rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 19 (100%)

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 19 (100%)

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ต.ค. 2558 08:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 19 (100%)
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด
   
โดย Rani รานี

บทที่ 19

ร่างหนาของอังกูรถอนหายใจอยู่ภายในรถหน้าสวนอาหารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่นี่เป็นที่สุดท้ายแล้วสำหรับวันนี้ที่เขาต้องมาส่งไวน์ตัวใหม่ล่าสุดให้ทางร้านได้เทสต์พร้อมกับตัวต้นตำรับของไร่เจริญตาที่ยังคงขายดิบขายดีไม่มีตกด้วย
            แม้จะเหนื่อยแสนสาหัสแต่อังกูรก็ภูมิใจทุกครั้งที่ทำให้เจริญตาก้าวมาไกลกว่าเดิมเสมอๆ เขารู้ว่าเขาไม่ได้เหนื่อยอยู่คนเดียว แต่คุณหมอชลาธิปก็ทุ่มเททั้งกายใจด้วยเช่นกัน ขานั้นอาจจะยิ่งกว่าเขาซะอีก ทั้งเป็นคุณหมอผู้เอื้ออาทร แล้วยังต้องมาจับงานที่ไร่นี้อีก เขารู้ว่าบางครั้งคุณหมอแทบไม่ได้นอนด้วยซ้ำ ดังนั้น เหนื่อยแค่คุมไร่ เหนื่อยแค่ต้องส่งของเองบ้างบางครั้งอย่างนี้ ชายหนุ่มบอกตัวเองว่าเขาพร้อมเต็มที่
            แต่เอ๊ะ ... ฝั่งตรงข้ามนั่นคืออะไร

ร่างที่โงนเงนอยู่ในอ้อมกอดชายร่างหนานั้น ช่างแสนคุ้นตา
            ..คุณปัณ..

 

ชายหนุ่มร่างบางวิ่งกระหืดกระหอบมาที่ประตูบ้านใหญ่แห่งไร่เจริญตาทันทีที่ลงจากรถสามล้อรับจ้าง หนทางจากที่ที่รถจอดให้ลง กับหน้าประตูบ้านนั้นไม่ได้ไกลมาก แต่สำหรับชวัลกรแล้ว วันนี้มันดูไกล และใช้พละกำลังมากเหมือนวิ่งมาราธอน
            คุณหมอเจ้าของบ้านซึ่งเพิ่งวางกระเป๋าลง แล้วยังหันรีหันขวางเพราะหาพ่อบ้านตัวดีไม่เจอ หันกลับมามองเขาตาวาว ช่วยไม่ได้นะ แต่เขาไม่ชอบอะไรที่เกี่ยวกับศรัณย์ภัทรเลยสักอย่าง รวมทั้งเลขาของเจ้านั่นด้วย
            “มีอะไรหรือเปล่าคุณกร?”
            “เอ่อ คุณใหญ่ให้ผมมาเรียนคุณหมอว่า คุณปัณจะไปพักผ่อนกับคุณใหญ่สักระยะนะครับ”
            “อะไรนะ แล้วทำไมคุณใหญ่ หรือว่า ปัณถึงไม่บอกกับผมเองล่ะครับ” น้ำเสียงเกรี้ยวโกรธ แต่คุณหมอก็มีเหตุผลพอที่จะไม่ลงอารมณ์เอากับกรผู้ซึ่งเป็นเพียงลูกน้องที่ศรัณย์ภัทรให้มาบอกข่าวเท่านั้น
            “ผมไม่ทราบครับ คงจะขัดข้องอะไรบางอย่าง แต่ในฐานะผู้ช่วยผมจึงมาทำหน้าที่บอกคุณแทนน่ะครับ” กรพูดแล้วทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ชลาธิปสังเกตเห็น ... ปัณ คุณไม่ได้เป็นคนที่อยากไปกับเขาเองใช่ไหม
            “แล้วถ้าในฐานะเพื่อนมนุษย์ คุณมีอะไรอยากจะบอกผมเพิ่มหรือเปล่า?” ชลาธิปเค้นถาม เขาไม่อยากจะลงความโกรธไว้ที่ชวัลกร แต่ก็รู้ว่าชวัลกรคงรู้อะไรมากกว่าที่เพิ่งบอกกับเขามาเมื่อสักครู่
            “เอ่อ ผม .. ผม คือ คือว่า ...”
            “คุณกร” เสียงกระชากจนกรสะดุ้ง “นี่มาเอง หรือว่าคุณใหญ่ของคุณสั่งให้มา”
            “ผม เอ่อ..”
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของคุณหมอดังขึ้น เขาส่งสายตาคาดโทษไปยังคนที่เอาแต่ เอ้อ อ้า ไม่ยอมพูดอะไรสักที ก่อนจะกดรับสาย
            “ว่าไงกูร มีไรสำคัญไหม ฉันกำลังจะจัดการคนอยู่”
            “มีครับ สำคัญมาก ผมเจอคุณปัณ และคิดว่า เขาอาการไม่ค่อยดี”
            “นายอยู่ที่ไหน ... ได้ ... เดี๋ยวฉันรีบไป” หมอหนุ่มมองหน้าแขกอย่างคาดโทษ ก่อนจะวิ่งขึ้นไปบนห้องแล้วหยิบของบางอย่างติดมือลงมาด้วย เสียงปึงปังนั้นทำให้ต้นน้ำที่อยู่ในครัวต้องชะโงกหน้าออกมามอง
            “อยู่ที่นี่อย่าไปไหน อังกูรอาจจะมาทานข้าวที่นี่ อย่าเพิ่งกลับบ้านจนกว่าฉันจะมา แต่ระหว่างนั้นล๊อคบ้านให้ดีด้วย” ชลาธิปสั่งเด็กหนุ่มก่อนจะหันมาทางอีกคนที่ยังยืนเก้อๆ “ส่วนคุณ ไปกับผม”
            “อย่าให้ผมไปเลยครับ แต่ผมบอกได้ว่าคุณใหญ่จองห้องพักที่ไหน แล้วห้องเบอร์อะไรไว้”
            ชลาธิปฟังคำอย่างตั้งใจ ก่อนจะหายไปเร็วราวพายุ แต่ก็ไม่วายกระชากข้อมือเล็กๆของกรไปด้วย

