แกสบี้,Gatsby

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Hi Police Come Play With Me! =1=

คำค้น : Hi Police Come Play With Me! ตอนที่1

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 23

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ค. 2562 21:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Hi Police Come Play With Me! =1=
แบบอักษร

=1= 

 

 

 

 

“อือ! ฮืออออ” 

เสียงหญิงสาวโอดครวญไปทั่วห้อง แต่มันไม่ดังพอที่จะทำให้คนใช้ในบ้านตื่นขึ้นมา เพราะเสียงของเธอเล็ดลอดออกมาจากผ้าปิดปากเพียงน้อยนิดเท่านั้น มือและเท้าของเธอโดนเชือกไนลอนมัดอยู่ทำให้เธอนั่งอยู่กับพื้นขยับตัวไปไหนไม่ได้  

“ชู้วววววว เงียบๆหน่อย เดี๋ยวคนอื่นก็ตื่นกันหมดหรอก กิจกรรมที่เราจะทำอยู่นี้อาจจะไม่สนุก ถ้าเกิดมีคนตื่นขึ้นมาเคาะประตูห้องของพวกคุณ” 

เสียงทุ่มลึกของชายปริศนาดังขึ้น เขาค่อยๆยื่นหน้าออกมาจากความมืดแล้วเอียงคอดูเธอเล็กน้อย ก่อนจะใช้นิ้วชี้แตะปากตัวเองเบาๆ รอยยิ้มที่แผงความอำมหิตปนกับอ่อนโยนปรากฎบนใบหน้าของชายปริศนา เขาค่อยๆก้มตัวลงนั่งชันเข่าอย่างช้าๆ  

“ฮ่าๆๆ อย่าให้ความงามบนใบหน้าคุณ ถูกบังด้วยความกลัวสิ มันดูไม่งามเอาซะเลย” 

นิ้วมือเรียวยาวค่อยๆลูบไล้ใบหน้าที่เขาพูดถึงอย่างถนุถนอม “อ่าาาาา ฮ่าๆ” เขาหัวเราะชอบใจ ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบมีดที่วางอยู่บนโต๊ะ  แล้วเดินกลับมานั่งที่เดิม เขาใช้ปลายมีดชี้ไปที่เธอสลับกับชายอีกคนที่นั่งอยู่ข้างหญิงสาวอย่างเงียบๆ 

“คุณ หรือ เขา เขา หรือ คุณ หรือ...เป็นผม” 

ชายปริศนาหันปลายมีดเข้าหาตัวเอง ดวงตาที่จ้องมองพวกเขาทำให้น้ำตาของหญิงสาวไหลลงมาอาบแก้มจนเปียกชุ่ม “แก มันโรคจิต! ต้องการอะไรจากเรา”เสียงชายแก่ดังขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว ทำให้ชายปริศนาหันขวับไปมองเขา เขามองชายแก่อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากขึ้นอย่างใจเย็น 

“ชู้ว! ผมบอกแล้วไง ว่าอย่าเสียงดัง คุณนี่พูดไม่ฟังเลยนะ เห็นทีต้องลงโทษกันหน่อยแล้วแหละ” 

“แก จะทำอะไร อย่ามาแตะตัวฉันนะ อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก!” 

 

 

 

วันจันทร์ ที่ 15 ค.ศ.1996 

กลางตัวเมืองลอนดอน ผู้คนเดินเต็มถนน เสียงรถยนต์ดังระงม แสงสีเสียงทำให้เมืองลอนดอนดูวุ่นวายไปหมด อพาร์ทเม้นท์ที่อยู่ติดกับถนนไม่หรูและไม่โทรม ชั้นสองเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เพื่อระบายอากาศ ภายในห้องมีโต๊ะทำงานติดกับหน้าต่าง กลางห้องมีโซฟาเอาไว้รับแขกกับเตาผิงอุ่นๆ  มีชั้นหนังสือตั้งไว้ที่มุมห้อง พื้นพรมมีขนแมวสีขาวติดอยู่  

“กริ๊งๆๆๆๆๆๆๆๆ” 

“ฮัลโหล ผมจิลเลียน แจนสันรับสาย” 

“นี่! จิล ตอนนี้นายอยู่ไหน” 

“……..” 

