NaPathat
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนครับ : )

ชื่อตอน : Chapter 5 : ร้าง

คำค้น : นิยาย จิต จิตวิทยา สืบสวน ลึกลับ ตื่นเต้น จดจำ ลืม วิทยาศาสตร์

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 16

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ค. 2562 02:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 5 : ร้าง
แบบอักษร

โชคยังดี เพราะหลังจากที่ผมลองรันรายงานการเข้าใช้งานระบบทั้งหมด และเลือกเฉพาะวันที่ ที่มีปัญหา คือ 30.11.2018 ผมอยากจะเช็กดูว่าในวันนั้น มีชื่อยูสเซอร์เนมของผม ไปโผล่อยู่ที่ลูกค้ารายอื่นอีกหรือไม่ เพื่อเป็นการจำกัดขอบเขตในการค้นหาความจริงที่เกิดขึ้น ถ้ามีลูกค้ารายอื่นได้รับผลกระทบแบบเดียวกันนี้ นั่นจะทำให้ผมทำงานได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก ผมทำได้เพียงหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับภาวนาในใจ ก่อนจะกดแป้นเอนเตอร์หนึ่งครั้ง มีเพียงบริษัท RICOA เท่านั้น ที่แสดงผลบนหน้าจอมอนิเตอร์ บริษัทอื่นๆ ไม่ได้รับผลกระทบด้วย 

ตอนนี้ ผมนั่งตั้งคำถามกับตัวเองช้ำไปช้ำมาว่า ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ในวันนั้นด้วย วันที่ดูเหมือนว่าอะไรๆ จะรางเลือนในความทรงจำของผม แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม หลักฐานที่เห็นมันชัดเจนมากเกินกว่าจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ผมพยายามนึกหาคำตอบ ถึงความเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง บริษัท RICOA วันศุกร์ที่ผมไม่ได้มาทำงาน และความจริงที่อยู่ตรงหน้า ในอีกมุมหนึ่ง ก็แอบคิดว่าเรื่องสัพเพเหระที่เกิดขึ้น ต่างเป็นอิสระต่อกัน ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกันเลย เป็นผมนี่แหละที่นำตัวเองเข้าไปผูกติดกับสิ่งโน้นสิ่งนี้ แล้วนำมันมาประกอบรวมร่างให้เป็นตัวตนผ่านทางความคิดของผมเอง แต่สุดท้ายแล้ว บทสรุปของผม มักจะออกมาในรูปแบบนี้เสมอ คือ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน ไม่มากก็น้อย แค่ผมต้องมองมันให้ออกว่ามันเชื่อมโยงกันอย่างไร และพยายามลากเส้นต่อจุด จากจุดเริ่มต้นไปยังจุดจบ จุดแรกที่ผมพอจะเห็นได้อยู่แค่เอื้อมมือถึง คือ ความจริงที่อยู่ตรงหน้า แม้ว่าจุดอื่นๆ ยังคงมืดบอด แต่ผมบอกกับตัวเองว่า ผมจะเริ่มต้นจากจุดนี้ 

บ่ายโมงกว่าแล้ว แต่ผมและเพื่อนๆ ในทีมเพิ่งได้พักกลางวัน ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับการทำงานที่นี่ เรื่องเวลาก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา นานมาแล้วมีคนเคยบอกผมว่า ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมให้ได้ในทุกสถานการณ์ ผมน้อมรับในคำแนะนำนี้บางส่วน แต่การปรับตัวที่ดีก็ต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นด้วย เหมือนที่เรากำลังเบียดเบียนร่างกายอยู่ตอนนี้ ผมเลยเอ่ยปากชวนทุกคนไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกัน ก่อนที่ร่างกายจะประท้วงด้วยการฟุบลงกับโต๊ะอย่างหมดเรี่ยวแรง

