ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [3]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.3k

ความคิดเห็น : 30

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2562 21:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [3]
แบบอักษร

-3- 

 

“ยะ...อย่า...” 

ปัง! 

กระสุนปืนนัดสุดท้ายเจาะเข้ากลางศีรษะของผู้ร้องขอชีวิตที่ไม่ได้ตายคาที่เช่นคนอื่น มิคาเอลจ้องมองศพมนุษย์สี่ศพที่กองอยู่แทบเท้าโดยไม่แสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้า หลังสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีส่วนใดของร่างกายเลอะเลือดสกปรก เขาจึงก้มลงหยิบโทรศัพท์ของหนึ่งในศพที่อยู่ใกล้มือที่สุดขึ้นมากดดู 

ครืด ครืด 

ดวงตาเย็นชาจ้องมองโทรศัพท์ที่มีสายเรียกเข้าไม่บอกตัวตนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกดรับแล้วเปิดลำโพง พร้อมเข้าโหมดกล้องถ่ายรูป ถ่ายภาพศพที่กองอยู่แทบเท้าไปด้วย 

[รายงาน] 

“อืม” มิคาเอลรับคำในลำคอ จากนั้นจึงกดส่งภาพกลับไปให้เบอร์โทรปลายสายอย่างรวดเร็ว แล้วตอบกลับเป็นภาษารัสเซียเช่นเดียวกันกับผู้พูด “เรียบร้อยดี” 

[…นั่นใคร] 

“เล่นอยู่กับใคร...ก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่เหรอ” 

[คุณ...] 

คนฟังกดตัดสายโดยไม่สนใจน้ำเสียงตื่นตระหนกที่ดังเล็ดลอดมาจากอีกฝั่ง มาถึงตอนนี้ไม่ต้องเดาเขาก็รู้คำตอบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนทางนั้นถึงกล้ามาเล่นงานกัน ทั้งที่เขาเก็บตัวเงียบ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องน่ารำคาญพวกนั้นมาได้ตั้งหลายปี 

“ตายจริงๆ สินะ” เสียงพึมพำเบาๆ กับตัวเองไม่มีเลยสักเสี้ยวที่สื่อให้รู้สึกเหมือนกำลังใจหายหรือเสียใจ แต่มิคาเอลรู้ดีว่าคนคนนั้นไม่มีทางโทษเขาได้ 

เพราะอีกฝ่าย...ทำให้เขาเป็นอย่างนี้เอง 

“คุณมิคาเอล!!”  

ตอนที่ผู้จัดการร้านปรากฏตัวขึ้นพร้อมการ์ดร้านในสภาพเหงื่อโทรมกาย มิคาเอลไม่แม้แต่จะปรายตามองใบหน้าซีดขาวของทางนั้น เขาเพียงเดินกลับไปหาไคที่ยังนอนนิ่งอยู่ที่เดิมแล้วส่งยิ้มนิดๆ ไปให้เหมือนเช่นทุกครั้ง 

“เราไปกันเถอะ”  

“…” คนเฉื่อยชาค่อยๆ เลื่อนสายตาออกจากหน้าประตู หันมามองมิคาเอล หลังจากนั้นก็ใช้เวลาห้าวินาทีจ้องเขานิ่งๆ ก่อนจะพยักหน้ารับเงียบๆ แล้วลุกขึ้นยืนโดยไม่ได้พูดอะไร 

“บอกเจ้านายของนายให้ส่งรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาให้ฉันทางเดิม” เมื่อพูดจบประโยค ลูกค้าวีไอพีของร้านก็เดินออกไปหน้าสนามอีกครั้ง แล้วกลับเข้ามาด้านในพร้อมกระเป๋าบรรจุแม็กกาซีนกระสุนปืนที่ทินกรเตรียมไว้ให้ ไม่รอให้ใครพูดอะไรก็จูงมือคนหน้าตาย พาเดินออกไปทางหลังร้านโดยไม่หันกลับมาอีกเลย 

ยังไงก็ถือว่าได้ซ้อมมือแล้ว... แค่เปลี่ยนจากเป้าธรรมดาเป็นคนจริงๆ ก็เท่านั้น 

ระหว่างทางกลับคอนโด มิคาเอลเหลือบมองหน้าไคอยู่หลายครั้ง เขารู้ดีว่าไคเป็นคนแบบไหน และรู้ว่าภายใต้ใบหน้าเฉื่อยชานั่น ไคของเขาฉลาดเพียงใด ต่อให้ไม่ต้องพูดออกไปก็คงคาดเดาอะไรๆ ได้ไม่ยาก ดังนั้นตอนเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่แบบต่อหน้าต่อตาจึงสงบนิ่งเช่นนั้น  

ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นอัลฟ่าที่แข็งแกร่งและควบคุมตัวเองได้ดีอยู่แล้ว แต่อีกส่วน...มิคาเอลคิดว่าไคเดาได้ว่าเขาไม่ใช่อัลฟ่าธรรมดาๆ 

หรือบางที...อาจจะรู้ตั้งแต่ตอนที่เราเจอกันครั้งแรกแล้ว 

“ไค” สุดท้ายคนที่อดทนต่อความอึดอัดที่เกิดขึ้นระหว่างกันไม่ไหวก็เป็นเขาอยู่ดี 

มิคาเอลจอดรถข้างทาง ห่างจากเขตคอนโดไม่เท่าไหร่ เขากำพวกมาลัยรถไว้แน่น ขณะหันหน้าไปหาคนข้างกายที่ค่อยๆ หันมามองกันด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ 