“จิล นายได้ยินฉันไหม” 

“โอ้ คุณแพทริคนี่เอง โทษทีผมเพิ่งตื่น มีธุระอะไรเหรอ” 

“ฉันมีคดีให้นายทำ ฉันจะส่งที่อยู่ให้  รีบมาล่ะ” 

จิลวางสายแพทริคทิ้งทันทีที่ได้ยินเรื่องของคดี เขางัวเงียเพราะเพิ่งตื่นจากการหลับใหล จิลลุกขึ้นนั่งบนโซฟาเพื่อคลายความงัวเงียของตัวเอง จิลเป็นพ่อหม้ายที่เสียภรรยาไปเมื่อห้าปีก่อน มันจึงทำให้เขามีความทรงจำที่ไม่ค่อยดีนัก ตอนนี้เขาอยู่กับลูซี่แมวพันธ์เปอร์เซียที่ภรรยาเอามาเลี้ยงไว้  จิลเลียนจึงรักแมวตัวนี้มาก  

ชายร่างสูงเพียวดีดตัวลุกจากโซฟา ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ จิลถอดเสื้อของเขาออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกาย  แต่ทว่าร่างกายนั้นมีแต่รอยบาดแผลเต็มไปหมด มันบงบอกได้ว่าอาชีพที่จิลทำนั้นไม่ปลอดภัยเลยสักนิด เขาจ้องมองร่างกายนั่นในกระจกแล้วเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า “คนอย่างฉันอยู่คนเดียวดีที่สุด” 

ณ ที่เกิดเหตุ เวลา 09.35AM คฤหาสน์หลังนี้เต็มไปด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวของตำรวจที่ทำงานกันอย่างเคร่งคัด มีผู้คนมายืนมุงดูกันหน้าคฤหาสน์ไม่น้อย อีเมอร์สัน โจนส์หัวหน้าฝ่ายชันสูตร เดินเข้ามาทักทายแพทริค คาร์ลอสอย่างคุ้นเคย พวกเขาทั้งสองทำงานร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง เพราะงั้นไม่แปลกที่ทั้งสองจะเจอกันที่นี่  

“ศพเป็นไงบ้าง” 

“ดูไม่ได้เลย” 

แพทริคถามอีเมอร์สันเกี่ยวกับศพ เพราะเขาเพิ่งมาถึงที่เกิดเหตุไม่ถึงยี่สิบนาที  แพทริคเป็นหัวหน้าตำรวจอยู่หน่วยสืบสวน “คนของคุณเมื่อไรจะมา”อีเมอร์สันถามขึ้น  

“เดี๋ยวก็มาแล้วล่ะ ผมเพิ่งโทรไปหาเขาเมื่อกี้เอง” 

“ที่จริง เราทำงานกันได้ ไม่ต้องพึ่งคนของคุณหรอก” 

“เราต้องการสมองของเขา” 

“เขาอีโก้สูง ไม่ฟังใคร ทำตัวเหมือนรู้ดีไปหมดทุกอย่าง แถมปากก็เลี้ยงหมาไว้เต็มไปหมด เขาทำงานร่วมกับใครไม่ได้” 

“ฮ่าๆๆๆ พวกนายอายุเท่ากันแท้ๆ กลับทำงานร่วมกันไม่ได้ซะงั้น” 

แพทริคหัวเราะเสียงดังพร้อมกับส่ายหัวไปมา ที่จริงแพทริครู้อยู่แก่ใจว่า อีเมอร์สันกับจิลเลียน ไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไร แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่ทั้งสองจะต้องมาทำงานร่วมกัน 

“คุยเรื่องผมอยู่เหรอ” 

