โซซอล
facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 7-1 เศษเสี้ยวหนึ่ง (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 7-1 เศษเสี้ยวหนึ่ง (1)

คำค้น : เทหน้าตัก เพราะรักเธอ นิยายเกาหลี โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 345

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ค. 2562 15:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7-1 เศษเสี้ยวหนึ่ง (1)
แบบอักษร

 

“ฮงอึนแจค่ะ” 

แจโอพิจารณาดูผู้หญิงที่กุมมือทั้งสองข้างอย่างเรียบร้อยแล้วทักทาย 

ผมดัดเป็นลอนยาวประบ่า ไข่มุกเล็กๆ ที่ห้อยอยู่ที่หูแกว่งไปมาทุกครั้งที่เธอขยับ การแต่งหน้าก็ไม่ได้เข้มแต่รูปร่างหน้าตากลับดูแรงแปลกๆ ริมฝีปากสีแดงใต้ดวงตาที่เป็นประกายด้วยความตื่นเต้นวาดเส้นสวยชวนมอง หน้าตาที่ถ้าเดินไปตามถนนทีไรก็น่าจะถูกผู้ชายพุ่งเข้าใส่ทุกที แต่เท่าที่เห็นก็รู้สึกเหมือนว่าเจ้าตัวก็รู้ว่าตัวเองหน้าตาดีเหมือนกัน ถ้าไม่อย่างนั้นก็คงจะยึดมั่นในท่าทางที่มีความมั่นใจแบบนั้นได้ลำบาก 

ถ้าให้ประเมินโดยรวม ความประทับใจแรกของอึนแจก็ดูดี ความมั่นใจในตัวเองสูงส่วนใหญ่นับว่าเป็นข้อดีไม่ใช่ข้อบกพร่อง แถมยังถูกใจความกล้าที่ใส่กางเกงยีนส์กับรองเท้าโลฟเฟอร์มาทำงานวันแรกอีกด้วย 

เนื่องจากไม่มีกฎการแต่งตัวจึงสามารถใส่อะไรก็ได้ตามอิสระ แต่การทำงานวันแรกก็ควรจะใส่สูท ถึงจะแต่งแบบนั้นมาก็อาจจะทำให้รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน เพราะงานบรรณาธิการไม่ใช่งานสำนักงานเหมือนอย่างงานอื่นๆ ถ้าอยากจะไล่ทวงงานนักเขียน เท้าจะต้องเร็ว หากใส่ส้นสูงหรูหราเดินไปมาคงจะไม่ไหว 

“ต่อจากนี้ไปให้ติดตามผมกับผู้ช่วยซองเพื่อเรียนรู้งานสักหนึ่งสัปดาห์นะครับ” 

“ค่ะ” 

แม้ว่าจะเข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยต่อจากผู้ช่วยซอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะได้อยู่ในตำแหน่งของเธอไปตลอด งานต่างๆ ที่สำคัญจะถูกกระจายไปให้หัวหน้าแผนกอีกับแจโอซึ่งมีประสบการณ์ในการทำงาน จากนั้นถึงจะเป็นงานที่ผู้ช่วยซองจัดการ ซึ่งอึนแจจะคอยดูแลงานเหล่านั้นภายใต้การควบคุมดูแลของแจโอสักระยะหนึ่ง แล้วจะถูกมอบหมายหน้าที่ใหม่หลังจากค่อยๆ คุ้นชินมากขึ้นแล้ว 

“คุณก็ไม่ได้มือใหม่ขนาดนั้น รู้คร่าวๆ แล้วใช่ไหมครับว่าทำงานกันยังไง” 

“ค่ะ” 

“โอเคครับ ต่อไปก็ฝากด้วยนะครับ” 

แจโอมองดูแผ่นหลังของอึนแจที่ตอบคำถามอย่างคล่องแคล่วแล้วกลับออกไป สักพักก็หันกลับมาดูหน้าจอที่อยู่หน้าโต๊ะเหมือนเดิม เดือนนี้มีการวางแผนการตีพิมพ์รูปเล่มของนักเขียนหลายคน รวมไปถึงฮันกยอล แจโอถอดแว่นที่ใส่อยู่แล้วโยนมันก่อนจะถอนหายใจออกมา ใช้นิ้วเคาะที่วางแขนดังกึกๆ แล้วจึงหยิบโทรศัพท์มาถือไว้หลังจากเรียบเรียงตารางงานในหัวเสร็จ 

