โซซอล
facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 6-2 สิบเจ็ด สิบเก้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 6-2 สิบเจ็ด สิบเก้า

คำค้น : เทหน้ารัก เพราะรักเธอ นิยายเกาหลี โซซอล นิยายโรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 342

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ค. 2562 15:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6-2 สิบเจ็ด สิบเก้า
แบบอักษร

 

“อืม ไม่รู้สินะ” 

หน้าผากของอาจารย์พัคที่เปิดต้นฉบับดูอย่างรวดเร็วเริ่มมีรอยย่นลึกลง 

“คำอธิบายเพิ่มเติมไม่เยอะไปเหรอ” 

เขาวางต้นฉบับหนาๆ ไว้บนตักแล้วพูดออกมาเหมือนกับพูดคนเดียว มินนั่งอยู่ข้างหน้าเขาพร้อมกับมีสีหน้าตึงเครียด 

“เข้าใจนะว่าตั้งใจเรียนแต่จะใส่หมายเหตุเพิ่มทุกอย่างแบบนี้ไม่ได้ ต้องแสดงให้เห็นสิว่าคุณคิดยังไง ปริญญาโทน่ะ ตอนตรวจสอบก็จะมีการพิจารณาและดูสิ่งที่พวกคุณเรียบเรียงมาด้วย พูดสั้นๆ ก็คือมันขึ้นอยู่กับว่าจะเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้เป็นรูปแบบของตัวเองอย่างไร” 

ตามความคิดของเขา เขาเขียนออกมาด้วยความเอาใจใส่อย่างเต็มที่ แต่ในมุมมองของอาจารย์คงจะมองว่ามันดูมักง่าย มินก้มมองดูวิทยานิพนธ์ฉบับร่างที่ตัวเองถืออยู่ด้วยสีหน้าลำบากใจ 

‘ต้องเขียนใหม่ตั้งแต่ต้นเลยเหรอ’ 

ในระหว่างที่เขากำลังบ่นพึมพำอยู่ในใจ อาจารย์พัคก็เปิดหน้าแรกของต้นฉบับอีกครั้ง 

“ก่อนอื่นลดคำอธิบายเพิ่มเติมลงให้เหลือครึ่งนึง ส่วนตรงสรุปนี่มันซ้ำซ้อนกับบทนำเกินไป เอาออก” 

อาจารย์พัคใช้ปากกาทำเครื่องหมายกากบาทลงไปบนเนื้อหาที่ต้องแก้อย่างเฉียบขาด แล้วเอาส่วนนั้นให้มินดูเหมือนจะบอกให้จด 

มินรีบหยิบปากกาออกมาแล้วเริ่มแก้วิทยานิพนธ์ในต้นฉบับที่ตัวเองมีอยู่ตามที่อาจารย์พัคบอก ผ่านไปไม่นาน กระดาษของต้นฉบับที่ตอนแรกเป็นสีขาวกลายมาเป็นสีดำอย่างรวดเร็ว 

“ไปลดลงครึ่งนึงแล้วก็ไปแก้ไขส่วนที่บอกไปก่อนหน้านี้มาด้วย ฉันจะให้เวลาจนถึงอาทิตย์หน้า” 

“ครับ” 

มินตอบสั้นๆ แล้วหยิบวิทยานิพนธ์ต้นฉบับก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง 

“เดือนหน้าจะมีการตรวจสอบเบื้องต้น ควรจะต้องรีบทำนะ ไปหาอาจารย์คิมมาหรือยัง” 

“จะไปพรุ่งนี้ครับ” 

“โอเค งั้นก็ไปเถอะ” 

มินโค้งศีรษะเบาๆ แล้วออกมาจากห้องอาจารย์ เดินไปตามทางเดินที่ไร้ผู้คนแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ เฮ้อ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าสิ่งที่เรียกว่าวิทยานิพนธ์จะต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนวุ่นวายแบบนี้ นึกว่าแค่ตั้งใจเขียน ตรวจเสร็จแล้วก็จบ แต่พอต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดยันคำศัพท์ทีละตัวโดยอาจารย์ที่ปรึกษาก็รู้สึกเหมือนจะตาย 

