facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 10-2 ที่บอกว่ารัก

ชื่อตอน : ตอนที่ 10-2 ที่บอกว่ารัก

คำค้น : เทหน้าตัก เพราะรักเธอ นิยายเกาหลี โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ค. 2562 15:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10-2 ที่บอกว่ารัก
แบบอักษร

 

ทันทีทีแจโอพูดจบ ฮันกยอลก็ใช้สองมือลูบแก้มของเขาและประทับจูบ ไม่ใช่สัมผัสที่จาบจ้วงอีกฝ่ายแต่เป็นการจูบอย่างระมัดระวังเหมือนกับแค่แบ่งบันไออุ่นให้แก่กัน สัมผัสความอบอุ่นไปสักพักก็ยกตัวขึ้น ใช้นิ้วลูบใบหน้าของแจโอที่ปล่อยตัวเองอย่างอ่อนโยนพร้อมกับทำให้เขาอุ่นใจ 

‘ทำไมคุณถึงทำแบบนั้น...’ 

ได้รับการปลอบโยนในช่วงเวลาที่คาดไม่ถึง กะทันหันมากจนพังทลายลงมาโดยที่ไม่มีโอกาสให้ซุกซ่อนเลย 

มาลองคิดดูแล้วแจโอมักจะเป็นแบบนี้เสมอ พูดเรื่องที่อบอุ่นด้วยน้ำเสียงที่ไม่อ่อนโยนซึ่งไม่เข้ากันเลย และมอบความอบอุ่นให้ด้วยรอยยิ้มที่ร้ายกาจ เธอจึงหลงเสน่ห์เขาโดยไม่รู้ตัวและพอรู้ตัวอีกทีก็หลงกลและมอบตัวเองให้กับเขาไปแล้ว 

จะมีกี่คนที่พูดเรื่องเลิกตอนที่เพิ่งจะคบกัน? 

แต่ฮันกยอลก็ชอบที่แจโอพูดเรื่องหลังจากเลิกกัน ไม่ใช่คำพูดที่บอกว่ารักโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่การบอกว่าเราสองคนจะมีความสุขตลอดไป ซึ่งเธอกลับรู้สึกสบายใจด้วยซ้ำ เพื่อที่จะไม่ทำให้ลำบากใจ แจโอได้สร้างหลุมที่จะให้เธอหลบออกไปได้ 

อ่า เขาก็กังวลเหมือนกันสินะ ตอนที่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายกังวลใจเพราะตัวเองก็เกิดความหวงขึ้นมาพร้อมกันกับความรู้สึกดีแปลกๆ อยากให้อีกฝ่ายมอบทุกอย่างให้อย่างเห็นแก่ตัว อยากได้ทั้งหมดของเขา 

ความปรารถนาที่พุ่งขึ้นมาไม่สามารถดับลงได้ง่ายๆ มันกลับกระตุ้นให้ฮันกยอลแสดงออกมากกว่าเดิม 

“จะทำอะ...!” 

การกระทำที่ไม่คาดคิดของฮันกยอลทำให้แจโอยันตัวขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่สับสน เขาถอนหายใจยาวพร้อมกับจับแขนของฮันกยอลเอาไว้ แต่มือที่อ่อนนุ่มก็ทำให้เขาล้มลงไปเหมือนเดิม 

อ่า ฮันกยอลพ่นลมหายใจออกมาอย่างยาว สัมผัสอุ่นห่อหุ้มเธอตั้งแต่จากส่วนลึกข้างในร่างกาย 

ไม่มีผู้ชายคนไหนที่ร้อนแรงเท่ากับแจโออีกแล้ว อย่างน้อยก็สำหรับฮันกยอล ความทรงจำที่รบกวนจิตใจของเธอเป็นเวลานานจางหายไปหมดเพราะเขา 

แจโอจับต้นขาของฮันกยอลไว้แน่น 

“จับมือหน่อย” 

เขาจับมือในทันทีที่เธอยื่นมือมาเหมือนกับที่ทำเมื่อตอนเย็น ฮันกยอลเชื่อใจชายหนุ่มที่ประสานมือและประคองตัวเองไว้อย่างแข็งแกร่งพร้อมกับสละทุกสิ่งทุกอย่าง 