บรรยากาศในรถเงียบสนิท และแคบมากในความรู้สึกของชวัลกร เข็มไมล์บนหน้าปัดรถไปที่เกือบสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว
            ชลาธิปสังเกตร่างเล็กๆที่นั่งอยู่ตรงด้านข้าง เห็นมือกำแน่นๆที่วางอยู่บนหน้าขา เหลือบมองด้วยหางตาก็เห็นว่ากำลังทำท่าเหมือนจะร้องไห้
            “ขอโทษเถอะครับ ผมจำชื่อคุณไมได้ คุณชื่ออะไรนะ”
            “ผมชื่อกรครับ เป็นเลขาคุณใหญ่ เอ่อ คุณศรัณย์ภัทรน่ะครับ”
            “ครับ คุณกร ผมถามหน่อยสิ” ชายหนุ่มเว้นจังหวะ นานพอที่จะทำให้ชวัลกรหันมามองด้วยความสงสัย
            “ครับ?”
            “ที่มาหาผม พร้อมบอกชื่อโรงแรมแล้วก็เบอร์ห้องเนี่ย คุณใหญ่ไม่ได้เป็นคนสั่งให้มาใช่ไหม?” ร่างบางตาโต หมอชลาธิปเห็นแบบนั้นก็มั่นใจในคำตอบทันที
            “แล้ววันนี้ ตอนนี้ ปัณไม่ได้เต็มใจไปกับคุณใหญ่ของคุณใช่หรือเปล่า?” ชวัลกรไม่ได้ตอบคำถามของหมอที่ตอนนี้แสดงความโหดผ่านทางสีหน้าอีกครั้ง แต่กลับร้องไห้จนตัวเองหยุดเอาไว้ไม่ได้ ชลาธิปคิดว่าเรื่องเค้าคงต้องถามหมอจิตเวชมากกว่า ว่าน้ำตาที่นองหน้าของชวัลกรอยู่ตอนนี้ มันเกิดจากความเสียใจ ตกใจ หรือว่ากลังอะไรสักอย่างกันแน่ หรือจริงๆแล้วจะมาจากทั้งสามอย่าง
            แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ว่างพอจะหาคำตอบหรอกนะ ในจิตใจของเขาตอนนี้มีแต่ความเป็นห่วงเป็นกังวลเกี่ยวกับร่างเล็กที่เขาแสนรักเท่านั้น
            .. คุณใหญ่ของคุณ มันเป็นคนยังไงกันแน่นะปัณ..