‘การเรียนจบนี่มันลำบากจัง’ 

มินยืนอยู่หน้าลิฟต์พลางจ้องมองส่วนที่ได้รับคำปรึกษาในวันนี้ ตอนที่พูดคุยกับอาจารย์เมื่อกี้ก็พอจะจับความรู้สึกได้ว่าจะต้องแก้ส่วนไหนในทิศทางไหน แต่พอหันหลังออกมามันกลับเลือนรางไปหมด เพราะอย่างนี้ก็คงจะต้องอดหลับอดนอนทั้งคืนไประยะหนึ่งอีกแล้ว 

“มิน!” 

เขาหันหน้าไปตามเสียงเรียกชื่อตัวเอง และเห็นซอนมีที่เรียนสาขาเดียวกันเดินมาจากฝั่งตรงข้าม 

“มารับคำปรึกษาเหรอ?” 

“ครับ” 

คนที่ได้รับการตรวจวิทยานิพนธ์ด้วยกันกับมินในเทอมนี้มีทั้งหมดห้าคน ซอนมีก็เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งรู้จักกับมินตั้งแต่สมัยยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถ้าพูดให้ถูกก็เป็นรุ่นพี่หนึ่งปี 

“ไปกินข้าวกลางวันกันไหม? แทอูก็อยู่ที่ร้านอาหารนะ” 

“ไม่ครับ มีนัดแล้ว” 

คำตอบของเขาทำให้ซอนมียิ้มกริ่มแล้วเอ่ยปากถาม 

“เดตเหรอ?” 

คิดคำพูดที่เหมาะสมไม่ออก มินจึงได้แค่กะพริบตาและมองเธอนิ่งๆ นับๆ เวลาดูแล้วก็รู้จักกันมาหลายปีแต่ไม่ได้สนิทกันจนถึงขั้นคุยกันเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุยโม้เรื่องความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามนั้นไม่ใช่นิสัยของมินเลย 

ในเมื่อไม่มีคำตอบจากมิน ซอนมีจึงเปลี่ยนหัวข้อด้วยสีหน้าอึดอัดใจ 

“ถ้าจะส่งฉบับร่างก็เอามารวมกันได้นะ ถ้าเอาไปฝากเข้าเล่มด้วยกันจะถูกกว่า” 

“ครับ ถ้ากำหนดเวลาได้แล้วก็ติดต่อมานะครับ” 

“โอเค ไว้เจอกันนะ” 

มินลงไปที่ลานจอดรถใต้ดินแล้วโทรศัพท์ไปหาฮันกยอลทันที วันที่มีคอนเสิร์ตที่เธอให้ตั๋วเป็นของขวัญเมื่อไม่กี่วันก่อนคือวันนี้ 

“อืม พี่ เสร็จแล้ว เดี๋ยวจะไปที่นั่นแล้ว น่าจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึงนะ” 

หลังจากคุยเสร็จ มินก็ส่องดูใบหน้าตัวเองด้วยกระจกมองหลังแล้วแต่งตัว เน็กไทไม่เอียงใช่ไหม ผมไม่กระดกใช่ไหม สำรวจดูอย่างละเอียดเหมือนกับเพิ่งเคยเห็นหน้าตัวเองเป็นครั้งแรกแล้วหัวเราะแห้งๆ ออกมา 

เธอจะรู้บ้างไหมนะว่าเขาเฝ้ารอและคาดหวังวันนี้มากขนาดไหน แม้แต่ระหว่างที่อดหลับอดนอนทั้งคืนเขียนวิทยานิพนธ์หลายวันก็ยังนึกถึงทุกครั้งที่ว่าง 

