ฮะนะชิ

คุณหมอจอมเก๊กจะพิชิตใจวิสัญญีแพทย์สาวได้อย่างไร มาลุ้นกัน : ) <อัพวันละตอน จ-ศ 15.00-16.00 ส-อา และวันหยุดก่อนเที่ยงจ้า>

ตอนที่ 1-3 ศัลยแพทย์ผู้รักศิลปะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-3 ศัลยแพทย์ผู้รักศิลปะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มิ.ย. 2562 09:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-3 ศัลยแพทย์ผู้รักศิลปะ
แบบอักษร

“พาชมภายในคลินิกเรียบร้อยแล้วค่ะ” 

ซานาเอะรายงานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อกลับมาถึงห้องผู้อำนวยการคลินิก 

“คลินิกของผมเป็นอย่างไรบ้าง สุดยอดเลยใช่ไหม” 

ฮิอิรางิวางมือจากการนอนอ่านการ์ตูนบนโซฟาแล้วหันมาส่งรอยยิ้มท้าทาย 

“...ก็พอใช้ได้ค่ะ” 

อาซึกะตอบแบบขอไปทีด้วยความหมั่นไส้ท่าทางของฮิอิรางิ แต่คงต้องยอมรับว่าเครื่องไม้เครื่องมือของคลินิกแห่งนี้ยอดเยี่ยมมาก ห้องผ่าตัดกว้างไม่แพ้ห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย อุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุด ห้องตรวจ และห้องทำงานของเจ้าหน้าที่มีขนาดเหมาะสม นอกจากนั้นยังมีห้องพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดอีกด้วย 

“พอใช้ได้? ตาถั่วรึเปล่า ที่นี่เป็นคลินิกศัลยธรรมตกแต่งชั้นแนวหน้าที่ผมสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด...” 

“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้วค่ะ สุดยอด สุดยอดมากค่ะ” 

อาซึกะโบกมือไปมาต่อหน้าฮิรางิ ศัลยแพทย์หนุ่มเบะปากก่อนหันไปพูดกับซานาเอะแบบงอนๆ 

“ซานาเอะคุง ขอชาเพิ่มหน่อย” 

“รับทราบค่ะ” 

ซานาเอะมองฮิอิรางิด้วยสายตาเหมือนแม่ที่มองดูลูกน้อยก่อนจะตอบรับและเดินออกจากห้องไป 

“สรุปว่าให้มาเริ่มงานตั้งแต่วันเสาร์นี้เลยใช่ไหมคะ” 

“ยังไม่ต้องมา เพราะวันเสาร์นี้ไม่มีคิวผ่าตัด เสาร์หน้าอาจจะมีแต่ยังไม่คอนเฟิร์ม” 

“เอ๊ะ ยังไม่มีคิวผ่าตัดหรือคะ” 

คลินิกมีอุปกรณ์ครบครัน ค่าแรงสำหรับพนักงานพิเศษก็แพงลิบลิ่ว คิดว่าคิวผ่าตัดแน่นเอี๊ยดเสียอีก 

“บอกไว้ก่อนนะว่าผมเป็นมืออาชีพ” 

ฮิอิรางิพูดขณะวางหนังสือการ์ตูนไว้ข้างตัว 

“อะไรนะคะ มืออาชีพ?” 

“ผมรับงานศัลยกรรมความงามเป็นส่วนใหญ่ พูดง่ายๆ ก็คือการผ่าตัดเพื่อปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกให้สวยงาม บอกตามตรงว่าญี่ปุ่นยังล้าหลังเรื่องนี้อยู่มากถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งๆ ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วที่องค์การอนามัยโลกยอมรับว่ามีความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์เป็นอันดับหนึ่งของโลก รู้ไหมว่าเพราะอะไร” 

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ...” 

“คำตอบง่ายนิดเดียว จิตใต้สำนึกของคนญี่ปุ่นต่อต้านการทำศัลยกรรมความงาม เพราะคนส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังว่า ‘ไม่ควรลงมีดกับสิ่งที่พ่อแม่ให้มาเพื่อความงาม’” 

“มันแย่มากเลยเหรอคะ แต่ฉันคิดว่าเป็นเรื่องปกตินะ” 

“ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงแย่หรือไม่แย่ แต่ความจริงที่ต้องยอมรับคือคนญี่ปุ่นส่วนมากรู้สึกแบบนั้น ทำให้การศัลยกรรมเพื่อความงามถูกเบียดบังให้อยู่ในมุมมืดทางการแพทย์ ไม่มีคนเก่งๆ อยากทำงานในมุมมืดหรอก แต่บอกเลยว่าศัลยกรรมความงามกำไรดีมาก” 

“กำไรดี?” 