ตอนที่มีแฟน ฮันกยอลไม่ใช่คนที่ทำเป็นไร้เดียงสา แต่การที่เธอออกมานำความสัมพันธ์ก่อนเองอย่างตอนนี้ก็เกิดขึ้นไม่บ่อยเช่นกัน เพราะฉะนั้นวันนี้จึงเป็นกรณีที่พิเศษมากๆ 

อ้า ฮันกยอลร้องครางออกมาพร้อมกับถอนหายใจ จากนั้นจึงปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอสักพัก กำหนดการในวันนี้ค่อนข้างโหดร้ายสำหรับเธอที่หมกตัวอยู่ในบ้านและต่อสู้อยู่แต่กับกระดาษต้นฉบับทุกวัน 

เธอพยายามจะเป็นคนนำแต่แน่นอนว่ามันเกินกำลังของเธอ หยดเหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผากและรู้สึกเวียนศีรษะเหมือนกับเมาเหล้า 

เมื่อเธอเริ่มมีสีหน้าที่เหนื่อยล้า แจโอที่นอนรับสัมผัสด้วยความรักเฉยๆก็ค่อยๆยันตัวขึ้นมา เช็ดหน้าผากของเธอแล้วกดริมฝีปากลงบนแก้มเบาๆ ด้วยใบหน้าอ่อนโยน จากนั้นจึงดึงเธอเข้ามากอด 

ฮันกยอลไม่ขัดขืนและพิงตัวลงบนหน้าอกของเขา ท่านั่งคงจะไม่ค่อยสบาย แจโอจึงส่งเสียงโอดโอยออกมาหลังจากบิดเอวเล็กน้อย 

“อยู่เฉยๆ สิ” 

พูดพึมพำด้วยเสียงแหบแห้ง ฮันกยอลหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะเสียงกลืนน้ำลายดังเอื๊อก น่ารักจัง ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าตัวเองจะคิดแบบนี้กับผู้ชายที่เคร่งขรึมคนนี้ 

“บอกมาสิ” 

“อะไร?” 

ฮันกยอลพูดพลางถูริมฝีปากไปกับไหล่ของแจโอ 

“คำที่ยังไม่ได้บอกฉัน คำที่ฉันห้ามไม่ให้พูด” 

เขาเกร็งแขนที่ดึงเข้าไปกอด แจโอที่ตัวแข็งทำท่าจะปล่อยแขนเพื่อมองดูใบหน้าของเธอ ฮันกยอลจึงรีบจับเอวเขาอย่างแรง 

“พูดในสภาพนี้แหละ” 

“พูดจริงเหรอ?” 

ฮันกยอลพยักหน้าทั้งที่ยังมุดหน้าอยู่ในอกแกร่งของแจโอ อันที่จริงเธอเองก็สั่นเหมือนกัน คำพูดและความรู้สึกที่เคยปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย 

“จะไม่มานึกเสียดายใช่ไหม” 

แจโอกอดฮันกยอลไว้แน่นและย้ำถามคำถามเดิมๆ หลายรอบ ‘อื้อ ไม่เป็นไร’ ถึงเธอจะยืนยันให้เป็นรอบที่สองแต่ก็เขาก็ยังดูไม่สบายใจอยู่ดี ฮันกยอลใช้มือลูบหลังเขาที่ตึงเครียดอย่างอ่อนโยน เขาจึงตัวสั่นระริกพร้อมกับซุกลงไปบนต้นคอของเธออย่างเคยตัว ใช้ปากขบใบหูของฮันกยอลเบาๆ อย่างซุกซน จากนั้นจึงกระซิบเบาๆ เหมือนกับตัดสินใจได้แล้ว 

เสียงเรียบๆ ที่บอกว่าผมรักคุณนั้นนุ่มนวลยิ่งกว่าคำสารภาพรักใดๆ ที่ฮันกยอลเคยได้ยินมาจนถึงปัจจุบัน ในทางกลับกันก็เป็นการดึงตัวเธอเอาไว้ไม่ให้บินหนีไปที่ไหน คิดว่ามันจะหอมหวาน แต่กลับกลายเป็นว่าช่วงเวลาก่อนที่จะได้ฟังคำนั้นมันช่างขมขื่นจนรู้สึกหายใจไม่ออก 