 

เพดานสีขาวตรงหน้าทำให้ปัณแปลกใจ มันไม่คุ้นตาเลยสักนิด เตียงนุ่มๆที่นอนอยู่นี่ก็ด้วย แต่ทันที่ที่ชายหนุ่มพลิกตัว ความปวดร้าวที่หัว รวมไปถึงช่องทางด้านหลังที่ยังไม่หายดีก็ต้องทำให้ร่างบางกลับไปนอนนิ่งๆเหมือนเดิม
            “โอ๊ย” ชายหนุ่มร้องด้วยความเจ็บปวด
            “ตื่นแล้วเหรอปัณ”
            “คุณใหญ่” ปัณหันไปตามเสียง
            “ที่นี่ที่ไหนครับ แล้วตอนนี้กี่โมงแล้ว?”
            “ที่โรงแรมน่ะ พี่เห็นเราเป็นลมไป ก็เลยแวะโรงแรม กะว่าให้ฟื้นค่อยพาไปส่งบ้าน” ชายหนุ่มตอบ
            “แล้วนี่กี่โมงแล้วครับ?”
            “ทุ่มนึงได้มั้ง” ศรัณย์ภัทรตอบเรื่อยๆ ปัณเห็นว่าพี่ชายของเขาไม่มีนาฬิกาข้อมืออยู่ที่ข้อมือแล้ว  “เดี๋ยวเราทานข้าวก่อนดีกว่านะ ตัวเล็กใหญ่แล้วนะ พี่สั่งมาให้ เดี๋ยวก็คงจะมาส่งให้ที่ห้อง”
            “ผมไม่เป็นไรแล้วครับ เรากลับบ้านกันเถอะ” ปัณบอก ตอนนี้แม้จะทั้งเจ็บช่วงล่าง ทั้งมีอาการปวดหัวแปลกๆ แต่เขาก็กังวลเรื่องจะทำให้ชลาธิปโกรธเอาซะมากกว่า
            “ไม่ต้องกลัวหรอกปัณ ระยะทางแค่นี้ขับรถชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้ว” ศรัณย์ภัทรพูดเมื่อเห็น สีหน้าเป็นกังวลที่ปิดไม่มิดของปัณ “พี่ต้องขอโทษปัณจริงๆนะ ที่ใช้งานปัณเยอะจนเป็นลมเป็นแล้ง”
            “ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณใหญ่ แต่ว่า เรากลับตอนนี้ได้เลยหรือเปล่า ผมไม่อยากกลับบ้านดึกมากไปกว่านี้แล้วครับ” ปัณคิดถึงหน้าร้ายๆของคุณหมอตอนที่โมโหเขาแล้วก็อยากร้องไห้
            “บ้านเหรอปัณ ทำไมปัณถึงกล้าเรียกที่อื่นว่าบ้าน” ศรัณย์ภัทรเสียงแข็ง เขาตวัดแขนทีเดียวรอบแขนเล็กๆของปัณก็มาอยู่ในมือเขาแล้ว
            “คุณใหญ่ครับ ปัณเจ็บ” ปัณร้องประท้วงเมื่อแรงบีบที่ต้นแขนแรงขึ้นทุกขณะ
            “บ้านนั้น คนที่บ้านนั้นมันสำคัญมากกว่าบ้านของเราเหรอปัณ”
            “คุณใหญ่” ปัณร้องอีกครั้งด้วยความเจ็บปวด แววตาของศรัณย์ภัทรไม่มีวี่แววความเมตตาหลงเหลืออยู่เลยสักนิด แรงที่บีบแขนกลับเพิ่มแรงขึ้นไปอีก

 

 

