AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 35 สงครามบังเกิด ซีเรียส VS เฟราด้า 2

ชื่อตอน : ตอนที่ 35 สงครามบังเกิด ซีเรียส VS เฟราด้า 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 41

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มิ.ย. 2562 11:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 35 สงครามบังเกิด ซีเรียส VS เฟราด้า 2
แบบอักษร

ตอนที่ 35 สงครามบังเกิด ซีเรียส VS เฟราด้า 2 

เสียงกระทบพื้นของเศษร่างมังกรร่วงลงกระแทกธรณี นักรบที่ควบคุมบัดนี้ได้สูญหายไปพร้อมกับลำแสงท่ามกลางความตกตะลึงของกองกำลังทางอาณาจักรซีเรียส เทพผู้เฝ้าดู และคนของอาณาจักรเฟราด้าเขต 1 ที่เห็นเหตุการณ์ชัดเจนเต็มสองตา

อนุภาคของอุปกรณ์แปลกประหลาดที่กลืนกินร่างกายมังกรระดับ 3 ดาว สัตว์ที่เป็นดั่งตัวแทนแห่งความแข็งแกร่งที่แม้นแต่อาณาจักรเฟราด้ายังไม่มี พละกำลังและเกล็ดของมังกรนั้นเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าแม้แต่เวทมนตร์ก็ไม่สามารถเจาะทะลุได้ง่าย

อาณาจักรใดที่มีมังกรระดับนี้มาร่วมทัพ เปรียบเสมือนมีกองกำลังทหารระดับสูงเพิ่มมานับพันนาย คราแรกที่เห็นมังกรกระพือปีกบนน่านฟ้าถึง 2 ตัว ละอองของภูติถึงกับหยุดส่งผลไปชั่วขณะเพราะสภาวะทางจิตใจของมนุษย์ถูกปลูกฝังในเรื่องของความแข็งแกร่งของมังกรมานานนมจนไม่สามารถแก้ไขใดๆ ได้

ทว่า... สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจยิ่งกว่าคือวัตถุแปลกประหลาดที่จักรพรรดิอัคคีเรียกชื่อมันเป็นภาษาอะไรสักอย่างที่ไม่เข้าใจความหมาย รู้แต่เพียงว่ามันเป็นอาวุธสงคราม แต่กระนั้นความเชื่อมั่นในอาวุธ และเชื่อมั่นในชัยชนะของฝั่งตนเองก็แทบไม่มี แม้อัศวินศักดิ์สิทธิ์ และเหล่าขุนนางจะออกมายืนยันก็ตาม

แต่เมื่อได้เห็นถึงความอัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่าอาวุธสงครามกันจะจะในตอนนี้ พวกเขามองไปยังวัตถุแปลกประหลาดสีขาว และมองไปยังจุดอื่นๆ ที่มีวัตถุแปลกประหลาดลักษณะเหมือนกันถูกติดตั้งไว้จำนวนมาก ทั้งยังมีสีดำที่ดูลักษณะแล้วรู้สึกถึงความน่ากลัวมากกว่าวัตถุสีขาวที่จักรพรรดิพึ่งปล่อยลำแสงไปเสียอีก

หากวัตถุแปลกประหลาดแค่อันเดียวก็สามารถจัดการกับมังกรระดับ 3 ดาวที่เป็นดั่งราชันบนน่านฟ้าได้ง่ายดายถึงปานนั้น แล้ววัตถุอันอื่นๆล่ะ กับจำนวนที่มากมายอยู่เต็มท้องที่ แล้วแลมองดูทหารนับล้าน แม้นจำนวนฝั่งนั้นจะมากกว่า

แต่ไฉนถึงรู้สึกว่าฝั่งนั้นจะต้องพ่ายแพ้ นี่นับเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันเป็นความรู้สึกถึงชัยชนะที่ผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ชัยชนะที่ไม่สูญเสียชีวิตของฝั่งตนเองแม้แต่คนเดียว

อีกด้านหนึ่งของฝั่งผู้เฝ้ามองที่ยังคงอ้าปากค้างกับความตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้สำหรับเธอการจัดการทหารนับล้าน หรือแม้แต่มังกรระดับต่ำต้อยสองตัวนั้นจะเป็นเรื่องง่าย แต่ว่ากับมนุษย์ด้วยกันเองแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

