สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 17 (ลงใหม่ คราวที่แล้วลงตอนซ้ำค่ะ)

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 (ลงใหม่ คราวที่แล้วลงตอนซ้ำค่ะ)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 245

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2562 19:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 (ลงใหม่ คราวที่แล้วลงตอนซ้ำค่ะ)
แบบอักษร

“เรื่องที่พี่เจี๊ยบพูดถึงคืองานแต่งงานของฉันเอง” สาวจอมวีนมองออกไปนอกรถ ทว่าห้วงความครุ่นคำนึงกลับเหม่อลอยไปไกลกว่านั้น ริมฝีปากบางเฉียบแย้มน้อย ๆ  

“แต่งงาน ! ” ชนวีร์ตกใจ ผู้หญิงคนนี้แต่งงานแล้วงั้นเหรอ 

“ใช่! แต่งงาน ฉันแจกการ์ดไปตั้งเกือบพันใบ ทุกอย่างเตรียมไว้เสร็จสรรพ ฉันกำลังจะมีงานแต่งงานอย่างที่ฝันไว้อยู่แล้ว แต่...แค่สามสัปดาห์ก่อนวันงาน ฉันกลับต้องพบว่างานแต่งงานที่สมบูรณ์แบบของฉัน ขาดแค่อย่างเดียว...คือเจ้าบ่าว ผู้ชายคนนั้นขอยกเลิกงานแต่งงานด้วยเหตุผลว่าแม่ของเขาไม่ชอบฉัน” 

“ไม่ชอบก็บอกกันตั้งแต่ตอนรู้จักกันแรก ๆ สิ ทำไมต้องรอจนจะแต่งงานกันอยู่รอมร่อ แล้วค่อยมาบอก” ชนวีร์ข้องใจ 

“ฉันรู้จักกานนที่เบิร์กเลย์น่ะ เราตกลงใจจะแต่งงานกันตั้งแต่ตอนอยู่ที่โน่นแล้ว พอเรียนจบกลับเมืองไทย เขาก็พาฉันไปรู้จักกับครอบครัว ฉันเพิ่งรู้ตอนนั้นเองว่าแม่ของนนเป็นหม่อมราชวงศ์ แรก ๆ เธอก็ดีนะ แต่หลังจากพิธีหมั้น เธอคงเริ่มคิดได้มั้งว่าไม่อยากได้สะใภ้อย่างฉันเข้าไปทำให้วงศ์ตระกูลของเธอแปดเปื้อน ก็เลยบังคับให้ลูกชายเลิกกับฉันซะ” 

รินรดาเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  

ความทรงจำของหญิงสาวคล้ายก๊อกน้ำที่ถูกไขเปิด เรื่องราวต่าง ๆ ก็พากันไหลหลั่งออกมาจนเหมือนจะเล่าขานได้ไม่มีวันจบสิ้น  

“คุณรู้ไหม ทุกคนชื่นชมว่าฉันเก่ง โชคดี มีหน้าที่การงานมั่นคง แถมคู่หมั้นก็ยังแสนดีมีชาติตระกูล ใคร ๆ ก็อิจฉาฉันกันหมด การถูกปฏิเสธแบบนั้นมันทำให้ฉันกลับมายืนติดพื้น แล้วก็ยอมรับความจริงว่าฉันไม่ได้สูงส่งมากมายอย่างคิด เพราะขนาดคนที่ฉันไว้ใจที่สุด ก็ยังทิ้งฉัน ไม่ต้องการฉันอีกต่อไปแล้วเลย 

“วันที่ต้องไปพบญาติผู้ใหญ่ เพื่อนฝูง ลูกค้า ลูกน้อง เพื่อบอกทุกคนว่างานแต่งงานถูกยกเลิก ฉันถึงได้รู้ว่าหัวใจมนุษย์นี่ก็แปลกดี เพราะมันทนความเจ็บปวดได้มากอย่างที่เราคาดไม่ถึง ช่วงแรก ๆ ฉันคิดว่าการต้องแบกหน้าไปทำอะไรอย่างนั้นมันน่าอาย สู้ตายเสียยังจะดีซะกว่ า!  

“แต่เอาเข้าจริงมันก็น่ากลัวแค่ตอนที่เริ่มพูดครั้งแรกเท่านั้นเอง พอต้องพูดหนที่สอง หนที่สาม ฉันก็รู้สึกเฉย ๆ แล้ว คนฟังไม่มีใครกล้าถามรายละเอียดสักคน ทั้งที่พวกเขาคงอยากรู้ใจแทบขาดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ 

“ตอนนั้นแหละที่ฉันคิดว่าโลกใบนี้มันแคบเกินไป เดินไปไหนก็เจอแต่คนรู้จัก มีแต่สายตาที่เต็มไปด้วยคำถามคอยหลอกหลอนอยู่รอบตัวตลอดเวลา” 

ชนวีร์พยักหน้ารับรู้ แววตาเขาเปี่ยมด้วยความเห็นใจ เขาเคยชมว่าเธอเก่งที่กล้ามาเที่ยวเมืองจีนคนเดียว เพิ่งจะรู้ว่าคำชมนั้นเทียบกับความเข้มแข็งแท้จริงของเธอไม่ได้แม้แต่ธุลี เห็นตัวผอมบางจนแทบจะปลิวลมอย่างนี้ แต่รินรดากลับเด็ดขาด แล้วก็ใจแข็งอย่างเหลือเชื่อ  

ผู้หญิงอะไรพูดถึงงานแต่งงานที่ถูกยกเลิกไปโดยไม่มีน้ำตาสักหยด ! 

ชายหนุ่มคงชื่นชมเธอได้เต็มใจทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่กลับอดคิดไม่ได้ว่า การที่เธอเป็นคนใจแข็งน่ะถือเป็นเรื่องดี แต่ความขี้ขลาดนี่สิ...ไม่ไหวเลย !  

