แป้งเปียก.

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ไอสูรย์ตัวร้าย #25 ความสุขไม่คงทน (RW)

ชื่อตอน : ไอสูรย์ตัวร้าย #25 ความสุขไม่คงทน (RW)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 60.6k

ความคิดเห็น : 66

ปรับปรุงล่าสุด : 14 มี.ค. 2559 19:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไอสูรย์ตัวร้าย #25 ความสุขไม่คงทน (RW)
แบบอักษร

 

 

 http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/4866/1955066413-member.jpg

ไอสูรย์ตัวร้าย #25 ความสุขไม่คงทน

 

ไอสูรย์

ผมกดรับสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาวินาทีแรกที่ได้ยินตอบกลับของปลายสายหัวใจผมมันก็กระตุกวูบ

ผมจำน้ำเสียงของผู้ชายคนนี้ได้เขาคือคนเดียวที่ทิ้งผมไปและเป็นคนเดียวที่กำชะตาชีวิตของผมเอาไว้เหมือนกัน

“พ่อ”

ผมหันไปมองหน้าน้องที่มองผมอยู่ก่อนแล้วจากที่ยิ้มให้ผมเมื่อกี้กลับกลายเป็นใบหน้าเศร้าผมเดินเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะรั้งมือน้องมาจับเอาไว้

“ฉันคิดว่าเราควรจะได้เจอกันเร็วๆ นี้”

เหมือนสวรรค์กำลังแกล้งผมให้ขาดอากาศหายใจพ่อพูดเหมือนท่านกำลังจะกลับมาแม้ว่าพ่อจะเป็นคนที่กลัวความเจ็บปวดแต่ท่านก็พร้อมจะร้ายได้หากหัวใจยอมรับทุกอย่างจนหมดแล้ว

“พ่อคิดจะกลับมาทั้งๆ ที่ทิ้งผมไปตั้งนานงั้นเหรอครับ” คำถามของผมเหมือนคำตัดพ้อที่เปล่งออกไปแต่พ่อกลับเงียบมีเพียงเสียงถอนลมหายใจออกมาแทน

“ผมไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร?”

“ฉันปล่อยให้แกทำงานแบบเด็กๆ ไม่ได้อีกแล้วตอนนี้แกกำลังทำให้ความเชื่อมั่นของไอกรุ๊ปหายไปแถมยังทำให้ฉันเกือบเสียเพื่อนดีๆ ไปอีกด้วยหวังว่าฉันกลับไปแกคงเตรียมคำตอบดีๆ ไว้รอนะไอสูรย์”

ตู๊ดๆๆๆๆ

สายถูกตัดไปแล้วผมบีบมือน้องแน่นขึ้น พ่อคิดว่าผู้ชายคนนั้นคือเพื่อนที่ดีทั้งๆ ที่เขาโกงเงินบริษัทเราไปงั้นเหรอ?

ท่าทางพ่อคงถูกนายราเมทปั่นหัวเล่นมาอีกแน่นอน

ชิส์!

เจ็บใจนิดหน่อยที่พ่อไม่เชื่อใจผม

“พี่” อ๋องน้อยเรียกชื่อผมก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ๆ

“พี่โอเคครับทำกับข้าวต่อดีกว่านะ”

ใจจริงๆ ผมไม่โอเคเลยเพราะเป็นห่วงความรู้สึกของน้องไม่มีใครรู้จักพ่อดีพอเท่าๆ กับผมที่ไม่รู้เลยว่าใครกันแน่คือตัวตนที่แท้จริงของพ่อผม

“ครับ”

หลังจากกับอาหารเสร็จผมกับน้องก็นั่งกินข้าวกันเงียบๆ ถ้าจะพูดให้ถูกมีแค่ผมคนเดียวเท่านั้นที่เงียบส่วนน้องก็ไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำคงกลัวว่าผมจะรู้สึกแย่อีกสินะ

“เรากลับกรุงเทพฯ กันเถอะครับ” ผมช่างใจอยู่นานกว่าจะพูดประโยคนี้ออกมาสายตาคู่เล็กหันมามองทางผมก่อนจะพยักหน้า

