โซซอล
facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 6-1 สิบเจ็ด สิบเก้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 6-1 สิบเจ็ด สิบเก้า

คำค้น : เทหน้ารัก เพราะรักเธอ นิยายเกาหลี โซซอล นิยายโรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 390

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2562 14:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6-1 สิบเจ็ด สิบเก้า
แบบอักษร

ฉันเป็นฝ่ายสารภาพรักก่อน 

มินยืนลังเลอยู่หน้าประตูห้องคนไข้สักพักหนึ่ง เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลที่แจโอพักรักษาตัวอยู่เพราะฉะนั้นแค่โทรกริ๊งเดียวไปที่กองบรรณาธิการก็รู้เรื่องนี้ได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากถามฮันกยอลด้วยซ้ำ แต่เหตุผลที่ขออนุญาตจากฮันกยอลก่อนก็เพราะไม่อยากทำอะไรบุ่มบ่ามให้เธอเกลียด 

อย่างไรก็ตามความอยากรู้อยากเห็นอยู่เหนือความกังวล มินสงสัยว่าผู้ชายที่ทำให้ฮันกยอลรู้สึกไม่สบายใจเป็นคนอย่างไร ชายหนุ่มที่ดูเป็นกังวลตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะลองคุยกับเขาแค่สองคน 

มินตัดสินใจ หายใจออกช้าๆ แล้วเปิดประตู เขาเห็นผู้ชายที่นั่งอยู่บนเตียงตรงข้ามเสียงล้อเลื่อนที่ดังครืดคราด เขากำลังอ่านหนังสือที่วางอยู่บนเข่าแล้วเงยหน้าขึ้นเพราะได้ยินเสียงคนเข้ามา 

“จำผมได้ไหมครับ ครั้งก่อนกับพี่ฮันกยอล...” 

“จำได้ครับ” 

เขาตอบกลับสั้นๆ ด้วยเสียงที่ไม่เป็นมิตร มินคลี่ยิ้มบางๆ แล้วเดินเข้ามาในห้องคนไข้ เป็นห้องสี่คนแต่ไม่มีคนไข้คนอื่นเลยนอกจากแจโอ เตียงที่เหลือจึงว่างเปล่า 

“เป็นยังไงบ้างครับ” 

มินเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงของแจโอแล้วถามออกไป บนที่นอนมีหนังสือการ์ตูนวางกระจัดกระจายอย่างไม่ใส่ใจนัก ดูทรงแล้วน่าจะไม่ได้กำลังทำงานอยู่ 

ถึงจะเป็นคนทำงานที่สำนักพิมพ์การ์ตูนก็เถอะ แต่ดูท่าทางแล้วเขาคงจะชอบมากจริงๆ สินะ คิดเช่นนั้นก่อนจะยื่นกล่องเครื่องดื่มที่ซื้อมาเป็นของฝากให้ 

แจโอพยักหน้าเบาๆ และรับเครื่องดื่มมาโดยที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าเลย 

“ตั้งใจมาหาผมเหรอครับ” 

“ก็ต้องมาหาสิครับ เป็นเพราะคุณ พี่ถึงได้ปลอดภัยโดยไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรง ขอบคุณมากจริงๆ ครับ มันคงจะเป็นหายนะสำหรับคุณบ.ก... อ่า” 

ถ้าทำให้อารมณ์เสียก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ มินรีบพูดเสริมก่อนจะยิ้มให้เป็นมารยาท แจโอมองเขานิ่งๆ แล้วส่ายหัวไปมา 

“ไม่หรอกครับ แทนที่จะบอกว่าเป็นหายนะ...” 

เสียงของเขาแผ่วลงในตอนท้ายแล้วทำเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนคลายใบหน้าทีละน้อย ใบหน้าที่ดูบึ้งตึง แค่ยกมุมปากขึ้นมาเล็กน้อยก็เปลี่ยนไปเหมือนกับเป็นคนที่อ่อนโยนทันที มินเห็นเขาหัวเราะออกมาเหมือนกับนึกอะไรออก แล้วไม่รู้เพราะอะไรถึงรู้สึกไม่ดีขึ้นมานิดหน่อย 

“แต่ว่า...” 

