โซซอล
facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 7-2 เศษเสี้ยวหนึ่ง (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 7-2 เศษเสี้ยวหนึ่ง (1)

คำค้น : เทหน้าตัก เพราะรักเธอ นิยายเกาหลี โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 292

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ค. 2562 15:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7-2 เศษเสี้ยวหนึ่ง (1)
แบบอักษร

 

ฮันกยอลค่อนข้างมีเซ้นส์ที่ดี แค่ได้คุยกันไม่กี่คำก็สามารถรู้ได้ทันทีเลยว่าอีกฝ่ายชอบหรือเกลียดตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะแม่น ฮันกยอลจึงเชื่อความรู้สึกตัวเอง ถึงจะก็มีบางครั้งที่ไม่ตรงทั้งหมดเหมือนกับกรณีของแจโอแต่มันก็เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก 

ดังนั้นจึงยากที่จะประเมินว่าควรทำตัวอย่างไรในสถานการณ์ที่เหมือนกับตอนนี้ แค่ในตอนที่เจออึนแจที่ตามแจโอมาเป็นครั้งแรก เธอทำท่าทางเหมือนชื่นชอบฮันกยอลอย่างชัดเจน ในตอนนั้นก็ดูเหมือนจะทักทายและจากกันอย่างอารมณ์ดี แต่ไม่รู้ว่าทำไมพอมาเจออีกครั้งจึงรู้สึกถึงบรรยากาศที่ไม่ดี ลองคิดดูอีกรอบว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดหรือเปล่า แต่ก็ถึงจะเคยเสียมารยาทกับอีกฝ่ายซึ่งเจอกันอย่างมากก็สองครั้งก็เดาไม่ออกเลยว่าทำไมถึงแสดงความเคียดแค้นออกมาเช่นนี้ โดยที่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว 

อึนแจมาที่บ้านของฮันกยอลเพื่อมารับต้นฉบับรูปเล่มเหมือนกับที่แจโอเคยบอกไว้ หลังจากคุยโทรศัพท์กับแจโอ เสียงของเขาฟังดูแปลกไปกว่าครั้งก่อนๆ ฮันกยอลเลยยิ่งรู้สึกอึดอัดใจที่จะมองหน้าเขามากยิ่งขึ้น เพราะไม่รู้จะพูดอะไรกับชายที่บอกความในใจของตัวเองว่าเหนื่อย เธอจึงวางสายไปเฉยๆ นั่นทำให้เขาเจ็บปวดหรือเปล่า หลังจากวันนั้นแจโอก็ยังไม่ได้ติดต่อมาเลย แม้ว่าจะต้องติดต่อกันเรื่องงาน แต่เธอก็อยากหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันอีกครั้ง นับเป็นเรื่องโชคดีที่อึนแจเป็นคนรับผิดชอบรูปเล่มของเธอ 

แต่ว่าผู้หญิงคนนี้ มีท่าทางบางอย่างที่ต่างไปจากเมื่อก่อน ถึงจะใช้คำสุภาพอยู่ตลอด แต่ในบางครั้งก็มีความเย็นเฉียบอยู่ในสายตาที่มองฮันกยอล ทำไมนะ? 

“วันนี้รู้สึกไม่ค่อยดีเหรอคะ?” 

ท้ายที่สุดฮันกยอลก็ทนไม่ไหวและโยนคำถามออกไป อึนแจที่กำลังดูต้นฉบับเงยหน้าขึ้นช้าๆ เธอตอบสั้นๆ ‘ว่าเปล่าค่ะ’ แล้วหันกลับไปมองที่เดิม ไม่น่าจะใช่อย่างนั้นนะ ฮันกยอลบ่นพึมพำในใจ แม้จะอารมณ์เสียแค่ไหนก็ตามก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้ในระหว่างการทำงาน เธอเข้าใจว่าพนักงานใหม่ก็คือพนักงานใหม่จึงตั้งใจจะไม่ถือสาหาความ 

“ฉันทำให้อารมณ์ไม่ดีเหรอคะ?” 

คำถามที่อึนแจถามออกมาหลังจากผ่านไปหลายนาทีช่างเป็นคำถามที่คาดไม่ถึง ฮันกยอลนึกว่าบทสนทนามันจบไปแล้วและกำลังสบายใจ เธอรู้ความหมายของสิ่งที่อึนแจพูดออกมาจึงถามกลับด้วยใบหน้างุนงง 

“เปล่าค่ะ ทำไมเหรอคะ?” 