“ครับ” ผมรู้ว่าอ๋องน้อยกำลังรู้สึกแต่เจ้าตัวไม่ยอมพูด

กินข้าวเสร็จผมก็พาน้องขึ้นไปอาบน้ำก่อนจะเก็บเอกสารที่จำเป็นกลับไปกรุงเทพฯ ด้วยถึงผมจะมาเคลียร์งานที่นี่แต่หลักๆ เหมือนมาพักผ่อนซะมากกว่า

ผมขอเวลาน้องครึ่งชั่วโมงเพื่อที่จะออกไปสั่งงานกับผู้จัดการของที่นี่เมื่อเสร็จธุระแล้วจึงกลับมารับเขาที่บ้านตลอดเวลาพวกเราแทบจะไม่ได้ปริปากพูดอะไรกันด้วยซ้ำจนกลับมาถึงบ้านน้องก็หลับไปซะแล้วผมเองก็ไม่อยากกวนเพราะร่างกายคงจะเพลียมากผมจึงปล่อยให้น้องได้นอนส่วนตัวเองก็ออกไปนั่งเคลียร์งานต่อ

ตอนนี้ผมไม่อยากคิดอะไรอีกแล้วมีเพียงความรู้สึกวุ่นวายใจเท่านั้น

ก๊อก ก๊อก

ผมแปลกใจนิดหน่อยว่าใครกันที่มาเคาะประตูห้องทำงานของผมทั้งๆ ที่เวลาในตอนนี้มันก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว

แอด

แต่พอได้เห็นร่างเล็กตรงหน้าความแปลกใจก็หายไป

“ผมเอานมอุ่นมาให้ครับ” อ๋องน้อยยิ้มให้ผมก่อนจะถือแก้วนมอุ่นมาวางไว้ให้

“อ๋องน้อย”

“ผมนอนไม่หลับ” อ๋องน้อยจ้องตาผมแต่กลับยิ้มมาให้ทั้งๆ ที่น้ำเสียงสั่น

“กลับไปนอนกอดผมได้ไหม”

“พี่ขอโทษนะครับ” ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องสนใจคือคนตรงหน้าไม่ใช่เหรอแล้วผมมัวแต่คิดอะไรอยู่ทำไมถึงละเลยหน้าที่ของตัวเองแบบนี้

ผมทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังก่อนจะกลับไปที่ห้องพร้อมกับอ๋องน้อยใจจริงๆ ผมก็นอนไม่หลับเหมือนกันแต่คนที่คิดมากกว่าผมคงเป็นคนที่ผมนอนกอดอยู่ในตอนนี้มากกว่า

“ฝันดีนะครับ”

“ครับ” เสียงลมหายใจผ่อนเข้าออกเป็นจังหวะท่าทางจะง่วงมากแต่ความกังวลก็ทำให้นอนไม่หลับสินะ

“ขอโทษนะครับ” ผมขยับตัวเข้าไปแนบชิดกับน้องมากกว่าเดิมอ้อมกอดแบบนี้มันอบอุ่นเหลือเกิน

ถึงจะกังวลแต่มันยังมาไม่ถึงผมก็ไม่อยากสนใจอีกแล้ว

 

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา

ทุกวันผ่านไปอย่างยากลำบากทั้งผมและอ๋องน้อยเลยก็ว่าได้ บ้านที่เคยครึกครื้นกลับเงียบสงบอีกครั้งเมื่อผมมีแต่ความกังวลส่วนอ๋องน้อยถึงจะเป็นคนร่าเริงมากแค่ไหนก็ตามแต่เวลาที่พยายามเก็บอาการทุกๆ อย่างเจ้าตัวกลับเงียบจนผมกลัว

"มีอะไรรึเปล่าครับ" เสียงของเหนือดังขึ้นมาจากด้านหลังของผมซึ่งตอนนี้กำลังยืนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยระหว่างที่เตรียมนมอุ่นๆ ให้อ๋องน้อยกินก่อนนอน

"หลายวันก่อนพ่อติดต่อมานะ" ผมหันไปมองหน้าคนสนิท หมอนี่ก็มีสีหน้าไม่ต่างไปจากผมหรอกครับ "แต่ฉันกลับเป็นห่วงอ๋องน้อย"

"ผมเชื่อว่านายน้อยต้องจัดการได้อยู่แล้วครับ"

"นั่นสินะ! แต่หลายวันมานี่อ๋องน้อยไม่ค่อยยิ้มเลย"

"แล้วทำไมไม่ยิ้มก่อนละครับ" 

"ฉัน..." คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันตั้งคำถามที่ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ออกไป

"ที่อ๋องน้อยเป็นแบบนี้คงไม่รู้ว่านายน้อยคิดอะไรอยู่มั้งครับ"

"งั้นเหรอ?"