“ตกใจหรือเปล่า”  

“…” ห้าวินาทีผ่านไป คนฟังจึงส่ายหน้าครั้งหนึ่ง 

“ขอโทษนะที่ทำให้มาเจออะไรแบบนี้” มิคาเอลหลุบตาลงต่ำอย่างรู้สึกผิด แม้สีหน้าจะดูเย็นชาเหมือนเดิมก็ตาม “ฉันจะรีบหาทางออก” 

ในช่วงเวลาที่คนพูดยังตกอยู่ในภวังค์ ฝ่ามือเย็นเยียบของคนที่นั่งเงียบมาตลอดก็เริ่มขยับ แตะลงที่แก้มขาวบนใบหน้าสมบูรณ์แบบช้าๆ ไคไม่ได้พูดอะไรออกมาในตอนแรก เพียงมองสบกับดวงตาสีเขียวเจิดจ้าที่ฉายประกายตื่นตระหนกนั่นนิ่งๆ หลังผ่านไปเกือบนาที เขาจึงผละออกแล้วดึงมือของมิคาเอลมาวางลงบนหน้าท้องของตัวเองเบาๆ 

“หิว” ถ้อยคำสั้นๆ ที่มาพร้อมการกระทำไม่ได้ทำให้มิคาเอลหุบยิ้มแต่อย่างใด กลับกัน...ดวงตางดงามทอประกายอ่อนโยนมากขึ้นทุกที แม้ยามดึงมือกลับไปจับพวงมาลัยเหมือนเดิมแล้ว รอยยิ้มและความอ่อนโยนก็ยังไม่จางหายไป 

“งั้นรีบกลับห้องของเรากันเถอะ” 

หากเป็นคนนอกอาจจะคิดว่าไคไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น ทว่ามิคาเอลรู้ดีว่าสิ่งที่ไคสื่อหมายความว่าอย่างไร 

ที่ให้วางมือลงบนหน้าท้องที่นิ่งสงบ ไม่มีเสียงโอดครวญเพราะความหิว ก็เพื่อบอกให้รู้ว่าจริงๆ ไม่ได้หิว เพียงต้องการอยากรีบกลับห้องของเราเท่านั้น 

หรือถ้าจะให้พูดในอีกความหมาย... 

ไคต้องการบอกว่า ‘ไม่เป็นไร’ 

มิคาเอลขับรถกลับคอนโดอย่างอารมณ์ดี เรื่องที่เพิ่งฆ่าคนตายไปสี่ศพไม่ได้อยู่ในหัวสมองเลยแม้แต่นิด เพราะมันเป็นความเคยชินที่เขาสัมผัสมาโดยตลอดตั้งแต่จำความได้แล้ว ต่อให้สามปีที่ผ่านมาไม่ได้หยิบปืนขึ้นมายิงอย่างจริงจังเช่นในอดีต ทว่าก็ยังใช้งานได้คล่องมือเพราะฝึกซ้อมอยู่เสมอ 

ประสบการณ์สอนให้เขารู้ว่าไม่มีอะไรจีรัง... แม้แต่คำสัญญาของคนแก่คนหนึ่งก็เช่นกัน 

วินาทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในตัวคอนโด รอยยิ้มและอารมณ์ดีๆ ที่มีพลันเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว มิคาเอลกวาดตามองไปรอบด้าน ถึงไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ แต่สัญชาตญาณของเขาไม่เคยพลาด  

“ไค ถือนี่ทีนะ”  

กระเป๋าเดินทางที่พกติดไว้ในรถและเอามาใช้ใส่เงินของเบนจามินจนเต็มถูกหยิบยื่นไปให้คนด้านหลังพร้อมๆ กับกระเป๋าบรรจุแม็กกาซีนที่สั่งมาจากทินกร มิคาเอลรอจนอีกคนถอยหลังไปแล้วจึงก้าวเท้าเดินไปด้านหน้า เตรียมพร้อมชักอาวุธอันตรายออกมาได้ทุกเมื่อแม้จะรู้ดีว่าที่นี่มีกล้องวงจรปิด 

ทว่า... 

“คุณมิคาเอล” เสียงเรียกที่เคยได้ยินมาก่อนเมื่อหลายปีที่แล้วไม่ได้ทำให้มิคาเอลตื่นตกใจ เขาเพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ขยับหมวกที่ใช้ปิดบังตัวตนไม่ให้ใครรู้ว่านายแบบชื่อดังอย่างเขาอาศัยอยู่ที่นี่นิดหน่อย จากนั้นก็ละสายตาออกจากชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแทบจะทันที 

“ไค” มิคาเอลหันไปเรียกคนด้านหลัง รอจนอีกฝ่ายเดินเข้ามาหาแล้ว เขาจึงจูงมือพาเดินไปขึ้นลิฟต์โดยไม่สนใจคนที่เข้ามาทักทาย ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ปิดกั้นเมื่อคนทั้งคู่เดินตามเข้ามาด้วย 

เพนท์เฮ้าส์สุดหรูที่ไม่เคยต้อนรับแขกเลยสักครั้งดูจะทำให้ชายตัวเล็กผู้มาใหม่ตื่นเต้นไม่น้อย ต่างจากเจ้าของร่างสูงโปร่งด้านข้างผู้เป็นคนทักมิคาเอลโดยสิ้นเชิง เห็นเพียงแค่นั้นเจ้าของห้องก็คาดเดาเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว ดวงตาเย็นชาพลันเปล่งประกายเย็นเยียบอย่างเงียบงันในช่วงเวลาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น 