แจโอกลับมามีสีหน้าเรียบเฉยอีกครั้งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่สุขุมเยือกเย็น 

“ขอถามได้ไหมครับว่ารู้จักกับคุณฮันกยอลได้ยังไง ครั้งก่อนไม่ได้ฟัง” 

มินได้แต่กะพริบตาปริบๆ โดยไม่ได้พูดอะไร คำเรียกที่แจโอเรียกฮันกยอลทำให้รู้สึกอึดอัด เห็นมินนิ่งเงียบไม่ยอมตอบคำถามแบบนี้ก็ไม่รู้ว่ากำลังตีความอย่างไรอยู่ แจโอจึงถามกลับอีกครั้งด้วยสีหน้าสงสัย 

“เป็นคำถามที่ตอบลำบากเหรอครับ” 

“ไม่ใช่ครับ” 

มินรีบส่ายหัว 

“ก่อนอื่นก็เป็น... รุ่นพี่รุ่นน้องที่บ้านเกิดครับ” 

“ก่อนอื่น" 

มินเห็นคิ้วของแจโอขยับไปมา จึงผ่อนคลายร่างกายที่ตึงเครียดสุดขีด ไม่รู้ทำไมเพียงแค่เห็นเขาแสดงท่าทางไม่พอใจก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา ตลกดี 

“ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่สามารถอธิบายได้ง่ายๆ เพียงแค่คำสองคำหรอกนะครับ” 

ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าพูดแบบนั้นออกไปด้วยจุดประสงค์อะไร เพียงแค่อยากทำให้ผู้ชายตรงหน้าว้าวุ่นใจ และอยากทำลายใบหน้าเฉยเมยที่ดูไม่สนใจและเหมือนอยู่เหนือทุกอย่างนั้นไปซะ 

แจโอนิ่งเงียบไปสักพักหนึ่ง เขามองเข้าไปในดวงตาของมินด้วยสายตาที่เหมือนกับจะเจาะทะลุทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วจึงเริ่มพูดอย่างช้าๆ 

“ชอบเหรอครับ” 

“ครับ?” 

อีกแล้ว ผู้ชายคนนี้ดูเหมือนจะเก่งเรื่องจี้จุดอ่อนคนอื่นนะ มินเข้าใจแล้วว่าทำไมฮันกยอลถึงได้ประหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา 

‘ชอบไหมน่ะเหรอ?’ 

แจโอคงจะถามโดยไม่ได้คิดอะไรอย่างแน่นอน ถ้ารู้ว่าคำนั้นมีความหมายอย่างไรกับมิน แม้จะแค่นิดเดียวก็ตาม เขาคงจะไม่พูดมันออกมาง่ายๆ แบบนี้แน่นอน 

‘ไม่อยากบอกให้รู้เลย’ 

ความทรงจำสมัยก่อนที่แว่บผ่านเข้ามาในหัวก็ทำให้มินหัวเราะออกมาเจื่อนๆ 

“แล้วคุณล่ะครับ” 

“ผมถามก่อนไม่ใช่เหรอครับ” 

มินส่ายหัวไปมาให้กับท่าทางที่ดื้อรั้นของแจโอ ไม่รู้ไปเอาความมั่นใจที่ไม่มีที่มาที่ไปนั้นมาจากไหน อย่าบอกนะว่าฮันกยอลเปิดโอกาสให้ด้วย 

‘ไม่มีทาง’ 

แต่อย่างไรก็ตามมินไม่ยอมรับความคิดของตัวเองแล้วลบมันทิ้งไป ดูท่าแจโอคงจะเข้าใจผิดไปเอง เพราะฮันกยอลคงรู้สึกติดค้างกับการเป็นหนี้บุญคุณคนอื่นจึงแสดงความใจดีเล็กน้อยตอบแทนไป 

พอได้ข้อสรุปได้อย่างนั้นก็ทำให้แจโอดูน่าสงสารขึ้นมานิดหน่อย แต่ถึงแม้จะคิดอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกเป็นศัตรูจะหายไป มินไม่ชอบผู้ชายทุกคนที่อยู่รอบๆ ตัวฮันกยอลอยู่แล้ว เพียงแค่ไม่แสดงออกต่อหน้าเธอเท่านั้น 

มินลุกขึ้นจากที่นั่ง ตั้งใจที่จะกลับ แน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่จะทิ้งคำเตือนไว้ให้ด้วย 

“ถ้าจะถามอะไรต่ออีก พอเถอะครับ สำหรับคุณแล้วมันอาจจะไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไ รแต่มันเป็นเรื่องที่เครียดมากๆ สำหรับพี่” 

เขาพูดแค่นั้นและใบหน้าของแจโอที่มองดูอยู่ก็เริ่มหงิกงอ 

“ขอตัวก่อนนะครับ” 

แต่แจโอกลับพูดออกมาราวกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน 

“ไม่รู้นะครับว่าทำไมผมจะต้องฟังที่คุณบอกด้วย แต่ที่สำคัญก็คือมันไม่ใช่เรื่องที่รุ่นน้องที่บ้านเกิดจะเข้ามายุ่งนะ” 

เขาหยุดพักแป๊บนึงแล้วจึงพูดต่อ 

“แล้วก็ผมไม่แตะต้องของที่กินไม่ได้ตั้งแต่ต้นหรอก หวังว่าจะไม่ด่วนสรุปไปเองนะครับ” 

“ตอนแรกใครๆ ก็พูดแบบนี้กันทั้งนั้นแหละครับ แต่สุดท้ายก็เป็นเหมือนกันหมด” 

อีกไม่นานคุณก็จะเหนื่อยและยอมแพ้ไปเอง มินพร่ำบ่นในใจแล้วผงกศีรษะให้แจโอก่อนจะเดินไปทางประตู 

“แล้วทำไมมีแค่คุณที่เป็นข้อยกเว้นล่ะ? เพราะติดตำแหน่งรุ่นน้องที่บ้านเกิดงั้นเหรอ?” 

เสียงแจโอดังขึ้นมาอีกครั้งในตอนที่เหลืออีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น มินยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้ตอบอะไรกลับไป 

เมื่อไม่เห็นการตอบสนอง แจโอโยนคำถามไปอีกหนึ่งรอบด้วยน้ำเสียงถากถาง 

“ถึงคุณจะไม่พูดไปตลอดชีวิต ผมก็ไม่สนหรอกนะ” 

กวนประสาท เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนชวนทะเลาะก่อน มินกัดฟันยิ้มแล้วหันหลังกลับไป แจโอไม่ได้มีสีหน้ายิ้มแย้มต่างจากน้ำเสียงที่ฟังดูผ่อนคลายเลยสักนิด มินจึงฉีกยิ้มกว้างมากขึ้นเพราะท่าทางของชายหนุ่มที่จดจ้องมาที่ตัวเองต่างจากตอนแรก แล้วเอ่ยขึ้นราวกับเตือน 

“เพราะเธอพิเศษไงครับ” 

มินจงใจพูดช้าๆ ชัดๆ ด้วยน้ำเสียงดังกังวาน 

“บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ ความสัมพันธ์ของพวกเราไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่สามารถอธิบายได้ด้วยคำสองคำ มัน... จนคุณอาจจะคาดไม่ถึง...” 

‘ลึกซึ้ง พวกเราน่ะ’ 

การที่ไม่ได้พูดคำนั้นออกไปเป็นเจตนาร้ายของมิน อยากทำให้เขาร้อนรุ่มใจดูสักหน่อย เพราะดูจากที่รีบร้อนเข้าหาฮันกยอลแล้ว สุดท้ายก็คงจะถูกเธอเขี่ยทิ้ง 

มินจบการมาเจอแจโอด้วยการเยาะเย้ยสั้นๆ 

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะหายไวๆ นะครับ” 

ทันทีที่ประตูห้องคนไข้ถูกปิดลงก็เกิดเสียงอะไรบางอย่างหล่นดังปัง เอาชนะความโกรธไม่ได้ก็เลยโยนหนังสือการ์ตูนที่อ่านอยู่งั้นเหรอ? พอจิตนาการถึงแจโอที่พยายามสงบสติอยู่คนเดียวข้างในก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาอีกขั้น มินก้าวเท้าออกไปอย่างสบายอกสบายใจ 

‘ทำไมยกเว้นฉันคนเดียวงั้นเหรอ?’ 

เพราะไม่ใช่ทั้งรุ่นน้องที่บ้านเกิด คนรักและเพื่อน แต่ก็ชัดเจนว่าพวกเขาเป็นคนพิเศษของกันและกัน จะว่าไปมินก็เป็นน้องของผ้ชายที่ฮันกยอลเคยคบด้วย 

‘แต่ว่า...’ 