"ครับ"

"ฉันจะลองทำดู" ผมยิ้มให้เหนือก่อนเป็นอันดับแรกหันไปหยิบแก้วนมอุ่นที่วางอยู่แล้วถือขึ้นไปให้อ๋องน้อยที่ห้อง

เหนือบอกให้ผมยิ้มงั้นเหรอแล้วถ้าเห็นหน้าเศร้าๆ ของอ๋องน้อยผมจะยิ้มออกไหม?

“พี่เอานมอุ่นมาให้กินก่อนนอนนะครับ”

ผมเดินเข้าไปหาน้องที่นั่งพิงขอบเตียงสายตาเหม่อลอยแม้มือเล็กจะลูบหัวเจ้าอสูรที่นอนเล่นอยู่บนตักก็ตามผมสงสารน้องใจแทบขาด

“ขอบคุณครับ” แม้แต่รอยยิ้มสักนิดยังไม่มีแบบนี้ผมจะรู้สึกสบายใจได้ยังไงกันละครับ

"พี่รักอ๋องน้อยนะครับ" ผมก้มหน้าลงไปหาใบหน้าเล็กที่เศร้าหมองพร้อมกับกดจูบเบาๆ ที่หน้าผากมนคนตัวเล็กตรงหน้าอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะจ้องตาผมเขม็งเลย

"มาไม้ไหนอีกครับ"

"เหนือบอกให้พี่ลองยิ้ม แต่พี่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไงดีเลยบอกรักแทน" ขยับกายลงไปนั่งข้างๆ ก่อนจะอุ้มร่างบางมานั่งบนตักแถมด้วยเจ้าอสูรที่ไม่ยอมลุกหนี

"เห!" อ๋องน้อยอุทานออกมาน้ำเสียงดูแปลกใจเล็กน้อย

"พี่ขอโทษนะครับที่เอาแต่เงียบพี่แค่กังวลและไม่อยากให้อ๋องน้อยคิดมากไปด้วย"

"แต่พี่เงียบผมก็รู้สึกแย่นะครับ"

"พี่เข้าใจแล้ว ต่อไปนี้มีอะไรพี่จะพยายามอธิบายนะครับ"

"..." อ๋องน้อยเงียบไปแถมยังหลบสายตาผมและนั่นก็ทำให้ผมกังวลทั้งๆ ที่ตัวเองพยายามอธิบายแล้ว

"เป็นอะไรไปครับ"

"พี่รักรินไหม?"

"เอ๊ะ!" ผมแปลกใจนิดหน่อยเพราะไม่คิดว่าอ๋องน้อยจะถามถึงรินขึ้นมา

"คุณชุนบอกกับผมว่าพี่ถอนหมั้นรินไปแล้วแต่พ่อพี่เขา..." ดวงตากลมโตสั่นระริกยามที่พูดถึงรินและพ่อผมก่อนจะเงียบไปเหมือนว่ามีก้อนสะอื้นมาปิดทับการพูดของเจ้าตัว

"เรื่องระหว่างพี่กับรินมันจบไปแล้ว"

"ผมเจ็บจัง" ผมไม่อยากได้ยินอ๋องน้อยพูดแบบนี้หรอกนะครับเพราะมันทำให้ผมเจ็บไม่ต่างไปจากคนพูดเลย

"เราต่างก็เจ็บด้วยกันทั้งคู่นะครับ"

"ผมกลัว...กลัวว่าสักวันพวกเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน" ดวงตากลมโตของคนตรงหน้าเริ่มเอ่อคลอผมไม่อยากเห็นน้องร้องไห้หรอกนะครับยิ่งเขาร้องก็เท่ากับว่าผมเป็นสามีที่แย่และทำให้คนที่ตัวเองรักเชื่อใจไม่ได้

"พี่สัญญาจะปกป้องดูแลอ๋องน้อยกับลูกให้ดีที่สุด"

"แล้วพ่อพี่น่ากลัวไหม?"