“ใช่แล้ว ศัลยกรรมความงามสามารถให้การรักษาได้แบบอิสระ ตั้งราคาได้ตามใจชอบ มีวิธีทำให้ได้กำไรมหาศาล ก็เลยทำให้คนไร้ความสามารถแต่หิวเงินมารวมตัวกัน” 

ฮิอิรางิยักไหล่ด้วยท่าทางราวกับนักแสดงฮอลลีวู้ด 

“ที่จริงแล้วศัลยกรรมความงามเป็นการศัลยกรรมตกแต่งที่ต้องใช้เทคนิคขั้นสูง ในสหรัฐอเมริกาเรซิเดนซี * ที่มีประสบการณ์เกินห้าปีและได้รับการประเมินว่ามีความสามารถสูงเท่านั้นที่จะก้าวไปเป็นเรซิเดนซีสาขาศัลยกรรมความงามได้โดยใช้เวลาฝึกฝนเพิ่มเติมอีกสองสามปี หลังจากนั้นถึงจะได้รับการยอมรับว่าเป็นศัลยแพทย์ความงามอย่างเต็มตัว” 

ไม่ต้องทำเท่ใช้คำว่า ‘เรซิเดนซี’ แล้วพูดมาตรงๆ ว่า ‘แพทย์ประจำบ้าน’ ได้ไหม อาซึกะไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจึงรู้สึกขัดใจกับคำพูดของฮิอิรางิอยู่ตลอดเวลา 

“พูดง่ายๆ คือ ที่สหรัฐอเมริกาต้องเป็นคนเก่งจริงเท่านั้น จึงพูดได้ว่าตัวเองเป็น ‘ศัลยแพทย์ความงาม’ แต่ญี่ปุ่นกลับไม่มีกฎหมายควบคุมการบอกว่าตัวเองเป็นแพทย์สาขาอะไร ยกเว้นวิสัญญีแพทย์อย่างพวกคุณที่ต้องมีใบประกอบโรคศิลปะสาขา ‘วิสัญญีวิทยา’ พูดอีกนัยหนึ่งคือ ถ้าไม่ใช่วิสัญญีแพทย์ หลังผ่านช่วงของการเป็นแพทย์ฝึกหัด หมอมือสมัครเล่นก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็น ‘ศัลยแพทย์สมอง’ หรือ ‘ศัลยแพทย์หัวใจ’” 

“กฎหมายอาจไม่ได้กำหนดเอาไว้แต่ไม่มีหมอคนไหนทำแบบนั้นหรอกค่ะ เพราะถึงพูดออกไปก็ผ่าตัดไม่ได้อยู่ดี” 

“ถูกต้อง!” 

ฮิอิรางิใช้นิ้วยื่นเข้ามาใกล้จนแทบจะสัมผัสปลายจมูกของอาซึกะ 

“คุณพูดถูก แพทย์ทั่วไปไม่มีทางทำแบบนั้น แต่ที่น่ากลัวมากคือมีแพทย์ศัลยกรรมความงามจำนวนไม่น้อยทำแบบนั้น หมอมือใหม่เพิ่งผ่านจากการเป็นแพทย์ฝึกหัดแทบไม่มีความรู้พื้นฐานด้านศัลยกรรมความงามเลย แต่เข้าทำงานในคลินิกศัลยกรรมความงามเพราะอยากได้เงิน ส่วนนายจ้างก็ให้ฝึกแค่นิดๆ หน่อยๆ หลังจากรับเข้าทำงาน แล้วตั้งหน้าตั้งตาสูบเงินจากลูกค้า ทั้งๆ ที่ฝีมือผ่าตัดไม่เอาไหน แน่นอนว่าความไม่เอาไหนก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย” 

ฮิอิรางิส่ายหน้าพลางถอนใจยาว 

“หมอวงการนี้คงไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด คนที่เก่งจริงๆ ก็มีใช่ไหมคะ” 

“แน่นอนว่ามีทั้งดีและแย่ปะปนกันไป ทำให้ลูกค้าพยายามตามหาศัลยแพทย์ฝีมือดี บอกไว้ก่อนเลยว่าผมเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งของญี่ปุ่น!” 

