Sakuya Aika

พี่ไนท์จะไม่อ่อนโยนแล้ว~ ขอบคุณที่ยังไม่ลืมคู่นี้นะคะ เมนต์ติชมได้คร่า

ชื่อตอน : บทที่ 5 (4) Rewrite

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ส.ค. 2562 19:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 (4) Rewrite
แบบอักษร

5.4  

  ยังเป็นลูกน้องพี่เดือนคนเดิมที่อยู่เฝ้าแม่ ผมประหลาดใจเล็กน้อยแม้จะคาดการณ์ไว้ก่อนล่วงหน้าว่าอาจจะเจอเขาอยู่แล้วก็เถอะ

“ผิดคาดเลยแฮะ” นั่นเป็นคำแรกที่ผมพูดหลังเปิดประตูเข้ามา แม่นอนอยู่บนเตียง ไม่ได้หลับ แต่กำลังจ้องผมเขม็งคล้ายจะต่อว่าและสงสัยอยู่ในทีว่าผมกำลังพูดเรื่องอะไร ลูกน้องพี่เดือนกำลังปลอกส้มอยู่บนเคาน์เตอร์หันมามองแล้วค้อมศีรษะให้ผมเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย

“ทำไม มีอะไร มาถึงก็ผิดคาดเลยงั้นเหรอ” แม่ถามโทนเสียงนักเลงมาก เหมือนจะชวนลูกตัวตี เฮ้อ สาบานว่ากำลังป่วย?

“เปล่า...” ผมลากเสียงยาว เดินอ้าแขนตรงไปหาแม่ที่เตียง “ผมก็นึกพี่เดือนอยู่กับแม่ไง” ผมโน้มตัวลงจะกอดแม่ แต่โดนอีกฝ่ายเอานิ้วจิ้มหน้าผากแล้วเฉดหัวออกห่าง “แม่!”

“เหอะ ไม่ต้องมาทำเป็นพูด พี่แกมีงานเป็นกองต้องสะสาง ไม่ได้ว่างลอยชายเหมือนแก”

“แม่รู้ตัวไหมเนี่ยว่าเข้าข้างเดือนมากไปแล้ว ผมก็ลูกแม่นะ”

“อะไร อย่ามาทำหน้าแบบนั้นเดี๋ยวตีเลยนี่”

“โอ๊ยแม่! เจ็บนะเนี่ย” ผมโดนฟาดต้นแขนไปหนึ่งที อะไรวะ อยู่ๆ ก็โดนตีเฉยเลย ผมทำหน้าประท้วง ลูบแขนตัวเองป้อยๆ

“ไม่ต้องมาสำออย”

“ฮ่าๆ” ผมหัวเราะร่า ที่จริงก็ไม่เจ็บหรอกแค่ล้อแม่เล่นเฉยๆ เห็นแม่ร่าเริงแบบนี้ผมก็สบายใจหายห่วงละ “แล้วแม่เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นยัง”

“อืม เพิ่งเข้าห้องน้ำก่อนแกมานี่เอง ตอนนี้ก็โล่งละ แต่ยังเจ็บแผลอยู่หน่อยๆ”

“อ่อ แล้วนี่พ่อมาดูบ้างไหม”

“พ่อแกงานยุ่งกว่ายัยเดือนซะอีก จะเอาเวลาที่ไหนมา ฉันแค่ผ่าไส้ติ่งไม่ได้เป็นอะไรใหญ่โตจะแห่กันมาทำไม”

“ก็แม่ชอบทำให้คนอื่นเป็นห่วงไง”

แม่ผมค่อนข้างเป็นหญิงแกร่ง ชอบทำอะไรคนเดียว จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ลูกน้องพี่เดือนถือจานส้นที่แกะเสร็จแล้วมาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง

“ส้มครับคุณผู้หญิง”

“อืม ขอบใจ บอกแล้วไงไม่ให้เรียกคุณผู้หญิง” แม่ทำหน้าเหนื่อยใจ เหมือนพูดเท่าไหร่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมฟัง “ยังไม่ได้กินข้าวไม่ใช่เหรอ ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงฉันหรอก”