“ค่ะ มีเรื่องอะไรคะ” 

เสียงดุดันของฮันกยอลดังออกมาจากปลายสาย 

“ภาพร่างจะเสร็จประมาณเมื่อไหร่ครับ? เดือนนี้ต้องออกรูปเล่มด้วยน่าจะต้องเร่งแล้วนะครับ” 

“วาดเกือบเสร็จแล้วค่ะ น่าจะเสร็จประมาณหลังเที่ยงค่ะ” 

“ถ้าอย่างนั้น...” 

แจโอมองดูนาฬิกาแขวนผนังและลองคำนวณเวลาคร่าวๆ ประชุมเสร็จแล้วเช็คภาพร่างของนักเขียนคนอื่น ถ้าจะแวะไปเวลาก็น่าจะพอดีกัน 

“เดี๋ยวจะแวะไปตอนประมาณบ่ายโมงนะครับ” 

“ได้เลยค่ะ" 

ฮันกยอลวางสายไปก่อนอย่างเย็นชาทันทีหลังจากพูดธุระเสร็จ 

‘เอาเถอะ เดี๋ยวก็ไปหาแล้ว’ 

แม้จะเสียดายแต่เขาก็ตั้งใจที่จะจัดการงานที่ค้างไว้ให้เสร็จเรียบร้อยซะก่อน แจโอค่อยๆ ตรวจเอกสารที่กองรวมกันเป็นภูเขาที่อิงจากการรายงานของผู้ช่วยซองแล้วจึงออกไป หลังจากเข้าประชุมตอนประมาณสิบเอ็ดโมงและปะทะคารมกับผู้อำนวยการพักหนึ่งก็แวะกินข้าวห่อสาหร่ายรองท้อง ก่อนที่จะกลับขึ้นไปที่ห้องทำงาน เขาหยิบกุญแจรถแล้วเรียกอึนแจที่กำลังจัดการงานที่ตัวเองได้รับอย่างเอาจริงเอาจังข้างๆ ผู้ช่วยซอง 

“คุณฮงอึนแจ หยุดงานที่ทำอยู่ตอนนี้แล้วตามผมมาครับ ไปตรวจเช็คภาพร่าง” 

อึนแจเงยหน้าขึ้นมามองแจโอด้วยใบหน้าสับสนเล็กน้อย แล้วถือกระเป๋าตามเขาไป แจโอที่ขึ้นลิฟต์รอเธอกดปุ่มปิดลิฟต์ทันทีที่อึนแจเข้ามา รู้สึกอึดอัดแปลกๆ เพราะอยู่ในพื้นที่แคบๆ ที่ถูกปิดสนิททุกทิศทางด้วยกันสองคนกับผู้หญิงที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกัน 

“คือว่า หัวหน้าฝ่ายคะ” 

อึนแจพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม 

“พูดแบบสบายๆ ก็ได้นะคะ” 

เธอคลี่ยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจไม่เหมือนใครพร้อมกับจ้องมองแจโอไปด้วย 

“โอเค... เอางั้นก็ได้” 

แจโอเหลือบมองใบหน้าที่ร่าเริงของอึนแจแล้วพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก 

“ว่าแต่ตอนนี้พวกเรากำลังจะไปที่ไหนเหรอคะ” 

อึนแจถามถึงจุดหมายหลังจากลงมาที่ลานจอดรถและขึ้นไปบนรถ 

“รู้จักนักเขียนจองฮันกยอลใช่ไหม” 

“แน่นอนสิคะ อ้า กำลังจะไปหาเธอใช่ไหมคะ” 

“อืม” 

เขาหักพวงมาลัยแล้วขับออกจากลานจอดรถ แจโอกลัวว่าจะเงียบจึงลังเลว่าจะเปิดเพลงดีไหม แต่น่าจะทำให้อึดอัดและน่ารำคาญกว่าเดิมจึงล้มเลิกไป ถ้าอึดอัดใจก็อึดอัดใจต่อไปนั่นแหละ ไม่ใช่เด็กสาววัยสิบแปดสักหน่อย 