“คุณนี่ร้ายกาจ... จริงๆ” 

ฮันกยอลดึงตัวของชายหนุ่มที่ร้ายกาจที่ทำเธอตกลงไปในหลุมลึกเข้ามากอดไว้แน่น ก่อนจะระเบิดน้ำตาที่อดทนมาตลอดออกมา 

 

* * * 

 

วันถัดมา ฮันกยอลออกไปเที่ยวเป็นครั้งสุดท้ายด้วยกันแจโอ ตัดสินใจจะไปร้านเค้กที่โกเบที่เขาเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้และจัดตารางเวลาให้ตรงกับเขา 

“ใช้เวลานานแค่ไหน” 

“ประมาณสามสิบสี่สิบนาทีมั้ง” 

ภายในรถไฟที่มีรูปร่างกลมๆ มีกลุ่มคนที่ดูเหมือนจะเป็นนักศึกษานั่งอยู่เต็มไปหมด ทรงผมที่แปลกแหวกแนวหลากหลายสีสันที่หาดูได้ยากในเกาหลี แม้จะคิดว่าแบบนี้ไม่ผ่าน แต่ฮันกยอลก็ไม่สามารถหยุดมองไปทางนั้นได้เลย 

“มองอะไรอยู่” 

แจโอเอ่ยถามพลางขยับสายตามองตามเธอ 

“แค่ทึ่งนิดหน่อยน่ะ ทำสไตล์แบบนั้นที่บ้านได้ยังไง” 

เมื่อเหลือบมองดูอีกครั้งหนึ่งก็ถูกหนึ่งในกลุ่มนั้นจับได้ แม้จะรีบหลบสายตาแต่ก็ชัดเจนแล้วว่าถูกจับได้ ทำเป็นมองดูวิวด้านนอกหน้าต่างแล้วแอบมองด้วยหางตาเล็กน้อย ผู้ชายผมทองที่ชวนให้นึกถึงสิงโตส่งยิ้มกรุ่มกริ่มมาทางฮันกยอล เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็กระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง แล้วคราวนี้ก็เริ่มหันมามองและหัวเราะกันทั้งคู่ 

‘คุยอะไรกันน่ะ?' 

ได้ยินผ่านๆ แต่ฟังไม่รู้เรื่องเพราะเป็นภาษาญี่ปุ่น ถึงตัวเองจะเป็นคนมองก่อนแต่ถึงอย่างไรก็รู้สึกไม่ดี ฮันกยอลจึงขมวดคิ้ว 

“ไปแอบดูเขาทำไมล่ะ” 

แจโอหยุดมองฮันกยอลแล้วดึงไหล่เธอเข้ามาโอบพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย หอมกระหม่อมแล้วหัวเราะในลำคอ จากนั้นจึงหันไปเรียกผู้ชายสองคนที่อยู่ตรงหน้า 

“お―い!” 

(เฮ้!) 

พวกเขาสะดุ้งตกใจและจ้องมองที่แจโอ เพราะไม่คิดว่าเขาจะพูดขึ้นมา 

“人の物を狙ってんじゃねーよ.” 

(อย่ามาเล็งคนของคนอื่นนะ) 

รอยยิ้มหายวับไปจากใบหน้าของพวกเขา ถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรก็ตาม ฮันกยอลเริ่มกลัวว่าจะทะเลาะกันไหมจึงจิ้มสีข้างของแจโอด้วยความร้อนใจเพื่อห้ามเขา แต่โชคดีที่มันไม่ลุกลามใหญ่โตเหมือนกับที่เธอคิดไว้ 

“พูดอะไรไปน่ะ ด่าพวกเขาเหรอ” 

“เปล่า” 

“แล้ว?” 