เสียงทุ่มแหบดังขึ้นมาจากด้านหลังแพทริค ทำให้ทั้งสองหันขวับไปหาเจ้าของเสียงทันควัน ชายร่างสูงโปร่งผมสีน้ำตาลเข็มย่างกายเข้ามา พร้อมส่งยิ้มหวานกวนบาทาให้กับอีเมอร์สัน “อ้าว มาแล้วเหรอ ทำไมนายถึงตื่นสายล่ะ”  

แพทริคพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศที่อึมครึมนี้ “พอดีเมื่อคืนผมกินยาไมเกรนไปน่ะ”จิลตอบกลับแพทริค “ทำไมมาช้านักล่ะ พ่อคนไอคิวสูง หรือว่าก่อนจะขึ้นรถ นายมัวท่องสูตรว่าต้องใช้แรงในการก้าวเท้าแต่ละข้างเท่าไร คำนวนว่า กี่นาทีนายจะมาถึงที่นี่ ใช่ไหม” อีเมอร์สันถามขึ้นพร้อมกับทำหน้ายี้ยวนกวนประสาท 

“เปล่า ฉันนั่งแท็กซี่ไปที่บ้านนายต่างหาก” 

“เพื่ออะไร” 

“รู้ไหมว่าฉันเห็นอะไร” 

“ฉันจะไปรู้ได้ไงวะ!” 

“ฉันเห็นภรรยาของนายพาชู้เข้าบ้าน” 

“อย่ามาพูดเหลวไหล ฉันหย่ากับเธอนานแล้ว” 

“ชู้ของเธอเป็นผู้หญิง แอบคบหากันตั้งแต่ไม่โดนพ่อแม่เธอบังคับให้แต่งงานกับนาย แล้วพอนายจับได้ นายก็หย่ากับเธอเพราะรับไม่ได้ที่เธอเป็นเลสเบี้ยน เอาง่ายๆก็คือคู่รักเลสเบี้ยนของเธอไม่ได้เป็นชู้  แต่เป็นนายต่างหากที่เป็นชู้  แล้วที่ฉันมาช้าเพราะฉันกำลังคิดว่าเรื่องที่ฉันพูดไปนี้คือเรื่องจริงหรือเปล่า ถ้าให้ฉันเดาคงเป็นเรื่องจริงดูจากสีหน้าและแววตาของนายแล้ว คงเจ็บไม่เบาเลยทีเดียว” 

อีเมอร์สันไม่โต้ตอบอะไร ได้แต่ยืนเงียบอยู่แบบนั้น “ศพอยู่ไหน” จิลถามขึ้นพร้อมกับจัดเสื้อโค้ดของเขา “อยู่ชั้นสอง” แพทริคตอบแทนอีเมอร์สันที่ยืนนิ่งอยู่ณะตอนนั้น จิลเลียนไม่รีรอรีบจ้ำอ้าวตรงดิ่งไปยังที่เกิดเหตุทันที  

“อู้ว แรง” 

แพทริคพูดขึ้นเบาๆขณะที่เดินสวนอีเมอร์สันไป “นี่คุณก็รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ” อีเมอร์สันตะโกนถามแพทริคตามหลังมาอย่างโกรธเคือง “ไม่ใช่แค่ฉันที่รู้ ทั้งกรมรู้กันหมดแล้ว ทำใจได้เมื่อไรก็ตามขึ้นมาล่ะ” ว่าแล้วแพทริคก็เดินตามหลังจิลเลียนไป ปล่อยให้อีเมอร์สันยืนทำหน้าเหวออยู่ตรงนั้น 

ชั้นสองของคฤหาสน์ ในห้องนอนมีเจ้าหน้าที่ทำงานกันอยู่สองคน  บนเตียงมีศพผู้ตายเป็นเจ้าของคฤหาสน์กับภรรยาของเขา “เวลาการตาย” จิลเอ่ยถามขึ้น ทว่าไม่มีใครตอบคำถามของเขา จิลหันไปหาแพทริคเพื่อหวังจะได้คำตอบ “อีเมอร์สันยังอยู่ข้างล่าง” แพทริคตอบกลับไป จิลเลียนเลยเบี่ยงความสนใจมาที่ชายอีกคนแทน  