"หืม!"

"เขาจะไล่ผมออกจากบ้านไหม" หยาดน้ำตาเอ่อคลอเต็มเบ้าตาแต่คำถามกลับติดตลกและมีแต่ความสงสัย

"พี่จะพูดว่าไงดี...แต่พี่ก็ไม่อยากให้อ๋องน้อยเจอพ่อตอนนี้"

"งั้นผมต้องกลับบ้านเหรอครับ"

"อยากกลับไหม? ถ้าไม่พี่ก็จะไม่ให้กลับ" ใจจริงผมก็อยากให้น้องไปอยู่กับแม่ก่อนแต่อีกใจก็เป็นห่วงไม่อยากให้น้อยอยู่ห่างจากตัวเองสักเท่าไหร่

"กลับครับ"

"หืม!" ตอนแรกคิดว่าน้องจะปฏิเสธซะอีกไม่น่าพลาดถามออกไปแบบนั้นเลยครับ

"ยังไม่อยากเจอพ่อพี่ตอนนี้กลัวว่าท่านจะไม่ชอบผม"

"อย่ากังวลไปเลยนะครับ"

"ผมกลัวท่านเหมือนที่เคยกลัวพี่"

"คิดแบบนี้มาตลอดเหรอครับ" ผมจ้องตาอ๋องน้อยเขม็งเลยทีเดียวไม่คิดว่าเจ้าตัวจะมองผมในทางที่ใจร้ายมาตลอดทั้งๆ ที่ตอนนี้ผมเปลี่ยนไปแล้ว

"เปล่าครับ" ปฏิสเธอไม่เต็มปากเลย "ตอนแรกที่เจอพี่น่ากลัวผมก็แค่คิดว่าพ่อพี่อาจจะเป็นแบบนั้นด้วย"

"อย่ากังวลไปเลยนะครับถึงท่านจะน่ากลัวแต่พี่ก็ไม่ยอมให้ท่านมาทำอะไรเมียกับลูกหรอกนะ"

"ไม่เอาอะผมกลับบ้านดีกว่า"

"มั่นใจเหรอว่าอยากอยู่ห่างกับพี่"

"ถึงจะเหงาแต่เมื่อก่อนผมยังอยู่ได้เลย"

"ก็เมื่อก่อนเรายังไม่รักกัน...แต่ตอนนี้เราเป็นของกันและกันไปแล้ว" ผมกดจูบเบาๆ ที่หน้าผากของอ๋องน้อยเพื่อย้ำชัดถึงสถานะของพวกเราสองคน

"..."

"พี่มีหัวใจดวงเดียวและหัวใจของอสูรก็เป็นของอ๋องน้อยกับลูก"

หมับ

น้องโผล่เข้ากอดผมทันทีที่พูดจบผมเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะพูดอะไรเลี่ยนๆ แบบนี้ออกไปได้หรอกครับใครมันจะไปคิดว่าคำพูดแบบนี้จะออกมาจากปากของผู้ชายที่ไม่เคยมีความรู้สึกอย่างผมได้

เชื่อเขาเลยว่าเข้ามาเปลี่ยนชีวิตผมทุกอย่างแล้วจริงๆ เปลี่ยนจนผมไม่มั่นใจว่ายังเหลือตัวตนของตัวเองไว้หรือเปล่า?