“อย่าเสียเวลา โรมัน” แล้วก็เป็นมิคาเอลที่นั่งลงบนโซฟาข้างกายไค พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่รับแขกก่อนเป็นคนแรก 

“ท่านผู้นำเสียชีวิตแล้วครับ” 

“อืม แล้วยังไง” 

โรมันเผยสีหน้าตื่นตระหนกออกมาเป็นครั้งแรก หลังจากควบคุมอารมณ์ได้ดีมาโดยตลอด ทั้งที่คิดว่าเวลาที่ผ่านมาจะทำให้เขามีภูมิคุ้นกันต่อคนตรงหน้าขึ้นบ้างแล้ว แต่พอได้มาเจอจริงๆ หลังผ่านมาสามปีกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย 

“คุณมิคาเอล... นั่นท่านผู้นำนะครับ” 

“ถ้าท่านผู้นำที่นายว่าหมายถึงผู้นำตระกูลชาลอฟ งั้นฉันก็พูดถูกแล้ว” 

“แต่...แต่ท่านผู้นำเป็นพ่อของคุณนะครับ” 

“พ่อของนายต่างหาก” 

มิคาเอลเอียงศีรษะเล็กน้อย ขณะกวาดสายตามองสำรวจชายตรงหน้าอย่างพิจารณา จำได้ว่าเมื่อก่อน ‘โรมัน ชาลอฟ’ น้องชายคนนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาเขาเลยสักครั้ง ไม่คาดคิดว่าผ่านไปสามปีจะโตขึ้นมาก กลายเป็นคนที่ดูมีสง่าราศีขึ้นเยอะ ติดอยู่นิดเดียวเท่านั้น... 

โรมันเป็นพวกขี้ใจอ่อน ประสบการณ์เพียงสามปีคงไม่อาจทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่เห็นยืดอกได้นี่ก็คงแค่แสร้งทำเท่านั้น จะตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ยังหวาดกลัวเขาไม่เคยเปลี่ยน แต่ก็เพราะแบบนั้นมิคาเอลจึงไม่ได้เกลียดชังคนตรงหน้าที่ไม่ค่อยเข้ามายุ่มย่ามกับเขามากนัก 

“คุณมิคาเอล...” 

“ถ้าคิดว่าจะมาที่นี่เพื่อบอกให้ฉันกลับไปยืนแทนที่พ่อของนาย บอกไว้เลยว่าไม่มีทาง” 

“…” โรมันเม้มปากแน่นเมื่อถูกคนตรงหน้าอ่านออกจนหมดโดยที่ยังไม่ได้พูดอธิบายอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ทว่าในช่วงจังหวะที่กำลังคิดอะไรอยู่ในใจนั่นเอง จู่ๆ ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบก็เข้ามาแทนที่จนต้องรีบเงยหน้ามอง เพียงพริบตาที่สติจางหาย ร่างกายสูงสง่าของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผลุบมาอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็วจนเรียกได้ว่าน่าหวาดกลัว 

ดวงตาสีเขียวเย็นชาเปล่งประกายสังหาร หากผู้ที่ถูกจับจ้องกลับไม่ใช่โรมัน... แต่เป็นหนุ่มน้อยตัวเล็กข้างกายเขาที่เอาแต่จับจ้องไคตั้งแต่เข้ามาถึง ในช่วงเวลาที่กำลังคิดหาคำพูด ลำคอขาวพลันถูกบีบด้วยฝ่ามือของมิคาเอล ก่อนร่างเล็กๆ จะโดนกระชากขึ้นจนตัวลอย ไม่มีเวลาให้โอดครวญ รวมถึงไม่มีแม้สักเสี้ยววินาทีที่ปล่อยให้เปล่งเสียงออกมาได้ 

มิคาเอลไม่ได้ยั้งแรงเลยแม้แต่น้อย... 

“คุณมิคาเอล รอก่อนครับ!” 

“แผนของแม่นายสินะ” เขากวาดตามองตามร่างที่ใกล้ขาดอากาศหายใจเต็มทีแล้วคลี่ยิ้มเย็น “ปล่อยให้โอเมก้าใกล้ฮีทตามลูกชายเข้ามาพบฉัน...หึ” 

“แค่ก...อึก”  

โอเมก้าหนุ่มน้อยที่ถูกสะบัดทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดียกสองมือกุมลำคอของตัวเองแล้วหอบหายใจมองคนตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว คราวนี้ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปหาคนที่ถูกใจตั้งแต่แรกพบซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามและไม่เปลี่ยนสีหน้าไปเลยสักนิดแม้จะเห็นเขาเกือบถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา 

“เรื่องนี้...ผมไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วยจริงๆ ครับ” โรมันเอ่ยด้วยน้ำเสียงท้อแท้เล็กน้อย ขณะโน้มกายลงไปช่วยพยุงโอเมก้าที่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างเท้าให้กลับมาอยู่บนโซฟาเหมือนเดิม 

“แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ” มิคาเอลเดินกลับไปนั่งลงข้างกายไค สองแขนยกขึ้นกอดอกอย่างเป็นธรรมชาติ แม้จะจับจ้องไปยังคนที่มีศักดิ์เป็นน้องชายด้วยแววตาเรียบเฉย แต่ความกดดันเย็นชาก็ยังทำให้คนอื่นๆ อึดอัดได้อยู่ดี “ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว ยังเชื่อฟังคำพูดของแม่นั่นอยู่อีกเหรอ” 

“ผม…” 

“เอาเถอะ นั่นมันเรื่องของนาย” คนพูดโคลงศีรษะไปมาคล้ายไม่ใส่ใจ “เล่าสถานการณ์มาให้หมด ทั้งเรื่องที่แม่นายต้องการและเรื่องทางนั้น” 

“เรื่องนั้น...”  