เพราะว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ต่ำต้อยที่สุด สาเหตุที่กล่าวเช่นนั้นเพราะเผ่ามนุษย์นั้นมีสภาวะทางอารมณ์ที่แปรปรวนง่าย สามารถกระทำสิ่งที่ต่าง ๆ ตามใจตนเอง และเพราะสภาวะอารมณ์เหล่านั้นเองที่ทำให้คุณค่าของมนุษย์ต่ำต้อยลงทุกวัน

ยิ่งมาถึงยุคของปัจจุบันนี้ด้วยแล้ว การควบคุมอารมณ์ของมนุษย์เริ่มถดถอยลงจึงถูกเผ่าพันธุ์อื่นๆ ควบคุมได้ง่าย ทั้งนี้ยังง่ายต่อการอ่านใจอีกด้วย

อาทีน่าเป็นเทพแห่งสงครามและปัญญาก็จริง แต่ถึงอย่างนั้นปัญญาและทักษะของเธอก็ไม่ได้ใช้งานมาเกือบๆ ร้อยปี ตั้งแต่ตอนที่มีคำสั่งให้เทพทุกตนกลับไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่นั้นมาเธอได้แต่อยู่อย่างสุขสำราญท่องสวนสวรรค์ฟังดนตรี และเข้าสู่นิทราไปวัน ๆ

เมื่อลงมายังแดนมนุษย์ และต้องมาเจอกับคนประหลาดที่ไม่สามารถมองด้วยเนตรทิพย์ของเธอได้ว่าอยู่ในระดับไหน แม้แต่ใบหน้าอีกครึ่งภายใต้หน้ากากของเขาเธอก็มิอาจมองทะลุได้ สิ่งที่เขาทำกับสิ่งที่เธอเห็นมันไม่สมดุลกันแม้แต่อย่างเดียว โดยเฉพาะวัตถุประหลาดที่ไม่มีพลังเวทไม่มีแม้กระทั่งพลังธรรมชาติ มันเป็นพลังอันบางเบาประเภทหนึ่งที่เธอไม่รู้จัก

แต่ก็ไม่รู้ด้วยว่าอานุภาพจะรุนแรงถึงกับสามารถสังหารมังกรระดับ 3 ดาวได้ในพริบตา มันเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง และนึกไม่ถึงอย่างถึงที่สุด นั่นจึงทำให้เธออารมณ์พลุ่งพล่าน เธอมั่นใจเลยว่าไม่เคยมีมนุษย์คนไหนทำให้อารมณ์ของเธอเป็นแบบนี้ได้ แม้กระทั่งผู้กล้าในอดีตที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะแห่งยอดอัจฉริยะ

เขายังทำไม่ได้ถึงขนาดนี้ หมอนี่มันเป็นตัวตนที่แปลกประหลาดที่สุด โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น.... ดวงตาที่สร้างความหวาดกลัวอันเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้าไปในจิตวิญญาณ มันเหมือนกับว่าเขาต้องการความตายแต่ไม่มีผู้ใดจะมอบความตายนั้นให้เขาได้ เขาเห็นสรรพสิ่งเป็นของไร้ค่า แต่กลับเสแสร้งให้เหมือนกับว่ามีคุณค่า

หากเป็นยามสบตากันปกติแล้วแม้แต่เทพผู้เชี่ยวชาญเช่นเธอก็ไม่สามารถมองออกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน แต่กลับสถานการณ์เมื่อก่อนหน้า เพียงชั่วครู่ที่เธอได้เห็นดวงตาคู่นั้นที่เปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่ง สัญชาตญาณถึงกับกู่ร้องให้เธอถอยออกมา

มาบัดนี้แม้นจะสร้างสิ่งอัศจรรย์ให้สายตาประชาชนได้เห็น และแม้แต่เทพเช่นเธอก็ยังอึ้ง กระนั้นแววตาของเขากลับเฉยเมยไม่มีวี่แววว่าจะดีใจแต่อย่างใด เขาตอนนี้ครุ่นคิดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

“อืม... รุ่นนี้ไม่เวิร์ค ลำแสงมีอานุภาพสูงเกินจนทำลายเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตไม่เหลือซาก ขืนยิงรุ่น TKS 2DR มีหวังปุ๋ยไม่เพียงพอแน่... นี่แหละปัญหาใหญ่” เสียงของเขาพึมพำออกมากระชากห้วงความคิดของอาทีน่าจนกระจายออกไปไม่เหลือชิ้นดี เดิมทีเธอคิดว่ามนุษย์ผู้เป็นจักรพรรดิตรงหน้าคงมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และกำลังประเมินกำลังของศัตรูอย่างแยบคาย แต่ที่ไหนได้กลับบ่นเสียดายชิ้นส่วนของมังกรที่สลายไป เพียงเพราะต้องการให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นปุ๋ยเนี่ยนะ....

