ฮะนะชิ

'หุ่นยนต์' จะเข้าใจ 'มนุษย์' ได้จริงหรือเปล่านะ? (อัพวันละตอน จ.-ศ. 15.00 น. , ส.-อา.และวันหยุด 11.00 น.)

บทที่ 3-6 ตัวผมที่ไม่สมบูรณ์ ทำได้เพียงหลอกลวงทุกคนเท่านั้น

ชื่อตอน : บทที่ 3-6 ตัวผมที่ไม่สมบูรณ์ ทำได้เพียงหลอกลวงทุกคนเท่านั้น

คำค้น : นิยายญี่ปุ่น รีบูทหัวใจนายโรบอท โรบอท หุ่นยนต์

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 166

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2562 10:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3-6 ตัวผมที่ไม่สมบูรณ์ ทำได้เพียงหลอกลวงทุกคนเท่านั้น
แบบอักษร

แม้ตอนนี้เป็นยุคที่อัตราการเกิดต่ำ แต่โรงเรียนยามะมิทสึกลับมีจำนวนนักเรียนมากพอสมควรเมื่อเทียบกับโรงเรียนในละแวกนี้ ผู้ร่วมงานโรงเรียนเองก็เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้โรงเรียนคึกคักสุดๆ ผมมองโรงเรียนนี้ใหม่ทันที เพราะไม่คิดว่าจะเป็นโรงเรียนที่มีผู้คนมารวมตัวกันมากขนาดนี้ 

ร้านวาฟเฟิลขายดีมาก ผมทำวาฟเฟิลส่งต่อให้เด็กผู้หญิงที่ทำหน้าที่แคชเชียร์ ลูกค้าที่รออยู่นอกห้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีเวลาพักผ่อนเลย 

ส่วนผสมที่ทำเตรียมไว้ก่อนหน้านี้เริ่มใกล้หมดแล้ว แต่ก่อนที่มันจะหมดเกลี้ยงก็ถึงเวลาเปลี่ยนกะ หรือก็คือหมดเวลางานของผมแล้ว 

โคซึกะ มัตสึดะ กับกนโดน่าจะยุ่งอยู่กับวงดนตรี ผมคงจะต้องเดินดูงานคนเดียว 

ผมออกจากห้องเรียนพลางคิดว่าไปห้องสมุดดีไหมนะ ก็พบกับสิ่งที่ทำให้ผมควรจะตกใจ 

ซังโกะในชุดยูกาตะสีฟ้าแสนสวยกำลังรอผมอยู่ 

ซังโกะดูสดใสเหมือนกับภาพท้องทะเลในโอกินาว่า ถ้ามองด้วยความรู้สึกของมนุษย์ก็อาจเรียกได้ว่ามีเสน่ห์มาก 

ความหมองคล้ำบนใบหน้าของเธอเมื่อตอนที่พบกันครั้งแรกจางลง กลายเป็นผิวแวววาวเปล่งปลั่ง ดวงตากลมโตเจือความกังวลมองมาที่ผม 

“แหะๆ ก็เทศกาลนี่เนอะ” 

ผมต้องยอมรับความจริงที่ว่าซังโกะแต่งชุดยูกาตะสวยมารอผม 

“เหมาะกับเธอดีนะ เหมาะมากๆ เลย” 

“จริงเหรอ ฉันผิวเข้มแล้วก็หน้าเหมือนผู้ชายด้วย คิดว่าคงไม่เหมาะเท่าไหร่หรอก” 

ซังโกะแก้มแดงอย่างเขินอาย คิ้วที่หนาช่วยขับให้ตาโตเปล่งประกายมากขึ้น เธอประเมินตัวเองผิดไปอย่างมาก ดูเหมือนจะไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าตนมีใบหน้าที่ดึงดูดสายตาผู้คนอยู่ 

“นี่ ไปเดินรอบๆ ด้วยกันเถอะ” 

“อืม จะไปที่ไหนล่ะ” 

“ที่ไหนก็ได้” 

มือนุ่มลื่นเหมือนแพรไหมของซังโกะกุมมือผม เธอหัวเราะอย่างไร้เดียงสาแล้วจูงผมออกเดิน 

อา นี่มันเป็นการดำเนินเรื่องที่แย่มาก 

เหมือนกับตอนที่ถูกโคซุเอะชอบเลย 

ผมเหลือบมองใบหน้าของซังโกะ แก้มของเธอนุ่มนิ่ม เธอกำลังยิ้มอย่างสนุกสนานจากก้นบึ้งของหัวใจ 

เธอคงจะกำลังมีความสุขอยู่สินะ 

“อ๊ะ! นั่นก็ดีนะ เล่นช้อนปลาทองกันเถอะ!” 