แต่ถ้าอายุเยอะก็ต้องมีความรับผิดชอบและภาระหน้าที่เยอะตามจึงเกิดความรู้สึกกดดันแปลกๆ ที่ควรจะเอาใจใส่รุ่นน้องและเริ่มพูดก่อน แจโอเอ่ยปากพูดห้วนๆ อย่างไม่มีทางเลือกในระหว่างที่รถจอดติดไฟแดงอยู่ 

“ทำงานวันแรกน่าจะงงๆ อยู่ใช่ไหม” 

“งานบรรณาธิการก็เป็นแบบนี้หมดนี่คะ” 

อึนแจตอบด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนกับดีใจที่แจโอชวนคุยก่อน แจโอเปลี่ยนเกียร์แล้วพูดต่อ 

“วันนี้ถ้าเห็นว่าโอเคก็จะให้รับผิดชอบเรื่องรูปเล่มของนักเขียนจอง ทำให้ดีล่ะ” 

ความจริงแล้วเขาก็ยังลังเลอยู่ แต่หลังจากที่เห็นท่าทางมึนๆ ของตัวเองในวันนี้ เขาก็คิดว่าการทำงานทั้งหมดคนเดียวน่าจะหนักเกินไป รูปเล่มก็แค่รวบรวมตอนที่มีอยู่แล้วมาตีพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮันกยอลก็ทำงานได้ดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นให้อึนแจรับหน้าที่ก็ดูไม่เลว 

“จะไม่เป็นไรเหรอคะ” 

อึนแจดูท่าทางหนักใจนิดหน่อยเพราะได้รับผิดชอบงานทันทีที่เข้ามาทำงาน 

“มีประสบการณ์กับรูปเล่มแล้วนี่ เห็นเขียนอยู่ในเรซูเม่” 

“ประสบการณ์ก็มีแหละค่ะ แต่ถามความเห็นนักเขียนก่อนไม่ดีเหรอคะ เพราะว่าฉันเป็นพนักงานใหม่นะคะ” 

“ผมเลือกคนที่น่าจะทำงานได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงนะ” 

ฮันกยอลไม่แบ่งแยกหรือเมินเฉยแม้จะเป็นพนักงานใหม่ เพราะทุกคนในโลกก็ต้องเคยเป็นพนักงานใหม่กันทั้งนั้น แจโอรู้เช่นนั้นจึงจะฝากงานให้อึนแจอย่างสบายใจ 

“ดูเหมือนว่าจะสนิทกับนักเขียนจองใช่ไหมคะ” 

อึนแจนั่งตรงที่นั่งข้างคนขับและครุ่นคิดอยู่คนเดียวเงียบๆ ก่อนจะจ้องมองใบหน้าด้านข้างของแจโอที่กำลังขับรถอยู่แล้วเอ่ยปากถาม 

“แล้วถ้าเกิดว่าบ.ก.มีความสัมพันธ์แย่ๆ กับนักเขียนจะทำยังไงล่ะ?” 

“มันก็ใช่นะคะ แต่ว่าตอนที่อยู่แผนกตีพิมพ์เมื่อก่อนมันมีเส้นแบ่งชัดเจนมากน่ะค่ะ” 

“ที่นี่ก็เหมือนกันแหละ” 

เป็นเพราะว่ารถไม่ติดจึงมาถึงบ้านของฮันกยอลเร็วกว่าปกติประมาณสิบนาที ฮันกยอลมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยหลังจากมีผู้หญิงแปลกหน้าตามหลังแจโอเข้ามาในบ้าน 

“ทางนี้คือนักเขียนจองฮันกยอล” 

แจโอเริ่มเอ่ยปากแนะนำก่อน แล้วเปิดโอกาสให้ทั้งสองคนทำความรู้จัก 

“สวัสดีค่ะฮงอึนแจค่ะ ได้ยินเรื่องนักเขียนจองมาเยอะเลยค่ะ” 

ฮันกยอลที่กะพริบตาที่เบิกโพลงหลายที ในไม่ช้าก็เข้าใจสถานการณ์แล้วยิ้มพร้อมกับพยักหน้า 

“อ๋อ คนที่รับตำแหน่งต่อคุณจียองใช่ไหมคะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” 

“ฉันต้องยินดีมากกว่าค่ะ ผลงานของคุณสนุกมากเลยค่ะ” 