“บ้า... หมอนั่นมันต้องบ้าเป็นแน่!!! สงครามที่สามารถตัดสินความเป็นตายของชีวิต สงครามที่เดิมพันทุกสิ่งอย่างของมนุษย์ ทหารนับแสนนับล้านห้อมล้อมสร้างความหวาดหวั่น สิ่งนี้หากเป็นอาณาจักรอื่นมาเจอะเจอคงไม่เหลือซากแน่นอน ยิ่งมังกรอีกตั้งสองตัวก็เป็นตัวแปรสำคัญสำหรับสงครามอยู่แล้ว แต่เขากลับเห็นค่าของมังกรเป็นเพียงปุ๋ยเนี่ยนะ!!” อาทีน่าได้ยินสิ่งที่ไผ่บ่นออกมาชัดถ้อยชัดคำ เธออุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากเชื่อ

ระหว่างที่เธออุทานลั่นอยู่นั้นไผ่ได้เปลี่ยนไปควบคุมคือ ปืนวิสุทธิ์ปราการรุ่น APTAR 372 ซึ่งฟรานซ์ได้ปลดล็อกกลไกลับให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าปลดล็อกแล้วจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ข้อมูลเดิมของมันคืออานุภาพที่น้อยกว่าปืนรุ่น TKS 2DR เพราะฉะนั้นน่าจะหลงเหลือปุ๋ยมากกว่าแน่นอน

กระบอกปืนสีดำถูกหันไปทางทหารของฝั่งซีเรียสที่ตอนนี้กำลังยืนทัพอย่างเคร่งเครียด และท่ามกลางความตกใจสุดขีดของแม่ทัพที่จู่ๆ มังกรก็เหลือแต่ซากปีก หาง และหัวร่วงลงสู่ธรณี สัตว์ล้ำค่าที่หายากยิ่ง สัตว์ที่เปรียบดั่งตัวเปลี่ยนแปลงสงครามกลับถูกทำลายหายไปในพริบตาด้วยเวทมนตร์แปลกประหลาดของฝั่งเฟราด้า กองกำลังทหารในตอนนี้หัวใจพวกเขาตกไปอยู่ตาตุ่มกันเสียแล้ว

“อย่าไปสนใจสิ่งใด จงสละชีวิตเพื่อองค์จักรพรรดิ!! พวกมันมีคงใช้มหาเวทได้เพียงบทเดียวเท่านั้น มหาเวทที่มีพลังทำลายสูงขนาดนั้นคงเป็นไพ่ตายของพวกมันที่เอาไว้สำหรับข่มขู่พวกเรา!! จงเดินหน้าต่อไปให้ใกล้กว่านี้พอที่นักธนูจะยิงเป้าได้ เหล่านักเวทเตรียมร่ายเวทบาเรียป้องกันการโจมตีที่คาดไม่ถึงของพวกมัน ทหารดาบเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตี!!” เสียงสั่งการของแม่ทัพเมื่อพวกเขาได้สติ เหล่าทหารเมื่อได้ยินก็หยุดจากภวังค์

พวกเขาต่างเตรียมพร้อมกันถ้วนหน้าสร้างความน่าเกรงขามให้กับกองทัพมากขึ้น ส่วนนักผจญภัยของเดเรนซ์พวกเขามีกัน 9 คนซึ่งเป็นจำนวนมากสำหรับ 1 อาณาจักรที่ได้ไปครอบครอง จิตใจของพวกเดเรนซ์สั่นสะท้านวูบหนึ่งเมื่อเห็นพลังอันน่ากลัวนั้น

แต่ประสบการณ์ตอนห้ำหั่นกับมอนสเตอร์ที่ปีศาจเสกออกมานั้นสร้างสติของพวกเขาให้มั่นคงมากยิ่งขึ้น รวมถึงความหยิ่งผยองเมื่อได้ยศถาบรรดาศักดิ์ อยากได้อะไรองค์จักรพรรดิก็ประเคนให้ นั่นจึงทำให้พวกเขาอยากสร้างผลงาน อีกอย่างหากจักรพรรดิของอาณาจักรเฟราด้ารู้ว่าพวกเขาคือนักผจญภัยจากเดเรนซ์ที่จัดการกับปีศาจได้ มันคงสั่นกลัวเป็นแน่