ก็ไอ้ท่าทางที่เธอทำปั้นปึ่งเย็นชาใส่เขา แถมยังพยายามผลักไสเขาออกไปห่าง ๆ อยู่ตลอดเวลานั่นอีก ไม่เรียกว่าขี้ขลาดแล้วจะเรียกว่าอะไร นี่เธอคงกลัวตัวเองผิดหวังซ้ำแบบเก่า ก็เลยใช้วิธีหนีปัญหาด้วยการไม่ยอมเปิดใจให้ใครอีกเลย 

“แล้วคุณรู้ไหมว่าตอนที่สนุกที่สุดของเรื่องนี้อยู่ที่ไหน” เธอหันมาถามเขาด้วยแววตาลึกล้ำ  

ชนวีร์ส่ายหน้าแทนคำตอบ 

“ตอนที่แม่นนโทร.มาบอกยกเลิกงานแต่งไง เธอบอกว่าแหวนหมั้นน่ะยกให้ฉัน เพราะถ้าจะหมั้นสะใภ้ใหม่ที่คู่ควรกับราชสกุลของเธอ แหวนจะต้องวงใหญ่กว่าที่นนให้ฉัน แถมเธอยังสั่งให้ฉันส่งเครื่องเพชรของหมั้นชิ้นอื่นคืนด้วย ทีแรกฉันน่ะโกรธจนแทบจะเอาของพวกนั้นไปปาใส่หน้าเธอเลยนะ แต่พ่อบอกว่าตามกฎหมายแล้ว ถ้าเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายถอนหมั้นโดยที่ฉันไม่ผิด ฉันมีสิทธิ์เก็บของหมั้นไว้ได้ 

“ในเมื่อเราไม่ได้ทำผิด เรื่องอะไรจะมัวแต่ถือทิฐิโง่ ๆ ทำเป็นนางเอกนิยายรักศักดิ์ศรีที่สุดในโลกล่ะ สุดท้ายฉันก็เลยเก็บเครื่องเพชรพวกนั้นไว้ทุกชิ้น คุณเอ๊ย ! ยายหม่อมราชวงศ์นั่นเต้นเป็นเจ้าเข้าเลย แถมยังโทร.มาด่าฉันเสียไม่มีชิ้นดี นั่นแหละ...มองย้อนกลับไปทีไร ฉันว่ามันสะใจเป็นบ้าเลย ! ” 

ชนวีร์ไม่แปลกใจที่การกระทำของเธอออกแนวพยาบาท การที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกหลู่เกียรติขนาดนี้ ต้องบอกว่าไอ้ที่เธอตอบโต้ไปมันก็สมน้ำสมเนื้อกันดีกับความร้ายกาจของอีกฝ่าย 

หม่อมราชวงศ์อะไร้ ! ลูกชายตัวเองผิดแท้ ๆ ยังมีหน้าไปทวงของหมั้นคืนอีก 

เขาทบทวนความจำ หม่อมราชวงศ์หญิงในเมืองไทยมีเหลืออยู่ไม่กี่คนเท่านั้น แล้วที่ส่งลูกชายไปเรียนเบิร์กเลย์ก็ยิ่งตีวงได้แคบเข้าไปใหญ่ และคำบอกเล่าของรินรดาที่ว่าอดีตคู่หมั้นของเธอชื่อกานนก็ทำให้เขาตัดตัวเลือกทั้งหมดออกจนเหลือเพียงคำตอบสุดท้าย 

ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “แม่แฟนเก่าที่คุณพูดถึง คือหม่อมราชวงศ์ศจีรัตน์ ธนากร แม่ของหม่อมหลวงกานน ธนากร ใช่ไหม” 

รินรดาเลิกคิ้ว “คุณรู้จักด้วยเหรอ” 

“ถ้าจำไม่ผิด คุณหญิงศจีรัตน์ให้ข่าวว่าลูกชายโดนผู้หญิงต่างชาติหลอกให้แต่งงานด้วยไม่ใช่เหรอ” ไม่ใช่แค่รู้จักธรรมดา แต่คำถามของชายหนุ่มบอกให้เธอรู้ชัดว่าเขารู้จัก ‘คนในข่าว’ เป็นอย่างดี 

หญิงสาวยกมุมปากเล็กน้อย ไม่ปิดบังความเย้ยหยัน “ผู้หญิงคนนั้นคือฉันเอง” 

“อ้าว....คุณไม่ใช่คนไทยเหรอ” คนถามสีหน้างงงัน จับต้นชนปลายไม่ถูก 

“แม่ของฉันเป็นคนฮ่องกง ฉันเป็นลูกครึ่ง” 

“คงเป็นเพราะเหตุนี้ละสิ ที่เธอไม่ชอบคุณ” 

หญิงสาวยักไหล่ “ใช่มั้ง” 

“นี่แหละคุณหญิงศจีรัตน์ตัวจริง ทั้งเค็ม เขี้ยว หัวสูง แล้วก็เหยียดคนเป็นที่หนึ่ง คงเพราะถือว่าตัวเองเป็นหม่อมราชวงศ์ละมั้ง เรามันสามัญชนคนธรรมดา ก็เลยดูกระจอกสุด ๆ ในสายตาเธอ ถ้าผมเป็นคุณนะ ผมจะดีใจมากกว่าที่ไม่ต้องดองกับคนอย่างนั้น” 

“ถึงกับต้องดีใจเลยเหรอ” รินรดาทวนคำ ชักหมั่นไส้คนขี้โม้ที่พูดราวกับว่าสนิทสนมกับบ้านธนากรเป็นอย่างดีขนาดนั้น 

“เอาเป็นว่าผมพอรู้อะไรมาบ้างก็แล้วกันน่า คุณอดใจคอยไว้เถอะ อีกไม่นานคงได้เห็นอะไรดี ๆ แน่ ๆ ” 

“เพิ่งรู้ว่าคุณเป็นคนวงในของราชสกุลธนากรนะเนี่ย” หญิงสาวประชด 

ชนวีร์ขัดใจ ที่เธอไม่เชื่อว่าเขาพูดจริง  

ชายหนุ่มนิ่งคิด เขายอมรับว่าพอใจกับรูปแบบความสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างตนเองกับผู้หญิงคนนี้...มากด้วย  

แต่...บางอย่างจะเปลี่ยนไปไหม ถ้าเธอรู้ว่าเขาไม่ใช่แค่นายชนวีร์ธรรมดา แต่เป็นชนวีร์ ณัฐภัทร ! 