จะว่าไปก็นานมากแล้วที่ไม่ได้มาดูคอนเสิร์ตกับฮันกยอล เมื่อก่อนก็ไปดูหนังหรือไม่ก็นิทรรศการด้วยกันสองคนบ่อยๆ แต่ช่วงนี้มินเองก็ยุ่งๆ กับวิทยานิพนธ์ ส่วนฮันกยอลก็เสียเวลามากไม่ได้ อย่าว่าแต่การมาดูคอนเสิร์ตด้วยกันเลย แค่การมาเจอหน้ากันแป๊บเดียวก็ไม่ง่ายเช่นกัน เดตเย็นวันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าฮันกยอลไม่หักโหมทำงานทิ้งไว้ก่อนก็คงจะไม่ได้ออกมาเจอกันหรอก 

พอคิดว่าฮันกยอลทำงานหนักเพื่อเขา ก็ทำให้มินอารมณ์ดีขึ้นมา เพราะมีความรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนสำคัญมากๆ สำหรับเธอ เขานึกภาพใบหน้าของฮันกยอลที่ใกล้จะได้เจอกันแล้วยิ้มอย่างมีความสุขอยู่คนเดียว 

ขับรถไปประมาณหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงหน้าบ้าน หลังจากโทรไปไม่ถึงนาทีฮันกยอลก็ปรากฏตัวขึ้น เธอมองมินตั้งแต่หัวจรดเท้าทันทีที่ขึ้นมาบนรถ แล้วยิ้มหยีตาอย่างน่ารักพลางพูดขึ้น 

“มินของพวกเราวันนี้หล่อเป็นพิเศษเลยนะ” 

ฮันกยอลที่พูดเช่นนั้นก็แต่งตัวออกมาสวยเต็มที่เหมือนกัน มินหัวเราะเบาๆ แล้วหมุนพวงมาลัย 

“เวลายังไม่แน่นอน ไปกินข้าวเย็นกันก่อนเถอะ” 

“โอเค จะกินอะไรล่ะ? บอกมาเลย เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง” 

ฮันกยอลที่ขยับตัวอย่างวุ่นวายภายในรถแคบๆ เห็นห่อกระดาษที่เบาะหลังแล้วรู้สึกดีใจ 

“อันนั้นคือวิทยานิพนธ์เหรอ” 

“อ๋อ อื้ม” 

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงรู้สึกเขินนิดๆ มินจึงพยักหน้าเบาๆ เหมือนไม่อยากให้เห็น 

“ขอดูหน่อยได้ไหม” 

“อื้ม แต่ว่ายังเขียนไม่เสร็จนะ...” 

ฮันกยอลไม่ฟังคำพูดต่อท้ายของเขาแล้วร้องโอดโอยพร้อมกับยื่นมือไปที่เบาะหลัง หลังจากควานไปควานมาในที่สุดก็ดึงปึกกระดาษออกมาได้ 

“น่าทึ่งมากเลย ตอนนี้ก็เป็นบัณฑิตปริญญาโทแล้วสินะ มินของพวกเรา” 

ฮันกยอลพลิกกระดาษแล้วบ่นงึมงำ แม้ว่าจะมีความสามารถไม่พอที่จะเข้าใจเนื้อหาเพราะเรียนคนละสาขากัน แต่ก็ดูปลื้มใจและรู้สึกพอใจกับการอ่านบทความ 

“เก่งมากเลย” 

เธอเปิดดูต้นฉบับคร่าวๆ แล้วตบหัวเขาเบาๆ เป็นการชม แม้มินจะปล่อยหัวให้อยู่ในมือนั้นเหมือนปกติแต่ในใจกลับรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ไม่ได้ไม่พอใจกับการที่ฮันกยอลอายุเยอะกว่า แต่ในบางครั้งก็รู้สึกโกรธเมื่อเธอทำเหมือนกับเขาเป็นน้องจริงๆ ไม่รู้ว่าเธอรู้ความรู้สึกในใจของมินหรือเปล่า ฮันกยอลจึงเอาวิทยานิพนธ์ไปวางไว้ที่เบาะหลังเหมือนเดิม 

“พ่อกับแม่จะต้องชอบมากแน่ๆ” 

“อย่างนั้นเหรอ?” 