ภายนอกตัวตึก ท้องฟ้าอึมครึม มีเมฆหนาลอยต่ำกว่าทุกวัน ยากมากที่แสงแดดจะส่องลงมาถึงพื้น มีเพียงสายลมเอื่อยๆ พัดเป็นระยะๆ ให้พอได้รู้สึกสบายตัว อากาศขมุกขมัวแบบนี้มาสองวันแล้ว และน่าจะเป็นแบบนี้ไปอีกสองถึงสามวันข้างหน้า จากที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับฝนฟ้าคะนองในช่วงบ่ายถึงค่ำในระยะนี้  ถึงกระนั้น ผมและเพื่อนๆ ก็มักจะเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองเสียมากกว่า จากการที่ทุกคนเดินตัวปลิว ไม่มีอุปกรณ์กันฝนหรือร่มสักคันในมือ เราเดินเลียบบนทางเท้าเล็กๆ กว้างพอสำหรับให้สองคนเดินสวนกันได้ อันที่จริงทางเดินมันแคบจนเราเกือบจะเดินแถวเรียงหนึ่งเสียด้วยซ้ำ มีเพียงแต่ แซม กับ เกรก ที่เดินเป็นคู่รั้งท้ายคุยกันไปอย่างสนุกสนาน ส่วนผมเดินตามหลัง จูน ที่หิวกว่าใครเพื่อน แม้ว่าขาของเธอจะสั้นกว่าคนอื่น แต่อาศัยซอยขาถี่ๆ ก็สามารถทำความเร็วขึ้นมาเป็นหัวแถวได้

แม้จะเลยช่วงพีคที่สุดของวันตอนเที่ยงตรง แต่ร้านอาหารละแวกนี้ก็จะมีลูกค้าแวะเวียนเข้าออกตลอดไม่ขาดสาย อาจเป็นเพราะทำเลที่ตั้งติดกับแหล่งช้อปปิ้งชั้นนำ รวมถึงเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าเราพยายามกลมกลืนให้เหมือนกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือรูปร่างหน้าตาของเราละม้ายกับดาราฮ่องกงหรือเปล่า แต่ทุกร้านที่เราเดินผ่านจะทักทายเราเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเชื้อเชิญให้เข้าไปรับประทานอาหารในร้าน 

“เอาร้านนี้มั้ย” จูนพูดลอยๆ ถามทุกคน แต่คำถามของเธอ ไม่ต้องการคำตอบ เพราะเธอได้เดินนำหน้าเข้าไปในร้านเป็นคนแรก ผมและคนอื่นๆ ได้แต่เดินตามเธอไป ร้านนี้เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนชื่อดัง หน้าร้านมีไฟเส้นแอลอีดีประดับตกแต่ง เป็นรูปพิชชา ถ้าผมดูไม่ผิด ด้านล่างทำเป็นข้อความ BAONO ด้วยไฟนีออน สีเขียว ขาว และแดง ตามลำดับ   ร้านนี้มักจะถูกกล่าวถึงโดยเซเลบริตี้คนดังของเมืองไทยอยู่บ่อยครั้ง เมื่อถามถึงร้านอาหารแนะนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกออนไลน์ที่โหมกระหน่ำโปรโมทไม่เว้นแต่ละวัน ผมจำได้ว่าร้านนี้เคยมาโผล่ที่หน้าฟีดของผมสามวันติด แม้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปดูรายละเอียดข้างใน แต่รูปอาหารที่ผ่านการตกแต่งอย่างสวยงามจากหลายแอป ก็สวยพอที่จะทำให้ผมหยุดดูเป็นระยะๆ เมื่อเลื่อนเจอ ผมมารู้ทีหลังว่า ร้านนี้ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสองดาวเมื่อปลายปีที่แล้ว ผมไม่รู้หรอกว่ามีหลักเกณฑ์มาตรฐาน หรือกฎระเบียบอย่างไรในการคัดเลือก แต่ที่ผมรู้แน่ๆ คือ ไม่มีโต๊ะว่างตอนนี้ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาบ่ายแล้วก็ตาม

 ลูกค้าของร้านนี้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จะจองโต๊ะล่วงหน้าเอาไว้ ผ่านทางแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากเวอร์ชันแรกที่บริษัทของผมเคยออกแบบให้ ก่อนที่จะหันไปซบบริษัทคู่แข่งหลังจากนั้นเพียงห้าเดือน เรานั่งรอประมาณสิบห้านาที กว่าจะมีโต๊ะว่างสำหรับคนสี่คน เราเดินตามพนักงานต้อนรับไปยังโต๊ะด้านในสุดอยู่ติดกับห้องครัว เสียงทำอาหารเล็ดลอดออกมาเป็นพักๆ ประกอบกับกลิ่นเนยหอมๆ ลอยมาแตะปลายจมูก ช่วยกระตุ้นความหิวให้เพิ่มเป็นทวีคูณ บรรยากาศภายในร้านปลอดโปร่งโล่งสบาย ตกแต่งตามสไตล์คลาสสิคแบบยุโรปที่เคยเห็นจนชินตา แต่โต๊ะที่เราได้มืดไปหน่อยเมื่อเทียบกับโต๊ะอื่นที่อยู่ด้านหน้า ผมปล่อยให้ เกรก และจูนที่นั่งฝั่งเดียวกันเป็นคนสั่งอาหาร ขณะที่ผม และแซมให้ความสนใจกับโทรศัพท์มือถือมากกว่า จนกระทั่งผ่านไปสิบนาที พิชชาหน้าฮาวายเอี้ยนเพิ่มชีสถาดใหญ่ก็มาเสิร์ฟเป็นอย่างแรก ทุกคนละทิ้งจากทุกอย่าง ตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเงียบๆ ด้วยความหิว มีเพียงเสียงมีดกับส้อมที่ขูดกับจานพอร์ซเลนขอบทองช่วยเพิ่มอรรถรสของอาหาร 