“ในฐานะที่แฟนเก่าคุณเป็นผู้บริหารธนากรกรุ๊ป คุณคงรู้อยู่แล้วว่ากานนใช้หุ้นบริษัทตัวเองค้ำประกันเงินกู้จากสถาบันการเงินหลายแห่ง เท่าที่ผมรู้โครงการใหม่ที่เขาเอาเข้าไปวางแบงค์เพื่อหาเงินกู้เพิ่มน่ะ...ไม่เกิดหรอก บอกตามตรงนะ ถ้าใครยอมให้เขากู้ก็โง่เต็มทีแล้ว”  

“รู้ดีเหลือเกิ๊น พูดยังกับบ้านอยู่ข้างแบงค์ยังงั้นแหละ” ถ้อยเหน็บแนมบอกชัดว่าไม่เชื่อน้ำยาเขา 

“อยู่ทำไมข้างแบงค์ อยู่ในแบงค์เลยดีกว่า” ชนวีร์โต้ทันควัน 

คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวขมวดคิ้ว และหันมาพิจารณาผู้ชายข้าง ๆ อย่างละเอียด หน้าทะเล้นแป้นแล้นนั่นน่ะเห็นจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่รอยยิ้มนิด ๆ ตรงมุมปากนั่นต่างหากที่ดูท้าทาย มาดมั่น เหมือนจะย้ำว่าเขารู้อะไรบางอย่างมาจริง ๆ  

เขาไปรู้มาจากไหน 

บ้านอยู่ในแบงค์  - ชนวีร์  - บ้านอยู่ในแบงค์... 

หญิงสาวทบทวนข้อมูลนั้นในใจ ความเงียบเกิดขึ้นชั่วครู่ใหญ่ ก่อนเธอจะหลุดคำถามออกมาด้วยอาการไม่แน่ใจ  

“นี่คุณกำลังจะบอกว่าคุณคือชนวีร์ ณัฐภัทร ประธานกรรมการบริหารของเครือณัฐภัทรคอร์ปอเรชั่น กลุ่มการเงินที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยงั้นเหรอ” 

ชายหนุ่มผงกศีรษะ สีหน้าติดจะทึ่งนิด ๆ  

แม้รินรดายังไม่เชื่อน้ำยาคนกะล่อนกวนประสาท แต่มาดนิ่ง ๆ กับรอยยิ้มภาคภูมิใจของเขาก็ทำให้เธอเริ่มคล้ายตามว่าเขาอาจพูดจริง ! 

“รู้จักชื่อผมด้วย คุณนี่ก็เก่งใช้ได้เหมือนกันนะ” ประโยคชมเชยของเขาฟังราวกับผู้ใหญ่ให้กำลังใจผู้น้อยเหมือนอย่างที่พวกหนังสือฮาวทูทั้งหลายแนะนำให้ผู้บริหารหมั่นใช้ เพื่อกระตุ้นการทำงานของพนักงาน ทำให้รินรดาหายสงสัยและเชื่อสนิทว่าเขาคงไม่ได้อำเธอ  

”ฉันก็เคยอ่านวารสารการเงินมาบ้างนี่ยะ” เพราะเธอไม่ใช่สาวแบงค์ที่ต้องการคำชมจากนายใหญ่อย่างเขา หญิงสาวจึงสะบัดเสียงตอบพร้อมทำตาเขียวปั๊ด 

เมื่อรู้ว่าเขาเป็นใคร เธอจึงแปลกใจขึ้นมาที่คนฐานะอย่างชนวีร์เลือกมาเคาต์ดาวน์ที่เมืองจีน เพราะแม้แต่ตัวเธอเอง ปกติแล้วถ้าไม่อยู่นับถอยหลังที่ลานเบียร์หน้าเซ็นทรัลเวิร์ลด์ ก็คงจะเลือกอ่าวซิดนีย์ หรือไม่ก็ตึกไทม์สแควร์เป็นที่สังสรรค์นับถอยหลังข้ามปีมากกว่า  

ไอ้ที่หลวมตัวมาเซี่ยงไฮ้คราวนี้ก็เป็นเพราะณิชาเป็นคนต้นคิดและจัดการทุกอย่างให้ทั้งนั้น ถ้าต้องดำเนินการเอง จ้างให้เธอก็คงไม่ซื้อทัวร์มาที่นี่แน่ 

“ทำไมมหาเศรษฐีอย่างคุณถึงไม่ไปบินเที่ยวรอบโลกสักรอบสองรอบแทนการมาเที่ยวเมืองจีนนี่ล่ะ”  

“คุณรู้หรือเปล่าว่าถ้าจะเที่ยวรอบโลกจริง ๆ หาเวลาว่างยากกว่าหาเงินซะอีก” ชายหนุ่มพูดปนเสียงหัวเราะ “ที่จริงทริปเมืองจีนนี่ ภูมิกับยายพลอยตั้งใจจะมากับแม่น่ะ น้องชายผมเคยไปประจำที่ปักกิ่ง ก็เลยชอบศิลปะวัฒนธรรมของที่นี่เป็นพิเศษ พอสบโอกาสเลยชวนแม่กับเมียมาเที่ยวกัน แต่คงเป็น ‘โชคชะตา’ มั้ง ที่เปลี่ยนทุกอย่างแล้วก็พัดพาผมมาที่นี่แทน” 

ท้ายประโยคเขาทำตาเยิ้มใส่เธอ ดวงตาเรียวจึงค้อนขวับทันควัน 

ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ แล้ววกกลับไปเรื่องเดิม  

“จำคำผมไว้นะ สักวันคุณจะต้องดีใจที่ไม่ได้เป็นสะใภ้บ้านธนากร แล้ววันไหนที่คำพูดผมเป็นจริง อย่าลืมโทร.มาบอกด้วยล่ะว่านอกจากดีใจแล้ว คุณรู้สึกอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า” เขาดึงนามบัตรของตัวเองส่งให้เธอ  

“ทุกวันนี้ฉันก็ไม่ได้เสียดมเสียดายอะไรสักหน่อย” รินรดาทำหน้าบึ้ง พลางรับนามบัตรมาพิจารณา “คุณรู้หรือเปล่า สมัยนี้เขาซื้อขายนามบัตรอย่างนี้กันด้วยนะ มีทั้งเบอร์มือถือ ทั้งอีเมลล์ส่วนตัวของผู้บริหารยักษ์ใหญ่ โอ้โห...สงสัยฉันจะรวยก็คราวนี้” เธอโบกกระดาษใบจ้อยในมือไหว ๆ ก่อนจะเสียบใส่กระเป๋าเสื้อกันหนาวด้านใน  

คนมองยิ้มกริ่มอย่างถูกอารมณ์ 

“ยิ้มอะไร” มันน่าให้ฉุนไหม อยู่ดี ๆ ก็มานั่งทำตาวิบวับไม่น่าไว้ใจอย่างนี้ 

“ก็ดีใจไง ที่คุณเก็บนามบัตรผมไว้ใกล้ ๆ หัวใจ”  

กะแล้ว ! ว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าปกติ ไอ้คนปากหวานจอมกะล่อน! 

