thearboo # อนาคี99

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ซีนที่ 50 (ครึ่งหลัง)

ชื่อตอน : ซีนที่ 50 (ครึ่งหลัง)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ย. 2558 18:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ซีนที่ 50 (ครึ่งหลัง)
แบบอักษร

ผมคือ...นางเอก
‘หลั่งเลือดชะโลมใจ’

(ครึ่งหลัง)



“เราจะได้เงินจริงๆใช่ไหม พี่พิมาน? ไม่ใช่ว่าพี่หลอกเรามาตายกันหมดนะ”

ด้วยบรรยากาศไม่ชอบมาพากลระหว่างลูกพี่กับเหยื่อที่ถูกจับตัวมา ทำให้บรรดาลูกน้องเริ่มรู้สึกกังวล โดยเฉพาะไอ้หน้าบาก ที่ถึงขนาดละจากข้างตัวสดายุเดินไปหาลูกพี่มัน ด้วยไม่เข้าใจกับสิ่งที่ลูกพี่คิดจะลงมือทำ ราวกับว่าการเรียกค่าไถ่ครั้งนี้ จะไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการอย่างอื่น ที่อันตรายต่อชีวิตของพวกมันทุกคน!

ได้ยินความกังวลของลิ่วล้อคนสนิท พิมานก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ถอนหายใจบางๆ แล้วตอบคำถามด้วยความสัตย์จริง

"พวกมึงไม่ต้องกังวลไปหรอก มึงได้เงินกันครบทุกคนแน่ๆ ถ้าจะมีคนตาย ก็แค่กู"

"พี่พิมาน? พี่ตั้งใจทำอะไรกันแน่วะ? เราตกลงกันไว้ว่าได้เงินแล้วจะแบ่งเท่าๆกัน แล้วแยกย้ายกันหนีนี่...."

"เออน่า ช่างเรื่องของกูเหอะ เอาเป็นว่าเดี๋ยวพอพวกมึงได้เงินค่าไถ่ตัวอีนี่ปุ๊บ ก็ทำตามแผนได้เลย คงจำได้ใช่ไหม? กบดานที่ไหน กระจายเงินยังไง แล้วอย่าเสือกโดยจับได้ล่ะพวกมึง"

พิมานพูดเพียงแค่นั้น แล้วจุดบุหรี่สูบ สายตาจดจ้องออกไปนอกหน้าต่าง ณ จุดเดิม พลางแสยะยิ้ม หันกลับมามองที่ชิดจันทร์อีกครั้ง มองหญิงสาวที่กำลังนั่งหน้าซีดตัวสั่น น้ำตาคลอเบ้า สีหน้าตื่นตระหนก ผิดจากครั้งแรกที่ได้เจอ

เหยื่อตกปลาชั้นเลิศ

พิมานแสยะเยาะ อัดบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยสั่งลูกน้องทั้งที่ยังมีควันคลุ้งอยู่เต็มปาก

“เตรียมตัวซะ เดี๋ยวพวกมันก็มากันแล้ว”

*
*
*
*
*

ซ่า ซ่า....

สายฝนกระหน่ำลงมาในที่สุด เม็ดฝนที่มาพร้อมแรงลมรุนแรง กระแทกหน้าคนวิ่งจนเจ็บ กว่าจะหลบเข้าในตัวบ้านร้างได้ พวกดนัยก็ตัวเปียกโชก
ระหว่างทางที่ผ่านมา พวกเขาเจอเสน่ห์จันทร์ตรงทางเข้า หล่อนยืนกระสับกระส่ายอยู่เพียงลำพัง แต่ทั้งดนัยและบดินทร์ก็ไม่ได้แวะทักทายให้ความสนใจ แม้จะถูกเสน่ห์จันทร์เรียกรั้ง พวกเขาไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น

จึงเลือกที่จะปล่อยหล่อนไว้ แล้วลอบเข้าตัวหมู่บ้านร้างต่อ ซวยหน่อยตรงที่เจอฝนกลางทาง แต่ก็นับว่าโชคดี เพราะมีฝนช่วยพรางทั้งเสียง และเงา

การติดต่อครั้งล่าสุดจากกฤตเมธ คือ 'บนซ้ายสุด'

ดนัยไม่รอช้า สั่งการลูกน้องกระจายกำลังขึ้นไปปิดล้อมช่องทางหนีทั้งหมดของพวกมัน เขามากันห้า รวมกฤตเมธด้วยก็เป็นหก ส่วนพวกมันมีสี่ ฝีมือดีแค่ไหนไม่รู้ รู้อย่างเดียวคือคนของเขาไม่มีทางแพ้ ทั้งศิลปะการต่อสู้และอาวุธครบมือ