พอเห็นโรมันมีสีหน้าลังเลใจ เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องแม่ตัวเองออกมาดีหรือไม่ มิคาเอลก็ถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด ขณะตวัดสายตาไปหาโอเมก้าเพียงคนใดในห้องห้องนี้ที่ยังนั่งตัวสั่นไม่หยุด 

“คะ...คุณผู้หญิงสั่งให้ผมทำครับ!” 

“หุบปาก!” โรมันหันไปตะคอกใส่คนข้างกายอย่างตื่นตระหนก แต่ยังไม่ทันได้สั่งให้ไสหัวไป เสียงราบเรียบของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามก็ดังขึ้นก่อน 

“พูดต่อ”  

แทบไม่ต้องเดาเลยว่าโอเมก้าตัวน้อยจะเลือกฟังใคร... 

“คุณผู้หญิงสั่งให้ผมมากับคุณโรมัน ท่านบอกว่าให้ผมตีสนิทกับคุณ ยิ่งถ้าฮีทได้ยิ่งดี พอคุณโรมันออกไปผมจะได้จับคู่กับคุณ... แต่ท่านไม่ได้บอกว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว” 

“…แม่นายนี่ไม่รู้อะไรเลยนะ” มิคาเอลยกยิ้มเย็นชา จนถึงตอนนี้แทบจะจำหน้าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้แล้ว แต่ยังคงจำลักษณะนิสัยเธอได้ดี แม้จะได้เผชิญหน้าเพียงไม่กี่ครั้ง เธอคนนั้นจึงไม่รู้ว่าแท้จริงเขาเป็นคนอย่างไร ทว่าสำหรับเขาในตอนนั้นที่สังเกตการณ์ทุกอย่างอยู่ตลอด มีหรือจะไม่รู้ว่าแม่ของโรมันสร้างเรื่องอะไรเอาไว้บ้าง 

คิดได้ยังไงว่าอัลฟ่าอย่างมิคาเอลจะควบคุมตัวเองไม่ได้แค่เพราะโอเมก้าธรรมดาๆ คนเดียว 

“ผมบอกท่านแล้ว” โรมันถอนหายใจเหนื่อยหน่าย ตัวเขารู้ดียิ่งกว่าใครว่ามิคาเอลไม่มีทางหลุดการควบคุมเพียงเพราะอาการฮีทของโอเมก้าแน่ๆ  

สำหรับคนที่ถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดทุกอย่างของท่านผู้นำ ไม่มีทางเลยที่จะเป็นคนธรรมดาไปได้ ขนาดการ์ดทุกคนในชาลอฟยังถูกฝึกให้อดทนต่อกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วมีหรือที่มิคาเอลจะทำไม่ได้ แต่ไม่รู้ทำไมเวลาพูดถึงความสามารถของมิคาเอลที่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดนอกจากท่านผู้นำ แม่ของเขามักจะกดอีกฝ่ายให้ต่ำลงอยู่เสมอ ต่อให้พูดอย่างไรก็ไม่ยอมฟัง 

“แผนตื้นๆ ของพวกชั้นต่ำ”  

มิคาเอลไม่สนใจสีหน้าของโรมันยามเขาต่อว่าตัวต้นเรื่องอย่างตรงไปตรงมา แต่ไหนแต่ไรผู้หญิงคนนั้นก็ชอบทำตัวต่ำๆ อยู่แล้ว พอตาแก่นั่นรับโรมันมาเป็นลูกบุญธรรมก็ติดสอยห้อยตามมาด้วย วางมาดเป็นคนใหญ่โตทั้งที่ไม่ได้มีสิทธิ์ใดๆ ในตระกูลเลยด้วยซ้ำ  

ที่ทำเหมือนจะให้โรมันมาสนับสนุนเขา จริงๆ ก็คงอยากควบคุม ถึงได้ส่งโอเมก้าที่เป็นฝ่ายตัวเองมาให้ คิดตื้นๆ ว่าเขาจะหลงโอเมก้าจนโงหัวขึ้น หรือไม่ก็คงอยากมั่นใจว่าลูกที่เกิดมาจะไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์ 

โง่งม... 