ไม่ทันที่อาหารจานต่อไปจะมาเสิร์ฟ ผมเงยหน้าไปเจอกับเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ที่เคยร่วมงานกันสมัยผมเข้ามาทำงานที่นี่ใหม่ๆ ผมไม่แน่ใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขา แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ลาออกไปทำงานกับบริษัทคู่แข่ง

“ดูโน่นสิ” ผมหันไปพูดกับแซมที่นั่งติดกัน 

“เจฟ ใช่หรือเปล่า” แซมพูด ทุกคนในโต๊ะต่างหันไปทางเขาอย่างพร้อมเพรียง “เขามาคนเดียว?” 

“ไม่รู้สิ” ผมตอบ ขณะที่ผมกำลังหันซ้ายหันขวาอยู่นั้น สายตาของผมก็ไปประสานเข้ากับสายตาของเขาพอดีโดยบังเอิญ ผมได้แต่ยิ้มให้เขาเป็นการแก้เก้อ เพราะหลบสายตาไม่ทัน เขาต้องรู้แน่เลยว่าพวกเราเห็นเขา เขายิ้มตอบเป็นมารยาทและเดินตรงปรี่มาทางเรา 

“เขาเดินมาแล้ว” แซมพูด เพื่อเตือนให้ทุกคนได้มีเวลาจัดระเบียบใบหน้าต้อนรับแขก หลังจากที่แอบซุ่มดูเขาอยู่ครู่หนึ่ง

“หวัดดี” เจฟทัก

“หวัดดี” ผม กับ แซมที่นั่งหันหน้าไปทางเขาพอดีประสานเสียงทักทาย ส่วนเกรก และจูน ได้แต่ยิ้มให้ “มากี่คน” ผมถาม

“คนเดียว” เขาตอบ 

“ไม่ได้จองโต๊ะเอาไว้เหรอ” จูนถาม

“เปล่า ไม่ได้จอง พอดีผ่านมาแถวนี้” เขาตอบ

ผมเชื่อเขาที่ว่า ผ่านมาแถวนี้ เพราะบริษัทคู่แข่งที่เขาทำงานให้ อยู่ห่างออกไปทางทิศใต้ประมาณยี่สิบกิโลเมตร อีกอย่างผมไม่เคยได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับตัวเขาอีกเลยนับตั้งแต่ลาออกไป

“นั่งด้วยกันสิ” เกรกชวน โดยไม่ปรึกษาสมาชิกคนอื่นในกลุ่ม จน จูน ต้องทำตาแข็งใส่บอกเป็นนัยว่า ไม่เต็มใจ ส่วนผมกับ แซม ทำได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้ไปตามสถานการณ์ เขาตอบรับคำเชิญของเกรก ด้วยการเดินไปขอเก้าอี้เสริมจากพนักงานที่ยืนอยู่แถวนั้น ก่อนจะมานั่งเป็นประธานที่หัวโต๊ะ

“วันนี้เรามีเจ้ามือแล้ว” ผมพูดแซว เขายิ้มให้ “ได้สิ” เขาตอบ

เรานั่งกินไปด้วย คุยไปด้วยได้สักพัก ส่วนใหญ่แล้ว บทสนทนาบนโต๊ะอาหาร เกรก จะเป็นคนเปิดประเด็นแทบจะทุกเรื่องที่แว๊บขึ้นมาในหัวของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การเมือง บันเทิง กีฬา กล่าวได้ว่าพูดน้ำไหลไฟดับเลยก็ว่าได้ จน จูน กับผมต้องคอยช่วยเบี่ยงประเด็นอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเรื่องเซนซิทีฟที่เกี่ยวกับความขัดแย้งก่อนที่เจฟจะลาออกจากบริษัท เหมือนว่าคนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุดในกลุ่มคือ จูน จากที่เคยทำงานร่วมกับเจฟมาก่อนถึงสองปี แต่ผมรู้จักนิสัยเธอดีพอสมควร แม้ว่าข้างในอาจจะไม่ชอบ หรือไม่พอใจเขาอยู่บ้าง แต่เธอก็รู้ว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ และเธอก็ไม่ใช่คนที่จะฟื้นฝอยหาตะเข็บกับเรื่องที่ผ่านมาแล้วในอดีต    

