โซซอล
facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 9 ความทรงจำในบางครั้งก็ถูกบืดเบือน

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 ความทรงจำในบางครั้งก็ถูกบืดเบือน

คำค้น : เทหน้าตัก เพราะรักเธอ นิยายเกาหลี โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 290

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ค. 2562 15:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 ความทรงจำในบางครั้งก็ถูกบืดเบือน
แบบอักษร

 

ใบหน้าของมินที่มาหาตั้งแต่เช้าดูซีดเซียวเพราะความเหนื่อยล้า เขาเอาแต่จิบกาแฟที่ฮันกยอลยื่นให้โดยที่ไม่ได้พูดอะไร แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย 

“จะคบกันเหรอ กับผู้รับผิดชอบคนนั้นน่ะ?” 

ฮันกยอลเลียริมฝีปากที่แห้งผากแล้วพยายามหาคำพูดที่เหมาะสมที่สุด 

ตัวเธอกับมินอาจจะดูไม่เหมือนพี่สาวน้องชายที่สนิทกัน แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น ซึ่งข้างในนั้นมีเหมือนกับกฎที่ถูกตั้งขึ้นซึ่งไม่ได้เปิดเผยออกมาด้วย แม้จะพูดชี้ชัดทีละอันไม่ได้ว่าคืออะไร แต่อย่างน้อยการที่ฮันกยอลไม่คบกับใครก็ไม่ได้อยู่ในกฎนั้น 

การ ‘คบกัน’ ไม่ได้ทำให้เขาโมโหขึ้นมา ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่แจโอ มินก็คงจะไม่แสดงปฏิกิริยาออกมาเกินควรแบบนี้ ถึงจะไม่มีใครเคยพูดเรื่องนั้นออกจากปากมาก่อน แต่มินกับฮันกยอลก็รู้ว่าเป็นนัยๆ ว่าแจโอนั้นพิเศษกว่าคนอื่น คำว่าพิเศษก็อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะการมีอยู่ของแจโอเข้ามาคุกคามความสัมพันธ์ของทั้งสองได้อย่างง่ายดาย 

“ผมโอเคนะถ้าพี่จะบอกว่าชอบเขา” 

แต่ทว่ามินพยักหน้ายอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ โดยคาดไม่ถึง คนที่ตกใจกับการตอบสนองที่ไม่คาดคิดกลับกลายเป็นฮันกยอลซะเอง มินยิ้มบางๆ ให้กัยฮันกยอลที่เบิกตากลมโตแล้วจึงเปิดปากพูดอีกครั้ง 

“แต่ว่า พี่” 

“หือ?” 

“ผมไม่เชื่อใจคนนั้นนะ” 

มินลูบคลำริมฝีปากตัวเอง แต่แล้วก็ยิ้มกว้างออกมาพร้อมกับพูดต่อ 

“ยังไงก็เถอะ ถ้ามีปัญหาก็โทรมาได้เสมอนะ” 

อ่า มินยังไม่ยอมรับสินะ ฮันกยอลกะพริบตาและจ้องไปที่มินก่อนจะหลุบสายตาต่ำลง สำหรับเขาแล้วยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็แค่รอต่อไปเหมือนกับเมื่อวาน ใบหน้าของมินที่ยิ้มนิดๆ ในอีกด้านหนึ่งก็ดูสิ้นหวัง สุดท้ายฮันกยอลจึงพยักหน้า 

เธอยังไม่มีความกล้าพอที่จะผลักมินออกไปให้พ้น บางทีอาจจะเป็นการเตรียมใจเอาไว้เผื่อตอนที่แจโอจะเปลี่ยนใจอย่างที่มินบอกก็ได้ ขี้ขลาดจริงๆ 

หลังจากที่มินกลับไปแล้ว ฮันกยอลจึงเตรียมตัวออกไปที่โซลเพราะมีงานที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์รูปเล่ม อันที่จริงตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้วอึนแจที่เป็นผู้รับผิดชอบจะต้องมาหาเธอ แต่ก็รู้สึกไม่สบายใจที่จะต้องเผชิญหน้ากันแค่สองคนในบ้าน เธอจึงจงใจนัดหมายให้มาเจอกันที่บริษัท เธอคิดไปเองว่าหากอยู่ในบริษัทที่คนเข้าๆ ออกๆ มากมาย ทางนั้นคงเอ่ยเรื่องน่าลำบากใจออกมาได้ยาก 