"อ๋องน้อยก็จะเป็นของไอสูรย์คนเดียวตลอดไปนะครับ"

"ครับ"

 

สองวันต่อมาหลังจากที่ตกลงกับน้องเสร็จเช้ามาผมก็ไปส่งเขาที่บ้านแม่ตอนแรกก็ปั้นหน้ายิ้มแต่พอผมจะกลับเท่านั้นแหละครับร้องไห้ใหญ่เลยจนผมต้องนอนที่บ้านแม่แทนการกลับมาบ้านเพราะผมเองก็ทนอยู่ห่างจากน้องไม่ได้เช่นกัน พอตอนเช้าผมก็แอบบหนีออกมาซะก่อนกลัวว่าถ้าน้องตื่นเห็นเขาร้องไห้แล้วจะไม่ยอมกลับบ้านถึงจะรู้ว่าต้องถูกโกรธแน่ๆ แต่ผมก็ต้องทำเป็นใจแข็งและกลับบ้าน

วันนี้พ่อจะกลับมาแล้วผมจึงสั่งให้ใต้ไปรอรับท่านที่สนามบินเพราะผมยังเตรียมใจที่จะเจอท่านไม่ได้หลังจากที่ห่างกันไปนานหลายปี...

บรืนนน นน น

ผมว่าผมทำใจไว้ดีแล้วเชียวแต่พอได้ยินเสียงรถผมก็ใจแป๊วอีกจนได้ ผมเดินออกไปรอรับพ่อหน้าบ้านเพราะไม่อยากได้ยินคำประชดประชันจากท่านที่ไม่ยอมไปรับด้วยตัวเอง

"สวัสดีครับ" การได้เจอหน้าพ่ออีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เจอมานานมันทำให้ผมรู้สึกแปลกจนบอกไม่ถูกเลย

"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะไอสูรย์"

"ถ้าพ่อไม่ทิ้งผมไปก็น่าจะใช่ครับ"

"อย่ามาไร้สาระ" พ่อขึ้นเสียงดุใส่ผมทั้งๆ ที่ผมพูดเรื่องจริง

"ลงมาได้แล้วหนูริน" ชื่อของรินจากปากของพ่อทำให้ผมแปลกใจปนสงสัยแต่ก็ไม่ทันได้ปริปากถามอะไรรินก็ลงมาซะก่อน

“สวัสดีครับพี่ไอสูรย์” รินลงจากรถพร้อมกับยกมือไหว้ผมแต่ผมก็ทำได้เพียงแค่นยิ้มบางๆ ตอบกลับไปเท่านั้น

“เข้าบ้านเถอะครับผมให้เด็กตั้งโต๊ะรอไว้แล้วแต่ไม่คิดว่ารินจะมาด้วย” เหมือนตอนท้ายผมจะพูดประชดจนรินหน้าถอดสีก้มหน้าต่ำไปเลยทีเดียว

บางทีเด็กคนนี้ก็ร้ายเกินไปสำหรับผมแม้จะไม่แสดงออกให้ผมเห็นซึ่งๆ หน้าแต่กับอ๋องน้อยกลับทำเสแสร้งได้เก่งมากๆ จนผมแทบไม่อยากเชื่อ

“ทำไมจะมาไม่ได้" พ่อจ้องหน้าผมพร้อมกับคำถาม "ถึงยังไงอีกไม่นานหนูรินก็จะมาอยู่ที่นี่" หากพ่อรู้อะไรมากกว่านี้ท่านอาจจะไม่พูดแบบนี้ออกมาก็ได้ครับ

ผมไม่รู้หรอกนะว่าพ่อจะคิดยังไงแต่เรื่องที่ผมถอนหมั้นไปแล้วท่านเองก็คงจะรู้ส่วนเรื่องอ๋องน้อยกับลูกผมไม่มั่นใจสักเท่าไหร่เพราะคนส่วนน้อยมากที่จะรู้เรื่องราวในชีวิตของผมตอนนี้

“ครับ” ผมตอบแค่นั้นก่อนจะหันไปสบตากับรินที่เงยหน้าขึ้นมามองผมแววตาสั่นระริกเหมือนอยากร้องไห้ ถ้าคนตรงหน้าคืออ๋องน้อยผมจะรีบดึงเข้ามากอดและพูดปลอบใจแต่ในเมื่อไม่ใช่ผมก็ไม่อยากสนใจ

 

อาหารมื้อแรกระหว่างผมกับพ่อหลังจากที่ห่างหายไปนานมันอึดอัดยังไงก็ไม่รู้สิครับเหมือนคนแปลกหน้าที่กำลังนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกันก็ว่าได้

“งานช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?”