“แน่นอนอยู่แล้ว” 

เขากลืนคำพูดที่ว่า ไม่รู้สินะ ที่กำลังจะพูดออกมาลงไปอย่างหวุดหวิด ถ้าเป็นลูกชายคนโตก็อาจจะดีใจเล็กน้อยอย่างที่ฮันกยอลพูดก็ได้ 

แต่น่าเสียดายที่ข้างหน้าเขามีฮุนอยู่ พี่ชายของเขาที่นำหน้าไปซะทุกเรื่อง ความภาคภูมิใจของครอบครัวตระกูลคิมที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้อันดับหนึ่งรวมถึงบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้วย แม้ว่าจะซิ่วสอบใหม่ แต่นั่นก็เพราะเขาไม่พอใจในคะแนนของตัวเองจึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกรอบ ถึงจะไม่สอบเข้าเขาก็สามารถเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชื่อดังได้สบายอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะนิสัยเฉพาะตัวที่ไม่ยอมแพ้คนอื่น หลังจากได้คะแนนเต็มเขาจึงได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย 

ตอนเรียนปริญญาโทก็มีข้อเสนอหลั่งไหลเข้ามาจากแมวมองของบริษัทใหญ่ แต่ก็ปฏิเสธไปด้วยข้ออ้างเรื่องการเรียน จากนั้นพอเข้าเรียนปริญญาเอกก็ได้เข้าทำงานที่บริษัทหลังจากเสนอเงื่อนไขไปว่าต้องไม่รบกวนการเรียนของเขา 

เพราะมีความแตกต่างกับตัวเองมากตั้งแต่ตอนเด็ก มินจึงไม่ได้รู้สึกอิจฉาฮุนหรือรู้สึกต่ำต้อย เขากลับรู้สึกภูมิใจในตัวพี่ชายด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามการที่พี่น้องถูกคนอื่นเปรียบเทียบโดยไม่รู้ตัวและไม่สนใจความรู้สึกของมินก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ พ่อแม่ของเขาก็ดูเหมือนจะไม่ได้ประทับใจอะไรเป็นพิเศษกับผลที่มินนำมาให้ แน่นอนว่าพวกเขาต้องดีใจและแสดงความยินดี แต่มันกลับแตกต่างกับสีหน้าที่มอบให้ฮุนอย่างแปลกประหลาด ควรบอกไหมว่ากำลังพยายามอยู่ เพราะเขาเองก็รู้สึกว่าที่พยายามอยู่นี้ก็เพื่อความสนุก 

แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้เจ็บปวดมากนัก เขาชินแล้วและรู้ด้วยว่าตัวเองไม่ได้มีความสามารถที่โดดเด่นจนถึงขั้นทำให้พ่อแม่กระโดดโลดเต้นด้วยความชอบได้ 

มินก็แค่ทำสิ่งที่ต้องทำอย่างเงียบๆ 

มินพาฮันกยอลเข้ามาในร้านอาหารที่อยู่แถวๆ สถานที่จัดคอนเสิร์ต สั่งสลัดและอาหารจานหลัก เสริมด้วยไวน์เล็กน้อย ปกติแล้วฮันกยอลเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบกินหวาน แต่เนื่องจากนึกถึงมินที่คออ่อนจึงสั่งไวน์โรเซ่ที่มีรสหวานมา ขอบคุณสำหรับการเอาใจใส่อีกครั้ง 

พูดคุยเรื่องนู้นเรื่องนี่และทานอาหารกันอย่างเพลิดเพลินได้สักพักโทรศัพท์มือถือของฮันกยอลก็ดังขึ้น เธอมองดูชื่อคนโทรแล้วขมวดคิ้ว ก่อนจะรับโทรศัพท์ด้วยสีหน้าไม่เต็มใจ 

“ค่ะ รู้ค่ะ” 

ตอบกลับอย่างเย็นชา มินเอียงคอมองอย่างสงสัยว่าปลายสายเป็นใครกัน เธอถึงรับโทรศัพท์ด้วยท่าทางแบบนั้น และหน้าตึงในทันทีเมื่อคำว่าบ.ก.ออกมาจากปากของฮันกยอล 

‘ผู้ชายคนนั้นเหรอ?’ 