แนะนำตัวเสร็จ เมื่อนั่งลงฮันกยอลก็ยื่นภาพร่างมาให้ทันที เนื้อเรื่องที่ล่อแหลมพร้อมกับบรรยากาศมืดมนอย่างเคย เนื่องจากเป็นต้นฉบับของฮันกยอลที่รอมานาน แจโอจึงตรวจดูอย่างละเอียดกว่าปกติ 

“แล้วเรื่องรูปเล่ม ถ้าให้คุณฮงอึนแจที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นคนรับผิดชอบจะโอเคไหมครับ เธอมีประสบการณ์เรื่องรูปเล่มค่อนข้างมากทีเดียวเพราะฉะนั้นน่าจะไม่มีปัญหา แต่ถึงยังไงผมก็เป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ดี” 

ลังเลได้ไม่นาน ฮันกยอลก็เห็นด้วยในทันที 

“ฉันโอเคค่ะ” 

เธอมองอึนแจที่นั่งข้างๆ แจโอแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน 

“ฝากด้วยนะคะ คุณอึนแจ” 

 

งานเลี้ยงต้อนรับอึนแจจัดขึ้นในตอนเย็น ไม่ใช่แค่แผนกที่แจโออยู่เท่านั้น หลายคนจากแผนกข้างๆ ก็ดูเหมือนอยากเข้าร่วมด้วย จึงใจกว้างอนุญาตให้เข้าร่วมงานได้ งานเลี้ยงต้อนรับนี้จึงมีผู้ร่วมงานมากโดยไม่ได้ตั้งใจ แจโอตรงไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงด้วยกันกับอึนแจทันทีหลังจากแวะไปรับภาพร่างจากนักเขียนคนอื่นนอกเหนือจากฮันกยอล 

“มีอะไรเหรอ?” 

อึนแจเงียบตลอดการเดินทางจนรู้สึกแปลกๆ เธอทำท่าทางที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้เหมือนกับกำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรบางอย่าง แล้วจู่ๆ ก็ส่ายหัวซ้ำไปซ้ำมา 

“นักเขียนจองน่ะค่ะ รู้สึกคุ้นหน้านิดหน่อย เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อนแต่นึกไม่ออกเลยค่ะ” 

“ไม่ใช่ว่าดูรูปโปรไฟล์เยอะเกินไปแล้วหรอกเหรอ” 

“หัวหน้าฝ่ายล่ะก็” 

เหมือนว่าจะสบายใจขึ้นแล้ว อึนแจจึงปรายตามองแจโออย่างไม่พอใจเหมือนกับผู้ช่วยซอง 

“อาจจะสับสนกับคนที่หน้าเหมือนกันก็ได้” 

แจโอตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนักแล้วขับรถเข้าไปในที่จอดรถของร้านอาหาร เขาจอดรถตรงหน้าทางเข้า ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วหันไปมองอึนแจ เธอยังคงขมวดคิ้วและครุ่นคิดอยู่ 

“ยังคิดอยู่เหรอว่าใคร” 

“ก็แค่... เป็นคนที่อดทนไม่ได้กับเรื่องที่สงสัยน่ะค่ะ ก็เลยอึดอัดใจ” 

อึนแจยิ้มอย่างเขินอายก่อนจะตอบ แล้วจึงปลดเข็มขัดนิรภัยและลงจากรถ แจโอเอากระเป๋าที่อยู่ตรงเบาะหลังออกมาแล้วก้าวเท้าเข้าไปในร้านอาหารพร้อมกันกับอึนแจ 

“ได้ยินว่าสมัยมหาลัยเธอดังมากอาจจะเคยเห็นตอนนั้นก็ได้ อายุก็ไม่ค่อยห่างกันมากนี่” 

“นักเขียนจองดังเหรอคะตอนอยู่มหาลัย” 

เขานึกถึงสิ่งที่ซึงโฮไอ้หัวขโมยขอทานนั่นพูดก่อนหน้านี้ 

“เรียกว่าอะไรแล้วนะ? สุดยอดบิทนา? เหมือนจะเป็นชื่อเล่นแบบเด็กๆ น่ะ” 

“สุดยอดบิทนา? มันคืออะไรเหรอคะ?” 

อึนแจหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วถามกลับ 

“ชื่อจริงของนักเขียนจองไง จางบิทนา” 

“อ๋า!” 