“อ้อ...อย่างนั้นหรือคะ” 

ทนฟังมาตั้งนานสรุปว่าชมตัวเองใช่ไหม 

“ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่มีลูกค้าจองคิวผ่าตัดเลยคะ ถ้าคุณหมอเก่งจริงน่าจะมีลูกค้าจองคิวจนล้นไม่ใช่หรือคะ”  

“ยิ่งเก่งคิวยิ่งน้อยลงสิ เพราะค่าผ่าตัดของผมแพงมาก” 

ฮิอิรางิยกนิ้วชี้ขึ้นปัดไปมาบริเวณใบหน้าของตัวเอง 

“ปัญหาเรื่องเงินหรือคะ!?” 

อาซึกะขึ้นเสียงสูง 

“แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องเงิน สุดยอดแห่งการบริการต้องแลกมาด้วยค่าตอบแทนที่เหมาะสม อาซางิริคุง ถ้าคุณเข้ารับการผ่าตัดตามที่บอกไปเมื่อกี้นี้ต้องใช้เงินอย่างน้อยห้าล้าน” 

“ห้าล้านลีรา* เหรอคะ” 

“ห้าล้านเยนสิ ถ้าอยากทำจริงๆ มีส่วนลดห้าเปอร์เซ็นต์สำหรับพนักงาน...” 

“ไม่เอาค่ะ!” 

ถ้ามีห้าล้านเยนอยู่ในมือคงกินเนื้อย่างราคาแพงได้หลายร้อยครั้ง...ไม่สิ ใช้ทุนได้จนเกือบหมดด้วยซ้ำ ใครจะยอมใช้เงินเยอะขนาดนั้นลงมีดบนหน้าตัวเอง 

“อย่างนั้นเหรอ เสียดายจัง ถ้ายอมให้ผมลงมีดรับรองว่าสามารถเปลี่ยนใบหน้าสไตล์น้องนางบ้านนาให้กลายเป็นสาวสวยที่ทุกคนต้องอิจฉาได้อย่างแน่นอน” 

“หน้าใครกันคะสไตล์น้องนางบ้านนา!?” 

อาซึกะร้องเสียงหลง 

“ก็คุณไง ถ้าไม่ใช่คุณแล้วจะเป็นใคร มองจากมุมไหนก็น้องนางบ้านนาร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่าบอกนะว่าที่จริงแล้วเกิดและโตในเมืองหลวง” 

“ฉันเกิดและโตที่จังหวัดฟุกุอิค่ะ” 

ฮิอิรางิเผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อรู้ว่าตนเองเป็นผู้ชนะแบบขาวสะอาด 

“แต่ไม่ได้บ้านนอกขนาดนั้นนะคะ มีร้านสะดวกซื้ออยู่ในระยะที่ขี่จักรยานถึง” 

“เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือเปล่า” 

“...ปิดสามทุ่มค่ะ” 

“บ้านนอกที่แท้ทรู” 

อาซึกะก้มหน้าเม้มริมฝีปากแน่นเพราะไม่มีข้อแก้ตัว 

“อย่างที่บอกไปเมื่อกี้ว่าโครงหน้าของคุณไม่ได้แย่ แต่ออร่าสาวบ้านนอกแผ่ออกมาจากร่างกายทั่วทุกอณู ถ้าได้ผ่านมือผมรับรองว่ากลิ่นอายความบ้านนอกจะหมดไป มีหนุ่มๆ เข้ามาจีบเยอะเป็นประวัติการณ์ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ายังไม่มีแฟนใช่ไหม” 

“ขอเปลี่ยนเรื่องหน่อยนะคะ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยฉันอยู่ชมรมคาราเต้ เคยชนะเลิศการแข่งขันประเภทเดี่ยวของมหาวิทยาลัย ส่วนความสามารถพิเศษคือการปล่อยหมัดตรงค่ะ” 

อาซึกะกำหมัดแน่น ในขณะที่ความหวาดกลัวปราฎบนใบหน้าของฮิอิรางิ 

“ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็บอกได้เลยนะ ถ้าเป็นการผ่าตัดแบบใช้ยาชาเฉพาะที่รับทุกเคสอยู่แล้วถ้ามีเงินจ่าย” 

“ผ่าตัดแบบใช้ยาชาเฉพาะที่เท่านั้น หมายความว่าถ้าเป็นการผ่าตัดแบบวางยาสลบมีบางเคสที่ปฏิเสธไม่ว่าจะยอมทุ่มเงินเท่าไหร่อย่างนั้นเหรอคะ?”  