“แม่รู้ได้ไงว่าผมยังไม่กินข้าว พอเดือนโทรมาผมก็ตรงมานี่เลย”

“ใครว่าฉันหมายถึงแก ฉันพูดกับเซนต่างหาก”

“อ้าว” ผมมองลูกน้องพี่เดือน รู้สึกเสียหน้าเล็กน้อยแต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ผมคลี่ยิ้มหลังจากเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า “พี่ยังไม่กินข้าวเหรอ”

“ครับ” ลูกน้องพี่เดือนพยักหน้าเบาๆ ต่อหน้าแม่ผมเขาดูสงบปากสงบคำเป็นพิเศษ

“ดีเลย ไปด้วยกันสิ ผมก็ยังไม่กินเหมือนกัน” ผมชวน อีกฝ่ายทำหน้าลำบากใจ ไม่อยากละเลยหน้าที่ ผมส่งสายตาขอให้แม่ช่วยพูด ยังไงซะมีเพื่อนกินข้าวย่อมดีกว่ากินคนเดียวอยู่แล้ว แม่เองก็คงรู้สึกผิดและเห็นใจพี่เขาอยู่ไม่น้อยที่ต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่แทนที่จะเป็นบริษัท

“ไปเถอะเซน ไม่ต้องห่วงฉันหรอก ฝากดูเจ้าเด็กงี่เง่านี่ให้ด้วย”

“ผมไม่ได้งี่เง่าสักหน่อย ไปเถอะพี่ แม่อนุญาตแล้ว”

“แต่ว่า...”

“เอาน่า ไปเถอะ” ผมเดินเข้าไปคล้องคอพี่เขาอย่างเป็นกันเอง ลากออกจากห้องทั้งอย่างนั้น เขาดูไม่สบายใจตลอดทางจนกระทั่งถึงรถ ผมเอาแขนที่คล้องคอเขาออกก่อนปลดล็อกรถ

“ว่าแต่พี่ชื่ออะไร”

“เซน”

“อ่อ” ผมพยักหน้าก่อนเอียงคอส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายขึ้นรถ ผมได้ยินแม่เรียกชื่อเขาก่อนหน้านี้แล้วแค่อยากถามให้แน่ใจเฉยๆ

พี่เซนมองรถผมด้วยสายตาสับสน สีหน้าบ่งบอกถึงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“โรงอาหารในโรงพยาบาลปิดแล้วมั้งป่านนี้ เดี๋ยวไปกินข้างนอก ขึ้นรถเถอะ จะได้รีบกินรีบกลับ” ผมพูดรวบรัด เปิดประตูขึ้นรถโดยไม่รอให้พี่เซนพูด ผมรู้ว่าพี่เซนไม่สมัครใจนั่งรถออกไปกินข้าวด้วยกัน แต่อย่างน้อยผมก็บริสุทธิ์ใจ อยากตอบแทนที่เขาอุตส่าห์มาเป็นธุระเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล

“กินอะไร” ผมถามระหว่างอยู่ในรถ เป็นความเคยชินที่ผมจะถามคนข้างๆ ว่าอยากกินอะไร ก็นั่นมันที่นั่งประจำบีบี แต่ช่วงหลังมานี่เบาะนั่งข้างๆ กลับว่างบ่อยขึ้น ไม่รู้เพราะผมไม่มีเวลาให้หรือบีบียุ่งมากกันแน่ เราถึงไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเหมือนแต่ก่อน

“พี่อะไรก็ได้” พี่เซนตอบแบบไม่เรื่องมาก ผมไม่พูดอะไรอีก แค่พยักหน้าแล้วขับรถไปที่ร้าน