ฮันกยอลคำนวณเวลาเพื่อให้ไปถึงแบบไม่เร่งรีบและขึ้นรถด่วนพิเศษที่ไปจนถึงหน้าสำนักพิมพ์เลย รถบัสที่เคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ เริ่มเร่งความเร็วขึ้นอย่างน่ากลัวทันทีที่เข้าสู่ทางด่วน ทิวทัศน์ที่ผ่านฉิวไปด้านหลังอย่างรวดเร็วทำให้ฮันกยอลรู้สึกสบายใจ พิงตัวไปกับพนักเก้าอี้ แต่แล้วเธอก็ยิ้มเยาะตัวเองเพราะความคิดที่จู่ๆ ก็แวบขึ้นมา 

ตอนเย็นเมื่อวาน ฮันกยอลจองตั๋วเครื่องบินไปโอซาก้า ต่อหน้าแจโอเธอก็เล่นตัวเหมือนไม่อยากไป แต่พอเขากลับไปปุ๊บ เธอก็รีบเข้าอินเตอร์เน็ตแล้วซื้อตั๋วเครื่องบินทันที 

ทำไมเรื่องต่างๆ ถึงเป็นไปได้อย่างง่ายๆ แบบนี้นะ... พอเริ่มยอมรับอย่างหนึ่งปุ๊บ ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาก็หลั่งไหลเข้ามาเหมือนน้ำขึ้น เธอค่อยๆ อ่อนยวบลงจนรู้สึกผิดกับหัวใจที่อดทนมาโดยตลอด แม้จะกังวลและสั่น แต่แค่แจโอมองและยิ้มให้ก็ทำให้เธอรู้สึกสบายใจได้อย่างน่าประหลาดใจ มองครั้งเดียวก็รู้แล้วว่าเขาไม่ใช่คนที่อ่อนโยนหรืออบอุ่นเลย แต่ภายใต้รอยยิ้มที่น่ารังเกียจนั้นกลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นอยู่เสมอ แค่นึกถึงท่าทางที่เหมือนกับคนโง่ของแจโอก็ทำให้ฮันกยอลหัวเราะออกมาได้แล้ว 

รถบัสแล่นไปอย่างน่าตื่นเต้นสักพักจู่ๆ ก็หยุดกะทันหันและเริ่มเคลื่อนตัวไปอย่างช้า แม้จะผ่านไปได้ไม่นานนักแต่ดูเหมือนว่าจะเข้าเขตตัวเมืองแล้ว เธอจึงมองออกไปนอกหน้าต่างและเห็นว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ดูเหมือนว่าจะค่อนข้างรุนแรงทีเดียวเพราะช่องเดินรถถูกปิดถึงช่องทาง ถนนจึงมีความโกลาหลในชั่วพริบตาเพราะรถที่พยายามเปลี่ยนไปเลนอื่น เธอไม่เข้าใจว่าอุบัติเหตุก็เกิดตรงช่องการเดินรถปกติ แต่ทำไมรถประจำทางที่วิ่งในเลนเฉพาะถึงถูกกั้นด้วย ด้วยเหตุนี้กว่าจะออกจากจุดนั้นได้ก็เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ถึงยี่สิบกว่านาที 

ฮันกยอลชมตัวเองที่คำนวณเวลาได้อย่างพอดิบพอดี เธอเกลียดการไปสายเป็นอย่างมาก ยิ่งอีกฝ่ายเป็นอึนแจแล้วด้วย 

 

“มาแล้วเหรอคะ” 

มาตรงเวลาพอดีเป๊ะและเมื่อกดกริ่งอึนแจก็ออกมาเปิดประตูทันที พยักหน้าและทักทายเหมือนไม่อยากเห็นด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ ก่อนจะเดินเอื่อยๆ เข้าไปข้างในออฟฟิศคนเดียวโดยที่ไม่เชิญให้เธอเข้ามา ฮันกยอลขมวดคิ้วเพราะท่าทางที่ไม่มีความจริงใจ เธอไม่ชอบคนที่แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ได้ รู้สึกอารมณ์เสียจนอยากจะกลับบ้านไปทั้งอย่างนี้ แต่ถ้าทำอย่างนั้นตัวเองก็จะกลายเป็นคนแบบนั้นด้วยเหมือนกัน เธอจึงอดทนเอาไว้ 

เมื่อเดินเข้าไปในออฟฟิศตามหลังอึนแจ สายตาของฮันกยอลก็มองหาแจโอไปเองโดยธรรมชาติ ที่นั่งว่างจึงเหลือบดูในห้องประชุมแต่ไม่ว่าจะที่ไหนก็ไม่เห็นแจโอเลย 

‘ออกไปทำงานข้างนอกหรอกเหรอ?’ 