ซังโกะซื้อน้ำแข็งไสรสบลูฮาวายมา แล้วจูงผมไปที่ร้านถัดไปต่อทันที 

“ผมว่า ผมน่าเล่นห่วยมากเลยนะ” 

“อะฮะฮะ แต่ฉันเล่นเก่งนะ” 

ซังโกะรับที่ช้อนกระดาษมา ใช้ข้อมืออย่างชำนาญช้อนปลาทองลงในขันได้ห้าตัวในเวลาแค่ครู่เดียว 

เก่งจริงๆ นั่นล่ะ 

ผมลองขยับช้อนกระดาษเลียนแบบการเคลื่อนไหวของซังโกะดูบ้าง แต่ปลาทองก็ทะลุช้อนกระดาษว่ายหนีไปอย่างง่ายดาย ดูเหมือนการจะช้อนกระดาษให้เก่งจำเป็นจะต้องมีการปรับแต่งอย่างละเอียด 

“ฮุฮุ เรย์คุงก็มีเรื่องที่ไม่ถนัดเหมือนกันเนอะ” 

พอเดินจับมือกับซังโกะ คนรอบข้างก็มองกันเป็นตาเดียว คนที่ตาถลนออกมาเหมือนกับเห็นสิ่งลี้ลับก็มี วันนี้ซังโกะน่ารักขนาดนั้นเลยเหรอ คิ้วเข้มบนใบหน้างดงามกับชุดยูกาตะสีฟ้า เธอเหมือนกับเทพธิดาที่ออกมาจากเทพนิยายญี่ปุ่น 

“บลูฮาวายอร่อยก็จริง แต่หลังกินเสร็จเนี่ย ลิ้นก็กลายเป็นสีฟ้าไปหมดเลย” 

ในหมู่น้ำหวานราดน้ำแข็งไส บลูฮาวายเป็นน้ำหวานประเภทที่เม็ดสีจะไม่หายไปในทันที 

“ฉันไม่คิดมากเรื่องนั้นหรอก” 

“แหะๆ ขอบคุณนะ” 

จากนั้นซังโกะก็ร้องตกใจเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ “ใกล้ถึงตาพวกโคซึกะคุงแล้วไม่ใช่เหรอ” เธอพูดแล้วมองเวลา 

วงของโคซึกะ มัตสึดะ และกนโด จับฉลากได้ขึ้นแสดงที่โรงยิม 

“ไปดูกันไหม พวกนั้นพยายามกันมากเลยนะ” 

พวกเราไปที่โรงยิม มีเก้าอี้วางเรียงรายอยู่มากพอสมควร ม่านปิดไว้ทำให้ด้านในมืดสนิท วงดนตรีที่กำลังแสดงอยู่โดดเด่นใต้แสงสปอตไลท์ 

วงของพวกโคซึกะจะขึ้นแสดงถัดจากวงนี้พอดี 

“ทั้งสามคน สนิทกันมากเลยเนอะ” 

มัตสึดะกับกนโดสนิทกันมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่การที่ทั้งคู่ไปสนิทกับโคซึกะที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์นั้นทำให้ทุกคนตกใจไปตามๆ กัน 

 แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ทั้งมัตสึดะทั้งกนโดต่างก็ไม่ใช่พวกชอบบีบบังคับคนอื่น โคซึกะเองถึงจะมีมุมหัวดื้อ แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะหลบเลี่ยงคนที่ไม่มีเจตนาร้าย นอกจากนั้น ถ้ามีเป้าหมายเป็นสิ่งเดียวกัน จะอยู่ด้วยกันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย 

“อ๊ะ! ออกมาแล้วล่ะ” 

ซังโกะกระซิบเสียงเบาตอนที่โคซึกะที่เล่นเบส ส่วนมัตสึดะเป็นมือกีตาร์และร้องนำ และจากนั้นกนโดที่เล่นกลองก็ก้าวขึ้นมาบนเวที 

พวกเขาใช้เวลาปรับจูนเครื่องดนตรีกันหลายนาที ในที่สุดมัตสึดะก็ตะโกนใส่ไมค์ว่า “ปีหนึ่งห้องสอง วงคาทาสโทรฟี(Catastrophe)!” 

