โซซอล
facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 10-1 ที่บอกว่ารัก

ชื่อตอน : ตอนที่ 10-1 ที่บอกว่ารัก

คำค้น : เทหน้าตัก เพราะรักเธอ นิยายเกาหลี โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 332

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2562 15:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10-1 ที่บอกว่ารัก
แบบอักษร

สนามบินคันไซ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น 

ฮันกยอลออกมาจากสนามบินและนั่งรถบัสสนามบินเข้าไปในเมืองตามที่แจโอบอก โรงแรมที่แจโอจองไว้ให้อยู่ที่อูเมดะซึ่งเป็นศูนย์กลางของโอซาก้า หลังจากเข้าไปข้างในอาคารที่ชวนให้นึกถึงโบสถ์ยุคกลางและเช็คอินเสร็จ ฮันกยอลก็นั่งลงบนเตียงสักพักและดื่มด่ำกับการพักผ่อน 

แม้ว่าจะบอกว่าจะใช้เวลากลางคืนด้วยกัน แต่แจโอก็หน้าด้านจองห้องแค่ห้องเดียวเท่านั้น จิตสำนึกอันน้อยนิดที่เขาแสดงให้เห็นก็มีเพียงแค่การจองห้องเตียงคู่เท่านั้น การใช้ห้องร่วมกันกับคนอื่นไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดสำหรับฮันกยอล แต่แจโออ้างว่าแค่คืนเดียวและดึงดันที่จะยึดมั่นในความคิดของตัวเอง 

“ตอนนี้ทำอะไรดีนะ?” 

แจโอกำลังทำงานอยู่และยังเหลือเวลาอีกเยอะกว่าเขาจะมาหา ตอนนี้เวลาประมาณบ่ายโมง ส่วนเวลาที่นัดกันคือหนึ่งทุ่มจึงต้องรอไปอีกตั้งครึ่งวัน 

ก่อนที่จะมาโอซาก้าแจโอได้เลือกสิ่งที่เธอน่าจะสนใจและส่งไปให้ทางอีเมล แต่เธอยังไม่มีอารมณ์ไปเที่ยวจึงไม่ได้ดูละเอียด ใจจริงแล้วเธออยากทิ้งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นโอซาก้าหรืออย่างอื่น แล้วหมกตัวอยู่ในบ้านพร้อมกับดื่มเหล้าแบบจัดเต็ม แต่กลัวว่าแจโอจะอารมณ์เสียก็เลยไม่ได้พูดอะไรออกไป เขาดูเป็นกังวลเพราะวันนั้นที่ตัดสายไปดื้อๆ ยังดีที่เป็นช่วงที่แจโอยุ่งๆ พอดีก็เลยไม่ได้เจอหน้ากันเลย ไม่รู้ว่าถ้าเจอหน้ากันจะหายโกรธไหม 

รู้สึกเสียดายค่าเครื่องบินถ้าจะเอาแต่นั่งเฉยๆ ในโรงแรมหกชั่วโมง พูดถึงญี่ปุ่นก็รู้จักแค่โอเด้งกับอูด้งแต่ถ้าออกไปข้างนอกคนเดียวแล้วหลงทางล่ะก็ซวยแน่นอน ฮันกยอลหยิบโน้ตบุ๊กแล้วออกจากห้อง เพราะว่ามีแผนที่ที่วาดไว้อย่างง่ายๆ กับแผนที่สายรถไฟใต้ดินอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรม เธอจึงหยิบมาอย่างละแผ่นและเข้าไปในคาเฟ่ที่อยู่แถวนั้น หาอะไรแก้คอแห้งก่อนจะเลือกจุดหมายปลายทางต่อไป 

“ย่านโฮริเอะ?” 

มีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของเธอในระหว่างที่ดูข้อมูลที่แจโอส่งมาให้ ถนนคาเฟ่ที่ใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟใต้ดินประมาณสิบนาที ไม่ได้มีแค่คาเฟ่เท่านั้นแต่ยังเป็นสถานที่ที่รวบรวมร้านเสื้อผ้าและสตูดิโอของศิลปินมากมาย 

ฮันกยอลอยากลองไปร้านที่ทำโปสการ์ดแฮนด์เมด ของหายากเนื่องจากวาดขายทีละแผ่นนั้นดึงดูดใจเธอ 

หลังจากจดตำแหน่งที่ตั้งอย่างละเอียด ฮันกยอลก็ดูแผนที่คร่าวๆ ที่เขาส่งมาให้แล้วลงไปที่ใต้ดินเพื่อขึ้นรถไฟ  

ไม่นึกเลยว่าประเทศญี่ปุ่นจะมีประเภทรถไฟเยอะขนาดนี้ ถ้าพลาดไปแม้แต่นิดเดียวอาจจะไปโผล่ที่เกียวโตได้ นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีที่เดินผ่านมาพอดีบอกทางให้อย่างใจดี ทำให้เธอสามารถขึ้นรถไฟที่ถูกต้องได้อย่างหวุดหวิด 

แค่การขึ้นรถไฟครั้งเดียวก็หมดเรี่ยวแรงขนาดนี้แล้ว ถ้าจะให้เที่ยวอย่างราบรื่นก็คงยาก ฮันกยอลคิดว่าจะไปแค่ที่สตูดิโอแล้วเดินดูรอบๆ จากนั้นก็กลับมาที่โรงแรมเหมือนเดิมและเริ่มนับสถานีที่เหลือภายในใจ 

อันที่จริงทัศนียภาพของรถไฟใต้ดินก็ไม่ค่อยแตกต่างกับเกาหลีมากนัก ต่างกันก็แค่ภาษาที่ติดอยู่เท่านั้น ใบหน้าหรือการแต่งตัวของผู้คนก็ดูคุ้นตาดี 

[ชินไซบาชิ ชินไซบาชิ] 

เสียงประกาศที่ดังออกมาเป็นชื่อสถานีที่ท่องเอาไว้ ฮันกยอลตรวจดูที่ที่ตัวเองนั่งว่าไม่ได้ทำอะไรหล่นใช่ไหมก่อนจะลงจากรถไฟ เธอขึ้นมาข้างบนแล้วแสดงทักษะอ่านตัวอักษรจีนที่มีน้อยนิด หลังจากเดินรอบๆ แถวนั้นเธอก็สามารถหาร้านที่ลักษณะภายนอกเหมือนกันกับในรูปที่ถูกแนบมาด้วยในอีเมลเจอ 

ทันทีที่ค่อยๆ เปิดประตูเข้าไปข้างใน กลิ่นหมึกที่ควรจะได้กลิ่นจากในห้องทำงานเตะเข้าที่ปลายจมูกของเธอ นอกจากฮันกยอลแล้วก็ไม่มีลูกค้าคนอื่นอีกและไม่มีเพลงเปิดไว้ด้วย ภายในร้านจึงเงียบเหงามาก หญิงวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของร้านนั่งวาดรูปอยู่ที่โต๊ะทำงานและเมื่อเห็นว่ามีคนมา เธอก็ทำเพียงแค่เหลือบมองเธอแว่บหนึ่งก่อนจะกลับไปใจจดใจจ่อกับงานตัวเองเหมือนเดิม 

การกดดันแบบเงียบๆ ที่เหมือนจะบอกว่าถ้าจะซื้อก็ซื้อ แต่ถ้าจะเดินดูก็ให้ดูเงียบๆ ไม่ต้องพูดอะไรแล้วไปซะ ไม่นึกเลยว่าจะได้รับการต้อนรับที่เย็นชาแบบนี้ในประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการให้บริการที่ดี แต่ในมุมมองของนักวาดรูปเหมือนกัน ฮันกยอลถูกใจทั้งร้านที่เงียบสงบ แต่ท่าทางบึ้งตึงของเจ้าของร้านนั้นคล้ายกับใครสักคน 

เธอเดินอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้มีเสียงเท้าแล้วจึงเริ่มกวาดตามองโปสการ์ดที่ตั้งโชว์อยู่ในสตูดิโอ มีทั้งภาพวาดที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นญี่ปุ่นและมีอันที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นตะวันตกอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน แม้ว่าธีมและสีจะแตกต่างกัน แต่แค่มีความน่ารักน่าเอ็นดูของคนญี่ปุ่นอยู่ก็สามารถดึงดูดสายตาได้อย่างแปลกๆ 

“葉書作りに参加してみます?” 

 (จะทำโปสการ์ดเหรอคะ?) 

เจ้าของร้านผู้หญิงที่ทำกับเธอเหมือนเป็นมนุษย์ล่องหนจู่ๆ ก็เริ่มพูดขึ้น เนื่องจากเป็นภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่องฮันกยอลจึงรีบส่ายหัวด้วยใบหน้าที่สับสน 

“อ่า Sorry. I’m Korean. (ขอโทษค่ะ ฉันเป็นคนเกาหลีค่ะ)” 

ทันใดนั้นเองสีหน้าของเจ้าของร้านก็สดใสขึ้น 

“สวัสดีค่ะ” 

เธอทักทายเป็นภาษาเกาหลีอย่างแน่นอนแม้ว่าจะออกเสียงแบบตะกุกตะกัก 

“โอ๊ะ? พูดภาษาเกาหลีเหรอคะ?” 

“นิดหน่อย ชอบละครค่ะ” 

“อ่อ” 

แม้ว่ากระแสฮันรยูจะร้อนแรงแต่เธอก็คิดว่ามันไม่ได้สำคัญอะไร แต่มันกลับมีประโยชน์ในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง เหมือนว่าเธอจะเป็นปลื้มกับการที่ฮันกยอลบอกว่าเป็นคนเกาหลี เจ้าของร้านจึงเริ่มเข้าหาด้วยสีหน้าที่อ่อนโยนขึ้น 

“ทำโปสการ์ดได้นะคะ” 

เธอเอาโปสการ์ดมาให้ดูหนึ่งแผ่นพร้อมกับอธิบายอย่างตะกุกตะกัก ฮันกยอลหูผึ่งหลังจากได้ยินว่าสามารถวาดรูปบนโปสการ์ดเองแล้วเก็บไว้ได้ 

“เชิญทางนี้” 

เจ้าของร้านผู้หญิงลากฮันกยอลมาตรงที่โต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วให้เธอนั่งลงบนเก้าอี้ จับกระดาษแข็งหนึ่งแผ่นกับปากกาไว้ในมือพลางทำท่าทางวาดรูปเหมือนกับบอกให้เริ่ม 

“อ่อ อืม...” 

เมื่อถึงเวลาวาดจริงๆ เธอกลับนึกอะไรที่เหมาะที่จะวาดไม่ออกเลย เมื่อฮันกยอลลังเลอยู่พักหนึ่ง เจ้าของร้านก็เปิดปากพูดขึ้นอีกครั้งเหมือนกับจะช่วยแก้ปัญหา 

“ญี่ปุ่นจะส่งโปสการ์ดกันในหน้าร้อน เอ๋ แล้วก็... ฉันไม่ชอบส่งอันที่ซ้ำกับคนอื่นก็เลยทำขึ้นมาเองแล้วค่อยส่ง ถ้าเหมือนกันก็จะไม่สนุกเพราะฉะนั้นฉันก็เลยอยากให้อะไรที่มันพิเศษ” 

เธอพูดเช่นนั้นแล้วมองเข้าไปในดวงตาของฮันกยอล ก่อนจะเอ่ยถาม 

“คนที่ชอบ?” 

“คะ?” 