ร้านอาหารที่ผมเลือกอยู่ห่างจากโรงพยาบาลราวยี่สิบนาที เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ผมชอบมากินกับพี่สาว แต่พักหลังไม่ค่อยได้มาเพราะต่างคนต่างยุ่ง ที่ผมเลือกร้านนี้เพราะรู้สึกคุ้นเคยและอยู่ใกล้โรงพยาบาลมากที่สุด ที่สำคัญอาหารอร่อย และผมก็กำลังนึกอยากกินอาหารญี่ปุ่นอยู่พอดี

ผมเดินนำพี่เซนเข้ามาในร้าน กวาดตามองหาโต๊ะว่าง ขณะที่พนักงานไม่กี่คนที่ประจำอยู่ในร้านตอนนี้เพิ่งสังเกตเห็นเราสองคน กำลังเดินเข้ามาต้อนรับ ร้านนี้ไม่ใหญ่มากแต่การตกแต่งดี บรรยากาศเงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง คงเพราะลูกค้าไม่มากด้วย ผมมาแต่ละทีโต๊ะในร้านมักจะว่างมากกว่าครึ่ง จะว่าอาหารไม่อร่อยก็ไม่ใช่ ผมว่าที่คนไม่ค่อยเข้าร้านคงเพราะราคาอาหารที่แพงกว่าร้านในระดับเดียวกันหลายเท่ามากกว่า

“เชิญเลือกที่นั่งได้ตามสบายเลยนะคะลูกค้า เดี๋ยวสักครู่จะมีพนักงานไปรับออร์เดอร์ที่โต๊ะค่ะ” พนักงานเอ่ยอย่างนอบน้อมเสร็จก็โค้งหัวแล้วเดินออกไป

“....” แววตาผมกระตุก ไม่เกี่ยวกับพนักงานหรือสีหน้าข่มอารมณ์ร้อนใจอยากกลับโรงพยาบาลไวๆ ของพี่เซน แต่เป็นเพราะลูกค้าที่นั่งอยู่บนโต๊ะสุดปลายสายตานั่นต่างหาก

ไอ้ไนท์กับปาย ...อีกแล้วเหรอวะ

โลกกลมหรืออะไรวะ นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผมบังเอิญเจอไอ้สองคนนั่นในร้านอาหาร

“น้องตะวัน?”

 เสียงพี่เซนทำให้ผมรู้สึกตัว หันกลับมามองหน้าเขาอย่างลนลาน ก่อนจะตีหน้าตายแกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิด

“พี่อยากนั่งโต๊ะไหน เอาตามที่พี่ชอบเลย” ผมโยนการตัดสินใจไปให้ พี่เซนเลิกคิ้วแปลกใจเพราะตอนแรกผมทำท่าเหมือนจะเลือกเอง แต่เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไร พี่เซนกวาดตามองโต๊ะภายในร้านรอบหนึ่งก่อนเดินนำผมไปยังโต๊ะติดผนังถัดจากโต๊ะที่พวกไอ้ไนท์นั่งสามสี่โต๊ะ ผมลอบกลั้นหายใจตอนเดินเข้ามานั่ง แถมพี่เซนยังเลือกที่นั่งก่อน ทำให้ผมต้องนั่งอีกฝั่ง หันหน้าเข้าหาโต๊ะไอ้ไนท์อย่างไม่มีเลือก ผมจะตำหนิพี่เซนก็ไม่ได้ ยังไงร้านนี้ก็ไม่ใหญ่มาก มีโอกาสสูงที่พวกนั้นจะมองเห็นผมอยู่ดี

ไม่นานพนักงานก็เดินมารับออร์เดอร์ ผมสั่งเมนูที่เคยกินประจำ พี่เซนเหมือนเพิ่งเคยมาครั้งแรก เขาดูงุนงงเล็กน้อยผมเลยช่วยแนะนำเมนูให้ ระหว่างนั่งอยู่ที่โต๊ะผมพยายามไม่มองโต๊ะไอ้ไนท์ แต่ยิ่งห้ามเท่าไหร่สายตาก็คอยแต่จะเหลือบไปมองทางนั้นอยู่ร่ำไป