ติ๊ด .. เสียงประตูห้องพักถูกเสียบด้วยคีย์การ์ด ทันทีที่ประตูเปิดออก ร่างหนาของชายร่างใหญ่สองคนก็ก้าวเข้ามาให้ห้อง
            “ผมมารับคนของผมกลับบ้าน” เสียงนั้นดังก้องคล้างจะสะท้อนไปมาทั่วห้อง ปัณอาศัยจังหวะที่ศรัณย์ภัทรมัวแต่แปลกใจที่มีคนเข้ามาในห้องสะบัดแขนตัวเองออกมาจากการควบคุมของเขา
            หมอชลาธิปเจ็บแปล๊บในหัวใจทันที ที่เห็นสีหน้าเจ็บปวดของปัณในมือของศรัณย์ภัทร แต่ความขุ่นเคืองร่างเล็กที่ไม่เคยฟังคำพูดหวังดีของเขาก็ยังคงอยู่
            “นี่พวกแกเข้ามาได้ยังไง?”
            “เข้ามาได้ยังไงไม่ต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าผมจะมาเอาคนของผมกลับก็พอ และถ้ายังมีความเป็นลูกผู้ชายเหลืออยู่บ้างก็อย่ามายุ่งกับคนของผมอีก ปัณเป็นน้องชายของคุณ ส่วนจะเป็นอะไรกับผม ผมจะให้ปัณเป็นคนตัดสินเอง เรื่องบ้านที่คุณสงสัยก็เหมือนกัน ปัณจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าเขาจะกลับบ้านหลังไหนกันแน่”  ปัณมองหน้าชลาธิปอย่างตัดพ้อ รู้ว่าโดนคนรักโกรธเข้าอีกแล้ว แต่เพียงชลาธิปมองหน้าปัณก็หลบตาเพราะ ไม่สามารถสู้สายตาแข็งกร้าวนั่นได้
            “ปัณเป็นน้องชายฉัน เลิกยุ่งวุ่นวายกับครอบครัวฉันสักที”
            “คุณเองก็เลิกทำตัวเป็นอย่างอื่น นอกเหนือจากพี่ชายซะที”
            “ไอ้หมอบ้านนอก ฉันจะแจงความจับแกข้อหาบุกรุก”
            “หึ ถ้าอยากคุยกับตำรวจ ผมคุยกับพวกเขาก่อนมาที่นี่แล้ว ถ้าคิดว่าตำรวจจะมาช่วยคุณทันก็เอาเลยคุณใหญ่”

50%

 

            ศรัณย์ภัทรชะงักไปนิด แต่ก็เพียงนิดเดียวเท่านั้น  ... หึ คิดว่าจะกลัวเหรอ? เขากระหยิ่มใจ โดยไม่นึกสงสัยเลยว่า ชลาธิปไม่แจ้งตำรวจนั้นเป็นเรื่องจริง แต่กับอังกูรแล้ว เขาได้แจ้งพรรคพวกที่เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบและเพื่อนที่เป็นนักเลงบางคนเอาไว้แล้ว ตอนนี้ก็มาดูลาดเลาที่บริเวณล็อบบี้โรงแรมชั้นล่างเรียบร้อยแล้วด้วย

            “ถ้าจะทำอะไรร้ายแรง เรียกผม อย่าทำเอง” นายตำรวจเพื่อนของอังกูรบอก
          “ถ้าผมยับยั้งอยู่น่ะนะ” ชลาธิปกร้าว
          “มันยุ่งยากน่า เชื่อผมเถอะ คุณหมอ คุณก็เป็นหมอ ส่วนเค้าก็เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง” นายตำรวจคนนั้นบอกย้ำคำว่า คุณหมอ ชลาธิปพยักหน้าเบาๆ เขารู้ว่าตอนนี้เขาใช้อารมณ์กับเรื่องนี้มากไม่ได้ ต้องตั้งสติให้ดี ทั้งที่โกรธทั้งศรัณย์ภัทร และ ปัณอยู่มาก