“การผ่าตัดแบบดมยาสลบ นอกจากเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของใบหน้าและร่างกายแล้ว ยังก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ มากมายไม่ต่างจากการ ‘แปลงร่าง’ หมายความว่า ผมเป็นคนปลูกฝังรากฐาน ‘ความงาม’ ให้กับลูกค้าตั้งแต่แรก ยิ่งกว่านั้น...” 

การสาธยายด้วยความภาคภูมิใจของฮิอิรางิถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตูพร้อมการกลับมาของซานาเอะ บนถาดในมือเธอไม่ได้มีแค่ถ้วยชา แต่ยังมีช็อตเค้กหน้าตาน่ากินวางอยู่ด้วย 

“สามโมงแล้วก็เลยเตรียมของว่างมาด้วยค่ะ คุณหมออาซึกะชอบทานเค้กไหมคะ” 

“ชอบมากค่ะ!” 

อาซึกะยกมือทั้งสองข้างประสานกันต่อหน้าฮิอิรางิผู้เบะปากด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะการบรรยาย 

“ดีจังเลยค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ” 

“ทานเลยนะคะ” 

อาซึกะรับจานจากมือซานาเอะก่อนใช้ส้อมตักเค้กเข้าปาก 

“บ่ายป่านนี้แล้วเหรอนี่” 

ฮิอิรางิพูดพลางมองนาฬิกาแขวนบนกำแพง 

“อาซางิริคุง ถ้ากินเสร็จแล้วกลับได้เลยนะ” 

“เดี๋ยวมีอะไรต่อเหรอคะ” 

“มีคุยกับลูกค้าที่อาจจะเข้ารับการผ่าตัดวันเสาร์หน้า” 

“เอ๊ะ แล้วทำไมต้องให้ฉันกลับด้วยล่ะคะ การผ่าตัดวันเสาร์หน้าต้องดมยาสลบไม่ใช่เหรอคะ ถ้าอย่างนั้น ต้องอธิบายความเสี่ยงจากการวางยาสลบ แล้วก็ตรวจความพร้อมของร่างกายก่อนการผ่าตัด...” 

“ทางเราจะเตรียมหนังสือรับทราบและยินยอม รวมทั้งตรวจความพร้อมของร่างกายก่อนการผ่าตัด ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับการวางยาสลบจะถูกส่งไปทางเมลก่อนการผ่าตัดประมาณสามวัน...” 

“ไม่ค่ะ ทำแบบนั้นไม่ได้!” 

อาซึกะกลืนเค้กลงคอก่อนพูดเสียงดังจนฮิอิรางิต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย 

“ที่บอกว่า ’ไม่ได้’ หมายความว่ายังไง” 

“ฉันขออธิบายความเสี่ยงในการดมยาสลบ รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ ให้คนไข้รับทราบด้วยตัวเอง เพราะเป็นความรับผิดชอบขั้นต่ำสุดที่วิสัญญีแพทย์มืออาชีพจำเป็นต้องทำ” 

ฮิอิรางิยิ้มมุมปากเมื่อเห็นอาซึกะใช้หลังมือปาดครีมออกจากริมฝีปาก 

“’วิสัญญีแพทย์มืออาชีพ’ อย่างนั้นเหรอ เมื่อกี้เพิ่งพูดถึงปรัชญาของการเป็นศัลยแพทย์ ถ้าปฏิเสธคงน่าเกลียด โอเค อาซางิริคุง ผมยอมให้คุณเข้าร่วมประชุมด้วย วันนี้ลูกค้ามีรีเควสต์แปลกๆ ด้วย รับรองว่าสนุกแน่ จริงไหมซานาเอะคุง” 

ฮิอิรางิพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงไม่แตกต่างจากเด็กชายตัวน้อย ส่วนซานาเอะตอบรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า  

“เห็นด้วยค่ะ” 

รีเควสต์แปลกๆ อย่างนั้นหรือ อาซึกะใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยก่อนหันไปตั้งคำถามกับซานาเอะด้วยสายตา  

“ลูกค้าต้องการเปลี่ยนใบหน้าภรรยาคนปัจจุบันให้เหมือนกับภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วค่ะ” 

ซานาเอะให้คำตอบผ่านริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีซากุระ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น