ในบรรดาพวกเราทั้งสี่คน เจฟมักจะหันมาคุยกับผมมากที่สุด ไม่ใช่เพราะว่าผมกับเขานั่งติดกัน หรือว่าผมดูเป็นมิตรกว่าคนอื่นๆ แต่เขามักจะเอ่ยถามผมด้วยคำถามแปลกๆ เหมือนกับคนที่คุ้นเคยกันมานาน ผมอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ถึงความสามารถของเขาในการแยกแยะระหว่างคนรู้จักกับคนคุ้นเคย เพราะตั้งแต่เขาลาออกไปผมกับเขาก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ผมมาเอะใจเข้าอย่างจัง เมื่อเขาเอ่ยถึงทริปที่ไปเที่ยวล่าสุดเมื่ออาทิตย์ก่อน เขาพูดในทำนองว่าผมเป็นส่วนหนึ่งในทริปนั้นด้วย จนเพื่อนทั้งโต๊ะ หันมามองผมด้วยสายตาเควสชั่นมาร์ค เพื่อหาความจริง

“อ้าว ไหนบอกว่าเมื่อวันศุกร์ ไม่ได้ไปไหน” เกรกถาม

“ไม่ได้ไป” ผมตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น 

“จะไปเที่ยวไหน ก็ชวนกันบ้าง” แซมเสริม พร้อมทั้งยิ้มเจ้าเล่ห์

ผมไม่ได้ใส่ใจ กับคำพูดของเจฟ หรือเพื่อนคนอื่นๆ มากนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะอย่างแรกเลย มันเป็นไปไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงที่ผมจะไปเที่ยวกับเจฟ หรือใครก็ตามเมื่ออาทิตย์ก่อน ผมเองยังไม่รู้ตัวเองเสียด้วยซ้ำว่า เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น รู้แต่เพียงว่า ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันเสาร์หลังจากเข้านอนไปเมื่อคืนก่อนหน้า อีกอย่างถ้าผมไปเที่ยวกับเจฟจริงๆ มันจะต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ แต่นี่เป็นเพียงการพูดลอยๆ เพื่อสร้างภาพเหนือจินตนาการ ทั้งหมดที่เขาพูดถึงทริปนั้นดูเกินจริงไปหมด

ทั้งเรื่องการผจญภัยในการเดินทาง อุปสรรคต่างๆ ที่ได้เจอ และความสามารถพิเศษของเขาที่มักจะย้ำอยู่หลายรอบ จนกว่าคนใดคนหนึ่งในวงจะบอกว่า “สุดยอด” เขาจึงจะเปลี่ยนไปเล่าเรื่องอื่น จนผมอดคิดไม่ได้ว่าเขาเป็นคนสร้างเรื่องเก่งมากกว่าคนเก่ง

ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปทำงาน เจฟบอกกับผมว่าจะส่งรูปที่อยู่ในกล้องถ่ายรูปของเขามาให้ทางอีเมล ซึ่งผมก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอของเขา ได้แต่ทำหูทวนลม ผมอยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะส่งรูปอะไรมาให้    

“เออ ขอรูปในมือถือคุณด้วยสิ ส่งมาให้หน่อย” เจฟพูดขณะเราพากันเดินออกมาหน้าร้านอาหาร

“รูปอะไร” ผมถาม

“รูปตอนไปเที่ยว ที่คุณถ่ายเก็บไว้ไง” เจฟตอบ

“ไม่มี” ผมแย้ง เขาทำหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่ผมบอก ผมก็บ้าจี้หยิบมือถือขึ้นมาเปิดอัลบั้มรูปให้เขาดู ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นไปไม่ได้ 

“คุณเผลอลบไปหรือเปล่า” เจฟถาม

“ไม่มี” ผมย้ำกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง และรีบพูดตัดบท “ไว้เจอกันใหม่”