"อย่างห่างผมล่ะ" ดนัยสั่งก่อนเดินนำเข้าตัวบ้านอย่างระมัดระวัง บดินทร์ตามติดไม่ห่างตามคำสั่งคนเบื้องหน้า'ภาระ' บดินทร์เข้าใจคำนี้ดีไม่ปฏิเสธหรอกว่าการมาของเขาครั้งนี้เป็นภาระของดนัยแต่เขาก็ไม่สามารถอดรนทนอยู่เฉยๆแล้วรอฟังข่าว ว่าสดายุจะเป็นตายร้ายดีอย่างเดียวอยากเป็นประโยชน์อยากทำอะไรมากกว่าการนั่งภาวนานี่ไม่ใช่การทำดีด้วยเพื่อล้างบาปไม่แม้กระทั่งต้องการการให้อภัยจากสดายุ แต่เขาทำเพื่อตัวเอง

เพื่อ'หัวใจ' ของตัวเขาเองทั้งสิ้น

เพียงครู่เดียวเท่านั้นทั้งหมดก็มาถึงชั้นบนสุดห้องใหญ่ที่ปีกซ้าย มีแสงไฟรำไรสลัว แม้จะไม่ได้ยินเสียงพูดคุยใดๆ เพราะเสียงฝนฟ้าคะนอง ดังกลบทุกสรรพเสียง ดนัยจำต้องเข้าใกล้อีกหน่อย พร้อมเล็งหาจุดที่อันตรายน้อยที่สุดในการซ่อนตัว

ไม่ได้หมายถึงซ่อนตัวเขา แต่ซ่อนภาระทางใจต่างหาก ตามต้อยๆ ไม่ห่างอย่างนี้ กลัวจะโดนลูกหลงไปด้วยเสียจริง

มือถือดนัยสั่นขึ้นในจังหวะใช้ความคิด กฤตเมธติดต่อมา เพื่อบอกที่ซ่อน ช่างพอดิบพอดี จนดนัยรู้สึกอยากหอมแก้มสากนั้นสักฟอด รู้ที่หมาย ดนัยไม่รอช้า รีบจูงมือของบดินทร์ลากไปตามทางที่กฤตเมธบอก

คนโดนจูงมือไม่มีทีท่าขัดเขินหรือดิ้นรนบดินทร์สมยอมเดินตามดนัยโดยไม่อิดออด เพียงครู่ก็ถึงจุดที่กฤตเมธซุ่มรออยู่

"มากันกี่คน?" กฤตเมธไม่รอช้าแค่เพียงเห็นหน้าดนัยก็กรอกคำถามใส่ทันที

"ห้าคนพี่ ผมคัดมาแต่มือดีไว้ใจได้" ดนัยตอบแข็งขัน

"ดี! งั้น......." กฤตเมธตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่างแต่ต้องชะงักไปเล็กน้อยเพราะเหลือบไปเห็นคนที่ตามดนัยมา ใบหน้าที่เครียดขึงเป็นทุนของพระเอกหนุ่มใหญ่ดุดันขึ้นทันที สายตาที่จ้องอีกฝ่ายราวกับชิงชังมาแต่ชาติปางไหนทำให้บดินทร์ถึงกับสลด ผู้ติดตามดนัยถึงกับต้องก้มหน้างุด เพื่อหลบสายตามาดร้ายของกฤตเมธ บดินทร์รู้ตัวดีว่าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธความเกลียดชังที่กฤตเมธมีต่อตน เพราะที่ผ่านมาเขาระยำเอาไว้มากจริงๆ

เห็นอีกฝ่ายก้มหน้าหลบสายตาอาฆาตก ฤตเมธก็เริ่มรู้สึกตัวถึงหน้าตึงๆของตนหนุ่มใหญ่ถอนหายใจพรูก่อนหันมาคุยกับดนัยต่อ

เผลอไปหน่อย...

เผลอใส่ความบาดหมางในอารมณ์มากไปหน่อยทั้งที่ตั้งใจจะให้อภัยแล้วแท้ๆ แต่พอเห็นหน้าคนคนนี้ตรงๆอีกครั้ง ดันนึกขึ้นมาได้แต่เรื่องเลวร้ายจนเผลอใส่อารมณ์กับสายตาที่สื่อออกมามากจนเกินไป แต่ช่างมันเถอะ เขาไม่มีเวลาพอมาใส่ใจคนอื่นมากไปกว่าการช่วยสดายุหรอก

“เดี๋ยวพี่จะเข้าไปข้างใน” กฤตเมธเอ่ยแผนการของตัวเองขึ้น แต่แค่เพียงจั่วหัวข้อ ดนัยก็ถึงกับเหวอ

“เฮ้ย ไม่เวิร์คมั้งพี่? จะเล่นมันซึ่งหน้าเลยเหรอ? ผมว่ามันเสี่ยงไปนะ”