จู่ๆ อึนแจก็อุทานออกมาเสียงดังและหยุดเดิน เธอทำตาโตราวกับกระต่ายตื่นตูมและยกมือขึ้นปิดปาก 

“ทำไมเหรอ? คิดออกแล้วเหรอว่าเคยเจอที่ไหน?” 

อึนแจรีบส่ายหัวให้กับคำถามของแจโอย่างรวดเร็ว 

“เปล่าค่ะ น่าจะสับสนกับคนอื่นจริงๆ ด้วย” 

 

เพราะว่ามีผู้ชายหนุ่มๆ เยอะหรือเปล่า บรยยากาศงานเลี้ยงจึงร้อนแรงขึ้นในพริบตา คนที่เป็นจุดสนใจในหมู่พวกเขาแน่นอนว่าต้องเป็นอึนแจ ในขณะที่ทุกคนต่างแย่งกันให้เธอรินเหล้าให้ มีแค่แจโอเท่านั้นที่รู้สึกเหนื่อย น่าจะเป็นเพราะวันนี้อยู่ด้วยกันสองคนทั้งวัน เธอจึงคิดว่าสนิทกันแล้วจึงมองมาที่แจโอด้วยสายตาขอความช่วยเหลือทุกครั้งที่รู้สึกลำบากใจ 

แม้จะเข้าใจว่าการรินเหล้าทุกครั้งที่หมดแก้วและไม่ใช่แก้วแค่สองแก้วนั้นเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้หญิงคนเดียว แต่ด้วยเหตุนั้นแจโอจึงต้องอดทนต่อการโจมตีทางสายตาที่รุนแรงของผู้ชายทั้งหลาย อย่างน้อยมีผู้ช่วยซองอยู่ก็ยังดี แต่หลังจากประกาศให้รู้ว่าท้องอย่างมั่นใจเธอก็ไม่ค่อยมาเข้าร่วมงานเลี้ยงเท่าไหร่ 

“คุณอึนแจน่าจะมีแฟนอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ” 

“ไม่มีนะคะ” 

“จะจีบกันที่บริษัทเหรอไง ไอ้นี่นี่” 

หัวหน้าแผนกอีฟาดหลังหัวของพนักงานชายที่กวนใจอึนแจจนเกินไปแล้วคว้าต้นคอลากไปโต๊ะอื่น เขาอาจจะสงสารอึนแจที่ถูกกวนอยู่ตลอดโดยไม่ได้พักหรือไม่ก็แค่ว่างก็ได้ แต่เพราะอย่างนั้นที่โต๊ะจึงเหลือแค่แจโอกับอึนแจเพียงสองคน 

เมื่อรอบข้างที่เคยวุ่นวายเงียบสงบลง อึนแจจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ ในทันทีเหมือนกับได้ปลดปล่อยความกังวลที่ยิ่งใหญ่ ข้างหน้านั้น แจโอถือแก้วโซจูของตัวเองและจิบอย่างเงียบๆ 

“หัวหน้าฝ่ายไม่แต่งงานเหรอคะ?” 

จู่ๆ อึนแจก็ถามขึ้นมา 

“อืม... เดี๋ยวก็คงแต่ง ในสักวัน” 

เจอหน้ากันไม่เท่าไหร่ก็ถามเรื่องนี้แล้ว แจโอเริ่มรู้สึกไม่ไว้วางใจขึ้นมาเล็กน้อย อึนแจจิบโซจูแล้วคุยต่อ 

“ถ้าคนแบบหัวหน้าฝ่ายแต่งงานก็คงจะกลายเป็นคนกลัวเมียแน่ๆ เลยค่ะ” 

“คนแบบผม?” 

“ผู้ชายที่ดูชิคๆ หน่อยๆ ล่ะมั้งคะ?” 

เธอยิ้มออกมานิดๆ หลังจากพูดอย่างนั้น แล้วเอ่ยถามต่อ 

“หัวหน้าฝ่ายมีแฟนไหมคะ” 

“มีสิ” 

เด็กคนนี้จะจีบฉันงั้นเหรอ พอแจโอคิดขึ้นมาอย่างนั้นการพูดของเขาจึงดุดันขึ้นมาทันที แค่ปัญหาเรื่องฮันกยอลเขาก็ปวดหัวพอแล้ว คำตอบที่บอกว่ามีแฟนแล้วทำให้อึนแจทำสีหน้าเสียดายจนเห็นถึงความตั้งใจของเธออย่างชัดเจน 

“มีเหรอคะ?” 