            ชลาธิปนึกไปถึงคำพูดของนายตำรวจคนนั้น แต่บอกตัวเองได้เลยว่า เขาคงจะยับยั้งอารมณ์ตัวเองไม่ได้ตามที่บอกสักเท่าไร แค่เห็นสีหน้าเจ็บปวดของปัณเขาก็อยากจะขย้ำคนที่ทำให้ปัณเจ็บให้ตายจะแย่อยู่แล้ว
            “แกจะทำอะไรได้ห๊า” ศรัณย์ภัทรร้องคำราม  บีบแขนปัณแรงขึ้นไปอีกอย่างลืมตัว        
            “คุณใหญ่ครับ ปัณเจ็บ” ปัณร้องด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ทำให้ศรัณย์ภัทรชะงักไปนิดเขาไม่ห่วงใครเท่ากับร่างน้อยในมือนี่อีกแล้ว  แต่ชลาธิปอาศัยจังหวะนั้น ต่อยเข้าที่ใบหน้าของศรัณย์ภัทรเต็มแรงจนเซถลา มือหลุดออกจากปัณทันที ชลาธิปคว้าแขนนั้นไว้ แล้วดึงร่างบางเข้าหาตัวกอดเอาไว้แน่น เมื่อศรัณย์ภัทรตั้งตัวได้และถลามาหมายจะคว้าร่างบางคืน อังกูรก็ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังให้กับทั้งคู่ทันที
            “อย่าคิดจะทำอะไรเลยครับ คุณศรัณย์ภัทร เพราะคุณเป็นพี่ชายคุณปัณ ผมจึงไม่อยากทำอะไรรุนแรง แต่ถ้าคุณไม่หยุด ผมเองก็ไม่มีทางเลือก” อังกูรพูดเนิบนิ่ง เหมือนไม่ได้มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นตรงหน้า เขายั้งคำพูดที่ว่า .. ถ้าเป็นคนอื่นเขาจัดการไม่เหลือไปแล้ว..  เอาไว้ได้ทัน
            “หึ นี่คิดจะรุมเหรอ?” ศรัณย์ภัทรถาม แค่นหัวเราะ
            “เปล่าครับ เรื่องของคุณธิปจบแล้ว เขาได้คนรักของเขาคืนแล้ว แต่เรื่องของผมคือปกป้องพวกเขา นั่นหมายความว่า จากนี้ไป เป็นเรื่องของคุณ กับ ผม เท่านั้น” อังกูรตอบ
            “อื้ม” เสียงกระแอมดังอยู่ที่หน้าห้อง “ไม่เอาน่ากูร บอกแล้วว่าอย่าให้เป็นเรื่องใหญ่”
            “รองเป๋า” ศรัณย์ภัทรร้องเรียกอย่างแปลกใจ
            “ผมมาดูแลพวกคุณนั่นแหละ เห็นสิงโตตีกัน กลัวป่าจะเตียน”
            “บอกให้หมอนั่นคืนน้องผมมาก็พอ ผมจะเลิกยุ่งวุ่นวายกับเขาเลย หึ”
            “ไม่เอาน่า คุณใหญ่ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เรื่องแบบนี้ค่อยๆคุยก็ได้”
            “ไม่ค่อยแล้วครับ ก็เห็นอยู่ว่ามันไม่ยอมปล่อย ผมจะพาน้องผมกลับบ้าน”
            “คุณใหญ่ครับ เอางี้ดีกว่า เห็นแก่ผม” คนที่ถูกเรียกว่ารองเป๋าพูดอย่างใจเย็น “ผมรู้ว่าคุณใหญ่กำลังโมโห แต่ว่าถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นเนี่ย คนที่เสียหายมากที่สุดคือ คุณปัณ น้องของคุณนะครับ”
            “เอ่อ..” ศรัณย์ภัทรเห็นด้วยกับสิ่งที่รองเป๋าพูด
            “ให้คุณปัณไปกับเจ้านายของเขาก่อน แล้วค่อยไปพูดกันดีๆวันหลัง นี่ก็ใกล้วันที่คุณจะทำพิธีเปิดโรงแรมแล้วไม่ใช่เหรอครับ ผมว่าคุณคงมีเรื่องยุ่งๆให้คุณใหญ่ต้องจัดการ พอไม่ได้เจอกัน ก็อาจจะได้คิดถึงเรื่องนี้ให้มากขึ้น วันนี้จบแค่นี้ก่อน”
            “ผมว่า ...” ศรัณย์ภัทรเตรียมจะเถียง ว่าให้ปัณไปกับเขาวันนี้ดีกว่า
            “เอาตามนี้แหละครับ” รองเป๋ารีบตัดจบบทสนทนาทันที เพราะรู้อยู่แล้วว่าศรัณย์ภัทรจะพูดว่าอะไร แต่เมื่อมองร่างบางที่ซุกอยู่ที่แขนล่ำๆของหมอชลาธิปสีหน้าหวาดกลัวจนแทบร้องไห้ เขาก็ตัดสินใจตามที่พูดทันที
            “กูรพาคุณหมอ กับคุณปัณกลับบ้านเถอะ เรื่องคุณใหญ่ เดี๋ยวผมเคลียร์ให้เขาเข้าใจเอง” รองเป๋าพูด
            เมื่อทั้งหมดออกจากห้องไปแล้ว รองเป๋าก็เตือนสติศรัณย์ภัทรอีกเล็กน้อย ก่อนจะออกจากห้องไป ศรัณย์ภัทรไปส่งที่หน้าห้องพัก อยากรู้นักว่าพวกนั้น รวมถึงรองเป๋ามาถึงที่นี่ได้ยังไง แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไร เขาก็เห็นร่างน้อยๆที่เป็นคำตอบทุกอย่างยืนรออยู่แล้วที่หน้าห้อง
            “หึหึ”