หญิงสาวถลึงตาปรามอีกฝ่ายเสียงแข็ง “อย่ามาทะลึ่งกับฉันนะ”  

“ไม่ได้ทะลึ่งสักหน่อย ผมก็แค่พูดตามที่คิดเท่านั้นเอง”  

“งั้นคราวหน้าก็ช่วยคิดอะไรที่ไม่ต้องเอาฉันเข้าไปเกี่ยวด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง” รินรดากระแทกเสียงประชด 

“โอเค ๆ ไม่คิดเรื่องคุณก็ได้ งกจัง ! ” 

คำกล่าวหานั้นทำให้หญิงสาวตาโต ทว่ายังไม่ทันปรี๊ดใส่ตามประสา ชนวีร์ก็รีบเปลี่ยนเรื่อง 

“ว้า ไม่ให้คุยเรื่องคุณ งั้นคุยเรื่องผมแทนก็ได้ ไหนบอกให้ฟังหน่อยซิว่าคุณเคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับผมบ้าง” 

หญิงสาวกลอกตา นิ่งคิดชั่วครู่ “ไม่มากเท่าไหร่หรอก ก็แค่นักธุรกิจเพลย์บอย คาสโนว่าเรียกพี่ หนุ่มเจ้าชู้ขี้เบื่อ ที่เปลี่ยนคู่ควงไม่เคยซ้ำหน้า”  

“แน่ใจนะว่าคุณรู้จักผมจากวารสารการเงินจริง ๆ น่ะ” ชนวีร์เหน็บ เพราะแต่ละเรื่องแต่ละฉายาที่ออกจากปากเธอ มันน่าจะอยู่ในข่าวซุบซิบหน้าบันเทิงมากกว่า 

“ขนาดฉันอ่านแต่หนังสือการเงิน ยังรู้จักข่าวคราวของคุณขนาดนี้ คุณก็คิดดูละกัน ว่าชื่อเสียงของคุณน่ะ มัน ‘อื้อฮือ’ ขนาดไหน” หญิงสาวกระเซ้าด้วยสำนวนและสีหน้ายิ้มเย้ยสะใจที่ได้โจมตีคู่ปรับบ้าง 

“นี่ผมเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ” แม้จะรู้ว่าเธอพูดทีเล่นทีจริง แต่การได้ยินเรื่องแบบนั้นจากปากผู้หญิงคนนี้ ชนวีร์พบว่าเขารู้สึกแย่ ๆ พิกล 

“ถ้าไม่มีมูลความจริง หนังสือพิมพ์คงไม่ลงเรื่องของคุณให้อ่านแทบจะวันเว้นวันหรอก” เธอไม่เคยฉุกใจคิดเลยว่าชื่อชนวีร์ที่ณิชาเคยกางหนังสือพิมพ์หยิบยกมานินทา จะเป็นชนวีร์เดียวกันกับที่มานั่งทำทะเล้นกวนใจอยู่ข้างกาย 

แต่เมื่อเขาบังเอิญเป็นคนเดียวกัน หญิงสาวจึงค่อนข้างจะเชื่อว่าข่าวคาวพวกนั้นต้องเป็นความจริงแน่ ก็ขนาดเธอไม่ใช่คนสวยชนิดหยาดฟ้ามาดิน หมอนี่ยังมาก้อร่อก้อติกขนาดนี้ ถ้าเจอดารานางแบบที่รูปร่างหน้าตาถอดมาจากตุ๊กตาบาร์บี้ มีหวังนายคนนี้คงร่อนเข้าไปเกี้ยวแบบไม่ต้องหยุดคิด 

ชนวีร์นิ่งไปชั่วครู่ก็ตั้งคำถามใหม่  

“คุณเคยเห็นแท่งปริซึมไหม” เขาหมายถึงแท่งแก้วสามเหลี่ยมที่นิยมใช้ในการทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์สมัยยังเด็ก  

หญิงสาวพยักหน้ารับ นึกสงสัยว่าเขาจะเปลี่ยนเรื่องไปไหน 

“เวลาคุณครูให้เราทดลอง เราต้องเอาแสงส่องผ่านแท่งปริซึมใช่ไหม” 

อดีตนักเรียนผงกศีรษะอีกครั้ง 

“แล้วจำได้หรือเปล่าว่าแสงที่ผ่านแท่งปริซึมจะเป็นยังไง” 

คนโดนลองภูมิยู่หน้า ตวัดเสียงประชด “แหม...ยาก ! เอาแสงสีขาวส่องที่ด้านหน้าของปริซึม จะได้แสงสีรุ้งที่อีกด้านหนึ่งไงละ” 

ตอบเสร็จแล้วก็ชะงัก ไม่ต้องให้ชนวีร์อธิบายต่อ แต่หญิงสาวก็เข้าใจสิ่งที่เขากำลังพูดถึงเป็นอย่างดี  

“นี่คุณกำลังจะบอกว่าฉันมองแต่ด้านหน้าของแท่งปริซึม แล้วก็รีบตัดสินคุณเกินไปใช่ไหม” รินรดาทำตาโต เจ็บใจนิด ๆ ที่คำกล่าวหาของเขาถูกเผง ! 