ในยุคสมัยนี้แม้โอเมก้าจะไม่ใช่พวกชั้นต่ำที่ทำได้แต่งานโง่ๆ เหมือนเมื่อก่อน และอัลฟ่าก็ไม่ใช่ชนชั้นปกครองเสมอไป แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคนหลายพวกยังคงยึดติดกับอะไรดั้งเดิมเช่นนั้นอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตระกูลใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงและอำนาจอยู่ในมือ  

การที่แม่ของโรมันคิดเอาโอเมก้ามาประเคนให้มิคาเอล พร้อมๆ กับผลักดันให้เขาขึ้นไปรับดาบรับกระสุนแทนลูกชายที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นของตัวเอง จึงเป็นเหมือนการยืมมือ ควบคุม และตัดสิทธิ์ของลูกชายสายเลือดไม่บริสุทธิ์ที่อาจจะเกิดจากเขากับโอเมก้านั่นไปพร้อมกัน หากสุดท้ายโรมันเลือกแทงข้างหลังเมื่อมิคาเอลกุมอำนาจไว้ได้หมดแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครจะได้เป็นผู้นำคนต่อไป 

ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่โรมันซึ่ง ‘อยู่ในสถานะ’ ลูกแท้ๆ อีกคนก็คงไม่ถูกยอมรับแน่ แต่ไม่รู้ว่าทางนั้นโง่หรืออะไร เลยคิดว่าตอนนี้มีแค่ตัวเองที่รู้ว่าโรมันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของอดีตผู้นำ ถึงตาแก่นั่นจะจงใจปิดบังและทำให้คนอื่นเข้าใจไปแบบนั้นก็เถอะ 

“สมมติว่าฉันจับคู่กับโอเมก้านี่ไปแล้วจริงๆ... คิดเหรอว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ต้องการ” มิคาเอลเอนกายพิงพนักโซฟาอย่างเหนื่อยใจ วูบหนึ่งที่ดวงตาฉายแววเย็นเยียบน่าหวาดหวั่นยามหันไปมองโอเมก้าตัวน้อยอีกครั้ง “สิ่งแรกที่ฉันจะทำหลังจากกัดคอโอเมก้าอย่างนาย...” 

“…” 

“คือฆ่าทิ้ง” 

“ฮึก!” คราวนี้โอเมก้าตัวน้อยที่ถูกพูดถึงยกมือปิดปากกลั้นน้ำตาอย่างตื่นตระหนก ไม่อาจควบคุมความหวาดกลัวที่ก่อเกิดขึ้นในใจได้เลยสักนิด 

คนตรงหน้าพูดความจริง... ไม่ได้ขู่ 

นั่นคือสิ่งที่สัญชาตญาณร้องบอกอยู่ในใจตั้งแต่ได้มองสบดวงตาเย็นชาคู่นั้น 

“แต่ที่ฉันเกือบฆ่านายเมื่อกี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้นหรอก” พูดมาถึงตรงนี้แล้ว ร่างสูงสง่าของเทวทูตจำแลงก็เอนไปด้านข้าง พิงศีรษะลงที่ไหล่ของคนข้างกายซึ่งนั่งเงียบมาโดยตลอดอย่างเงียบงัน 

“…" 

“รอยที่คอนั่นเป็นคำเตือน... อย่าได้บังอาจจ้องไคด้วยแววตาแบบนั้นอีก” 

มิคาเอลโบกมือเล็กน้อย เพียงเท่านั้นโอเมก้าน้อยก็พยักหน้ารับคำทั้งที่ร่างสั่นเทา รีบวิ่งแจ้นออกจากห้องไปในทันที และคงจะไม่กลับไปหาผู้ว่าจ้างอีกแน่นอน 

ทางฝั่งโรมันที่รู้เรื่องมิคาเอลกับไคมาบ้าง แต่เพิ่งได้เห็นการแสดงออกของผู้มีศักดิ์เป็นพี่เป็นครั้งแรกนั้น ตอนนี้ทำหน้าตาเหมือนเห็นผีไปแล้วเรียบร้อย กว่าได้สติกลับมาอีกครั้งก็ตอนที่เห็นมิคาเอลเริ่มขมวดคิ้วน้อยๆ พอดี 

“ตอนนี้คนทางนั้นแบ่งพรรคแบ่งพวกกันหมด...” โรมันเริ่มพูดเข้าหัวข้อจริงจัง โดยพยายามไม่ให้ความสนใจกับท่าทีน่าขนลุกของมิคาเอลที่เดี๋ยวพิงเดี๋ยวหยิบมือไคมาเล่น เพราะต่อให้จ้องอีกนานแค่ไหนเขาก็คงไม่มีทางคุ้นเคยกับมันได้แน่ “ผมอยู่กับท่านผู้นำเป็นคนสุดท้ายก่อนท่านจะจากไป” 

“…อืม” 

“ท่านบอกว่าต้องเป็นคุณเท่านั้น” 

“นั่นคือเหตุผลที่ทำให้คนพวกนั้นตามล่าฉัน แล้วก็ทำให้นายเข้าข้างฉันสินะ” 

“ท่านผู้นำมีพระคุณกับผมครับ” 

“แต่เหมือนแม่นายจะไม่ได้คิดแบบนั้น”  

เรื่องความคิดของแม่โรมันที่มิคาเอลเดาไว้นั้นถูกต้องทุกประการ และตัวคนเป็นลูกเองก็รู้ดีอยู่แล้ว ถึงอย่างนั้นเมื่อได้ยินเขาก็ยังส่ายหน้าปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา 

“ผมไม่เคยคิดอยากแย่งตำแหน่งของคุณ ถึงเวลานั้นเมื่อไหร่ผมจะพาแม่ถอยออกไปให้ได้” 

“นั่นไม่ใช่ตำแหน่งของฉัน... ตราบเท่าที่ฉันไม่ยอมรับมัน” 