มังกรของอาณาจักร กับมังกรที่พวกเขาครอบครองนั้นคนละส่วนกัน เขายังมีไพ่ตายอยู่อีกนั่นคืออาวุธจากกิลด์โครบิลอสที่ขโมยมาจากนักผจญภัยผู้ใกล้ตายเมื่อสงครามปีศาจ และอาวุธพวกนี้มันเปรียบเสมือนของวิเศษที่ประทานมาโดยพระเจ้า

“ไปสังหารจักรพรรดิของอาณาจักรโสมมนั่นกัน” เสียงของผู้นำของนักผจญภัยจากเดเรนซ์คนหนึ่งกล่าว กลุ่มของพวกเขามีแต่ผู้ชายล้วน และความแข็งแกร่งระดับ 4 ดาวเลเวล 99 แล้วตอนนี้

รอเพียงน้ำยาเลื่อนระดับที่ทางอาณาจักรซีเรียสกำลังทำกันอยู่เพื่อพวกเขา หากน้ำยานั่นทำเสร็จเมื่อไหร่ ครานี้ต่อให้ผู้กล้าก็มิอาจเทียบเคียงเขาได้เป็นแน่ (พวกเขาหารู้ไม่ว่าผู้กล้าอยู่ระดับ 6 ดาว บ้างก็7 ดาวกันแล้ว นั่นเพราะมีน้ำยาจากทวยเทพ)

ผู้ชายทั้ง 8 คนพยักหน้า หัวหน้ากลุ่มเรียกมังกรระดับ 3 ดาวออกมา มันเป็นมังกรสีน้ำตาลตัวเล็ก พอให้คนสองคนขึ้นนั่งได้ ต่อความแข็งแกร่งของมันนั้นมากกว่าสองตัวที่ตายไปก่อนหน้า เหล่าทหารและนักผจญภัยคนอื่นๆ

เมื่อเห็นผู้นำจากเดเรนว์เรียกมังกรออกมาก็เกิดความหวังและความมั่นใจแห่งชัยชนะทันที เหล่านักผจญภัยจากเดเรนซ์ที่เหลือต่างเรียกสัตว์ขี่ของตนออกมา บ้างก็เป็นสิงโตคลั่ง บ้างก็เป็นม้าหายาก สัตว์ประจำตัวพวกเขาพุ่งทะยานออกไปดุจนักรบกล้าผู้มากประสบการณ์ เหล่านักผจญภัยระดับ A กับระดับ S เมื่อเห็นผู้นำออกโรงก็พุ่งตามไปบ้าง เพื่อหวังทำผลงานที่ยิ่งใหญ่

ทว่าอีกด้านหนึ่ง

“อานุภาพพลังทำลายของรุ่น APTAR 372 ของยัยฟรานซ์คงไม่เท่าไหร่ แม้จะปลดล็อกแล้วก็คงเพิ่มอานุภาพไม่มาก เอาเป็นว่ายิงต่อเนื่องสิบเครื่อง เครื่องหนึ่งตอนนี้จากยี่สิบเอ็ดนัดเพิ่มเป็นยี่สิบห้านัด นับว่าเป็นการปลดล็อกที่ไม่สมกับเป็นของที่ยัยฟรานซ์สร้าง แต่ก็เอาเหอะ ซัด ๆ ไปให้กลายเป็นปุ๋ยเลยก็แล้วกัน” ไผ่พูดกับตัวเองแล้วกดคำสั่งยิงปืนรุ่น APTAR 372 สิบเครื่อง เครื่องละ 25 นัด (ปลดล็อกแล้ว) แต่เมื่อกดคำสั่งยิงกลับปรากฏหน้าจอให้ยืนยันเป้าหมายไผ่จึงยืนยันทันที ปรากฏตัวเลข 15 นับถอยหลังเป็นวินาที

“เอ๋!! หลังจากปลดล็อกแล้วต้องรออีก 15 วินาทีเหรอฟร๊ะ แบบนี้ไม่ต้องให้ยัย ฟรานซ์ปลดล็อกดีกว่า” ไผ่บ่นอุบ แต่เมื่อเห็นสายตาอัน งงงวยของเหล่าทหาร ขุนนาง และชาวบ้านที่มองมาก็หันไปยิ้มแป้นให้

