ่ยถามเธอด้วยความเมตตา

“รู้สึกสบายใจขึ้นบ้างไหม”

“ค่ะ รู้สึกจิตใจสงบขึ้นมากเลย”ปาริฉัตรตอบรับด้วยรอยยิ้มเช่นที่เคยมี หลังจากได้สวดมนต์และนั่งสมาธิแล้วเธอรู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ คุณยายเพ็ญส่งยิ้มให้ก่อนจะเอ่ยเบาๆว่าดีแล้วๆซ้ำๆ ก่อนที่ท่านจะเหมือนกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ มือเหี่ยวย่นเอื้อมไปหยิบกล่องไม้หอมเล็กๆที่วางอยู่ไม่ไกลจากพานที่เอาไว้วางดอกไม้บูชาพระนัก ก่อนจะเปิดออกดู

“แม่หนู รับนี่ไปสิ ยายให้”

คุณยายเพ็ญส่งถุงผ้าสีแดงสดใบหนึ่งที่ท่านหยิบออกมายื่นมาตรงหน้าปาริฉัตร หญิงสาวรับมาเปิดออกดูด้วยความมึนงงเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าของในถุงนั้นคือสร้อยคอเส้นหนึ่งที่มองดูก็รู้ว่าเป็นของเก่า และเป็นของมีค่าชิ้นหนึ่ง เมื่อเห็นดังนั้นหญิงสาวจึงรีบใส่ถุงและยื่นส่งคืนให้คุณยายทันที

“เล็กรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” คุณยายเพ็ญมองคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเข้าใจปนเอ็นดู ของชิ้นนี้หากว่าคือเครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำก็คือของมีราคาชิ้นหนึ่ง แต่หากมองถึงความเก่าแก่แล้วมันก็คือสิ่งที่มีค่ามากชิ้นหนึ่งเช่นกัน การที่หญิงสาวไม่รับนั้นย่อมเข้าใจได้เพราะมันมีเหตุผลอันไม่สมควรในหลายประการ หากหญิงชรากลับผลักของในถุงกลับคืนสู่มือของหญิงสาวอีกครั้ง

“รับไว้เถอะ ของบางอย่างมันก็เหมาะกับคนบางคน และของบางอย่างมันสมควรที่จะอยู่กับเจ้าของมันเท่านั้น”

คุณยายเพ็ญกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งหากมั่นคงในคำพูด ราวกลับคำยืนยันในความตั้งใจว่าจะมอบของชิ้นนี้แก่เธอ หากแต่ปาริฉัตรกลับติดใจในคำพูดของท่านมากกว่า

“เจ้าของหรือคะ”

“ของทุกชิ้นมีเจ้าของที่เหมาะสมจะครอบครอง ของบางอย่างถูกสร้างมาเพื่อคนๆหนึ่ง ไม่ใช่คนทุกคนจะเหมาะสม ความเหมาะสมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิทธิอันชอบธรรมใดๆ ตามความเข้าใจของคนเรา เพราะสิทธิอันชอบธรรมบางทีมันก็มาจากการเลือกของสิ่งของสิ่งหนึ่งเช่นกัน ในเมื่อมันถูกสร้างเพื่อใครคนหนึ่ง มันก็จะเป็นเพียงของคนๆนั้น ไม่ว่าจะล่วงผ่านนานเท่าไรก็ตาม สักวันหนูจะเข้าใจในสิ่งที่ยายพูด และเช่นเดียวกันไม่แน่ว่าสักวันหนูอาจจะได้พบกับคำตอบที่ตามหา เพียงแค่ต้องรอเวลาก็เท่านั้น”

คุณยายเพ็ญจับกุมมือบางของหญิงสาวเอาไว้ ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังอีกครั้งพร้อมกับลูบกลุ่มผมดำของหญิงสาวด้วยความเอ็นดู

“รับของชิ้นนี้เอาไว้ ถือเสียว่าเป็นของที่ญาติผู้ใหญ่มอบให้ด้วยความเอ็นดูเถอะนะแม่หนูคนเล็ก”

“ขอบคุณค่ะ คุณยาย” ปาริฉัตรที่รู้ดีว่าไม่อาจปฏิเสธได้ จึงได้แต่ก้มลงกราบคุณยายเพ็ญด้วยความซาบซึ้งในความเมตตาที่ท่ามอบให้ ท่านลูบหัวหญิงสาวอีกครั้งอย่างแผ่วเบา ทำให้หญิงสาวอดที่จะนึกถึงคุณย่าที่ล่วงลับไปแล้วกับคุณยายของเธอที่เวลานี้อยู่ห่างไกลกัน ความรักความเมตตาของท่านทำให้เธอยิ่งเคารพท่านมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่เธอรับรู้ได้ตลอดมาว่านี่คือความผูกพันเช่นญาติผู้ใหญ่ที่เธอเคารพรักยิ่งท่านหนึ่ง

หญิงสาวเปิดถุงผ้า หยิบสร้อยเส้นนั้นออกมาดูอย่างพินิจอีกครั้ง ยามเพียงเมื่อปลายนิ้วสัมผัสลงบนสร้อยเส้นน้อยความอบอุ่นสายหนึ่งกลับแล่นปราดเข้าสู่หัวใจ ยามลูบไล้ไปบนจี้เล็กๆที่ถูกทำขึ้นอย่างประณีต พลอยแต่ละเม็ด เส้นสายลวดลายที่ปรากฏ ให้ความรู้สึกถึงความพิถีพิถัน ความตั้งใจของช่างที่สรรสร้างเครื่องประดับชิ้นนี้ขึ้นมา อยู่ๆหญิงสาวก็รู้สึกได้ถึงความรัก ความอบอุ่นอ่อนโยนที่แผ่ซ่านจนหญิงสาวอดที่จะเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“อ้อ นี่ยายให้” คุณยายเพ็ญยื่นส่งของอีกสิ่งให้กับหญิงสาว คราวนี้ปาริฉัตรรับมันมาอย่างไม่คิดอิดออด

“ผ้าเช็ดหน้าหรือคะ คุณยายปักเองหรือคะลายสวยจัง” หญิงสาวอดจะเอ่ยชมไม่ได้ เมื่อผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือนั้นช่างงดงามเหลือเกิน

“ผ้าเช็ดหน้าลายดอกแก้ว หนูเก็บไว้ใช้เถอะจ๊ะ น้ำตาไม่เหมาะกับหนูเลย”

เวลาล่วงเลยปาริฉัตรก้าวเท้าออกจากห้องพระเพียงลำพัง เพราะคุณยายเพ็ญต้องการให้เธอได้กลับไปพักผ่อน เพราะห่วงเรื่องอาการป่วยของเธอในวันนี้ ส่วนตัวท่านเองนั้นขอนั่งทำสมาธิก่อนซึ่งท่านกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ท่านทำเป็นประจำอยู่แล้ว หญิงสาวปิดประตูห้องพระให้คุณยายเพ็ญอย่างแผ่วเบาด้วยไม่อยากรบกวนสมาธิของหญิงชรา ทำให้เวลานี้ภายในห้องพระเหลือเพียงคุณยายเพ็ญที่นั่งปิดเปลือกตาลงด้วยท่าทีสงบนิ่งแต่เพียงผู้เดียว

“ขอบน้ำใจ”

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากหน้าประตูที่เพิ่งปิดลง หญิงชราเพียงยิ้มรับถ้อยคำนั้นด้วยด้วยความสงบ ดวงตายังคงปิดสนิทเข้าสู่สมาธิต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}