ชายที่กวนประสาทมินบ่อยๆ อาจจะเป็นเพราะว่าฮันกยอลไม่ตัดอย่างเด็ดขาดเหมือนคนอื่นจึงทำให้อารมณ์ไม่ดีขึ้นมา อารมณ์ที่กำลังมีความสุขมากๆ ดิ่งลงในทันทีทันใด 

“โทษที” 

ฮันกยอลขอโทษด้วยรอยยิ้มที่น่าอึดอัดใจหลังจากคุยเสร็จ 

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” 

“เปล่า ก็แค่โทรมาบอกว่าตัวเองออกจากโรงพยาบาลทำไมไม่มารับน่ะ” 

“อ่อ” 

เฮือก มินสงสัยว่าเขาไม่ได้บอกเรื่องที่ตัวเองไปหาที่โรงพยาบาทใช่ไหมจึงแอบเหลือบมองสายตาของฮันกยอลเล็กน้อย ท่าทางของฮันกยอลยังดูเหมือนก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่บอก มินเริ่มหนักใจแล้วว่าควรจะบอกก่อนที่จะถูกจับได้ดีไหม 

“เกือบถึงเวลาแล้ว มิน ไปกันเถอะ” 

“หา? อ่อ อืม” 

สุดท้ายเขาก็ต้องลุกขึ้นโดยที่ยังไม่ได้พูดอะไรออกไป 

ถ้ารู้ความจริงฮันกยอลจะโกรธไหมนะ หรือปล่อยไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นดี ในมุมมองคนอื่นมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้ามีฮันกยอลเข้ามาเกี่ยวล่ะก็ความคิดของมินมักจะตีกันตลอด ระมัดระวังและสับสนทุกสิ่งทุกอย่างว่าอะไรถูกอะไรผิด 

‘อาจจะโดนดุนิดหน่อยก็ได้เพราะเธอไม่ชอบให้มาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว’ 

แต่เพราะเป็นมินเธอก็อาจจะหายโกรธเร็ว พอคิดอย่างนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นไม่หยุด คาดหวังอยู่ในใจว่าตัวเองคือคนพิเศษสำหรับเธอใช่ไหม 

เข้าไปในสถานที่จัดคอนเสิร์ตแล้ว แต่มินก็ไม่สามารถโฟกัสกับเวทีได้แม้แต่วินาทีเดียว ชำเลืองมองฮันกยอลที่นั่งเหม่ออยู่ข้างๆ และมีแต่หัวใจที่ส่งเสียงดัง เขากำมือและคลายออกหลายรอบ ระงับความรู้สึกที่อยากจับมือฮันกยอล ถึงเขาจะจับมือฮันกยอลก็น่าจะไม่ปฏิเสธ 

แต่มันก็แค่นี้ ทั้งร่างกายและหัวใจ สิ่งที่มินสามารถโลภได้นั้นได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ตำแหน่งตรงกลางที่ไม่ได้เป็นของเขาทั้งหมดแต่ก็ยังอยู่ในเส้นทาง มันรั้งหัวใจที่กำลังจะหนีออกไปเอาไว้ในเวลาเดียวกันกับที่ทำให้มินกระวนกระวายใจ 

“พี่ ผม...” 

“หือ” 

ฮันกยอลได้ยินเสียงพึมพำเบาๆ จึงหันมามองเขา  

“เรียกเหรอ?” 