ในระหว่างที่สงสัยอยู่นั้น อึนแจก็หยิบตัวอย่างมาแล้วยื่นให้กับเธอ 

“ลองเช็คดูนะคะ” 

ฮันกยอลเช็คต้นฉบับรูปเล่มไปพร้อมกับเหลือบมองประตูเข้าออกออฟฟิศเพื่อดูว่าแจโอเข้ามาหรือเปล่า ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่อึนแจก็คงจะถามอย่างสบายใจได้ ก่อนที่จะตระหนักได้ว่าการมีความสัมพันธ์แย่ๆ กับผู้รับผิดชอบมันอึดอัดใจแบบนี้นี่เองสินะ 

สุดท้ายแล้วฮันกยอลก็เสร็จงานทั้งที่ยังไม่เห็นแม้แต่เส้นผมของแจโอ เธอออกจากออฟฟิศพร้อมกับความผิดหวังเล็กน้อยและความสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง อึนแจเองก็ยังคงทำท่าทางเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง ฮันกยอลคิดว่าดีแล้วที่ไม่เจอกันที่บ้านและตัดสินใจจะบอกแจโอว่าจะเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ ผู้รับผิดชอบของเธอตั้งแต่เริ่มแรกเลยคือแจโอ และเพราะว่าเป็นเล่มเดี่ยวจึงดำเนินงานได้ง่ายเนื่องจากไม่ได้จ้างคนต่างหาก 

เธอเรียบเรียงความคิดต่างๆ และในตอนที่กำลังเดินผ่านล็อบบี้บริษัทนั้นเอง 

“บิทนา” 

ฮันกยอลหยุดฝีเท้าเพราะการเรียกที่รู้สึกไม่ค่อยชินแม้ว่าจะเป็นชื่อจริงของตัวเองก็ตาม เมื่อหันไปทางที่ได้ยินเสียงจึงเห็นซึงโฮยืนอยู่ 

ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นวันที่ได้เจอแต่คนที่ไม่อยากเจอสินะ ฮันกยอลจิ๊ปากเบาๆ และยืนรอซึงโฮที่เดินเข้ามาใกล้ 

“ดีเลย อยากเจอเธอมานานแล้ว” 

เสียงที่อ่อนโยนของซึงโฮไม่ว่าจะในสมัยก่อนหรือตอนนี้ก็ไม่เปลี่ยนไปเลย แต่แค่ยืนมองหน้ากันก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที ฮันกยอลจึงอยากออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด 

“ขอคุยด้วยแป๊บนึงได้ไหม” 

เธอควรจะต้องบอกปฏิเสธ แต่ดูเหมือนว่าตัวเองจะสับสนไม่น้อย รู้ตัวอีกทีก็เข้ามาในร้านกาแฟแล้ว 

“สบายดีไหม? ครั้งที่แล้วก็ว่าจะถามนะ แต่ตอนนั้นไม่มีเวลาเลย” 

“ก็เรื่อยๆ ค่ะ” 

ฮันกยอลหลุบสายตามองโต๊ะแล้วตอบคำถาม เกิดความเงียบขึ้นสักพักและเพื่อที่จะทำลายความอึดอัด คราวนี้เธอจึงเริ่มพูดก่อนบ้าง 

“อ่อ ยินดีด้วยกับการออกหนังสือนะคะ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เห็นหนังสือก็ตาม” 

มุมปากของซึงโฮกระตุกหน่อยๆ 

“บรรยากาศเปลี่ยนไปนิดหน่อยนะ” 

“เวลาก็ผ่านมานานแล้วนะคะ” 

ต้องขอบคุณเขา ฮันกยอลจึงสามารถกลืนสิ่งที่อยากจะทำและพูดลงไปได้ หวังว่าจะรีบพูดธุระและหายไปจากตรงหน้าสักที 

“ผู้ชายที่เคยเห็นครั้งก่อนน่ะ คือคนที่คบกันอยู่ตอนนี้เหรอ?” 

“เปล่าค่ะ แค่ผู้รับผิดชอบค่ะ” 

“ถ้าอย่างนั้นเขาก็ดูสนใจเธอมากเลยนะ” 

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ ฮันกยอลอึดอัดกับสถานการณ์ตอนนี้และถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เพราะตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก 

“โกรธมากเลยสินะ” 

เสียงที่ฟังดูขมขื่นของซึงโฮทำให้ฮันกยอลเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขามองฮันกยอลด้วยสายตาแปลกๆ 

“ไม่ได้อยากให้มันดูเหมือนเป็นการแก้ตัวนะ แต่ว่าฉันเปลี่ยนใจแล้ว” 

“พูดเรื่องอะไร?” 