“คาดว่าตายมาแล้วแปดชั่วโมงครับ”  จิลสวมถุงมือทันทีที่ได้คำตอบ เขาเข้าไปดูศพอย่างระมัดระวัง ผู้หญิงคือคุณนายมิเกล โดนัลด์ อายุสี่สิบ ผู้ชายคือคุณซิมสัน โดนัลด์ อายุห้าสิบเจ็ด  

ศพนอนเปือยกายทั้งสอง อวัยวะเพศของฝ่ายชายโดนตัดออกทั้งองคชาติและลูกอัณฑะ ฝ่ายหญิงโดนตัดหัวนมออก ปากฉีกถึงใบหู ข้อมือและข้อเท้าของทั้งคู่โดนตัดจนขาด จิลเดินเข้าไปหาศพที่เป็นเพศหญิงก่อน เขาค่อยๆง้างปากของเธอออก ภาพที่ทุกคนเห็นนั้นทำให้อยากจะอาเจียนออกมาหมดไส้หมดพุง ลูกอัณฑะและลิ้นของฝ่ายชายอยู่ในปากของเธอ 

“ลิ้นของทั้งสองโดนตัด แล้วส่วนองคชาติละอยู่ไหน” 

จิลเลียนหันไปหาชายอีกคนที่อยู่ทีมชันสูตร “อยู่ในอวัยวะเพศของเธอครับ” จิลย้ายไปหาศพที่เป็นเพศชายต่อ “อืม หัวนมของฝ่ายหญิงอยู่ในปากของเขา” เขาพูดอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้นอีก  

“แล้วข้อมือกับเท้าของทั้งสองละ” 

“พวกเราเจอมันอยู่ใต้เตียง มือถูกเย็บติดกับเท้าเป็นคู่ๆครับ” 

“ขอดูหน่อย” 

ชายหนุ่มเดินไปหยิบหลักฐานที่ว่ามาให้จิลเลียนดู “ช่างพิสดารจริงๆ ข้อมือและเท้ามีล่องลอยของการถูกมัด รอยเย็บดูประนีม ฆาตกรดูเหมือนไม่กลัวเลย ว่าใครจะเข้ามาเห็น เขาต้องใช้เวลาในการนั่งเย็บไม่น้อยเลย” เขาว่างของที่อยู่ในมือลงก่อนจะ คิดพลางชำเลืองดูรอบๆห้อง  

ภายในห้องมีล่องลอยของการต่อสู้ คราบเลือดบนพรมเยอะกว่าบนเตียงที่เจอศพ ผ้าห่มด้านในที่ห่มให้ศพก็เปื้อนน้อยกว่า  แสดงว่าฆาตกรต้องฆ่าทั้งสองจนสิ้นใจที่พื้น ก่อนจะอุ้มมาไว้บนเตียงแล้วห่มผ้าให้ศพ กระเป๋าเดินทางเปิดไว้ แต่ไม่มีของอยู่ในกระเป๋า แสดงว่าผู้ตายกำลังจะจัดของไปไหนสักที่ แต่กระเป๋ามีเพียงหนึ่งใบและน่าจะเป็นของคุณนายมิเกล เธอจะไปไหน 

“ฉันมาแล้ว” 

“เมอร์สัน! เงียบนะ! นายกำลังทำให้ซีรีบรัมที่เป็นสมองส่วนหน้าของฉันหยุดทำงาน” 

จบประโยคของจิลเลียน ทุกคนก็ต่างพากันเงียบ เพื่อให้เขาได้ใช้สมองได้เต็มที่ จิลจึ่งคิดไตร่ตรองต่อ พอฆาตกรฆ่าเหยื่อเสร็จ ก็นำมือและเท้ามาเย็บให้ติดกัน แล้วฆาตกรทำไปเพื่ออะไร “ถ้านายคิดอะไรออก ก็ช่วยบอกพวกเราด้วยสิ” แพทริคพูดขึ้นอย่างสงสัย 