“ก็เรื่อยๆ ครับส่วนเรื่องธุรกิจที่จะเริ่มต้นปีหน้าผมตกลงเซ็นสัญญากับทางหุ้นส่วนไปแล้ว" พ่อเงียบก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมและผมก็รู้ว่าพ่อเองก็คงจะรู้จักคุณโอชินไม่ใช่น้อยเพราะถึงยังไงผู้หญิงของเขาก็เคยเป็นคนรักของพ่อผมและมีศักดิ์เป็นแม่ผมด้วย

“แกรู้ใช่ไหมว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?” ในเมื่อกลับมากระทันหันแบบนี้พ่อก็คงเก็บข้อมูลกลับมาเพียบเหมือนกัน

“รู้ครับ” ผมตอบพ่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

“แล้วทำไมแกถึงยอมตกลง"

"ผมเหนื่อยที่จะวิ่งหนีและผมก็โตพอที่จะแยกแยะว่าเรื่องส่วนตัวกับงานไม่ควรเอามาปนกันครับ" ผมไม่ได้มองหน้าพ่อหรอกเพราะผมมั่นใจว่าท่านต้องไม่พอใจแน่ๆ ที่ผมพูดออกไปแบบนี้

พ่อกับผมก็เหมือนกันเพราะพวกเราเป็นพ่อลูกกันและหยิ่งในศักดิ์ศรีเหมือนๆ กันทั้งคู่...

"หากแกคิดแบบนี้ฉันก็จะไม่ห้าม"

"ถึงพ่อห้ามผมก็จะทำครับ"

"หึ!" พ่อแสยะยิ้มออกมาก่อนจะเงียบไปผมก็ไม่เข้าใจหรอกครับว่าท่านกำลังสื่ออะไรอยู่แต่ในเมื่อท่านเงียบผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่ออีก

บรรยากาศเริ่มมาคุยังไงก็ไม่รู้สิครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคนไม่ว่าจะผมพ่อหรือแม้แต่คนอื่นอย่างริน

"ฉันอิ่มแล้วขอตัวขึ้นไปพักผ่อนละกัน" พ่อรวบช้อนก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้รินเองก็มีท่าทางที่เปลี่ยนไป "ตามสบายนะหนูริน"

"ครับ"

ผมเองก็ไม่ต่างจากพ่อพอลับสายตาท่านผมก็รวบช้อนลงเพื่อจะลุกหนีเหมือนกัน ตอนนี้ผมกับรินไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจกันอีกถึงผมจะไม่พูดก็ไม่ได้แปลกว่าผมไม่คิดอะไรเกี่ยวกับการกระทำของริน

"พี่ไอสูรย์ครับ" รินเรียกชื่อผมเอาไว้ซะก่อนที่ผมจะเดินหนี "ขอผมคุยด้วยหน่อยได้ไหม"

"อืม" ผมเดินเลี่ยงออกมาที่ห้องรับแขกแทนการคุยกับรินแบบตรงๆ ที่โต๊ะอาหารซึ่งเจ้าตัวก็เดินตามผมมาด้วยเหมือนกัน

"มีอะไรก็ว่ามาสิ" ผมนั่งลงที่โซฟาตรงข้ามกับริน

"อ๋องน้อยละครับเพราะตั้งแต่มาถึงผมยังไม่เห็นเขาเลย"

"กลับบ้านนะ" ผมเองก็ไม่อยากปิดบังหรอกครับเพราะมันไม่จำเป็น

"งั้นเหรอครับ น่าเสียดายจังเลยที่เขาไม่ได้เจอกับคุณลุง"

"ที่อยากคุยกับฉันมีแค่นี้เหรอ?"