‘เธอจะถามว่ามีคนที่ชอบแล้วหรือยังงั้นเหรอ? ทั้งที่เจอกันครั้งแรกเนี่ยนะ?” 

เจ้าของร้านยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วพูดกับฮันกยอลที่ทำหน้าต่างเคร่งขรึมพร้อมกับเอ่ยออกมาอีกครั้ง 

“ลองวาดดูสักครั้งสิคะ” 

 

* * * 

 

แจโอมาก่อนเวลานัดครึ่งชั่วโมง ฮันกยอลที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินแบบสั้นๆ งีบหลับแล้วตื่นขึ้นมาเห็นเขานั่งอยู่ตรงหัวเตียงเหมือนอย่างเคย 

“ไปกินข้าวเย็นกันไหม?” 

ฮันกยอลเงยหน้ามองเขาอย่างมึนงงแล้วพยักหน้าอย่างเงียบๆ แจโอลุกขึ้นหลังจากจูบบนหน้าผากของเธอเบาๆ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งแล้วมองห่อที่ฮันกยอลเอามาจากสตูดิโอ จากนั้นจึงถามพร้อมกับยิ้มกว้าง 

“ทำโปสการ์ดสนุกไหม?” 

“พอได้นะ” 

“วันหลังส่งให้ผมใบนึงสิ” 

“ขึ้นอยู่กับว่าทำตัวยังไง” 

แจโอดูโปสการ์ดที่เธอวาดในขณะที่ฮันกยอลเตรียมตัวจะลุกออกจากเตียงอย่างช้าๆ เขามองดูโปสการ์ดราวๆ สิบใบทีละแผ่นอย่างละเอียดแล้วจู่ๆ ก็เอียงคอสงสัย 

“ทำไมเหรอ?” 

“หือ? เปล่า แค่ดูต่างกับที่วาดปกติน่ะ” 

เขาพูดพลางคลี่โปสการ์ดออกเป็นรูปพัดแล้วยื่นให้ดู 

“ชอบหมดนี่เลย ส่งให้ผมหมดเลยนะ” 

“ไปกินข้าวกัน หิวแล้ว” 

แจโอทำปากยื่นอย่างซุกซนแล้ววางโปสการ์ดลง ท่าทางที่ไม่เข้ากันกับรูปลักษณ์ภายนอกเลยนั้นทำให้ฮันกยอลหลุดขำออกมา แจโอเองก็หัวเราะคิกคักไปด้วยเพราะตลกตัวเอง 

“อยากกินอะไรไหม?” 

“อะไรก็ได้” 

“ให้มิชชั่นที่ยากที่สุดเลยนะเนี่ย” 

แจโอเดินนำไปที่ทางเดินก่อนจะยื่นมือออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ เขาจ้องมองฮันกยอลด้วยสายตาที่ถามว่าทำอะไรทำไมไม่จับ จากนั้นจึงเดินเข้าไปคว้ามือเล็กๆ อย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าเธอกำลังลังเล 

“ไปกันเถอะ” 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮันกยอลสัมผัสตัวแจโอแต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเขิน มากกว่านี้ก็ทำมาแล้วแต่ก็คิดว่าการจับมือมันมีความรู้สึกที่แตกต่าง 

‘มาคิดๆ ดูแล้วก็จับมือกับมินอยู่บ่อยๆ นะ...” 

แต่ก็ไม่เคยมองเขาตรงๆ แบบที่ทำกับแจโอเลย เพราะมินมักจะเฝ้ามองจากทางด้านหลังอยู่เสมอ 

‘ไม่ติดต่อมาเลย ตั้งแต่ตอนนั้น’ 

แม้จะบอกว่าไม่เป็นไรแต่ก็น่าจะเจ็บปวดบ้างนิดหน่อยไม่ใช่เหรอ? เธอไม่สามารถโยนความรู้สึกผิดที่ทำสิ่งที่ร้ายแรงกับคนที่คอยอยู่เคียงข้างมาสิบปีทิ้งไปได้ 

“คิดอะไรอยู่?” 