อึนแจเคาะต้นฉบับลงบนโต๊ะเบาๆ แล้วพูด 

“ถ้าอย่างนั้นก็คงจะรำคาญตั้งแต่นี้เป็นต้นไปแล้วแหละค่ะ” 

ฮันกยอลเดาไม่ออกว่าเธอต้องการจะพูดอะไรตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้วจึงรู้สึกอึดอัด มีความไม่พอใจอะไรบางอย่างอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิดเพราะเธอเอาแต่พูดวกไปวนมาอย่างนั้น อย่างไรก็ตามความอยากรู้อยากเห็นก็หายไปในทันทีโดยที่ฮันกยอลไม่จำเป็นต้องกังวล 

“ฉันจบมาจากโรงเรียนมัธยมปลายแฮมุนน่ะค่ะ แผนวรรณกรรมและศิลปะ รุ่นสามสิบแปด ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเจอรุ่นพี่ในที่แบบนี้ แถมยังเป็นคนดัง...” 

อึนแจพูดถึงเท่านั้นพร้อมกลับยิ้มกว้าง เธอมองจ้องสักพักราวกับชื่นชมใบหน้าของฮันกยอลที่ซีดเซียวเพราะตกอยู่ในอาการแพนิค จากนั้นจึงเริ่มพูดอีกครั้ง 

“มีความสัมพันธ์แบบไหนกับหัวหน้าฝ่ายคะ” 

“หมายความว่าไง...” 

ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องแจโอ ฮันกยอลเก็บความสงสัยเอาไว้แม้จะอยู่ท่ามกลางความสับสน 

“ได้ยินที่คุยโทรศัพท์กันครั้งก่อนน่ะค่ะ ไม่ใช่แค่ผู้รับผิดชอบกับนักเขียนใช่ไหมคะ? คบกันอยู่เหรอคะ?” 

ในตอนนั้นเองฮันกยอลจึงเข้าใจความเกลียดชังของอึนแจ หรือจริงๆ แล้วเธออาจจะ... 

“ชอบเขาสินะคะ คุณคังแจโอน่ะ?” 

“มีเหตุผลที่ชอบไม่ได้เหรอคะ? ไม่ได้มีอดีตเหมือนใครบางคนสักหน่อย” 

คำพูดนั้นทำให้ฮันกยอลกัดริมฝีปาก ในฐานะที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันอึนแจกำลังค่อนแคะเธออยู่ ดูถูกและเหยียดหยามว่าเธอเป็นผู้หญิงถูกๆ ที่ใช้แต่ร่างกายอย่างไม่สนใจ ฮันกยอลกลืนน้ำลายที่มีกลิ่นคาวเลือดลงไปในคอ แล้วเปิดปากพูดอย่างยากลำบาก 

“ไม่ได้เป็นอะไรกันค่ะ ตรวจต้นฉบับเสร็จแล้วก็กลับไปได้ไหมคะ” 

“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ” 

อึนแจลุกขึ้นโดยไม่บ่นอะไร กำลังจะเดินไปตรงประตูทางเข้า แต่แล้วก็หันกลับมามองฮันกยอลอีกครั้งแล้วพูดขึ้น 

“หวังว่าจะไม่เป็นอะไรกันต่อไปเรื่อยๆ นะคะ” 

ฮันกยอลทรุดนั่งลงตรงนั้นทันทีที่เห็นว่าประตูบ้านถูกปิดลง ถ้าบอกว่าไม่โกรธหรือไม่เจ็บก็คงจะเป็นการอวดเก่งและการดื้อรั้นโดยเปล่าประโยชน์ เพียงแต่ว่าเหตุผลที่ไม่สามารถร้องไห้และแก้ตัวได้ก็เป็นเพราะสิ่งที่อึนแจพูดมานั้นถูกทั้งหมด 

เธอเริ่มเกลียดตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น บอกกับตัวเองว่าเธอไม่สมควรที่จะได้รับความรักและทำร้ายหัวใจตัวเอง ก่อนจะขีดเส้นความสัมพันธ์และผูกมัดตัวเอง 

ก็สมเหตุสมผลไม่ใช่เหรอ? คนที่ทิ้งเธอไปคนแรกก็คือตัวเองไม่ใช่ใครอื่น ถึงจะเป็นรักแรกแต่เธอก็รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนดีแม้จะยังอายุน้อยก็ตาม ไม่สิ เธอจงใจเลือกคนแบบนั้น เลือกเด็กที่ดูนิสัยไม่ดีที่สุด อ้างว่าเป็นความรักและมอบร่างกายให้ 