"เอ๋!" รอยยิ้มเมื่อกี้แปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าถอดสีทันทีเมื่อผมจับประเด็นของรินได้

"เปล่านะครับ"

"ถ้ามีเท่านี้ฉันขอตัว" ผมไม่รอให้รินได้พูดอะไรต่อก็รีบลุกหนีทันทีแต่ก็ไม่ลืมหันกลับมาพูดกับเขาอีกครั้ง "ถึงอ๋องน้อยจะไม่เจอกับพ่อตอนนี้แต่ต่อไปก็คงได้เจออยู่แล้ว" ผมพูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะกลับขึ้นไปบนห้อง

 

เมี้ยว เมี้ยว

เสียงร้องของเจ้าสี่ขาขี้อ้อนประจำห้องดังขึ้นมามันเดินส่ายก้นย้ายพุงขึ้นไปนอนบนเตียงของผมก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอย่างทุกครั้งมันคงคิดละมั้งว่าเป็นอ๋องน้อยถึงได้ขึ้นไปนอนรอแบบนี้เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่มันเห็นว่าอ๋องน้อยกลับเข้ามาในห้องก็มักจะกระโดดขึ้นไปนอนข้างๆ เสมอ

“คงคิดถึงอ๋องน้อยสินะ" ลิ้นสากๆ ไล่เลียตามหลังมือข้างหนึ่งของผมพยายามอ้อนสุดๆ เหมือนว่ามันอยากตอบคำถาม

“ฉันบ้าไปหรือเปล่าที่คุยกับแมวแต่คงไม่แปลกหรอกเพราะฉันยังเคยอิจฉาแกเลยนี่

ผมแค่นยิ้มในลำคอมองภาพเจ้าอสูรที่นอนอ้อนผมอยู่ใกล้ๆ เหงาชะมัดที่ไม่ได้ยินเสียงของน้องแถมยังไม่ได้ยินคำพูดอ้อนๆ อีกตั้งมากมาย

"หากคิดถึงก็ไม่จำเป็นต้องอดทนสินะ" ผมบ่นกับตัวเองยิ้มๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อกดโทรหาใครบางคนหลายวันมานี่ผมไม่ยอมโทรหาและไม่ยอมสนใจเลยเพราะกลัวว่าจะอดใจไม่ไหวแล้วรีบไปหานะสิ

"สวัสดีครับ"

"อ๋องน้อย" น้องเงียบไปทันทีที่ได้ยินผมเรียกชื่อเขา

"โทรมาทำไมครับ" ผมว่าคงจะโกรธที่ตอนนั้นผมแอบหนีกลับมาโดยไม่บอกเขาก่อนแน่นอน

"คิดถึงเมียก็ต้องโทรหาสิครับ"

"นึกว่าจะลืมเมียกับลูกไปซะแล้ว"

"ใครจะลืมได้ลงคอละครับ" ผมพูดจาหยอกล้อกลับไปแม้จะได้ยินเสียงเหมือนคนอยากร้องไห้ของปลายสายก็ตาม

"แต่หนีกลับไปโดยที่ไม่สนใจได้สินะครับ"

"โถ่! คนดี"

เมี้ยว เมี้ยว

เสียงเจ้าอสูรร้องดังขึ้นมาเหมือนมันรู้ว่าผมกำลังคุยกับใครเจ้าแมวขี้อ้อนทำผมอิจฉาอีกแล้ว

“อสูร"

"ครับ"

"ผมเรียกแมว..."

"ตกลงจะคุยกับแมวเหรอครับ"

"ก็ยังดีกว่าคุยกับคนใจร้าย" อ๋องน้อยพูดตัดพ้อผมทั้งๆ ที่คิดถึงผมไม่ต่างไปจากที่ผมคิดถึงเขา

"พี่อยากกอดเมียจัง" ผมไม่สนใจที่อ๋องน้อยพูดทำเหมือนไม่ได้ยินด้วยซ้ำก่อนจะพูดจาหยอกล้อเขาไปแต่ผมก็อยากกอดอย่างที่พูดจริงๆ นั่นแหละครับ

"..." อ๋องน้อยเงียบไปเลยไม่รู้ว่าไปแอบร้องไห้อยู่หรือเปล่า

“ฟังพี่อยู่ไหม?”

“ผมก็อยากกอดพี่ทรมานจังเลยครับ!

เหมือนสวรรค์จะไม่ใจร้ายกับผมเสมอไปนะครับตอนแรกคิดว่าจะถูกโกรธนานกว่านี้ซะอีกแต่พอได้ยินแบบนี้ก็อดโล่งอกไม่ได้

 

 

ความคิดเห็น

}