“คุณมิคาเอล คำสั่งของท่านผู้นำเป็นคำสั่งเด็ดขาดที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ถ้าคุณไม่กลับไปแล้วยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ไม่มีใครรับตำแหน่งต่อได้ ยังไงพวกเขาก็ต้องตามล่าคุณแน่” 

ถ้าผู้สืบทอดไม่รับตำแหน่งแล้วควบคุมทุกอย่างไว้ในมือ เช่นนั้นก็ต้องถูกตามล่าจนกว่าจะกลายเป็นศพ เพื่อให้ผู้มีอำนาจลดลงมาอีกระดับรับตำแหน่งแทน และนั่นก็คือความต้องการของคนทางนั้น 

“ฉันไม่ต้องการตำแหน่งนั่น” 

เขาออกจากที่นั่นมานานมากแล้ว และไม่เคยคิดอยากกลับไปอีก 

“แล้วคุณจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปเหรอครับ” เป็นครั้งแรกที่โรมันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังไร้ซึ่งความหวาดกลัวกับคนที่เอาแต่นั่งนิ่งตรงหน้า 

“…” 

“คุณจะใช้ชีวิตโดยต้องคอยระวังหลังให้ตัวเองกับคนสำคัญไปตลอด แบบนั้นใช่ไหมครับ” 

“…” 

“แม้จะไม่เคยเห็นความสามารถที่แท้จริง แต่ผมรู้ดีว่าถ้าเป็นคุณยังไงก็ต้องเอาตัวรอดได้แน่ แต่กับคนข้างๆ คุณน่ะ เขาจะไหวเหรอครับ... ยิ่งในสถานการณ์ที่คนทางนั้นรู้ถึงการมีตัวตนของเขาแล้วด้วย อีกไม่นานต้องรู้ที่อยู่ของคุณแน่” โรมันเม้มปากเล็กน้อยเมื่อถูกจับจ้องด้วยแววตาน่ากลัวตั้งแต่เอ่ยถึงคนข้างกายอีกฝ่าย “ผมอยากให้คุณคิดให้ดีอีกสักครั้ง ว่าสิ่งที่ควรทำคือการใช้ชีวิตเสี่ยงอันตรายแบบนี้ต่อไป หรือจะกลับไปจัดการเรื่องราวทุกอย่างให้จบสิ้น ทั้งเพื่อตัวคุณเอง...แล้วก็เขาด้วย” 

โรมันถูกมิคาเอลจ้องหน้าอยู่นานเป็นนาที เขาต้องกำมือตัวเองเอาไว้แน่นเพื่อควบคุมอารมณ์ไม่ให้เผลอแสดงท่าทีหวาดกลัวออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดวงตาทรงอำนาจคู่นั้นจ้องมองมายังลำคอของเขาที่มีเสื้อคอเต่าปิดทับอยู่ เพราะรู้ดีว่าหากแสดงความอ่อนแอน่ารำคาญให้เห็นแม้เพียงนิด ไม่ว่าอย่างไรมิคาเอลก็ต้องไล่ออกไปในทันทีแน่ เผลอๆ อาจจะได้แผลกลับไปด้วยข้อหากล้ายกเรื่องของไคขึ้นมาพูด 

แต่แล้ว... 

“ไม่เจอกันมาสามสี่ปี พูดเก่งขึ้นเยอะ ถูกสอนมาดีสินะ” 

“เรื่องนั้น...” โรมันเงยหน้ามองมิคาเอลด้วยแววตาตื่นตกใจ แต่ก็ยังตอบคำถามตามสัญชาตญาณ “ท่านผู้นำบอกว่าผมไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำ เลยให้ศึกษาเรื่องอื่นๆ หลายเรื่องรวมถึงใช้เวลาไปกับการฟังคำสั่งสอนของท่านเยอะกว่าปกติ ท่านบอกว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือคุณในอนาคต” 

การใช้เวลาไปกับการฟังคำสั่งสอนของท่านผู้นำ แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่การสั่งสอนธรรมดา แต่หมายถึงการศึกษาศาสตร์การพูดคุยโน้มน้าวและการมองคนให้เป็น แม้โรมันจะไม่ใช่คนเก่งไปทุกด้านอย่างมิคาเอล ทว่าเขาก็ยังตั้งใจและเชื่อฟังท่านผู้นำเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงยังพอจะมีอะไรดีให้พูดถึงอยู่บ้าง 

และถ้าคำพูดเมื่อครู่ทำให้มิคาเอลเปลี่ยนใจได้จริงๆ... นั่นคงเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา 

“ไม่ได้คิดจะรักษาสัญญาตั้งแต่แรกแล้วสินะ” มิคาเอลพึมพำกับตัวเองเบาๆ เหมือนไม่ได้ตั้งใจบอกใคร ทว่าคนที่นั่งแนบชิดจนตัวแทบจะเกยกันมีหรือจะไม่ได้ยิน คำพูดนั้นทำให้ไคที่นั่งเป็นหุ่นมานานขยับองศาหน้าเล็กน้อย ก้มลงมองคนที่พิงไหล่ตัวเองอยู่นิ่งๆ จนอีกคนเงยหน้ามองกลับ เพียงเท่านั้นความคิดมากมายในหัวของมิคาเอลก็จางหายไปในทันที 

“คุณมิคาเอล...” 