ช่วงเวลาที่อยากเก็บซ่อนไว้ให้มิด ช่วงเวลาที่ไม่สามารถเปิดเผยให้ใครรู้ได้ เธอไม่เคยพูดเรื่องนั้นแม้กระทั่งกับมิน คิดว่าลืมมันไปทั้งหมดแล้วและคิดว่าหายดีแล้วแต่ก็เข้าใจผิด จู่ๆ ก็มีคนที่บอกว่าจะตามติดตลอดชีวิตพร้อมกับทำให้เรื่องวุ่นวายปรากฏตัวขึ้น อีกอย่างเธอก็... 

‘เฮอะ อย่ามาตลกน่า จริงๆ เลย’ 

ฮันกยอลหัวเราะออกมาสั้นๆ เหมือนกับคนเสียสติ อึนแจจะชอบใครก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเองสักหน่อย แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่างเปล่าแบบนี้ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนพยายามผลักแจโอออกไปเอง ไม่พอใจและน้อยใจโทรศัพท์ที่วันนี้กลับเงียบเชียบ ไม่เข้าใจเลยว่าเปลี่ยนใจตั้งแต่เมื่อไหร่ อีกทั้งยังไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมถึงกลับมาอ่อนแออีกครั้ง 

‘อย่ารอเลย จองฮันกยอล’ 

ฮันกยอลพูดซ้ำแบบเดิมวนไปวนมาหลายรอบและล้างสมองตัวเองว่าอย่าคาดหวัง อย่าคาดหวังอะไรจากใครพร้อมกับพยายามปิดประตูหัวใจที่เกิดช่องโหว่ 

 

ในคืนนี้ การที่แจโอมาหาเป็นสิ่งที่เหนือการคาดหมาย เขาเอาแต่จ้องหน้าเธอโดยที่ไม่พูดอะไรจนรู้สึกแปลกๆ 

“มาทำไมคะ?” 

ฮันกยอลตำหนิเสียงแข็งเพราะรู้สึกไม่พอใจ แต่ข้างในกลับดีใจโดยไม่รู้ตัว 

“จะมาถาม” 

“อะไร?” 

“ใจจริงของคุณ” 

น้ำเสียงจริงจังที่ต่างจากปกติโดยสิ้นเชิงทำให้ฮันกยอลหดไหล่ลงอย่างไม่รู้ตัว ดูเหมือนว่าวันนี้คงจะได้ฟังแต่เรื่องที่ไม่น่ายินดีสักเท่าไหร่ 

“สองอาทิตย์แล้วใช่ไหม? ในระหว่างที่ไม่ได้เจอกันได้คิดอะไรบ้างหรือเปล่า?” 

แจโอทำสีหน้านิ่งเฉย เขาเหมือนจะลืมความอึดอัดใจที่เคยมีตอนที่คุยโทรศัพท์ครั้งก่อนไปหมดแล้ว 

“คิดถึงผมบ้างไหม แม้จะแค่นิดเดียวก็ตาม” 

“ไม่เลยค่ะ” 

คำตอบของฮันกยอลที่สวนกลับทันควันทำให้แจโอยิ้มออกมาบางๆ เหมือนกับคิดไว้ว่าต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว 

“คุณอยากให้ผมยอมแพ้... จริงๆ เหรอ?” 

แน่นอนสิ... เธออยากจะพูดอย่างนั้นแต่ปากกลับไม่ขยับเลย เขาจะยอมรับเรื่องนั้นได้อย่างไร แจโอถอนหายใจและลุกขึ้น ในตอนที่เกิดความคิดไร้สาระที่ว่าจะต้องรั้งเขาไว้ไม่ว่าจะต้องพูดอะไรก็ตามนั้น 

“ไม่ต้องไปสนใจสิ่งที่คุณอึนแจพูดนะ” 

คำพูดของแจโอมองทะลุตรงกลางหัวใจของฮันกยอล 

“พูดเรื่องอะไรคะ?” 

แจโอยืนอยู่ที่เดิมโดยที่ปิดปากสนิท ท่าทางของเขาทำให้ฮันกยอลรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี 

“เธอ... พูดเรื่องอะไรไปเหรอคะ?” 