มินที่ออกมาจากโรงพยาบาลยืนเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย ช่วงเวลาที่เลือนรางผ่านไปอย่างรวดเร็วเหนือทิวทัศน์ที่อึมครึม ความทรงจำที่ไม่มีอะไรดี แค่คิดถึงเรื่องวันนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดใจ 

‘ฉันเป็นฝ่ายสารภาพรักก่อน’ 

ตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ เด็กผู้หญิงที่สบตากันในขณะที่เดินอยู่บนท้องถนน เธอกำลังเดินเอื่อยเฉื่อยไปที่ไหนสักแห่งด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ในชุดวอร์มเก่าๆ มัดผมขึ้นขณะเดียวกันก็ฟังเพลงพร้อมกับเอามือล้วงกระเป๋าไปด้วย ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าสภาพแบบนั้นมันสวยตรงไหน แต่อย่างไรก็ตามในตอนนั้นเธอดูเปล่งประกายยิ่งกว่านางฟ้าซะอีก 

เขาไล่ตามเธอไปตามถนนนั้น แอบตามหลังเธอไปอย่างดื้อดึงและไม่ย้อท้อจนถึงขั้นถูกมองว่าเป็นสตอล์คเกอร์ หลังจากตามหญิงสาวที่เลี้ยวเข้าซอยนู้นซอยนี้อย่างไม่มีจุดหมายก็ได้รู้ว่าเธออาศัยอยู่ที่ไหนและเรียนอยู่ที่โรงเรียนไหน 

ถึงจะไม่รู้ชื่อหรืออายุ แต่ก็รู้แล้วว่าต้องไปที่ไหนถึงจะได้เจอจึงออกไปเดินเล่นในเวลาเดียวกันทุกวัน เขาแอบรออย่างเงียบๆ แล้วไล่ตามไปอย่างระมัดระวังเมื่อฮันกยอลออกมา 

ถ้าในตอนนั้นฮันกยอลไม่รู้สึกตัวและเรียกมินให้ออกมา เขาก็อาจจะต้องซ่อนตัวอยู่ข้างหลังเธอไปตลอดชีวิตก็ได้ แต่น่าเสียดายที่เธอสังเกตเห็นมิน 

 

‘นี่ อยากตายเหรอ? ตามมาทำไมบ่อยๆ เป็นพวกโรคจิตเหรอไง?’ 

ในตอนนั้นฮันกยอลเป็นคนพูดจาหยาบคายซึ่งต่างจากตอนนี้ ถึงขนาดที่พูดหยาบแทบจะทุกคำ 

เนื่องจากเธอแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่เคยคิดเอาไว้มาก มินจึงพูดอะไรไม่ออกและเหงื่อแตกพลั่ก เขายังคงปิดปากเงียบต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็รู้สึกเหมือนจะถูกต่อยจึงรวบรวมความกล้าและพูดออกไป 

‘ก็สว...’ 

‘อะไรนะ? พูดดังๆ หน่อยไม่ได้ยิน อยากตายเหรอไง?’ 

‘ก็ ก็คุณสวย!’ 

ในที่สุดเมื่อเขาหลับตาปี๋และตะโกนออกไป ฮันกยอลกลับนิ่งเงียบอย่างคาดไม่ถึง รอยยิ้มประหลาดปรากฏบนใบหน้าที่เงยหน้าขึ้นมามองเล็กน้อย คิก ฮันกยอลพ่นเสียงหัวเราะออกมาแล้วเขกหัวของเขาเบาๆ 

‘ไอ้โรคจิต' 

 

คงจะโกหกถ้าบอกว่าไม่ได้คาดหวังกับเสียงนุ่มๆ ซึ่งไม่เหมาะกับคำหยาบ ดูเหมือนว่าความรักของเขาเริ่มต้นขึ้นแบบนี้สินะ  

และความรักที่เหมือนกับปาฏิหาริย์ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ไม่ใช่กับเขา แต่กับฮุนพี่ชายของเขา 

ไม่รู้ว่าทั้งสองคนไปเจอกันได้อย่างไร ก็แค่วันหนึ่งกลับมาบ้านก็เห็นฮันกยอลกับฮุนกำลังกอดกันตัวเปล่า และเป็นเขาเองที่ตกใจกับภาพเปลือยกายที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าจึงหนีไป 

เขาวิ่ง วิ่งจนเหนื่อยและทรุดตัวลงไปกลางถนน จับหัวใจที่เต้นตึกตักไว้แน่นและแหกปากร้องไห้เหมือนกับคนบ้า 

ที่น่าตลกคือ ในคืนนั้นมินนึกถึงฮันกยอลและช่วยตัวเองเป็นครั้งแรก 

สกปรก ทั้งฮันกยอล ทั้งตัวเขาเอง 

แม้จะคับแค้นใจเป็นอย่างมากแต่แค่ฮันกยอลยืนอยู่ตรงหน้า หน้าก็แดงไปหมด ทุกคืนเขาจะจินตนาการว่าเป็นคนกอดเธอแทนฮุนและอ้างว่าฮันกยอลเป็นสาเหตุของความรู้สึกผิดทั้งหมดที่เกิดจากการกระทำนั้น 