แล้วทั้งสามคนเริ่มแสดง 

‘เจ้านั่นพูดไว้! ตรึงมือเท้าพวกแกไว้กับล้อเกวียน! นั่นเป็นเรื่องที่ดีงาม!’ เนื้อเพลงที่โคซึกะแต่งเริ่มต้นด้วยการลอกเลียนคำที่อยู่ใน “พันธสัญญาเก่า” ของคัมภีร์ไบเบิ้ล วงดนตรีของทั้งสามคนเป็นแนวพังค์ เนื้อเพลงในรูปแบบฟรีสไตล์รวมกับท่วงทำนองพื้นๆ แต่ทรงพลัง แม้คนในที่จัดงานไม่ถึงกับหลงไหลคลั่งใคล้ แต่ก็รู้ได้ไม่มากก็น้อยว่าพวกเขากำลังพยายามถ่ายทอดบทเพลงสุดความสามารถ 

‘ยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูที่ทำตัวเป็นผู้บริสุทธิ์ แผดเสียงกราดเกรี้ยวใส่เหล่าคนที่บีบบังคับพวกตนว่า “อย่ามาทำบ้าๆ นะ!”’ เรื่องราวที่ถูกใส่ลงในเนื้อเพลงนี้ จะเป็นเรื่องที่โคซึกะคิดอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่านะ 

แต่เมื่อเริ่มเล่นเพลงที่สองก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น ระหว่างที่ร้องเพลงอยู่ มัตสึดะก็อ้าปากค้าง แล้วหยุดร้องกะทันหัน 

โคซึกะและกนโดต่างลนลานและพยายามส่งสัญญาณให้มัตสึดะ แต่มัตสึดะกลับกุมหัวตัวเองไว้ ไม่แม้แต่จะเล่นดนตรีต่อ 

โคซึกะกับกนโดเล่นดนตรีต่อไป แต่จนถึงท้ายสุด มัตสึดะก็คนสติกลับมาไม่ได้ 

เมื่อการแสดงจบลง โคซึกะและกนโดก็ช่วยกันพยุงมัตสึดะที่คอตกลงจากเวทีไป โรงยิมกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง 

“มัตสึดะคุงน่าสงสารจัง” 

ซังโกะแสดงความเห็นใจทั้งสามคนด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาในทันทีที่พวกเราออกมาจากโรงยิม 

ในเวลาแบบนี้ ต้องใช้คำพูดแบบไหนถึงจะดี 

ผมมีเรื่องที่อยากจะลองยืนยันอีกครั้ง ผมคิดอยู่เสมอว่าถ้าได้พูดสิ่งที่ตนเองกำลังคิดอยู่กับใครสักคนที่กำลังท้อแท้ จะมีโอกาสที่ทำให้พวกเขารู้สึกตรงกันข้ามได้หรือเปล่า 

“ผมน่ะ อิจฉาพวกนั้นนะ” 

ซังโกะร้อง “เอ๊ะ” ด้วยสีหน้าแปลกใจ เธอหันมาสบตาผม 

“ผมเคยมีเพื่อนอยู่สองคน” 

เป็นเรื่องของทาคาดะกับโอคุโบะ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังคิดเรื่องที่ตัวเองทำกับพวกเขาอยู่ 

“แต่ว่าพวกผมไม่ได้ช่วยเหลือกันและกันแบบพวกนั้น ความเป็นเพื่อนที่พังทลายลงไปครั้งหนึ่งแล้ว มันเละเทะจนกลับมาเป็นแบบเดิมไม่ได้อีก ตอนนี้เราสามคนต่างก็กระจัดกระจายกันไปคนละทาง” 

ซังโกะฟังเรื่องราวของผมด้วยสีหน้าจริงจัง 

“เพราะงั้น พอผมเห็นเรื่องนั่นในวันนี้แล้วก็แอบคิดว่า ผมจะสามารถยืนอยู่บนที่แบบนั้นแล้วประคับประคองเพื่อนได้เหมือนพวกเขารึเปล่า” 

ไม่เกี่ยวกับวงดนตรีเลย แล้วผมก็ไม่ได้คิดอยากจะไปข้องเกี่ยวด้วย แต่ในความเป็นไปได้ ถ้าผมจะอยู่ในวงดนตรีและอยู่บนเวทีนั่นด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร 

“ฉัน…อาจจะเข้าใจความรู้สึกนั่นก็ได้นะ” 

ครั้งนี้เป็นผมที่หันไปมองซังโกะแทน 

“ตอนมัธยมต้น เพื่อนที่ฉันชอบมากๆ ชอบเพื่อนคนอื่นมากกว่าฉัน เขาก็เลยไปอยู่กลุ่มอื่น” 

ซังโกะหลุบตามองพื้นด้วยท่าทางเป็นทุกข์ แล้วพูดต่อว่า “สุดท้ายตอนทัศนศึกษา ฉันก็ต้องเดินกับเด็กที่ไม่ค่อยสนิทด้วย” พูดจบเธอก็หัวเราะฝืนๆ ออกมา 

ผิดคาด เด็กที่ดูจะเป็นที่รักของทุกคนอย่างซังโกะเองก็มีความทรงจำที่อึดอัดแบบนั้นเหมือนกัน 

“อาซามิซัง เรื่องนั้น...” 

“ก็บอกว่าอย่าเติมซังไง เรียกว่าซังโกะสิ” 

ซังโกะกุมมือผม อุณหภูมิร่างกายของเธอร้อนผ่าวอยู่เสมอ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น