แจโอหยุดเดินเมื่อเห็นว่าฮันกยอลดูแปลกๆ เพราะไม่พูดอะไรเลย 

“หือ? เปล่า ไม่มีอะไร” 

เมื่อเธอตอบกลับด้วยเสียงที่เหมือนกับปกติ เขาจึงทำหน้าสงสัยแต่ก็หันกลับไปเริ่มเดินต่อ 

เขาต้องเดินทางไปทำงานนอกสถานที่อย่างมากก็ครั้งสองต่อป ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นแต่แจโอก็ดูเหมือนรู้จักโอซาก้าเป็นอย่างดี เดินฉับๆ ทะลุร้านค้าใต้ดินที่วุ่นวายและหาถนนอาหารเจออย่างง่ายๆ โดยไม่มีแผนที่ เขาเลือกร้านอาหารร้านหนึ่งทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวหลังจากเข้ามาในย่านร้านอาหาร และพาฮันกยอลเข้าไป เมนูที่เขาเลือกคือซูชิ 

“いらっしゃいませ.” 

(ยินดีต้อนรับค่ะ) 

พนักงานทักทายด้วยเสียงที่เคยได้ยินจากภาพยนตร์ จากนั้นจึงเอากาน้ำชาและเมนูมาให้ทันทีหลังจากพวกเขาได้ที่นั่งและนั่งลง 

“เลือกเลย ซูชิของโอซาก้ามีซาชิมิขนาดใหญ่กว่าที่อื่นมากเลยนะ หรือจะเอาซาชิมิโปะบนซาชิมิ?” 

“อืมม ฉันไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลย” 

ฮันกยอลมองดูเมนูที่มีตัวอักษรจีนแล้วทำหน้าตัดสินใจลำยาก 

“งั้นบอกผมมาก็ได้ มีทูน่า ซาบะ แซลม่อน อ๋อ กินหมึกยักษ์ไหม?” 

ท่าทางที่อธิบายนู่นนี่ให้ฟังทำให้แจโอดูเหมือนคนท้องถิ่น ตอนสั่งอาหารกับพนักงานก็พูดภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่ว ฮันกยอลตกใจกับด้านที่ต่างออกไปของแจโอที่ไม่เคยรู้มาก่อนเป็นครั้งที่สอง 

“พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งนี่” 

แจโอทำแค่เพียงยิ้มออกมา 

“ใครเห็นก็คงนึกว่าเป็นคนญี่ปุ่น” 

คำพูดของฮันกยอลทำให้แจโอเกาหัวอย่างเขินอาย 

“ก็เคยอยู่ประมาณสองปี ถ้าพูดไม่ได้จะแปลกมากกว่านะ” 

“เคยอยู่ที่นี่น่ะเหรอ” 

“ไม่ใช่ที่นี่หรอก อยู่ในเมืองที่ไกลกว่านี้อีกหน่อยค่ะ” 

ฮันกยอลเอาซูชิที่ถูกเสิร์ฟมาทีละอันเข้าปากพร้อมกับยักไหล่ 

“เห็นอย่างนี้แล้วฉันดูไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลย แต่คุณรู้เรื่องฉันทุกอย่าง” 

“ถ้าอยากรู้ก็ถามเลย เจ้าตัวอยู่ตรงหน้าแล้วมีอะไรให้ลังเลอีก” 

นั่นสินะ ฮันกยอลพึมพำเบาๆ การที่ตัวเองไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแจโอเลยไม่ใช่ว่าเขาไม่บอก แต่เป็นเพราะตัวเองไม่เคยถามเขาเลยสักครั้งเดียว จึงทำให้ฮันกยอลรู้สึกแปลกตากับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวกับเขาไปด้วย 

“จะค่อยๆ ถามนะ" 