แม้ว่าจะถามซักไซ้ แต่แจโอเอาแต่หัวเราะเหมือนกับตั้งใจจะไม่ตอบ 

“ก็แค่เรื่องของผู้ชายน่ะ” 

เขาปฏิเสธทุกอย่างด้วยคำนั้นคำเดียว ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง 

“ลงกันเถอะ ถึงแล้ว” 

เมืองโกเบเป็นเมืองที่เป็นระเบียบเรียบร้อยมากจนไม่คิดเลยว่าจะเป็นเมืองที่เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาก่อน ออกมาจากอดีตแล้วเดินตรงขึ้นไปตามถนนใหญ่และเริ่มมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่ดูเป็นต่างประเทศทีละนิด ตึกต่างๆ ที่ทำให้นึกถึงแถบยุโรป ไม่ใช่เพียงแค่ลักษณะภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีที่ที่แขวนธงชาติของประเทศอื่นๆ ไว้ที่ผนังด้านนอกด้วย 

“สถานทูตเหรอ” 

“คล้ายๆ กันน่ะ ในสมัยก่อน” 

ถนนหนทางที่เชื่อมต่อกันด้วยซอยแคบๆ เหมือนกับหมู่บ้านในการ์ตูนญี่ปุ่นที่ฮันกยอลเคยดูเมื่อก่อน ต้นไม้ดอกที่ปลูกไว้ในที่ที่คาดไม่ถึงกับกำแพงที่มีสีสันอ่อนๆ ทำให้เพลินตา 

“ถ้าเหนื่อยแล้วเข้าไปข้างในกันก่อนไหม” 

แจโอเอ่ยถามพลางชี้ไปที่คาเฟ่ที่อยู่ใกล้เมื่อเห็นว่าฮันกยอลเริ่มหายใจหอบเพราะทางลาดชันที่ต่อเนื่อง 

“ไม่เป็นไร ฉันชอบเดิน” 

ไม่ได้พูดเล่น ฮันกยอลชอบเดินเล่นจริงๆ เธอมักจะวิ่งออกไปนอกบ้านแล้วเดินไปเรื่อยๆ ตอนที่หัวสมองวุ่นๆ หรือคิดงานไม่ค่อยออกโดยไม่สนใจเรื่องเวลา 

“อย่าเดินจนดึกล่ะ มันอันตราย” 

แจโอนึกถึงนิสัยของฮันกยอลแล้วจงใจทำหน้าไม่สบายใจให้เห็น ในเวลาเดียวกันเขาก็เอามือไปวางไว้ตรงสีข้างของตัวเองทำราวกับเจ็บแผลที่โดนสตอล์คเกอร์แทงขึ้นมา 

“ถ้าปวดหัวขึ้นมาก็ช่วยไม่ได้นี่ เป็นความเคยชินตั้งแต่เด็กๆ แล้ว” 

“ตอนเด็กนี่ช่วงไหน” 

“ตอนม.ปลาย" 

ทันใดนั้นแจโอก็หยุดเดินเหมือนกับคิดอะไรออก คิดคาดคะเนในหัวจากนั้นฮันกยอลจึงยิ้มให้เล็กน้อยพร้อมกับส่ายหัว 

“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก” 

“ไม่ใช่?” 

“อือ" 

ฮันกยอลจับมือแจโอและลากเขาไปที่สนามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าพอดี นั่งลงตรงม้านั่งที่มีร่มเงาแล้วพักขาสักพักหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็มองดูนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งเดินผ่านไปผ่านมา พวกคุณย่าที่มีอายุมากพอสมควรนวดหัวเข่าแล้วเดินขึ้นลงทางเนิน 

“แล้วเหตุผลคืออะไรล่ะ” 

คิดว่าจบเรื่องนั้นไปแล้วแต่แจโอก็พูดออกมาอีก ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น 

“อืม” 

ถึงแม้จะเป็นความสัมพันธ์แบบเห็นกันหมดเปลือกแล้ว แต่ครั้งนี้ฮันกยอลยังไม่อยากเล่า ถ้าเล่าเรื่องนี้ไปก็เหมือนเป็นการเปิดเผยให้เขาเห็นทุกอย่างจริงๆ นอกจากนั้นแล้วมันไม่ใช่แค่เรื่องของเธอคนเดียวด้วย 