ท่าทางของเขาที่ดูเหมือนพยายามจะแก้ตัวในตอนนี้มันช่างเหลวไหลจนฮันกยอลหัวเราะออกมา ซึงโฮไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมาหลังจากเห็นฮันกยอลหัวเราะเยาะตัวเองโดยที่ไม่เก็บซ่อนสีหน้าไว้เลย ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเป็นความผิดพลาดของเขาเอง 

อย่างไรก็ตามเขาก็เริ่มพูดอย่างใจเย็น 

“ตอนนั้นพวกเราคุยกันเรื่องการเขียนเยอะกว่าเรื่องอื่น ไม่รู้ว่าจะจำได้ไหมแต่เรื่องนี้เราเคยคุยกันแล้ว เรื่อง About Time น่ะ” 

ไหล่ของฮันกยอลสะดุ้ง 

About Time คือเรื่องที่ซึงโฮเอาไปจากเธอนั่นเอง 

“สนุกดีไม่ใช่เหรอ? การที่ตามอีกฝ่ายไปเพียงเพราะบอกว่าชอบ อยากได้รับความรักก็เลยปรับและเปลี่ยนตัวเองให้คล้ายกัน มันง่ายมากจนฉันก็ตกใจเหมือนกัน” 

ฮันกยอลไม่เข้าใจว่าเขาพูดเรื่องอะไร เขาเหมือนกับ... 

“ไม่นึกเลยว่าเธอกำลังเขียนเรื่องเดียวกัน ถ้ารู้ก็คงจะไม่ส่งไป” 

เขาพูดเหมือนเป็นเธอเข้าใจผิดไปเองคนเดียว เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องเข้าใจผิด 

‘ฮ่า!’ 

ฮันกยอลระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกับส่ายหัว มีความคิดว่าเขาเหมือนกำลังจะขอโทษแต่กลับตั้งใจจะปกปิดความผิดของตัวเองด้วยเรื่องไร้สาระ 

“กำลังบอกให้เชื่อเรื่องนั้นอย่างนั้นเหรอคะ? ตอนนี้เนี่ยนะ?” 

“ใช่แล้ว ตอนนี้” 

ซึงโฮตอบพลางคลี่ยิ้มเบาๆ ที่มุมปาก 

“มันดูเหมือนเป็นข้อแก้ตัว ฉันก็เลยปิดปากเงียบมาตลอด แต่พอเห็นผลงานของเธอถึงได้รู้ว่าเรื่องในตอนนั้นคงทำเธอช็อคมาก จนถึงขั้นเปลี่ยนแนวการเขียนไปเลย” 

“ไม่ใช่แค่เพราะรุ่นพี่...” 

“แต่มันก็มีผลกระทบใช่ไหมล่ะ? ถึงแม้จะนิดเดียวก็ตาม” 

เธอไม่กล้าปฏิเสธ เพราะเมื่อไม่นานมานี้เพียงแค่เห็นหน้าซึงโฮก็ทำให้เธอตกอยู่ในสภาพตกใจกลัวได้ อย่างไรก็ตามฮันกยอลก็พยายามส่ายหน้า ไม่อยากฟังและไม่อยากเชื่ออะไรทั้งนั้น เธอแค่อยากออกไปจากตรงนี้ไวๆ 

“ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่อธิบายให้เข้าใจ ฉันโกรธแล้วก็คิดได้ทีหลังว่าฉันมันขี้ขลาด... แต่ตอนนี้อยากจะมาขอโทษดีๆ” 

ซึงโฮก้มศีรษะลง 

“ขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิดและสร้างบาดแผลให้ ฉันชอบเธอจริงๆ และถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะช่วยแม้จะเล็กน้อยก็ตาม ไม่เคยคิดเลยมาก่อนเลยว่าเธอกับฉัน เราสองคนจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากแบบนี้ ขอโทษนะ" 

ฮันกยอลไม่สามารถทนได้อีกต่อไปและลุกขึ้นอย่างฉุนเฉียว ใช้มือที่สั่นเทารีบหยิบกระเป๋า กำลังจะเดินออกไปด้วยใบหน้าซีดเผือดแต่ซึงโฮกลับคว้าข้อมือเธอเอาไว้เหมือนกับยังมีเรื่องที่จะพูดอีก 

“ฉันอยากให้เธอใช้ชีวิตโดยไม่ต้องยึดติดกับเรื่องเก่าๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นหวังว่าจะไม่ปล่อยคนที่โอเคจริงๆ หลุดมือไปนะ อย่าคิดว่าเธอจะถูกทิ้งหรือถูกใช้ เธอน่ะทั้งตอนนั้นและตอนนี้...” 