“อ้อ ที่ทุกคนกำลังจะเห็นในอีกไม่กี่อึดใจนี้จะเป็นการยิงปืนรุ่น APTAR 372 หนึ่งชุด ซึ่งปืนนี้ถูกออกแบบโดยผู้กล้าฟรานซ์ อานุภาพทำลายล้างของมันนั้นน้อยกว่ากระบอกที่ยิงสอยจิ้งเหลนบินได้เมื่อก่อนหน้า อืม..ถ้าให้พูดอธิบายคงเห็นภาพยาก เอาเป็นว่าตอนนี้ให้ทุกคนหันไปมองยังกลุ่มทหารของอาณาจักรเมเปียสนั่นเลย! ” ไผ่พูดพลางชี้นิ้วไปยังจุดที่ปืนทำการล็อคเป้า

เหล่านักผจญภัยทั้งหลายมุ่งหน้านำทหารนับล้านมาก่อน พวกเขาพุ่งห่างจากกองกำลังมากกว่าครึ่งกิโลเมตรในชั่วอึดใจเดียว นับว่าเป็นผู้มากฝีมืออย่างแท้จริง

“หัวหน้า ข้าว่าพวกนั้นต้องมีไพ่ตายมากกว่ามหาเวทบทเมื่อกี้อีกเป็นแน่น ดูสิไม่เห็นมีชาวบ้านคนไหนแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมาเลย (มีแต่มองมาด้วยสีหน้าสงสัยเท่านั้น)” ลูกน้องจากเดเรนซ์คนหนึ่งกล่าวขึ้น

“อย่ากังวลไปเลยน่า เอ็งก็รู้ว่าระดับข้า เบบับ ที่สามารถสังหารปีศาจได้ด้วยตัวคนเดี๋ยวจะไปกลัวอะไรกับมหาเวทกระจ้อยร่อยนั่น!!” หัวหน้าร่างใหญ่จากเดเรนซ์พูดเน้นเสียงชัดถ้อยชัดคำ จงใจให้นักผจญภัยที่พุ่งตามมาได้ยิน ซึ่งก็ได้ผล

พวกนั้นต่างแสดงสีหน้าตกใจและชื่นชมอย่างออกนอกหน้า เมื่อกลับไปยังอาณาจักรซีเรียสชื่อเสียงของพวกเขาที่มาจากเดเรนซ์ และขึ้นชื่อว่าสังหารปีศาจได้ด้วยตัวคนเดียวต้องโด่งดังแน่นอน

“ทะ ท่านเบบับ ท่านสังหารปีศาจได้ด้วยตัวคนเดียวจริงเหรอ! โอ แล้วท่านสังหารมันด้วยวิธีไหนหรือ” เสียงอุทานของนักผจญภัยระดับ S ข้าง ๆ ทำให้เบบับแสดงสีหน้าพึงพอใจออกมา

“นั่นเป็นเรื่องที่ข้าไม่ขอเล่าถึงรายละเอียดก็แล้วกัน แต่ให้รู้ว่าพวกปีศาจนั้นรับมือยากมาก ขนาดข้ากว่าจะเอาชนะมันได้ต้องสูญเสียพวกพ้องและพี่น้องร่วมรบเป็นจำนวนมาก หลงเหลือเพียงดาบประจำกายเล่มนี้เท่านั้น ส่วนพี่น้อง 8 คนนี้เป็นกลุ่มสุดท้ายของข้าที่เหลืออยู่” เบบับอวดอ้างยกยอตนเองอย่างออกนอกหน้า

“ท่านเบบับสมควรเป็นบุคคลที่น่าเทิดทูนและยกย่องเป็นอย่างยิ่ง หากสงครามครั้งนี้มีท่านผู้มากฝีมือ เกรงว่าอาณาจักรเฟราด้าคงมีแต่คำว่าพินาศเท่านั้นที่รออยู่” นักผจญภัยระดับ S คนหนึ่งกล่าวชื่นชม เบบับเชิดหน้าขึ้น

“ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ข้าจะให้พวกเจ้าได้เห็นถึงพลังของข้าในอีกไม่กี่อึดใจนี้!!” เบบับกล่าวอย่างมั่นใจในฝีมือของตนเอง

“ข้าเชื่อและมั่นใจในตัวท่านเบบับ”

“ข้าด้วย”

“ข้าก็เชื่อและมั่นใจในตัวท่านเบบับ”

 

.....................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น