ความรู้สึกชอบกับความรู้สึกเกลียด ความรู้สึกอยากกอดกับความรู้สึกอยากตกนรกผสมปนเปกันและกวนใจมินเรื่อยมา นั่นเป็นเพราะเขารู้ความจริงที่ว่าฮุนคบซ้อนกับผู้หญิงอีกคน แต่ไม่ได้บอกอะไรกับฮันกยอล 

ขอให้ไม่มีความสุข ได้โปรดขอให้ไม่มีความสุข แล้วสุดท้ายเธอก็จะเดินมาหาฉันด้วยตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

แม้กระทั่งในตอนที่ฮันกยอลถูกฮุนทิ้งเขาก็รู้สึกเบาใจก่อนรู้สึกเห็นใจเสียอีก แถมยังรู้สึกตื่นเต้นด้วย 

เขาสูญเสียความเป็นตัวเองและแน่นอนว่าถึงแม้เขาจะชอบเธอมากขนาดนี้ แต่เธอก็ไม่สนใจและไปหาคนอื่นอีก แต่ในขณะเดียวกันก็คิดว่าในที่สุดก็สามารถคว้าฮันกยอลมาไว้ในกำมือได้แล้วสินะ พร้อมกับรอเธอด้วยใจที่สั่นไหว 

แต่ฮันกยอลก็จบจากมัธยมปลายไปโดยที่ไม่ได้คบกับใครอีกเลยหลังจากเลิกกับฮุน ซึ่งต่างจากที่หวังไว้ และได้พบกับเธอที่ขึ้นมาที่โซลเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปสามปี 

ถ้าให้พูดตรงๆ เธอเปลี่ยนไปเยอะมากจากสมัยก่อนจนแทบจำไม่ได้ ฮันกยอลบอกว่าไม่ได้เจอกันนานนะพร้อมกับยิ้มไปด้วย แต่มันกลับไร้เรี่ยวแรง 

เขาคิดว่าเธออาจจะโดนคำสาปแช่งของตัวเองที่เคยแช่งให้ไม่มีความสุข แม้จนถึงตอนนั้นสำหรับมินแล้ว ฮันกยอลก็ยังเป็นรักแรกที่เจ็บปวดอยู่เหมือนเดิม 

ทำไมชีวิตของผู้หญิงคนนี้ถึงเป็นแบบนี้ เป็นปีที่เจ็ดแล้วที่คอยเฝ้ามองอยู่ใกล้ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นครึ่งหนึ่งและความเห็นอกเห็นใจครั้งหนึ่ง เมื่อได้สติเขาก็ตกหลุมรักเธออีกครั้ง ไม่รู้เลยว่าตกหลุมรักอีกครั้งได้อย่างไร แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วและไม่ได้สำคัญอะไร เวลาและความรู้สึกค่อยๆ สั่งสมและเปลี่ยนไปช้าๆ 

อย่างไรก็ตามแม้ตอนนี้จะมาสารภาพรักอีกครั้ง มันก็สายเกินไปในการที่ฮันกยอลจะรักใครสักคน มินที่คอยเฝ้ามองอยู่ข้างๆ อย่างเดิมเลือกที่จะปิดปากและรอคอย เพราะฮันกยอลมักจะเขี่ยผู้ชายที่เข้าหาเธอทิ้งเสมอ ด้วยเหตุนั้นยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ยิ่งชินกับการปกปิดความรู้สึกมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันกำแพงที่เธอก่อขึ้นมาก็แข็งแกร่งมากขึ้นเช่นกัน ในตอนนี้ความจริงใจเป็นคนละเรื่องกับความสัมพันธ์เหมือนกับคำต้องห้ามที่ไม่สามารถพูดออกมาได้โดยเด็ดขาด 

 

‘มินใจดีจริงๆ เลยนะ’ 

ฮันกยอลเคยพูดอย่างนั้น 

‘เพราะอย่างนั้นนายต้องได้เจอผู้หญิงที่ใจดีกว่านาย’ 

 

การปฏิเสธแบบอ้อมๆ ตัวเองตอบเธอไปว่าอะไรนะ? ไม่สิ เขาได้แต่ก้มหน้าและไม่ได้พูดอะไรออกไปเลย 

เขาเป็นฝ่ายสารภาพรักก่อน และเธอเป็นคนที่ทรยศหัวใจนั้น 

ความสัมพันธ์ของพวกเรายังคงลึกซึ้งและซับซ้อนโดยที่ไม่พัฒนาขึ้นจากความทรงจำวัยสิบเจ็ดแม้แต่นิดเดียว 

 

* * * 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น