“ดูจากการฆ่าแล้ว ฆาตกรเป็นคนใจเย็นและฆ่าพวกเขาที่พื้นจนสิ้นใจ เขาน่าจะฆ่าผู้หญิงให้ตายก่อน ดูจากศพของเธอต้องใช้เวลามากกว่าผู้ชาย ฆาตกรดูจะแค้นกับเธอเป็นพิเศษ พอฆ่าเสร็จก็อุ้มทั้งสองมาไว้บนเตียง ฆาตกรคงกลัวพวกเขาหนาวเลยห่มผ้าให้ ต่อด้วยแม่บ้านแม่เรือนมานั่งตัดเย็บที่เก้าอี้ตัวนี้ คำถามที่ฉันอยากรู้ในตอนนี้คือ ฆาตกรเข้ามาได้อย่างไรและเข้ามาทางไหน” 

“อันนี้เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะกล้องวงจรปิดมันเสีย” 

“แล้วทำไมพวกเขาไม่ซ้อม” 

“จะให้ฉันปลุกพวกเขาลุกมาตอบคำถามของนายไหม” 

“ถ้าทำได้ก็ทำเลย” 

“หยุดนะ! เลิกทะเลาะกันสักที! พวกนายอายุสามสิบแล้วนะไม่ใช่เด็กๆ ที่ต้องมีคนแก่อย่างฉันคอยมาคุมพวกนายไม่ให้กัดกัน” 

แพทริคตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงที่โกรธจัด ใบหน้าและใบหูของเขาแดงก่ำ แพทริคหอบหายใจหนักขึ้นหลังจากตะโกนจนสุดเสียง เนื่องจากเขาไม่ได้เป็นหนุ่มเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้แพทริคอายุสี่สิบสองแรงในการทำงานก็ตกลงเรื่อยๆตามกาลเวลา 

“หืม นั้นอะไร” 

จิลถามขึ้นพร้อมกับตรงดิ่งไปยังของต้องสงสัยที่ตกอยู่ใต้โต๊ะข้างเตียง  เขาหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ๆ มันเป็นขวดแก้วประมาณสองถึงสามนิ้ว “มันมีน้ำใสๆอยู่ในขวด”ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างพากันให้ความสนใจกับเจ้าสิ่งนี้ “เมอร์สันเอาไปตรวจให้ฉันทีว่ามันคืออะไร” ว่าแล้วจิลก็ยื่นของชิ้นนั้นให้กับอีเมอร์สัน เขารับและบรรจุมันลงไปในซองเก็บหลักฐานทันที 

“จิล นายจะไปไหน” 

“ผมจะไปเดินดูรอบๆบ้านหน่อย” 

เมื่อจบประโยคสนทนาของแพทริค จิลก็เดินสำรวจภายในบ้านทุกห้องอย่างละเอียด “ทุกห้องไม่มีล่องลอยของการงัดแงะ  มันบังเอิญเกินไปที่กล้องจะเสียตอนเกิดเหตุ” จิลหยุดเดินพร้อมกับยกมือขึ้นมากุมขมับข้างซ้ายสักพัก “หรือฆาตกรรู้ว่ากล้องวงจรปิดเสีย เขาจึงเลือกลงมือก่อเหตุ” จิลเดินกลับไปที่ห้องเกิดเหตุอีกครั้ง 

“คนร้ายน่าจะเป็นคนในบ้าน คุณแพทริคเรียกคนในบ้านมาสอบปากคำ ไม่เว้นแม่แต่คนเดียว ถ้าได้เรื่องแล้วโทรบอกผม” เขาออกคำสั่งทันทีเมื่อมาถึงห้องที่เกิดเหตุ ทำให้ทุกคนภายในห้องตกใจเป็นไก่ตาแตกไปหมด ว่าแล้วเขาก็ถอดถุงมือพร้อมหันหลังเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจใคร  แพทริคเห็นอย่างนั้นจึงตะโกนถามออกมา  