“โอเค” เขาตอบ ก่อนที่เราจะเดินแยกกันไปคนละทิศคนละทาง ผมใช้เวลาเกือบสองนาที เพื่อจะตามกลุ่มเพื่อนที่เดินอยู่ด้านหน้าให้ทัน 

ทันทีที่กลับเข้ามาทำงานตอนบ่ายแก่ๆ ผมได้รับจดหมายที่วางเอาไว้บนโต๊ะทำงาน มันเป็นซองจดหมายของบริษัท จ่าหน้าซองถึงผมโดยตรง ปกติผมจะได้รับซองจดหมายประเภทนี้ ปีละสองครั้ง ครั้งแรกเป็นข้อความอวยพรปีใหม่จากประธานบริษัทตอนต้นปี และอีกครั้งตอนประเมินผล KPI ตอนปลายเดือนกรกฎาคม ถ้าไม่รวมทั้งสองวาระข้างต้น  ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็นโอกาสพิเศษอะไร แต่ผมสังหรใจว่าจะต้องเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน

 ผิดคาด เมื่อผมเปิดซองจดหมายที่ไม่ได้ปิดผนึกเอาไว้ เพียงแต่ปิดด้านหน้าลงมาให้พอเป็นพิธี ด้านในมีกระดาษเอสี่พับสามทบกลับไปกลับมา มีข้อความอยู่ตรงกลางเมื่อกางแผ่นกระดาษออก หัวกระดาษด้านบนตรงกลางเป็นโลโก้บริษัท รูปจรวดสีน้ำเงินแนวแอ็บสแตรค ล้อมรอบด้วยวงกลมสีออกแดงชมพูขนาดเท่าเหรียญบาท ข้างใต้มีตัวอักษรภาษาอังกฤษสีเงิน เป็นชื่อบริษัท “REXX Company” ถัดลงมาเป็นหัวข้อเรื่องของจดหมาย “เรื่อง คำสั่งพักงานพนักงาน” 

ผมอ่านหัวข้อเรื่องกลับไปกลับมาสองถึงสามรอบน่าจะได้ ก่อนที่จะมาอ่านเนื้อหาของจดหมาย แถมด้านล่างสุด ยังมีชื่อและลายเซ็นของหัวหน้าเป็นผู้ออกหนังสือนี้อีก

เนื่องจาก พนักงานได้กระทำผิดต่อกฎบริษัท คือ การเข้าไปแก้ไขข้อมูลของลูกค้า จนเกิดความเสียหายร้ายแรงตามมา การกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบ หรือคำสั่งของบริษัทอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม อีกทั้งยังกระทบกับความน่าเชื่อถือของบริษัทในระยะยาว ทางบริษัทได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรพิจารณาโทษโดยการพักงาน นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จำนวนสิบห้าวัน โดยให้มอบหมายงานที่ยังค้างอยู่ในมือ ให้กับพนักงานงานคนอื่นในทีมช่วยดูแล จนกว่าจะกลับเข้ามาทำงานหลังจากพักงานเรียบร้อยแล้วสิบห้าวัน จึงแจ้งมาเพื่อทราบและปฏิบัติ 

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงานของผมที่ต้องมาเจอกับเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าแม้แต่น้อย ผมเข้าใจมาตลอดว่า การลงโทษทำนองนี้จะต้องมีจดหมายเตือนมาก่อนหนึ่งครั้ง และถ้ากระทำผิดเป็นครั้งที่สองจึงจะถูกพักงาน จะว่าไปนี่เป็นเพียงความผิดครั้งแรก และผมก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องพรรค์นี้ตั้งแต่ต้น ไม่มีใครถามไถ่ หาความจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนเลย ผมก็ถูกตัดสินลงโทษไปแล้วจากผู้ที่มีอำนาจ แม้ผมจะรู้ทั้งรู้ว่าโอกาสกลับคำพิพากษาเกือบจะเป็นศูนย์ แต่เพื่อความถูกต้อง และแสดงความบริสุทธิ์ใจ ผมเลยเปิดเก๊ะลิ้นชักควานหาหนังสือ “คู่มือพนักงาน” ความหนาสิบกว่าหน้า ที่แจกให้กับพนักงานทุกคน จากนั้นเปิดไปที่หน้าสารบัญหาหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับกฎและบทลงโทษ ผมอ่านขึ้นลงสลับกันไปมาสองรอบก็ยังไม่เจอหัวข้อไหนเข้าเค้า ผมลองพลิกดูเนื้อหาด้านในทีละหน้า จนมาสะดุดกับเรื่อง การทำงานอย่างมีความสุข ที่หน้าสิบสอง เมื่ออ่านคร่าวๆ มาจนจะหมดหน้า บรรทัดที่สองของย่อหน้าสุดท้าย กล่าวถึงเรื่องการพักงานเอาไว้อย่างครอบจักรวาลว่าเป็นดุลยพินิจของหัวหน้า ผมนำปากกาไฮไลท์สีเขียวอ่อนที่จับฉลากได้ตอนวันปีใหม่ มาทำสัญลักษณ์เป็นรูปดอกจันซ้อนกันสามดอก ที่หน้าประโยคแรกของย่อหน้าสุดท้าย นอกจากนั้นแล้วก็ไม่มีประโยคไหนพูดถึงเรื่องพักงานอีก นี่เป็นการตั้งใจอ่าน คู่มือพนักงาน ของผมครั้งแรกตั้งแต่ได้รับมา 