 

 “รองเป๋าแกไม่ไว้ใจพวกเราน่ะครับ กลัวว่าจะจัดการโดยไม่ต้องลงไม้ลงมือไม่ได้” อังกูรรายงานขณะหลังจากพูดคุยกับนายตำรวจที่เชื่อ เป๋า เรียบร้อย “แกว่าคนกันเองทั้งนั้น รองแกก็รู้จักทั้งทางโน้น แล้วก็ทางเรา ไม่น่าจะต้องเกิดเรื่อง”
            “หึ ก็ถ้ามันไม่มีคนทำให้เกิดมันจะเกิดไหมล่ะกูร” ร่างหนาพูด พลางชำเรืองมองคนที่ถูกปล่อยให้นั่งคนเดียวอยู่ในรถบนเบาะข้างคนขับ ก่อนที่จะตัวเองจะเปิดประตูขึ้นรถแล้วขับออกไป โดยมีรถกระบะไร่เจริญตาที่อังกูรเป็นคนขับตามไปติดๆ
            ปัณนั่งร้องไห้เงียบๆ ปล่อยน้ำตาให้ไหลลงไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดจะห้ามมัน เขารู้สึกว่าตัวเองอ่อนเพลียเกินกว่าจะทำอะไรได้ นอกจากฝังร่างเอาไว้กับเบาะรถนุ่มๆนี้ ใจก็คิดไปเรื่อยว่าคงโดนคุณหมอเกลียดเข้าให้แล้ว อีกใจก็นึกสงสัยว่าทำไมคุณใหญ่ของเขาจึงได้ทำอะไรอุกอาจมากขนาดนี้ได้
            คุณใหญ่ ดูไม่เป็นคุณใหญ่เลย

บรรยากาศในรถแทบจะเรียกได้ว่าสงัด ปัณนั้นร้องไห้จนหลับไปแล้ว ขณะที่ชลาธิปก็เอาแต่จ้องมองถนนเบื้องหน้า สายตาของเขาไม่แข็งกร้าวเหมือนเมื่อครู่ ความเร็วรถก็ลงมาอยู่ที่ระดับปกติแล้ว จู่ๆชายหนุ่มก็นึกสงสารคนตัวเล็กข้างๆเมื่อนึกว่า ร่างบางคงพยายามอย่างถึงที่สุดแล้วที่จะหนีศรัณย์ภัทรให้ไกล สู้อุตส่าห์หนีมาถึงบ้านไร่ ในจังหวัดที่ไม่ค่อยมีใครคิดถึงแบบนี้ ก็ยังโดนตามมาได้ ทั้งแฟนเก่า ทั้งพี่ชายที่เลิกคิดไปแล้วว่าตัวเองเป็นพี่ เมื่อคิดอย่างนี้ทำให้เขารู้เลยว่า ศรัณย์ภัทรนั้นเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวมาก แต่แล้วเขาก็ต้องถอนหายใจกับความขี้เกรงใจ กับความไม่รู้จักดูแลตัวเองของคนที่อยู่ข้างๆ
            มือหนาเอื้อมมือมาลูบเบาๆบนศีรษะของคนที่หลับไหลไม่ได้สติ ชลาธิปคิดว่าหากคำว่า เหมือนจะสลบของอังกูรที่รายงานเขานั้นมาจากยาจริงๆอย่างที่เขาสงสัย ตอนนี้ยาก็คงยังไม่หมดฤทธิ์ บวกกับคงจะร้องไห้จนหมดแรงอีก ตอนนี้ทำยังไงก็ดูเหมือนร่างบางจะไม่มีทางตื่นขึ้นมาได้เลย