มินขยับริมฝีปากขึ้นก่อนจะส่ายหน้าทันที 

“เปล่า ไม่มีอะไร” 

ฮันกยอลส่งยิ้มหวานให้แล้วหันกลับไปมองบนเวทีอีกรอบ เธออาจจะรู้สึกได้ว่าเขายังคงมองอยู่จึงจดจ้องไปแต่ด้านหน้าอย่างไม่มีทางเลือก มินเคืองคนใจร้ายสักพักก็ยื่นมือออกไปช้าๆ กุมมืออุ่นไว้แน่นอย่างระมัดระวัง ฮันกยอลสะดุ้งตกใจแต่ก็ไม่สะบัดออก เธอส่งมือให้แต่โดยดีแต่ก็ไม่หันมามองเขาเลยเช่นกัน 

‘ผมชอบพี่’ 

เมื่อไหร่คุณจะมองผมบ้าง? 

 

ระหว่างทางกลับบ้าน มินจงใจขับรถช้าๆ ฮันกยอลที่ไม่พูดไม่จาตลอดทางจึงหลับไปโดยไม่รู้ตัว คงจะเหนื่อยสินะ การเคลื่อนไหวของมินมีความระมัดระวังมากขึ้นเพราะกลัวว่าถ้าหักพวงมาลัยรุนแรงอาจจะทำให้ฮันกยอลตื่นได้ 

หลักจากขับรถวกวนไปตามเส้นทางที่ใช้เวลาประมาณสี่สิบนาที เขาก็มาถึงตอนเวลาห้าทุ่ม มินก้มลงมองฮันกยอลที่กำลังหลับสนิทแล้วลังเลว่าควรจะปลุกหรือไม่ปลุกดี 

“พี่” 

เริ่มจากเรียกเบาๆ ก่อน แม้จะลำบากใจเพราะฮันกยอลไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลย แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งใจ เพราะเธอคงจะเชื่อใจเขา 

ในความเป็นจริงถ้าดูจากมุมมองของฮันกยอลก็น่าจะไม่มีใครที่น่าอึดอัดเท่ามินแล้ว น้องชายของแฟนเก่าที่เคยมาสารภาพรักด้วยครั้งหนึ่ง ถูกจับได้ว่ากำลังคบกับใครอยู่ และนอกจากนั้นยังให้อีกฝ่ายเห็นตอนที่ถูกทิ้งอีก หลังจากกลับมาพบกันอีกก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเป็นพิเศษ จึงมีครั้งหนึ่งที่มินเคยไล่ผู้ชายที่คบกับเธอแล้วคบซ้อนกับคนอื่นด้วย ถึงแม้จะเด็กกว่าแต่ก็... ไม่สิ การที่ยังได้มาเจอกันเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ แม้ว่าจะรู้สึกอึดอัดใจแต่ด้วยความที่อายุน้อยกว่า เธอก็เลยไม่ได้แสดงศักดิ์ศรีอะไรออกมามาก มันเป็นเรื่องที่โชคดีสำหรับมินเลยก็ว่าได้ 

มินลูบหัวของเธอเบาๆ เหมือนกับเลียนแบบที่ฮันกยอลทำกับตัวเอง 

‘พี่ทำแค่นี้ก็พอ’ 

เชื่อใจเขา เปิดใจให้กับเขาแล้วสุดท้ายก็กลับมา กลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง 

ในตอนนั้นช่วยตอบหัวใจของผมที 

มือที่ขยับอย่างเชื่องช้าค่อยๆ เลื่อนลงมาข้างล่าง เกลี่ยแก้มขาวเนียนแล้วลูบไล้ริมฝีปากที่หายใจออกแรงๆ แตะนิดนึงสักครั้งไม่น่าจะเป็นอะไร ในตอนที่กำลังจะขยับเข้าไปใกล้นั้นเอง... 

ก๊อกๆๆ 

เสียงใครบางคนเคาะหน้าต่างทำให้มินเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจ 

“แม่งเอ๊ย” 

เขาสบถคำหยาบที่ไม่ได้พูดมานานออกมา ใบหน้าที่ไม่อยากเจอที่สุด แจโอยืนอยู่ตรงนั้น 

 

* * * 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น