ผมหยิบจดหมาย พร้อมทั้งคู่มือพนักงานที่มีกระดาษคั่นที่หน้าสิบสองเอาไว้ เดินออกจากห้องไปอย่างใจเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนเพื่อนคนอื่นๆ ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติใดๆ ผมเดินลงบันไดไปยังห้องแผนกบุคคลที่บริเวณชั้นหนึ่ง ถึงแม้จะรู้ผลอยู่กลายๆ แล้วว่าคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขอะไรได้ เพราะว่าคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญแบบนี้ มีหัวหน้าเพียงคนเดียวเท่านั้น อีกทั้งวันนี้เขาก็ไม่ได้เข้ามาที่บริษัท 

ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า หัวหน้าเป็นคนสั่งการในเรื่องนี้ผ่านทางนอมินี ที่สถาปนาตัวเองขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่างลงเมื่อเดือนก่อน ผมควรจะต่อสายอธิบายเหตุผลทั้งหลายแหล่โดยตรงกับหัวหน้า แต่หลังจากที่พยายามโทรเข้าเบอร์มือถือถึงสามครั้งแล้ว ก็ไม่มีคนรับสาย แถมครั้งสุดท้ายยังกดตัดสายทิ้งอีก   

ผมคุยกับแผนกบุคคลอยู่เกือบสามสิบนาที ทั้งยกเหตุผลต่างๆ นานา มาอธิบายถึงคำสั่งพักงานที่ไม่แฟร์ รวมถึงอ้างอิงข้อบังคับในหนังสือ “คู่มือพนักงาน” ปิดท้ายด้วยเรื่องที่พาสเวิร์ดของผมถูกแฮก แต่เหมือนกับว่าทุกอย่างที่พูดกันไร้ความหมาย สุดท้ายแล้วก็กลับมาที่จุดเริ่มต้นเหมือนเดิม “พี่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ” เป็นคำพูดที่ผมได้ยินมากกว่าสิบครั้งระหว่างการสนทนา ถ้าขืนนั่งฟังต่อไปก็คงเสียเวลาเปล่า

ผมกลับขึ้นมายังห้องทำงานที่ชั้นสาม ภายในใจเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ ไหนจะเป็นเรื่องคน ที่ขโมยเอาพาสเวิร์ดของผมไปใช้จนเกิดผลเสียหาย อีกทั้งยังไม่มีความคืบหน้าจากทีมเน็ตเวิร์คในการค้นหาความจริงในเรื่องนี้ สมองก็ต้องคิดว่าจะบอกกับเพื่อนๆ ร่วมทีมยังไงดี ไม่ให้ทุกคนตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น อีกอย่างในช่วงที่ผมถูกลงโทษ งานทั้งหมดยังถูกถ่ายโอนไปให้กับคนอื่นๆ ในทีมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เกินความคาดหมายใดๆ ทั้งสิ้น ทุกคนในทีมทราบเรื่องนี้ไปก่อนแล้ว จากประชาสัมพันธ์ทีมงานคุณภาพของบริษัท ที่มักจะปล่อยทั้งข่าวจริงและข่าวลือได้เร็วกว่า จส.100 เสียอีก อย่างไรก็ตามมันก็มีข้อดีอยู่บ้าง ที่ผมไม่ต้องเป็นคนบอกเรื่องแบบนี้ด้วยตัวเอง ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าจะเริ่มต้นประโยคในการสารภาพอย่างไรว่า ผมถูกพักงาน 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}