คุณครูวิทยาศาสตร์พยักหน้าด้วยความพอใจ “ต้องมีคนบอกคุณบ่อยแล้วแน่เลย ว่าคุณน่ะทั้งสวยแล้วก็ฉลาดด้วย ถูกแล้วครับ ด้านหลังแท่งปริซึมที่คุณยังไม่มีเวลาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ที่จริงแล้วมีแสงสีรุ้งซ่อนอยู่นะ” 

รินรดาจำต้องยอมรับว่าผู้ชายคนนี้มีลูกเล่นแพรวพราวไม่เบา ที่สามารถหาวิธีอธิบายได้โดยที่คนฟังไม่รู้สึกว่าเขากำลังแก้ตัว ไม่น่าเชื่อว่าคนฉลาดแถมยังมีเงินถุงเงินถังอย่างนี้จะยอมปล่อยให้ตัวเองมีข่าวฉาว เกิดขึ้นโดยที่ไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง แค่จ่ายเงินปิดปากสื่อไม่ให้ลงข่าวซุบซิบของตัวเอง...ง่ายจะตาย ! 

นอกเสียจากว่า...ว่าเขาตั้งใจอยากให้ใคร ๆ รู้เรื่องนี้ต่างหาก ! 

เขายอมทำตัวเป็นข่าวเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจแน่ ๆ ประการแรกภาพพจน์ของผู้ชายเจ้าชู้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ วัน ๆ เอาแต่ป้อสาวไปมา คงทำให้เวลาใครติดต่อธุรกิจกับเขาไม่ทันระวังตัว สุดท้ายก็ต้องเสียรู้คนเจ้าเล่ห์จอมวางแผนเข้าจนได้ 

ส่วนเรื่องเปลี่ยนคู่ควงนางแบบบ่อย ๆ คนในวงการโฆษณาอย่างเธอรู้ดีว่าชนวีร์ได้เปรียบทุกประตู เพราะนอกได้สิทธิ์เปลี่ยนแฟนตามต้องการแล้ว ชื่อของณัฐภัทรคอร์ปอเรชั่นยังจะอยู่หน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท คนเสพข่าวย่อมอดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ถึงควงดาราเป็นว่าเล่น แล้วท้ายที่สุดคนเหล่านั้นก็จะหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาและบริษัทเพิ่มขึ้น คราวนี้ชื่อของณัฐภัทรคอร์ปอเรชันก็จะกลายเป็นสิ่งใกล้ตัวชาวบ้านมากขึ้น 

หญิงสาวทึ่งคนทะเล้นตรงหน้า ผู้ชายคนนี้เขี้ยวและคมกริบกว่าที่คิดมากนัก ! 

“ขอบคุณที่ทำให้ฉันฉุกใจคิด ว่าที่ผ่านมาฉันตัดสินผู้คนจากภายนอกมากไป จากนี้ฉันจะเรียนรู้มนุษย์จากสิ่งที่ตาฉันเห็น ไม่ใช่เชื่อแค่สิ่งที่ได้ยินมา” การที่ชนวีร์ให้ข้อคิดดี ๆ กับเธอ ทำให้คนที่เคยแจ้วแว้ดมาโดยตลอด ยอมอ่อนข้อให้เขาโดยดุษณี 

ชนวีร์สะกิดไหล่หญิงสาว  

“นี่คุณ ตามมารยาทน่ะ พอผมให้นามบัตรแล้ว คุณต้องแลกของคุณให้ผมด้วยไม่ใช่เหรอ” 

รินรดาจิกตาใส่ผู้ชายจอมยุ่ง พร้อมกับที่พยายามคิดว่าไอ้ที่เขาเรียกร้องตลอดมา เธอเคยชนะบ้างหรือยัง เพราะไม่ว่าจะคัดง้างกันแค่ไหนสุดท้ายแล้วเขาก็เซ้าซี้กวนใจจนเธอต้องยอมแพ้ทุกทีสิน่า 

หญิงสาวถอนหายใจ เปิดกระเป๋า ยื่นกระดาษใบเล็กไปตรงหน้าคนช่างเรียกร้องเพื่อตัดรำคาญ 

ชายหนุ่มไม่สนใจกระดาษที่ได้รับมาอย่างที่โวยวายอยากได้ แต่เขากลับจ้องกระเป๋าสตางค์ของเธอเขม็ง มือก็ชี้ไปยังรูปวาดที่เคียงข้างกับภาพถ่ายของเธอพร้อมกับตั้งคำถาม  

“ผู้ชายคนนี้เป็นใคร” 

ก็รูปนายไงล่ะ รินรดาอยากโพล่งออกไปแบบนี้เหลือเกิน แต่แค่คิดถึงตอนที่เธอเห็นเขาหกล้มเมื่อวันก่อนก็สยองแล้ว วันนั้นเขาเซ้าซี้จนเธอต้องเล่าเรื่องภาพที่เห็น...อ้อ...ไม่ใช่สิ ความฝันที่เธอเห็นให้เขาฟังจนหมดเปลือก นี่ถ้าขืนไปเปิดประเด็นจี้โดนต่อมอยากรู้ของหมอนี่เข้าอีก มีหวัง...เธอคงโดนเขาซักจนต้องเล่าเรื่องผู้ชายในฝันให้ฟังจนหมดเปลือกแน่ ๆ  

หญิงสาวเม้มปากพลางมองดูรูปในกระเป๋า แล้วตอบแบบปัดไปให้พ้นตัว “ไหนว่ารู้จัก แค่นี้ก็ดูไม่ออกหรือไง ว่านี่รูปของกานนน่ะ” 

“เขาทำให้คุณเสียใจขนาดนั้น แล้วคุณยังเก็บรูปเขาไว้ทำไมอีก” ชนวีร์หน้าเสีย  

รินรดาอ้ำอึ้ง เพราะเขาพูดถูกเผง ! นี่ละนะ ผลของการพูดโกหกไม่คิด ! 