 

เข้าสู่วันใหม่มานานแล้ว ท่ามกลางความเงียบและความมืดในห้องที่แสนคุ้นเคยกลับทำให้ปัณแปลกใจไม่ใช่น้อย คงจะเป็นคุณหมอกระมังที่พาเขาขึ้นมานอนในห้องนี้ ห้องที่เป็นเสมือนรังรักของเขากับคุณหมอ เปลือกตาบางค่อยกระพริบถี่ให้สายตาชินกับความมืด แล้วจึงขยับตัวขึ้นนั่ง ทำให้พบว่า ตอนนี้ตัวเองไม่ได้ใส่อะไรเลย สิ่งที่ติดตัวอยู่อย่างเดียวก็คือ โซ่เส้นยาวขนาดไม่ใหญ่นักที่คล้องกุญแจแน่นหนากับข้อเท้าซ้ายของเขา ปลายอีกด้านก็คล้องไว้กับขาเตียงแข็งแรง
            น้ำตาที่อัดแน่นอยู่ในอกหลั่งออกมาทันที ที่เห็นนี้คงเป็นฝีมือคุณหมอ และหากคุณหมอจะโกรธเขาก็เข้าใจ แต่ก็เป็นความเข้าใจที่มาพร้อมกับความเสียใจอย่างที่ทำอย่างไรน้ำตาก็ไม่หยุดไหล
            ตอนนี้ข้างกายของเขาว่างเปล่า คุณหมอคงกำลังอยู่ในห้องทำงาน  คงกำลังเร่งทำงานอย่างหนัก เพราะใกล้จะถึงเทศกาลประกวดไวน์แล้ว แล้วตัวเขาเองยังทำให้คุณหมอต้องเป็นห่วง ต้องคอยดูแลแบบนี้อีก คงถูกแล้วที่จะขังเขาเอาไว้แบบนี้
            เสียงเปิดประตูเรียกคนที่ยังก้มหน้าก้มตาร้องไห้ ให้หันมามอง วิญญาณของปัณเหมือนจะล่องลอยหายไป ชลาธิปจ้องมองมาที่เขา แววตานั้นมีทั้งโกรธขึ้งและเสียใจ ร่างบางที่กำลังลูบๆดึงๆโซ่ที่ข้อเท้าอยู่หยุดชะงัก เขามองไปยังร่างหนาที่เดินเข้ามาในห้อง เห็นท่าทางอิดโรยของเขายิ่งรู้สึกผิด
            “ผมเคยสัญญากับที่รักไว้ ว่าจะดูแลที่รักเป็นอย่างดี” หมอชลาธิปพูด น้ำเสียงนิ่งและเหนื่อยล้าอย่างไม่ปิดบัง แววตาที่ปัณไม่กล้าสู้นั้น มีแววความผิดหวังโชว์อย่างที่เจ้าตัวปิดบังเอาไว้ไม่อยู่ “แล้วดูตอนนี้สิ ดูวันนี้สิ คุณต้องเผชิญกับอะไรบ้าง คุณต้องโดนทำอะไรบ้าง วันนี้ถ้าที่รักโดนทำร้าย ผมจะมองหน้าที่รักต่อไปได้ยังไง” ชลาธิปถามเสียงนิ่ง ออกจะสั่นเล็กน้อย
            ปัณเอาแต่นั่งก้มหน้า สะอึกสะอื้น ไม่กล้าสบตาคนรัก เขารู้ว่าชลาธิปกำลังเสียใจ และเขาเองก็เป็นต้นเหตุนั้น
            “ผมถามเหตุผลได้ไหม ว่าทำไมถึงไปกับเขา ทั้งๆที่ผมห้ามแล้วห้ามอีก”
            “คุณใหญ่ให้ไปช่วยดูเฟอร์นิเจอร์ครับ จะเปิดโรงแรมเดือนหน้าแล้ว แต่คุณใหญ่ยังไม่ได้ร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกใจเลย แล้วคุณใหญ่ก็สัญญาว่าจะมาส่งก่อนเย็นครับ” น้ำเสียงท้ายเบาลงจนแทบจะหายไป