“พี่แอบดูอยู่พักหนึ่งแล้ว ยุโดนพวกมันจับแยกเอาไว้อีกด้าน ตอนนี้มีคนเฝ้าอยู่คนเดียว นอกนั้นอยู่กับตัวหัวหน้ามันหมด ตรงที่ยุนอนมีที่ซ่อน พี่จะเข้าไปตรงนั้น” กฤตเมธว่า แต่ก็ถูกดนัยเถียงใจขาด

“แต่มันอันตรายเกินไปนะพี่เมธ ระยะแค่นั้น มันยิงพี่ตายได้ง่ายๆเลยนะ ให้พวกผมจัดการเองดีกว่า มานพ วิเชียร สิงหา มันสามคนเคยเป็นหน่วยคอมมันโดมาก่อน เรื่องชิงตัวประกันน่ะ มันถนัด...”

“พี่รู้ว่ามันอันตราย พี่ถึงได้รอให้พวกนายมาถึงก่อนไง”

“..........??”

“คุ้มกันพี่ด้วย ตอนที่พี่ช่วยยุได้ พวกมันคงมะรุมมะตุ้มมาทางพี่ ให้ส่วนหนึ่งช่วยคุ้มกันพี่ไว้ ตอนที่มันละล้าละลังอยู่กับพี่ ก็ส่งอีกคนเข้าไปช่วยชิดจันทร์”

“เล่นหนังบู้มากไปป่าวพี่ วางแผนซะระห่ำเชียว”

“เออน่า ทำตามที่บอกเถอะ”

“พี่อยู่เป็นกองหนุนไม่ดีกว่าเหรอ? ให้เด็กผมลงมือ...”

“ยุเป็นแฟนพี่ พี่อยากเข้าไปช่วยเขาด้วยมือพี่เอง”

ในเมื่อกฤตเมธยืนยันขนาดนั้นดนัยก็สิ้นคำจะพูดต่อและไม่คิดขัดขวางต่อไปอีก ทำได้แต่เพียงยิ้มให้ในความบ้าบิ่นของพี่ชายพร้อมมอบคำมั่นว่าจะทำให้ดีที่สุดตอบแทนความกล้าหาญเหลือล้นของกฤตเมธ "พี่ทำผมศรัทธาพี่เพิ่มขึ้นอีกแล้วหึหึ"

หลังวางหมากกันเรียบร้อย ทั้งหมดก็เริ่มลงมือทำตามแผน

กฤตเมธเตรียมตัวย่องเงียบเข้าไป พร้อมกับสายตาของดนัยและบดินทร์ที่เฝ้ามองตามหลังกฤตเมธไปด้วยใจระทึก เหล่าสมุนสามนาย มานพ วิเชียร สิงหา เข้าประจำตำแหน่งรบ พร้อมอาวุธครบมือ คำสั่งนายคือตัดกำลัง ห้ามสังหาร ไม่ใช่เพราะเมตตาสรรพชีวิต แต่ไม่อยากติดพ่วงไปกับคดีที่มีตำรวจเข้ามาเอี่ยว

*
*
*
*
*

หวืออออ...ซ่า ......ซ่า....ครืนนน....เปรี้ยง....

ลมฝนรุนแรงขึ้นทุกขณะ เสียงฝน เสียงลม เสียงฟ้าลง เลื่อนลั่น ทำเอาคนที่นั่งเพียงลำพังตรงเบาะหลังในรถหรูอดสะดุ้งไหวไม่ได้ แต่ก็หาได้สนใจหรือกริ่งกลัวมากนัก เพราะจิตใจทั้งหมดจดจ่อไปเพียงที่ที่เดียว เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเบอร์ลูกน้องคนสนิทโทรมาแจ้งข่าวว่าอีกไม่เกินสิบนาทีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กำลังจะเข้ามาถึง เสน่ห์จันทร์รับทราบเสียงฟ้าลั่นอีกครั้งดังสนั่น ฟ้าคงผ่าลงในที่ที่ไม่ไกลนัก ฝนลมหนักขึ้นหลังฟ้าลง ซัดสาดอยู่ในความมืดต้นไม้ใหญ่ไม้เลื้อยรกครึ้มเอนลู่ตามลมแม้เห็นเพียงเงารำไรยังแสนจะน่าหวาดหวั่นราวมันจะกลายร่างเป็นอสูรกายได้ เสน่ห์จันทร์เอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเดินทางใบเขื่องที่ตั้งอยู่ข้างกัน เงินจำนวนร้อยล้านบรรจุแน่นอยู่ในนั้น หล่อนไม่ยอมโอนเงินเข้าบัญชีของพวกมันตามคำขอ หล่อนไม่วางใจว่าหากโอนเงินเข้าไปแล้ว มันจะยอมปล่อยชิดจันทร์ตามคำสัญญา