“ฉันจะเก็บรูปใครไว้ มันก็เป็นเรื่องของฉันนี่” หญิงสาวรีบพับกระเป๋าสตางค์เตรียมเก็บใส่กระเป๋าเป้ แต่ชายหนุ่มกลับยื้อไว้ เขาเปิดมันออกและพิจารณาลายเส้นในนั้นอยู่ชั่วอึดใจ 

“แต่ผมว่าคนในรูปนี้ดูคล้ายผมมากกว่านะ” เขาจะพูดเพราะคิดอย่างนั้นจริง ๆ หรือเพราะความกะล่อนจอมโมเมก็สุดรู้ 

แต่มันก็ทำให้คนที่มีพิรุธในใจอยู่แล้วสะดุ้งเฮือก เมื่อนึกได้ก็รีบปั้นเสียงแว้ด ๆ ใส่ชายหนุ่มเป็นการกลบเกลื่อนทันที “หลงตัวเองอีกละ ฉันเนี่ยนะจะเก็บรูปคุณไว้ในกระเป๋า ถ้าหลับอยู่ก็รีบ ๆ ตื่นได้ละ ! ”  

รินรดาคว้ากระเป๋าคืนแล้วรีบยัดใส่เป้อย่างรวดเร็ว ก่อนทำทีหันออกไปมองวิวนอกรถเพื่อตัดบท ในใจนึกอยากให้ ‘โชคชะตา’ ที่ชนวีร์อ้างว่าพัดพาเขามาที่นี่เป็นอะไรบางอย่างที่จับต้องได้เหลือเกิน 

เธอจะได้จับมาสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วก็ทุบเสียให้แหลกคามือ ! 

โชคชะตาอะไร...ใจร้าย ! 

ให้เธอมาพบกับผู้ชายที่ตัวเองรอคอย พร้อมกับดลให้ฝันถึงใบหย่ายังไม่พอ  

ยังจะให้ผู้ชายคนนั้นคือชนวีร์ ณัฐภัทร ที่ทั้งกะล่อนหน้าเป็น ทะเล้นหน้าซื่อ แถมยังช่างแหย่เย้าทำให้เธอสดชื่นมีความสุข จนลืมเบื่อ ลืมความอ้างว้างอย่างที่เคยเป็นตั้งแต่เล็กจนโตเสียอีก 

ทั้งที่เธอน่ะขี้เหงา เป็นเด็กขาดความอบอุ่นที่โหยหาคนแบบนี้มาตลอดทั้งชีวิต ! 

นี่ใจคอ ‘โชคชะตา’ จะไม่เหลือทางเลือกอื่นไว้ให้เธอบ้างเลยหรือ 

 

สวนหลิวหยวนแห่งเมืองซูโจวเป็นสวนโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศจีน และยังได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก้ตระหง่านอยู่เบื้องหน้านักท่องเที่ยวชาวไทยทั้งสิบหกชีวิต 

ปากทางเข้าสวนเป็นซุ้มประตูทำจากไม้สูงมีป้ายเขียนอักษรจีนไว้ด้านบน เพียงก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปภายใน ก็จะเห็นผนังทรงกลมสลักแผนที่ของสวนหลิวหยวน สินอธิบายเส้นทาง และนัดเวลาคร่าว ๆ 

“เดี๋ยวเราเดินตามกันไปก่อนนะครับ ใครหลงกับคณะ ก็เดินตามป้ายไปเรื่อย ๆ เราจะวนมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง สิบเอ็ดโมงห้าสิบเรากลับมาเจอกันตรงนี้ ผมจะพาเดินไปกินข้าวกลางวันที่ภัตตาคารใกล้ ๆ ขอความกรุณาช่วยตรงต่อเวลากันด้วยนะครับ” 

สินพานักท่องเที่ยวเดินผ่านน้ำตกน้อยไหลเป็นธารน้ำคดเคี้ยว โดยมีเก๋งจีนและทางเดินทอดผ่านเข้าไปกลางสระน้ำ พลางบรรยายประวัติของสถานที่เช่นเคย แต่เพียงพ้นโซนแรกออกมา ลูกทัวร์ของสินต่างก็เจตนา ‘หลงกับคณะ’ เพื่อแยกไปเก็บภาพในมุมที่ตัวเองต้องการตามอัธยาศัยกันแล้ว 

กว่ารินรดาจะรู้ตัว เธอกับผู้ชายข้าง ๆ ก็หันไปไม่เห็นเพื่อนร่วมคณะอยู่ในรัศมีสายตาเลยสักคน 

“คุณดูต้นเชอร์รี่นี่สิ เหมือนรูปในฟอร์เวิร์ดเมลเลยเนอะ” ชนวีร์สะกิดหญิงสาวให้หันมาทางเขา เพื่อชมกิ่งไม้ไร้ใบสีน้ำตาลแกมดำ ที่มีผลเชอร์รี่เล็ก ๆ ติดอยู่ปลายก้าน น้ำแข็งที่เคลือบลูกเชอร์รี่เริ่มละลายแล้วทำให้ผลสีแดงสดแวววาวอยู่ภายใน 

นอกจากเห็นของสวย ๆ งาม ๆ ที่เขาชี้ชวนให้ชม รินรดายังได้เห็นอีกด้วยว่าใบหน้าขาวจัดของผู้ชายข้างกายเริ่มมีรอยแดงระเรื่อ ลมหายใจเป็นไอบางพวยพุ่งจากปากและจมูก บอกให้รู้ว่าอุณหภูมิร่างกายของชนวีร์น่าจะสูงกว่าเธออย่างแน่นอน เห็นแค่นั้นพยาบาลจำเป็นก็บังเกิดความเป็นห่วงคนเจ็บด้วยความลืมตัวอีกเช่นเคย  

หมั่นไส้จริงจริ๊ง ! หน็อย...ทำเป็นซ่าว่าแข็งแรง เดินเหินคล่องแคล่ว ไข้ขึ้นก็ไม่รู้จักบอก จะได้หยุดให้พัก ! 