คำพูดของฮันกยอลทำให้แจโอยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี 

ตอนที่กลับมาที่โรงแรมหลังจากทานอาหารและไปชมทิวทัศน์ยามกลางคืนตามที่แจโอพาไปเสร็จ ฮันกยอลก็อ่อนแรงจนแทบขยับนิ้วไม่ได้ แจโอเมินเฉยและทำเป็นไม่ได้ยินคำขอของเธอที่ขอนอนดีๆ ก่อนจะเข้าไปมุดตัวฮันกยอลเหมือนกับเป็นของตัวเอง หยอกล้อกันอยู่สักพัก เขาก็เริ่มเหนื่อยเหมือนกันจึงให้เวลาพัก ก่อนที่ฮันกยอลจะหมดสติไป 

“ผมมีอะไรจะบอก” 

ในตอนที่เปลือกตากำลังปิดลงทีละนิด แจโอก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ 

“อะไรล่ะ? พูดมาสิ” 

ฮันกยอลอยู่ในสภาพสะลึมสะลือ เธอตอบแจโอโดยอัตโนมัติพร้อมกับสัปหงก มือที่ลูบหัวอย่างอ่อนโยนเริ่มอ่อนเพลียมากขึ้น ในตอนที่กำลังจะผล็อยหลับไป แจโอก็เริ่มพูดขึ้นมาในทันที 

“ถ้าสมมุติว่าพวกเราเลิกกัน ผมจะไม่เกลียดและจะไม่พยายามลืมคุณด้วย” 

ในตอนนั้นความง่วงหายไปในทันที ฮันกยอลลืมตาและเงยหน้าขึ้นไปมองแจโอ แจโอสบตาด้วยใบหน้าอ่อนโยนที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก 

“ในตอนที่คิดทบทวนไม่ว่าจะเป็นความทรงจำดีๆ หรือความทรงจำแย่ๆ และเริ่มชินชาก็อาจจะเจอคนอื่นแต่ถึงยังไงก็จะไม่ลืมคุณ ผมคิดว่าจะจดจำเรื่องของคุณไปตลอดชีวิต” 

“ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้?” 

เธอกลัวจึงพยายามขัดขวางการพูดของเขา แต่เขากลับทำเพียงแค่เพิ่มแรงแขนที่โอบกอดฮันกยอลไว้เท่านั้นและไม่มีทีท่าว่าจะปิดปาก ซ้ำยังพูดต่อไม่หยุดด้วยเสียงเบา 

“ผมดีใจนะที่คุณชอบผมและชอบที่ตัวเองชอบคุณด้วย... คุณมีบาดแผลมากมายเพราะฉะนั้นตอนที่ผมสัญญาอะไรมันก็อาจจะยากที่จะเชื่อได้ ถ้าไม่ใช่คุณ ผมก็อาจจะเอาแต่พูดซ้ำซากว่าตลอดไปหรือตลอดชีวิตเหมือนกับคนอื่นก็ได้... ดังนั้นผมก็เลยพยายามที่จะพูดตรงๆ ผมไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ตอนแรกก็มีอยู่หรอกแต่มันก็ค่อยๆ ลดลง ตอนที่กอดคุณเหมือนตอนนี้มันก็ดี แต่วันต่อมาความรู้สึกนั้นก็หายไป ผมกังวลเพราะไม่รู้ว่าคุณจะเปลี่ยนใจไปตอนไหน... แต่ก็ยังจบไม่ได้ อย่างน้อยก็หลังจากที่ผมพอใจแล้วและเมื่อถึงตอนนั้นผมจะปล่อยคุณไป และตอนนั้นผมจะไม่ใช้คำว่ารักมาเป็นข้ออ้างอย่างเด็ดขาด” 

เขาพูดพลางจ้องมองฮันกยอลด้วยแววตาที่เหมือนกับจะร้องไห้ออกมา 

“เพราะฉะนั้นแล้วเชื่อใจผมสักนิดนึงนะ” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น