            “หึ เขาก็มาส่งคุณเหมือนกันนะ แต่ส่งที่โรงแรม” เสียงประชดประชันนั้น ทำให้ปัณน้ำตาไหลออกมาอีก คุณหมอมองภาพนั้นอย่างเสียใจ อยากจะเข้าไปปลอบให้หายตกใจ แต่ก็ต้องสะกดใจเข้าไว้ ตอนนี้เขาไม่รู้เลยว่า ถ้าได้แตะต้องเนื้อตัวของร่างบางตรงหน้านี้ เขาจะระงับใจไม่ให้ทำรุนแรงได้หรือไม่
            “ถ้าวันนี้กูรไม่ไปบังเอิญเห็นเข้า รู้ไหม ว่ามันจะจบลงแบบไหน?” ชลาธิปเสียงเข้ม กดต่ำ เขาพยายามอย่างมากที่จะไม่ตะโกนใส่หน้าร่างบางออกไป ปัณชะงัก มองหน้าร่างหนาอย่างเสียใจ เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย จนเกิดเหตุขึ้นแล้ว เขาก็ยังไม่คิดถึงเรื่องนี้ จนกระทั่งเห็นแววตาที่แสนเจ็บปวดของชลาธิปที่มองมาพร้อมกับคำถามนี้นี่แหละ
            “ผมขอโทษครับ ขอโทษ ฮึก ที่รัก” ปัณร้องไห้สะอึกสะอื้น ชลาธิปเหลือบมองปัณด้วยหางตา ตอนนี้แววตาของเขา เสียใจและสับสนยิ่งกว่าปัณซะอีก
            “เรื่องของเขา ผมต้องฟังคำขอโทษจากคุณอีกเท่าไรเหรอ?” ชลาธิปเสียงแข็ง ก่อนจะหันหลังให้ปัณแล้วเดินไปทางประตู.... ไม่อยากอยู่ใกล้คนๆนี้อีกแล้ว
             “ที่รักครับ” ปัณโผเข้าสวมกอดชลาธิปจากทางด้านหลัง ไม่ยอมให้เขาออกจากห้อง “ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆนะครับ แต่ผมไม่ได้เต็มใจจะไปกับเขานะครับ คุณใหญ่หลอกผม ผมไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้”  ปัณปล่อยโฮ
            “ที่รัก อย่าไปไหนนะ อย่าไป” เสียงสั่นเครือบนแผ่นหลังหนา ขาดหายเป็นห้วงๆ
            “รู้ไหม ถ้าวันนี้คุณโดนทำอะไรแย่ๆ คนที่เจ็บคือผมนะ” ชลาธิปพูดคล้ายมีก้อนแข็งๆมาจุกอยู่ที่คอ “คุณทำให้ผมไม่ไว้ใจ เราคุยเรื่องนี้กันบ่อยมากแล้ว และคุณก็ยังทำให้เกิดเรื่องวันนี้ คุณอาจจะไม่ได้กำลังนอกใจผม แต่คุณกำลังทำอะไรที่ “เหมือน” แบบนั้นอยู่”
            “ไม่นะครับ ผมไม่นอกใจที่รัก ผมไม่เคยคิด อย่าพูดแบบนั้นนะครับ” ปัณยังคงสะอื้นฮั่ก กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นไปอีก แต่ชลาธิปกลับแกะอ้อมแขนออก เขาหันหน้ามาประทับริมฝีปากไว้ที่ซอกคอ ไล่เลียไปถึงติ่งหูนิ่ม แล้วผละออกไปจากร่างบางและจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว
            ปัณร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
            ส่วนชลาธิปที่ยืนฟังเสียงร้องไห้อย่างหนักของคนด้านในอยู่อีกฝั่งของประตู ก็ปวดใจไม่แพ้กัน

TBC
หนักๆอึนๆ 
แต่ไม่นานหรอกนะ ไรท์ไม่ชอบดราม่า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น