ทั้งที่บ่นเจริญพรคนปากแข็งอวดดีอยู่ในใจ แต่เมื่อชนวีร์คว้าแขนเสื้อจะพาเธอเดินผ่านสวนหินออกไปยังสวนดอกไม้ที่อยู่อีกโซนหนึ่ง รินรดากลับร้องโวยวาย 

“จะรีบไปไหนเนี่ย ไม่เห็นหรือไงว่าฉันยังไม่ได้ถ่ายรูปที่นี่เลยน่ะ” 

คนเจ็บที่เริ่มจะปวดหัวตุบ ๆ เพราะอาการไข้เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ 

เขาเห็นเธอชอบถ่ายแต่รูปทิวทัศน์ กับต้นไม้ใบหญ้า แต่นี่มันสวนหินที่แม้จะสวย แต่ก็เป็นความงามที่เน้นลักษณะเฉพาะของการจัดตกแต่งหินมากกว่า ซึ่งไม่น่าตรงสเป็กของรินรดาเลยสักนิด 

แม้จะแปลกใจที่จู่ ๆ เธอเกิดนึกอยากถ่ายรูปก้อนหินขึ้นมา แต่ชายหนุ่มก็ยอมหยุดเดินแต่โดยดี “ก็ผมเห็นว่าตรงนี้มันมีแต่หินคุณคงไม่สนใจ เลยกะว่าจะพาคุณไปถ่ายรูปสวนดอกไม้ข้างหน้านั่นแทน” 

“ก็ฉันอยากจะถ่ายรูปหิน ใครจะทำไมไม่ทราบ” หญิงสาวย่อตัวลงไปพินิจดูก้อนหินที่จัดกองรวมกันเป็นทรงแปลก ๆ ก่อนค่อย ๆ ถ่ายภาพด้วยความประณีต 

พักใหญ่ทีเดียวกว่าเธอจะลุกขึ้นยืนพลางบ่นพึมพำ “ก้อนหินมันแข็ง ๆ ไม่มีมิติพลิ้วไหวเลย ถ่ายให้สวยยาก เก็บเมมโมรี่ไว้ดีกว่า เผื่อข้างหน้าจะมีอะไรสวยกว่านี้ให้ถ่าย คุณดีขึ้นบ้างแล้วใช่ไหม งั้นรีบเดินกันเถอะ เดี๋ยวฉันไปถ่ายรูปสวนดอกไม้กับสวนไผ่ไม่ทัน ใกล้จะถึงเวลานัดแล้วด้วย” 

ชนวีร์มองมือเล็กบางที่เลื่อนเข้ามาขยุ้มแขนเสื้อเขาเพื่อนำไปยังโซนสวนดอกไม้แล้วส่ายหน้าด้วยความเอือม  

อารมณ์ผู้หญิงจริงจริ๊ง เมื่อกี้ละโวยวายจะเป็นจะตายว่ายังไงก็จะต้องหยุดถ่ายรูปตรงนี้ให้ได้ แต่พอให้ถ่ายจริง ๆ กลับบ่นว่าไม่สวยซะละ เอาใจยากชะมัด !  

แม้จะนึกระอาคนเอาแต่ใจ แต่ชนวีร์ก็พยายามมองในแง่ดีว่า เพราะเธอมัวแต่ประดิดประดอยถ่ายรูปทีละใบสองใบนั่นแหละ เขาถึงได้หยุดพักให้อาการมึน ๆ ค่อยทุเลาลงไปบ้าง 

แต่แล้วความรู้สึกหนึ่งก็แล่นปราดเข้าจับใจชายหนุ่มในเสี้ยววินาที 

ผู้หญิงที่มั่นใจ และชัดเจนกับความต้องการของตัวเองอย่างรินรดา ไม่จำเป็นต้องหาข้ออ้างเพื่อหยุดถ่ายรูปที่ตัวเองไม่ชอบ 

เขาเพิ่งรู้ว่าทำไมจู่ ๆ รินรดาถึงเอาแต่ใจอย่างไม่มีเหตุผลแบบนั้น ! 

เธอไม่ได้อยากถ่ายรูปอะไรนั่นหรอก เพียงแต่หาเรื่องให้เขาหยุดพักครู่หนึ่งต่างหาก ! 

 ความรู้สึกซาบซึ้งนุ่มนวลแผ่เข้ามาในใจชนวีร์ช้า ๆ เขาก้มมองปลายนิ้วเรียวที่คีบแขนเสื้อด้านซ้ายของเขาไว้ แม้จะเป็นเพียงกิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มันกลับทำให้ชายหนุ่มรู้สึกราวกับหัวใจค่อย ๆ พองออกทีละนิดจนแทบล้นมานอกอก 

ความห่วงใยที่ไม่ต้องใช้คำพูด ไม่ต้องใช้การสื่อสารเป็นแบบนี้เอง แค่สัมผัสแผ่วเบาผ่านปลายนิ้ว ก็กลับทำให้คนถูกห่วง ‘รู้สึกรู้สา’ ได้มากมายขนาดนี้ 

ชนวีร์ไม่หยุดถามตัวเองสักนิด ว่าเขาชอบความห่วงใยที่ได้รับ หรือชอบคนที่แสดงความห่วงใยกันแน่ ! 

เพราะเป็นช่วงฤดูหนาว ดอกไม้ในสวนหลิวหยวนจึงมีให้เห็นบางตา กระนั้นแม้จะเห็นเพียงดอกจิ๋ว ๆ คนชอบถ่ายรูปก็กระดี๊กระด๊าขึ้นมาได้แล้ว  

“เห็นแต่เมืองกระดำกระด่างมาตั้งหลายวัน ได้เห็นดอกไม้บ้างค่อยสดชื่นหน่อย” รินรดาขยับกล้องย่อตัวลงไปเล็งหามุมถ่ายรูปด้วยความเพลิดเพลิน ปล่อยคนเจ็บให้ยืนดูด้วยความสนเท่ห์ 

“ดอกไม้ที่ผมให้สวยกว่าตั้งเยอะ ทำไมหลิวไม่ชอบ”  

“ฉันชอบดอกไม้ที่อยู่บนต้นมากกว่า” เรื่องอะไรจะบอกความจริงเล่า ว่าดอกไม้ที่เขาให้ เธอก็ชอบเหมือนกันนั่นแหละ แต่ที่ไม่อยากรับ ก็เพราะขี้เกียจหอบหิ้วให้ประเจิดประเจ้อโดนแซวต่างหาก 

“คุณจะถ่ายไปทำไมนักหนา มีแต่ดอกไม้โทรม ๆ เหี่ยว ๆ ไม่เห็นสวยเลย เปลืองแบตเปลืองเมมจะตาย สู้เก็บไว้ถ่ายอย่างอื่นที่สวย ๆ ดีกว่า” แม้จะบ่นอย่างนั้น แต่ชายหนุ่มก็ดึงกล้องจากกระเป๋าเสื้อกันหนาวออกมาเลือกมุมที่ต้องการเช่นกัน 

“เรื่องของฉัน คุณอย่ายุ่งได้ไหม” เธอสะบัดเสียง พร้อมกับหันไปโวยวาย 

และชนวีร์ก็กดชัตเตอร์กล้องของเขาทันที 

“เอ๊ะ ! ” รินรดาปรับโหมด ลุกขึ้นยืนเท้าสะเอวก๋า ตั้งท่าเตรียมอาละวาด 

ไอ้หมอนี่ชักจะเอาใหญ่แล้ว บังอาจถ่ายรูปเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต ! 