“อีกไม่นานก็จะมี” 

แจโออยากหนีออกจากตรงนี้โดยเร็ว พอตั้งใจจะทำอย่างนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากที่ทันทีหลังจากดื่มหมดแก้วรวดเดียว อึนแจเงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้างุนงง แจโอจงใจหลบสายตาแล้วเรียกหัวหน้าแผนกอีมา 

“ขอบุหรี่มวนนึงสิ” 

ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แจโอจะไม่สูบบุหรี่ แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะจำเป็น เขารับบุหรี่มาทั้งกล่องแล้วออกไปข้างนอกร้านอาหาร สูดหายใจเอาอากาศตอนกลางคืนที่เย็นสบายเข้าไปแล้วจุดบุหรี่ ฟู่ว เขาพ่นลมหายใจขุ่นออกมา 

ทำไมถึงอารมณ์เสียและอึดอัดแบบนี้นะ สาเหตุมันก็ชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องคิดด้วยซ้ำ คำพูดที่ได้ยินตอนที่ได้คุยกันสองคนกับฮันกยอลสักพักตอนกลางวัน คือสาเหตุที่ทำให้เจ็บแปลบที่หน้าอก 

 

‘ฉันไม่เชื่อใจคุณค่ะ ไม่อยากเชื่อด้วย เพราะฉะนั้นพอเถอะค่ะ’ 

 

อาจจะเป็นคำพูดที่เธอพูดขึ้นเพื่อผลักแจโอที่เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วออกไปเหมือนกับปกติ แต่ตั้งแต่หลังจากเจอกับมิน แจโอก็เริ่มกังวลกับคำพูดทุกคำและไม่สามารถอดทนได้ ตัวเองยังไม่ได้รับอนุญาตให้แม้แต่จะอยู่ข้างๆ ฮันกยอลอย่างที่เขาบอกงั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นเมื่อไหร่จะได้ล่ะ? ไม่สิ มันจะมีวันนั้นใช่ไหม? 

การรอคอยที่ไม่มีกำหนด ดูเหมือนฮันกยอลจะไม่รู้ว่าในบางครั้งเขาก็เหนื่อยเหมือนกัน 

แจโอเอาโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วโทรหาฮันกยอล 

“นอนแล้วเหรอ?” 

“กำลังวาดต้นฉบับอยู่ค่ะ ถ้าไม่มีธุระอะไรก็แค่นี้นะคะ” 

เสียงที่ฟังดูหงุดหงิดไม่เปลี่ยน แต่เพียงแค่ได้ฟังเสียงนั้นแจโอก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาระดับหนึ่ง 

“จอง… ฮันกยอล” 

แจโอเรียกชื่อฮันกยอลด้วยน้ำเสียงขาดห้วง จู่ๆ ก็คอแห้งโดยไม่มีสาเหตุ เขากลืนน้ำลายแล้วเรียกฮันกยอลอีกรอบ 

“บางครั้งผมก็เหนื่อยนะ” 

ฮันกยอลไม่ตอบ แจโอนิ่งเงียบเหมือนกับตายไปแล้ว จากนั้นเสียงแข็งกร้าวก็ดังขึ้นมาหลังจากทนต่อไม่ไหวแล้ว 

“แค่นี้นะคะ” 

ท่าทางของเธอที่เสมอต้นเสมอปลายเหมือนกับชื่อทำให้แจโอหัวเราะคิกคักออกมา สูบบุหรี่ที่ยังติดไฟอยู่พลางเบนสายตาไปยังท้องฟ้าของโซลที่ขุ่นมัว ไม่มีดาวสักดวง มีเพียงเศษเสี้ยวของดวงจันทร์ที่มองลงมาที่เขาอย่างเวทนา 

“โธ่เว้ย” 

ไม่พอใจดวงจันทร์ที่เปล่งแสงอย่างสวยงามโดยไม่สนใจความรู้สึกเขาเลยสักนิด เขารู้สึกห่อเหี่ยว หลังจากพ่นคำหยาบออกมาเหมือนกับระบายความรู้สึก แจโอก็กลับเข้าไปในร้านอาหาร 

 

* * * 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น