หลังอาหารถูกยกมาเสิร์ฟผมก็ตั้งใจกินเงียบๆ แทบไม่ได้คุยอะไรกับพี่เซนเลย จากที่หิวก็กลายเป็นไม่อยากอาหารไปทันที

“อิ่มแล้วเหรอ” พี่เซนมองอาหารที่เหลือมากกว่าครึ่งในจานของผม

“อยู่ดีๆ ก็แน่นท้องน่ะ พี่กินเถอะไม่ต้องสนใจผม”

พอผมพูดแบบนั้นพี่เซนก็วางตะเกียบกับถ้วยข้าวลง อย่างกับว่าที่ผ่านมาเขาแค่ฝืนกินเป็นเพื่อนผม ผมมองพี่เซนอย่างรู้สึกไม่ดี สงสัยว่าผมทำให้เขาอึดอัดหรือเปล่า

“ทำไมไม่กินต่อล่ะ”

“พี่อิ่มแล้วเหมือนกัน เรียกเก็บเงินเลยก็ได้ น้องตะวันจะได้ไปซื้อยากินด้วย”

ผมอึ้งกับคำพูดของอีกฝ่าย แล้วก็รู้สึกผิดที่โกหกไปแบบนั้น ความจริงผมแค่เบื่ออาหารไม่ใช่ปวดท้องหรืออะไร ผมลอบถอนหายใจ การที่ต้องรีบออกจากร้านเพราะคนอื่นทำให้ผมเสียหน้าอยู่ลึกๆ แม้พี่เซนจะไม่รู้เรื่องนั้นแต่ผมรู้อยู่แก่ใจ

แล้วทำไมผมต้องปล่อยให้ไอ้ไนท์มามีอิทธิพลต่อผมด้วยวะ ทันทีที่คิดได้ ผมก็หยิบตะเกียบขึ้นมา “ขอผมกินหมดก่อนแล้วกันค่อยไป”

พี่เซนมองผมกินข้าวต่ออย่างไม่เข้าใจ “เมื่อกี้บอกว่าแน่นท้องไม่ใช่เหรอ”

“ผมคงเข้าใจร่างกายตัวเองผิดน่ะ”

“ครับ?”

“กินเถอะ อร่อยนะ เสียดายของ” ผมยิ้มขำๆ กับคำพูดของตัวเอง ชวนพี่เซนกินต่อ เมื่อเห็นผมกินเขาก็เริ่มกินตามผมแบบงงๆ อะไรกัน ที่บอกว่าอิ่มเมื่อกี้นี่ก็คงโกหกเหมือนกันสินะ ผมมองพี่เซนก่อนเลื่อนสายตามองผ่านไหล่เขาไปที่โต๊ะด้านหลังโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้บังเอิญหรืออะไร ไอ้ไนท์มันตวัดสายตามาทางนี้พอดี ทำให้ผมกับมันประสานสายตากัน ในอกผมกระตุกวาบ ม้วนสายตากลับมาแทบไม่ทัน นี่ผมเป็นอะไรวะ แค่สบตาไอ้เวรนั่นทำไมต้องกลัวจนใจเต้นไม่เป็นส่ำแบบนี้ด้วย มันต่างหากที่ควรเป็นฝ่ายละอายใจจนไม่กล้ามองหน้าผมเพราะเรื่องที่มันทำเอาไว้ แต่ดูแล้วไอ้ไนท์มันไม่ได้สำนึกเลยสักนิด คนอย่างมันคงทำเรื่องไร้ศักดิ์ศรีแบบนั้นจนชิน ยิ่งคิดผมยิ่งหัวเสีย หงุดหงิด ทั้งโกรธทั้งเกลียดไอ้ไนท์จนแทบควบคุมอารมณ์เอาไว้ไม่ได้ ลุกขึ้นไปกระชากคอเสื้อมันขึ้นมากระทืบให้ตายคาตีน แต่ถ้าผมทำอย่างนั้นจริงก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายจมดิน

ความคิดเห็น