“ขอตัวนะคะ” 

ฮันกยอลสะบัดมือของเขาออกอย่างแรงและวิ่งออกมาข้างนอกร้านกาแฟ ก้าวเท้าไปเรื่อยๆ พร้อมกับพยายามลบสิ่งที่ซึงโฮพูดออกไปจากหัว 

‘โกหก ทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก’ 

เพื่อที่จะปิดบังความผิดของตัวเอง แล้วตอนนี้ก็ออกหนังสือแล้วด้วยเขาจึงหาช่องโหว่ในประวัติส่วนตัว สร้างข้อแก้ตัวที่ฟังดูเข้าท่า พร้อมกับพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะปฏิเสธทุกเรื่อง 

แต่ทว่า... 

‘ถ้าหากว่านั่นเป็นความจริงล่ะ?’ 

ฮันกยอลที่สาวเท้าอย่างบ้าคลั่งหยุดยืนอยู่กับที่ทันที ภายในความทรงจำเลือนรางที่แว่บเข้ามาในหัวมีอีกชิ้นส่วนหนึ่งเพิ่มเข้ามา About Time เรื่องราวที่ยอดเยี่ยมนั้น 

“อ่า…” 

น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มของฮันกยอล 

ตอนนี้เธอจำได้แล้ว และมันสายเกินไป 

‘แต่ว่ารุ่นพี่ รุ่นพี่ควรจะปิดปากเงียบไปตลอดสิ’ 

ฮันกยอลเช็ดน้ำตาออกอย่างลวกๆ พร้อมกับบ่นพึมพำอยู่ข้างใน 

แล้วตอนนี้ควรจะต้องทำอย่างไร ตอนนี้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเปิดเผยว่าเป็นการเข้าใจผิด สิ่งที่ทิ้งไว้ให้เธอมีเพียงแค่ความสับสนวุ่นวายเท่านั้น กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ได้และตอนนี้ก็กลายเป็นว่าไม่สามารถโทษใครได้อีกต่อไปแล้ว... ต่อไปจะต้องทำอะไร ต้องทำอย่างไร จะต้องไปที่ไหน เธอไม่กล้าแม้แต่จะคาดเดา 

‘แม้ว่าความรู้สึกผิดของคุณอาจจะลดน้อยลงได้ด้วยการสารภาพ แต่มันกลับทำให้ฉันจมปลักยิ่งกว่าเมื่อก่อน’ 

เวลา บาดแผล และร่องรอยเหล่านั้นไม่สามารถย้อนคืนมาได้ ตราบใดที่ไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น 

เสียงโทรศัพท์ที่ส่งเสียงดังหนวกหูทำให้ฮันกยอลใจเย็นลง มองดูตัวเองที่ร้องไห้กลางถนนตอนกลางวันตั้งแต่หัวจรดเท้าและเข้าไปซ่อนในตึกหนึ่งเพื่อหลบเลี่ยงผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา 

“มาที่บริษัทเหรอ?” 

เสียงที่ไร้ความอ่อนหวานดังออกมาจากปลายสายทำให้เธอน้ำตาไหลพรากอีกรอบ ฮันกยอลกัดริมฝีปากและพยายามกลั้นน้ำตา 

“คุณก็...” 

“หือ?” 

เธอถามออกไปตัวสั่นเทา 

“คุณเองก็จะทำลายทุกอย่างและแก้ตัวว่าทำอย่างนั้นเพราะรักใช่ไหม?” 

แจโอนิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะถามอย่างระมัดระวัง 

“มีเรื่องอะไรงั้นเหรอ?” 

“เปล่า... ไม่มีอะไรหรอก” 

เสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลทำให้เธอส่ายหัวอย่างรุนแรง 

‘ใช่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเลยจริงๆ...’ 

ถ้าพูดออกไปอีกแม้แต่คำเดียวเธอคงจะระเบิดร้องไห้ออกมาจริงๆ ฮันกยอลจึงกดวางสาย ไม่สนใจเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นอีกครั้งในทันที จากนั้นจึงปิดปากและทรุดลงไป 

คุณมันน่ารังเกียจ ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย แล้วตอนนี้ฉันควรจะโทษใคร? 

ฉันเปลี่ยนไปจากตอนนั้นแล้วและไม่สามารถย้อนกลับไปในตอนที่เปล่งประกายได้อีก...  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น