ในขณะที่กำลังกังวลว่าต้องพูดอย่างไรถึงจะข้ามเรื่องนี้ไปได้อยู่นั้นเอง โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นได้เหมาะเจาะพอดี ฮันกยอลจึงเดินออกไปรับโทรศัพท์ 

“พี่ ผม” 

ฮันกยอลหยุดเดินทันทีที่คิดว่าเป็นมิน แต่ก็ผ่อนคลายสีหน้าลงทันทีที่รู้ว่าเป็นเสียงของคนอื่น 

“อีอัน มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” 

“แม่สั่งอะไรสักอย่างมาไม่รู้แต่ไม่มีใครอยู่เลย พี่จะมาเมื่อไหร่” 

“อ่า งั้นเหรอ แต่ว่าตอนนี้พี่มาญี่ปุ่นน่ะ ทำยังไงดี” 

“แล้วจะกลับเมื่อไหร่” 

“ขึ้นเครื่องตอนเย็นนี้แหละ” 

ฮันกยอลเห็นแจโอที่น่าจะเบื่อเพราะอยู่คนเดียวเมื่อเธอคุยโทรศัพท์นานค่อยๆ เดินใกล้เข้ามาจึงรีบลดเสียงลง 

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวส่งรหัสผ่านไปให้ทางข้อความนะ เอาไปวางไว้ข้างในให้หน่อยได้ไหม” 

“โอเค” 

“ขอบคุณนะพี่ แค่นี้นะ” 

หลังจากรีบวางโทรศัพท์ แจโอก็ถามพร้อมกับเหล่มองเธอ 

“ใครน่ะ ทำไมต้องรีบวางสาย” 

“น้อง” 

“น้อง?” 

แจโอถามกลับพร้อมกับเบิกตาโตเหมือนกับคิดอะไรบางอย่าง ไม่รู้ทำไมท่าทางของเขาถึงดูตลก ฮันกยอลจึงหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมกับส่ายหัว 

“น้องจริงๆ” 

พูดจบ แจโอก็เอียงคอสงสัยพร้อมกับใบหน้าที่สงบลง 

“มีน้องด้วยเหรอ” 

ฮันกยอลยักไหล่แทนคำตอบแล้วกลับไปนั่งที่ม้านั่ง ตอนนี้เธอเริ่มที่จะเพลิดเพลินไปกับการพักผ่อนแล้ว 

แจโอที่ทำหน้าสงสัยก็ตามหลังไปแล้วนั่งลงข้างๆ เธออย่างหมดหนทาง และไม่พลาดที่จะบ่นพึมพำเบาๆ 

“สวยจัง” 

ฮันกยอลพูดงึมงำพลางเงยหน้ามองยอดตึกสูง แม้จะไม่รู้ความหมายของการเอาไก่ขึ้นไปติดไว้บนยอด แต่ก็ไม่เลวเพราะมันก็ดูมีเสน่ห์ของตัวเอง 

“ลงไปกันดีไหม คุณบอกว่าอยากกินเค้กนี่” 

เธอหันหลังไปมองแล้วถาม แต่ไม่รู้ทำไมแจโอถึงยิ้มและส่ายหัว 

“ทำไมล่ะ อยากอยู่ที่นี่ต่อเหรอ” 

“เปล่า” 

“แล้ว?” 

เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นก่อนจะพูดเบาๆ 

“ดูเหมือนว่าการอยู่ข้างๆ คุณจะดียิ่งกว่าเค้กซะอีก” 

“ฮึ ไม่คิดว่าผมจะพูดอะไรแบบนี้ล่ะสิ” ฮันกยอลดีดนิ้วแล้วเขกหน้าผากแจโอดังโป๊กพร้อมกับจ้องอย่างเย็นชา 

“น่าจะจองห้องแยกจริงๆ” 

เธอบ่นพึมพำเบาๆ เขาจึงใช้มือโอบรอบเอวของเธอพร้อมกับหัวเราะคิกคัก 

“อยู่ตรงนี้ต่ออีกสักพักกันเถอะ พักอีกแป๊บนึงค่อยไป” 

ฮันกยอลพิงหัวลงบนไหล่แกร่งและพยักหน้าอย่างเงียบๆ 

ความคิดเห็น