“เรื่องนั้นฉันจะตัดสินใจเอง” 

แม้จะไม่ใช่คำตอบรับที่คาดหวัง แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้โรมันยิ้มกว้างออกมาได้แล้ว ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ก้มศีรษะให้คนที่ท่านผู้นำเลือกไว้อย่างเคารพเหมือนเช่นที่เป็นมาโดยตลอด ไม่คิดจะอยู่รบกวนเวลาเจ้าของห้องอีกต่อไป 

“ขอบคุณมากครับ!”  

มิคาเอลมองตามร่างโปร่งของน้องชายต่างสายเลือดไปจนสุดสายตา กระทั่งเมื่อเงาร่างนั้นหายออกไปจากพื้นที่ส่วนตัวของเขาแล้วจึงก้มลงมองนามบัตรที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะแทน 

อันที่จริงเรื่องในวันนี้ก็ไม่ได้เกินคาดอะไร ที่แปลกใจนิดหน่อยก็คงมีแค่นิสัยที่เปลี่ยนไปไม่น้อยของโรมัน...กับเรื่องที่ตาแก่นั่นตายง่ายเกินคาด  

ในช่วงเวลาที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ จู่ๆ เจ้าของมือที่มิคาเอลจับพลิกไปพลิกมาเล่นตั้งแต่เมื่อครู่ก็พลิกมือกลับพร้อมกำมือเขาไว้แน่น แม้จะยังยอมให้พิงอยู่ แต่ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงอาการขืนกายเล็กน้อยที่ไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิด 

“ไค?”  

“…” เจ้าของชื่อไม่ตอบ แต่ดึงมือเขาไปวางนาบลงบนหน้าท้องแข็งๆ ของตัวเอง คราวนี้มิคาเอลหลุดยิ้มออกมาอย่างอดไม่อยู่ เพราะแรงสั่นสะเทือนที่บอกให้รู้ว่ากำลังหิวนั่นคือของจริงแบบไม่ต้องสงสัย 

“ไปที่ครัวกันเถอะ ฉันจะทำอะไรง่ายๆ ให้กิน” 

ไคเดินตามแรงจูงของมิคาเอลเหมือนเป็นหุ่นยนต์ที่ต้องป้อนคำสั่งให้ทำนั่นทำนี่จึงจะขยับได้ ไม่ว่าจะโดนจับให้นั่งตรงไหน ท่าอะไรก็จะนั่งลงทั้งอย่างนั้น ไม่ขยับไหวไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว จะมีท่าทีเหมือนมนุษย์ที่มีชีวิตขึ้นมาบ้างก็แค่ตอนได้กลิ่นอาหารใกล้เสร็จเท่านั้น 

“ไข่เจียวหมูสับ... ฉันเพิ่งลองทำเป็นครั้งที่สอง” มิคาเอลวางจานข้าวลงตรงหน้าไคที่ทำจมูกฟุดฟิด ดูแล้วแสนจะน่ารักในสายตาของเขา “จริงๆ ไม่ค่อยอยากให้ไคกินเมนูธรรมดาแบบนี้ แต่เคยศึกษาไว้เผื่อมีเวลาน้อย ฉันรู้ว่าไคชอบกินอาหารไทย” 

 อันที่จริงต้องบอกว่าไคชอบกินทุกอย่างมากกว่า แต่มิคาเอลสังเกตมาหลายรอบจนมั่นใจแล้วว่าอาหารไทยๆ หรืออาหารที่มีกลิ่นหอมๆ จะทำให้ไคแสดงอาการอยากกินออกมาได้มากเป็นพิเศษ ดังนั้นเขาจึงศึกษาเมนูพวกนี้อย่างขะมักเขม้น เพียงแต่ปกติไม่ค่อยได้ทำเมนูธรรมดา เพราะคิดว่ามันไม่เหมาะกับคนตรงหน้าที่คู่ควรกับอาหารที่ดีที่สุดเท่าไหร่ 

“อร่อย”  

ถ้อยคำสั้นๆ ดังออกจากปากของคนที่ถูกจ้องจนตัวแทบพรุน ยามเมื่อตักอาหารเข้าปากไปแล้วห้าคำ แต่เพียงแค่นั้นก็มากพอจะทำให้มิคาเอลยิ้มกริ่มอย่างภาคภูมิใจได้แล้ว  

เขานั่งเท้าคางจ้องหน้าไคอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะท่าทางตอนเอาช้อนเข้าปาก เคี้ยวอาหารหงุบหงับ กลืนอาหารลงคอ หรือแม้แต่ตอนหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มก็ล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ดึงดูดไปหมด  

“ไค” มิคาเอลรอจนอีกคนกินข้าวจนหมดจานแล้วจึงลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปหา หยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดสะอ้านของตัวเองออกมา แล้วบรรจงเช็ดบริเวณมุมปากของคนกินเลอะอย่างอ่อนโยน “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นวันนี้ พอจะเข้าใจบ้างหรือเปล่า” 

“…” 

“รู้ไหมว่าฉันกับโรมันคุยอะไรกัน”  

ไคนิ่งค้างไปนายหลายวินาทีโดยที่ยังเงยหน้าให้มิคาเอลเช็ดปากให้ตามความเคยชิน จวบจนเมื่อย่อยข้อความเหล่านั้นเข้าสมองจนประมวลผลสำเร็จแล้วจึงส่ายหน้าไปมาช้าๆ 

“…ง่วง” 

“หึ”  

ไม่ได้ผิดไปจากที่คาดเลยสักนิด... 