ในตอนที่สบตากับดวงตาที่แสดงออกถึงความสงสาร ฮันกยอลก็รู้เลยว่าอึนแจเล่าความจริงทั้งหมดให้เขาฟังแล้ว ทั้งสองคนคุยอะไรกันบ้างนะ? แม้ว่าแจโอจะรู้เรื่องอดีตของเธออยู่แล้ว แต่การฟังผ่านบุคคลที่สามก็น่าจะต้องเป็นอีกความรู้สึกหนึ่งแน่นอน ยิ่งเป็นผู้หญิงที่ชอบแจโอด้วยแล้วก็ยิ่งเข้าไปใหญ่ 

ฮันกยอลตัวสั่นเทาด้วยความรู้สึกที่ถูกเหยียดหยาม เธอกัดฟันแน่นแม้จะอยากร้องกรี๊ดออกมาเดี๋ยวนั้นก็ตาม พร้อมกับเอ่ยถามอีกครั้ง 

“ทำไมไม่พูดล่ะค่ะ? ฉันถามว่าคุยเรื่องอะไรกัน!” 

“เรื่องที่รู้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องสน...” 

หมอนอิงร่วงหล่นลงพื้นพร้อมกับเสียงดังปั้ก ดูเหมือนว่าความโกรธจะยังไม่ลดลง ฮันกยอลจึงเริ่มหยิบและขว้างปาสิ่งของที่อยู่บนโซฟาและโต๊ะอย่างบ้าระห่ำ 

“สุดท้ายแล้วคุณก็เหมือนกัน ถ้าไม่โอเคก็หันหลังกลับไปสิ เรื่องที่รู้หมดแล้ว? คุณจะมารู้อะไร!” 

แจโอทำเพียงแค่จ้องมองฮันกยอลที่คลุ้มคลั่งและแผดเสียงอย่างนิ่งๆ 

คงจะใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดแล้ว ฮันกยอลจึงทรุดตัวลงนั่งที่เดิมเหมือนกับล้มลง 

“ทำไมฉันถึงต้องถูกผู้หญิงแบบนั้นมองอย่างดูถูกด้วยล่ะ? บอกไปแล้วไง! ฉันไม่ได้ชอบคุณ! ไม่ได้สนใจอะไรเลยด้วย!” 

ฮันกยอลใช้กำปั้นทุบหลังของแจโอที่กอดตัวเองอย่างเงียบๆ พร้อมกับร้องไห้ออกมา 

“ฉันบอกอยู่ตลอดว่าไปให้พ้นๆ ให้เลิกสักที ฉันน่าสงสารเหรอ? ก็เลยทำอย่างนั้น?” 

“ขอโทษนะ ผมคิดน้อยไปหน่อย ผมควรจะระวังคำพูดเพื่อที่จะไม่ให้คุณนึกถึงมัน...” 

“ไม่ต้องขอโทษ! ไม่อีกต่อไป...” 

ฮันกยอลกลืนคำพูดลงที่เหลือลงไปพร้อมกับร้องไห้ เธอไม่อยากดูน่าสงสารต่อหน้าเขาอีกต่อไป 

‘มันกลายเป็นอย่างนี้ได้ยังไงกัน? ก็แค่อยากลองเกเรนิดเดียวเอง’ 

การเลือกแบบเด็กๆ ในสมัยเด็กได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเธอจนย่อยยับ ช่วงเวลาที่ตอนนี้ไม่สามารถย้อนกลับไปได้แม้ว่าจะรู้สึกเสียดายแล้วเสียดายอีกก็ตาม มันมัดเท้าและขึงตัวเธอไว้อย่างแน่นเพื่อที่จะไม่ให้หนีไปที่ไหนได้เหมือนกับการจับกุม แม้ว่าในตอนนี้จะมีคนที่อยากเชื่อใจปรากฏตัวขึ้นมาแล้วก็ตาม 

แจโอลูบหลังมือของฮันกยอลอย่างเงียบๆ สักพักพร้อมกับปลอบเธอ เมื่อเห็นว่าเธอดูสงบลงเขาจึงเริ่มพูด ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่เป็นเอกลักษณ์ 

“ผมพูดไม่เก่งก็เลยปลอบคนไม่เป็น แต่ถ้าอยากให้รับฟังก็ทำให้ได้เท่าที่คุณต้องการเลย จะตีก็ได้” 

ดวงตาชื้นมีชายหนุ่มอยู่ในนั้น ใบหน้าที่บึ้งตึงส่งยิ้มให้เล็กน้อยเมื่อสบตากัน 

ฮันกยอลเกิดรู้สึกเหมือนตรงกลางหน้าอกถูกกดลงอย่างแรง อ้าปากออกเพราะรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง 