ชนวีร์รีบชิงเอ่ย “ผมพูดจริงนี่นา หลิวยังสวยกว่าดอกไม้พวกนี้ตั้งเยอะ” 

“ไปตัดแว่นได้แล้ว คุณน่ะ สายตาท่าจะมีปัญหา” 

“คุณนี่ไม่โรแมนติกเอาซะเลย” ชายหนุ่มทำท่ากะบึงกะบอน 

“แล้วไอ้ที่คุณบอกว่าฉันสวยกว่าดอกไม้เหี่ยว ๆ นี่มันโรแมนติกตรงไหนไม่ทราบ” รินรดาทำปากยื่นใส่คู่ปรับ  

เพลย์บอยหนุ่มยังไม่ทันตอบโต้ เสียงภูมิกับแพรพลอยก็ดังแว่วมาจากไกล ๆ “มุมนี้สวยแล้วจ้ะ ถ้าเป็นพลอยน่ะ ต่อให้ถ่ายรูปคู่กับต้นไม้แห้ง มันยังรีบฟื้นขึ้นมาขอมองหน้าคนสวยเลย” 

รินรดามองหน้าคู่กรณี เย้ยหยันอีกฝ่าย “ต้องแบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่าโรแมนติก” 

ชายหนุ่มส่ายหน้าท่าทางเจ้าเล่ห์ “นั่นมันขั้นเบสิก โรแมนติกของจริงต้องนี่ต่างหาก” เขาขับเสภาเอื้อนเสียงเป็นทำนองเสนาะ 

คนนี้แลแน่แล้วที่เราฝัน รูปโฉมโนมพรรณหาผิดไม่ โอ้น้องเอ๋ยรูปร่างช่างกระไร ถึงนางในกรุงศรีไม่มีเทียม[1]”  

แม้หญิงสาวจะหัวเราะแก้กระดาก แต่คนพูดก็สังเกตเห็นว่าสองแก้มของเธอแดงก่ำ !  

รินรดาตวัดสายตาใส่คนปากหวาน “เลี่ยนมาก ไปฝึกมาใหม่เลยไป๊ ! ”  

เธอก้าวเท้าหนีไปอีกทางอย่างรวดเร็ว จนไม่ทันระวังแผ่นน้ำแข็งบางที่เกาะตามพื้น ทำให้ร่างบางเสียหลักลื่นไถล 

“ว้าย...” เสียงร้องอุทานดังขึ้น  

โชคดีที่ชนวีร์เดินตามมาติด ๆ แม้จะเจ็บแขนข้างหนึ่ง แต่เขาก็ใช้มือซ้ายตวัดคว้าเอวเธอไว้ได้ทัน ลมหายใจร้อน ๆ ของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป่ารดริมหูหญิงสาว ทำให้ใบหน้าของเธอร้อนฉ่า แผ่นอกกว้างที่หลังเธอแอบอิงอยู่นั้นก็อบอุ่นและมั่นคงยิ่ง 

“ปล่อยฉันได้แล้ว” รินรดาเสียงเขียว พยายามสลัดให้หลุดจากอ้อมกอดของเขา 

“ก็อยากปล่อยหรอกนะ แต่คุณยังไม่ได้ขอบคุณผมเลย” 

“ขอบคุณ” คนซุ่มซ่ามกระแทกเสียงตอบ ทว่าอ้อมแขนแกร่งที่รัดร่างเธอไว้ก็ยังไม่คลายออกสักนิด 

รินรดาแหนบนิ้วลงบนแขนจอมวายร้าย “ฉันขอบคุณแล้วก็ปล่อยเสียทีสิ” 

“ไม่เห็นอยากได้เลย คำขอบคุณน่ะ” ชายหนุ่มแย้ง 

“นี่คุณจะเอายังไงกันแน่” 

คนเจ้าเล่ห์พองแก้มแล้วเอียงมาเฉียดใบหน้าหญิงสาวแทนคำตอบ เป็นเชิงบอกว่าเธอต้องขอบคุณเขาด้วยวิธีไหน 

รินรดาแสร้งทำทีนิ่งคิด เป็นนานกว่าที่เธอจะตวัดสายตาสบกับชนวีร์ ริมฝีปากบางเฉียบแต้มยิ้มหวานจ๋อย ก่อนกระทุ้งศอกเข้าที่สีข้างชายหนุ่มเบาะ ๆ เป็นการตักเตือน หากก็ทำเอาชนวีร์ตกใจจนต้องปล่อยมือทันควัน 

นักมวยไทยที่ตีศอกคู่ต่อสู้ฉวยโอกาสนั้นสลัดแขนเขา และกระโดดผึงออกมาทันที เธอหันไปแลบลิ้นใส่หน้าจอมกะล่อน  

“จะให้ฉันหอมแก้มคุณน่ะเหรอ ฝันไปเถอะย่ะ” พูดจบก็รีบก้าวพรวดไปตามหาชาวคณะ กะว่าจะเอาเพื่อน ๆ นี่แหละเป็นเกราะกำบัง ไม่ให้ตาบ้านี่แกล้งให้เธอได้อีก 

ชนวีร์ทิ้งสายตาตามร่างบางที่เผ่นแผล็วไป มือข้างดีคลำสีข้างป้อย ๆ พึมพำกับตัวเอง 

“ไหงตอนเจ้าภูมิมันสอนมุกนี้มา ไม่เห็นมันบอกให้ระวังโดนตีศอกเลยว้า ! ” 

 

[1] จากบทเสภา ขุนช้างขุนแผน 

 

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . 

 

 

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ 

 

อีบุ๊กภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท 

mebmarket >>>http://bit.ly/2U5XWXu 

ookbee >>>http://bit.ly/2YTz2Oh 

Hytexts >>>http://bit.ly/2I59t7z 

 

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ 

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม 

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น