มิคาเอลอมยิ้มน้อยๆ โดยไม่ได้แสดงท่าทีหงุดหงิดใจใดๆ ออกมา กลับกลายเป็นว่าเขายิ่งมองดูคนพูดด้วยแววตาเอ็นดูมากขึ้นไปอีก ด้วยพอจะเดาได้อยู่แล้วว่าไคคงไม่ได้ฟังอะไรเลย ที่นั่งนิ่งเป็นหินก็เพราะง่วงนอนจนอยากจะหลับเท่านั้น  

แม้ปกติมิคาเอลจะพูดคุยกับไคด้วยภาษากลางอย่างภาษาอังกฤษ แต่เขาก็เข้าใจภาษาไทยได้ชัดเจนพอๆ กับที่ไคเข้าใจภาษารัสเซียอย่างแจ่มแจ้ง สำหรับมิคาเอลเขาตั้งใจเรียนรู้ภาษาไทยตั้งแต่คิดตามไคกลับมาที่นี่ ทว่าสำหรับไค รายนั้นเข้าใจภาษารัสเซียเพราะเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน 

และมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราได้เจอกัน... 

“รอให้อาหารย่อยแล้วไปนอนเถอะ พอไคหายง่วง ฉันจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง” 

“…ข้างล่าง” 

“วันนี้อยากนอนข้างล่างเหรอ” คนที่กำลังจะยกจานไปเก็บหันกลับไปถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าเมื่อได้รับการพยักหน้าตอบกลับมาในเสี้ยววินาที เขาก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วรีบเดินไปจูงมืออีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว “มาเถอะ” 

โซฟาตัวใหญ่ซึ่งกำลังจะกลายเป็นที่นอนให้ไคไม่ใช่ชุดโซฟารับแขกที่ถูกใช้งานไปเมื่อครู่ มิคาเอลไม่ชื่นชอบให้ไคไปนั่งซ้ำที่ใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจุดที่เคยมีคนอื่นที่ไม่ใช่เขานั่งมาก่อน แล้วนี่ถึงขั้นจะนอน หากไม่ได้ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนชุดโซฟานั่นเสียก่อน อย่าหวังเลยว่าเขาจะยอมให้ไคไปนอนตรงนั้น  

มิคาเอลเป็นคนเรื่องเยอะก็จริง แต่สิ่งที่มีมากยิ่งกว่าคือความเป็นระเบียบและความรอบคอบ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีวันไว้ใจคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเอง เพราะงั้นต่อให้จับจ้องการกระทำของโรมันกับโอเมก้านั่นอยู่ตลอดก็ยังไม่อาจวางใจได้อยู่ดี เดี๋ยวนี้จิตใจคนสกปรกมากขึ้นเรื่อยๆ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนเหล่านั้นคิดทำอะไรบ้าง และแน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมเสี่ยงเด็ดขาด  

ในตอนแรกมิคาเอลคิดว่าจะรอให้ไคขึ้นไปชั้นบนก่อนค่อยไปเช็กโซฟาพวกนั้นอีกที แต่พอได้ยินว่าอีกคนอยากนอนตรงนี้ สิ่งที่คิดไว้เลยต้องเลื่อนไปก่อน เปลี่ยนมาใช้โซฟาริมระเบียงแทนก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ 

“หายจุกแล้วใช่ไหม”  

คนฟังพยักหน้าหนึ่งครั้งเป็นการตอบคำถาม จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนบนโซฟาตัวโต ใช้ตักของมิคาเอลต่างหมอนเหมือนเช่นทุกครั้งที่เขาพูดว่าอยากนอนชั้นล่าง 

และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้มิคาเอลอารมณ์ดี... 

ตอนเกิดเหตุการณ์แบบนี้ครั้งแรก มิคาเอลเป็นคนบอกให้ไคนอนตักเขาเอง ในเวลานั้นเขาโฆษณาสารพัดว่าตักตัวเองสบายกว่าหมอนหลายเท่า คิดแค่ว่าจะหลอกเต๊าะไคเท่านั้น แต่ใครจะไปคิดว่าสิ่งที่พูดไปจะกลายเป็นความจริงในสายตาของไค หลังจากนั้นมาเมื่อไหร่ที่ไคบอกว่าจะนอนข้างล่าง เขาเลยได้ทำหน้าที่เป็นหมอนลองศีรษะให้อีกฝ่ายอย่างเต็มใจไปโดยปริยาย 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน... 

“นอนเถอะ” 

มิคาเอลค่อยๆ สางเส้นผมนุ่มลื่นของคนที่กำลังปรือตาลงช้าๆ อย่างนุ่มนวล ดวงตาที่ทอดมองใบหน้ายามหลับของไคเต็มไปด้วยอารมณ์มากมายที่ปนเปกันจนแทบแยกไม่ออก ทว่าที่ชัดเจนที่สุดคงจะเป็นความรักใคร่และหลงใหลที่ดูจะมากจนน่ากลัว 

เรื่องที่โรมันพูดไว้ เห็นทีคงต้องคิดดูอีกสักครั้ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้... 

ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนแก้มซีดเซียวของคนคนเดียวที่ครอบครองความใจดีของเขาเอาไว้อย่างอ่อนโยน 

อย่าห่วงเลย... 

“ไม่ว่าใคร...ก็พรากไคไปจากฉันไม่ได้ทั้งนั้น” 

 

 

--------------------- 

ความคิดเห็น