“นายจะไปไหน” 

“ผมจะไปสืบอะไรเพิ่มหน่อย อยู่นี่คนมันเยอะ ผมคิดอะไรไม่ออก” 

“………” 

แพทริคไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่ยืนท้าวสะเอวดูชายตรงหน้าเดินพ้นประตูห้องออกไป “ไม่ใช่การฆ่าแบบสุ่มสี่สุ่มห้าแน่ๆ ฆาตกรต้องเกี่ยวข้องและมีความแค้นกับผู้ตาย ฆาตกรคิดไตร่ตรองการฆ่าไว้อยู่แล้ว ถ้าฆาตกรฆ่าแบบสุ่ม คงเลือกวิธีฆ่าที่ง่ายและใช้เวลาน้อยที่สุด แล้วฆาตกรมีความแค้นอะไรกับผู้ตาย” 

ในขณะที่จิลเดินและคิดความเป็นไปได้ของรูปคดี เสียงปริศนาของหญิงสาวก็ดังขึ้นทักเขา “สวัสดีค่ะ คุณแจนสัน เขาหยุดชงักมองหญิงสาวผู้ซึ่งเป็นเจ้าของเสียง เธอมัดหางม้าย้อมผมทองร่างเล็กผิวขาว  

ขอโทษนะ คุณเป็นใคร รู้จักผมได้อย่างไร 

คุณออกจะดัง ใครๆก็รู้จักคุณ ฉันเกวด้า บิลสัน อยู่ฝ่ายชันสูตรค่ะเธอพูดแนะนำตัวเองพร้อมยื่นมือออกมา เพื่อจะทำความรู้จักกับเขา 

ผมคงจับมือกับคุณไม่ได้ ผมเพิ่งจับศพมา มือของผมสกปรก และผมยังไม่ได้ล้างมือ 

โอ๊ะ! ไม่เป็นไรค่ะ เกวด้าดึงมือของเธอกลับทันที เธอมองชายสูงราวๆร้อยแปดสิบห้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความปราบปลื้ม 

ผมไม่คุ้นหน้าคุณ 

ฉันเพิ่งมาได้สองอาทิตย์ 

อ่อครับ คุณมีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า 

เอิ่ม.....ถ้าคุณเสร็จงานแล้ว คุณพอจะมีเวลาว่าง... 

ผมไม่มีเวลาว่างไปดื่มชากับคุณหรอก ผมยุ่งมากและต้องไปทำงานต่อ ถ้าคุณไม่ว่าอะไรช่วยหลบทางให้ผมหน่อยได้ไหม คุณบิลสัน 

เกวด้ายังไม่ทันพูดจบประโยค จิลก็ตัดบทปฏิเสธเธอเลยทันที น้ำเสียงของเขาเย็นชาและไร้เยื่อใย ใบหน้าที่ร่าเริงถูกแทนที่ด้วยความผิดหวังของหญิงสาว เธอค่อยๆขยับตัวหลบทางให้กับจิลเลียน โดยไม่พูดไม่จา 

ขอบคุณครับ 

เขากล่าวขอบคุณเกวด้าก่อนจะปลีกตัวออกจากเธอไป จิลมักจะมีผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าเขาเข้ามาหาอยู่เสมอ พวกเธอมักชวนไปดื่มชาหรือใช้งานมาเป็นข้ออ้างที่จะได้อยู่กับเขา มันจึงทำให้จิลอ่านไต๋พวกเธอออก 

โซเฟอร์  

จิลโบกรถแท็กซี่ที่วิ่งผ่านไปผ่านมาอยู่แถวนั้น ก่อนโซเฟอร์จะให้ความสนใจและหยุดรถรับเขาขึ้นมา ขับไปตามที่อยู่นี้จิลยื่นกระดาษหนึ่งแผ่นให้โซเฟอร์ไป  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}