ความรู้สึกว่างเปล่าที่รู้สึกขึ้นมาอย่างกะทันหัน จมอยู่ในความเข้าใจผิดที่เหมือนกับจะทิ้งทุกอย่างในลมหายใจเดียว 

ฮันกยอลพยายามไม่สนใจความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นแล้วจึงเปิดปากพูด 

“ทำไมคุณต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย? ฉันเป็นผู้หญิงที่รุนแรงกว่าที่คุณคิดนะ” 

คำพูดนั้นทำให้แจโอหัวเราะออกมาเบาๆ เหมือนกับคนที่หมดแรง 

“การยอมแพ้กับการได้หัวใจคุณมา ไม่ว่าจะทางไหนก็ไม่ง่ายเลย” 

เขาลูบหัวเบาๆ แล้วถาม 

“คุณลองเลือกดูสิ อยากให้ผมเลือกทางไหน? ผมจะทำอย่างที่คุณบอก” 

ฮันกยอลจ้องมองใบหน้าของชายที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าตัวเองนิ่งๆ แน่นอนว่าจะต้องบอกให้เขายอมแพ้อยู่แล้ว แต่แค่จะขยับปากเพียงนิดเดียวเรี่ยวแรงก็หายไปหมด 

ข้ออ้างทั้งหมดที่จะปฏิเสธเขาอาจจะอยู่ภายในลมหายใจที่เธอปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ก็ได้ นอกจากนั้นแล้วเธอยังดูเหมือนถูกปล้นอุณหภูมิของร่างกายออกไปจนหมด เธอรู้สึกหนาวจนตัวสั่น 

“คุณรู้อะไรไหม” 

ฮันกยอลพูดเสียงเงียบ 

“การเปลี่ยนความคิดหลังจากได้หลับนอนด้วยกันครั้งเดียวน่ะ ผู้หญิงก็เหมือนกัน” 

ผู้ชายอาจจะรู้สึกเบื่อหลังจากได้เรือนร่างผู้หญิงแล้วก็สลัดทิ้ง แต่ผู้หญิงเริ่มทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ตอนนั้น จะยอมรับเขาหรือไม่ก็จบแค่ตรงนี้ คำพูดที่ว่า ‘ผู้หญิงทุกคนก็เป็นแบบนั้น’ อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดก็ได้ แต่ว่าคืนนี้ฮันกยอลตั้งใจที่จะยืนยันหัวใจของตัวเองด้วยวิธีที่เบสิก 

เธอใช้นิ้วเกลี่ยแก้มของแจโอเหมือนกับจะยั่วยวนพร้อมกับกระซิบ 

“มาลองทดสอบกันดูดีไหม ว่าฉันอยากได้คุณหรือปล่อยไปโดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลย วันนี้มีสติครบถ้วนเพราะฉะนั้นก็คงจะไม่ลืม” 

แจโอจับมือที่ลูบแก้มตัวเองลงโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว 

แลบลิ้นออกมาแล้วทิ้งร่องรอยอย่างจริงใจทีละรอยราวกับลองลิ้มรสนิ้วเรียว จากนั้นจึงค่อยๆ เอามันมาแตะที่ใบหน้าของตัวเองอีกครั้ง เขาหลับตาลงอย่างเงียบๆ และเมื่อรู้สึกถึงอุณหภูมิของร่ายกายจึงมองดูฮันกยอลพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ 

“มือสั่นอยู่นี่” 

“คุณคิดไปเอง” 

ฮันกยอลตอบกลับสั้นๆ แล้วขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักของแจโอ แจโอโอบเอวคอดแล้วจูบเธอในทันที เขาหยอกเย้าภายในโพรงปากอย่างช้าๆ แล้วผละออกมาซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เคยแอบประทับตราและหนีไป 

“พวกผู้ชายชอบพูดไร้สาระ ผมเองก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน” 

แจโอถอนริมฝีปากออกหลังจากผ่านไปสักพักแล้วเช็ดน้ำลายที่เปื้อนตรงปากของฮันกยอลออกให้ พร้อมกับพูดขึ้น 

“คุณไม่จำเป็นต้องไปสนใจเรื่องไร้สาระแบบนั้นทุกเรื่องหรอกนะ แค่จำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ว่าคุณรู้สึกยังไงและเป็นความรู้สึกแบบไหน” 

จากนั้นจึงดึงเธอเข้ามากอดและพ่นลมหายใจรดต้นคอพร้อมกับกล่าวเบาๆ 

“จริงจังนะ”  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น