สัจจะไม่มีในหมู่โจรฉันท์ใด คำพิมานก็เชื่อไม่ได้ฉันท์นั้น

เสน่ห์จันทร์จึงเอาเงินสดติดตัวมาแทน เงินสดจำนวนร้อยล้านถ้วน ที่หล่อนวิ่งเต้นขอหยิบยืมมาทั้งคืน เนื่องจากยังไม่สามารถถอนจากธนาคารได้ทัน

ชิดจันทร์ถูกจับตัวมา ไม่นึกเลยว่า สดายุจะโดนร่างแหมาด้วย ฟังจากกฤตเมธว่าสดายุถูกจับเพราะพยายามช่วยชิดจันทร์ ยินเพียงแค่นั้นความรู้สึกตื้นตันก็โถมเข้าใส่ ทั้งที่หล่อนทำตัวร้ายกาจกับสดายุไว้ก็มาก แต่ชายหนุ่มก็ยังยื่นมือเข้าช่วย ไม่แปลกใจแล้วที่คนคนนั้นจะเป็นที่รักของใครต่อใคร ทั้งที่เคยทำตัวเหลวไหลเหลวแหลก

ห่วง...เสน่ห์จันทร์ เป็นห่วงทั้งคู่เหลือเกิน

กฤตเมธ กับพวกของดนัยจะสามารถช่วยชิดจันทร์กับสดายุได้สำเร็จหรือเปล่านะ หรือจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย......

แล้วนี่...หล่อนยังจะนั่งอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร?

หล่อนรออะไรอยู่?

รอให้คนอื่นเสี่ยงภัยเข้าไปช่วยลูกของตัวเอง แล้วหล่อนกลับมานั่งงอมือ งอเท้า กอดเงินจำนวนมหาศาลอยู่ที่นี่เงียบๆคนเดียวน่ะหรือ? แล้วถ้าพวกกฤตเมธทำพลาด ถ้าพวกมันบันดาลโทสะแล้วเกิดฆ่าชิดจันทร์ขึ้นมา ในฐานะคนเป็นแม่ หล่อนจะไม่เสียใจไปตลอดชีวิตหรืออย่างไร ที่ไม่ยอมเข้าไปช่วยลูกด้วยมือของตัวเอง...

เรียวนิ้วขาวสั่นระริก ปลดล็อคเปิดประตูออกสู่สายฝน ร่างบอบบางลากกระเป๋าใบใหญ่ ทุลักทุเลฝ่าฝนเปียกปอนเข้าไปที่ตัวหมู่บ้านรกร้าง ที่หมายคือบ้านหลังในสุด หลังที่ใหญ่สุดของโครงการ บ้านที่พวกมันจับชิดจันทร์หน่วงเหนี่ยวไว้

*
*
*
*
*

“เฮ้ยไอ้เหี้ย กูแดกมั่งดิ แม่งไม่ได้กินไรมาตั้งแต่หัวค่ำแล้ว...”

เสียงไอ้เตี้ยดังขึ้น ก่อนจะลุกไปหาเพื่อนมันอีกคนที่นั่งกินแกะแซนวิชด์เข้าปากอยู่ แต่ดูเหมือนไอ้ดำเมื่อมที่ใส่เสื้อยืดสีดำแขนยาวเหมือนตังเกจะไม่ค่อยสบอารมณ์ ที่จะโดนไอ้เตี้ยแย่งของกินสักเท่าไหร่ พอเห็นไอ้เตี้ยเดินไปใกล้ ไอ้ตังเกก็สบถด่าทันที “ไอ้สัตว์ กูมีอยู่อันเดียวยังจะมาแย่งกูอีก!”

การโต้เถียงของมันสองคน ไม่ได้เข้าหูผู้เป็นหัวหน้ามากนัก เพราะดูเหมือนนายมันจะยังคุยกับไอ้หน้าบากไม่จบ สดายุทำได้เพียงแต่นอนมองเหตุการณ์ต่างๆ เงียบๆ พรูลมหายใจช้าๆ ที่ในที่สุด ไอ้เตี้ยก็เลิกวุ่นวายกับตัวเขาเสียที ดีใจจริงๆที่เกิดมาเป็นผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิงนี่ไม่แน่ว่า เขาอาจโดนไอ้เตี้ยนั่นยัดเยียดความเป็นผัวให้ไปแล้ว....แค่คิดสดายุก็ขนลุกซู่ ขอบคุณความเป็นชายของตัวเองเหลือเกิน...

!!!!??

จู่ๆ ตรงแขนที่ถูกมัดไพล่หลังอยู่ก็รู้สึกถึงสัมผัสบางอย่าง สดายุสะดุ้งเยือก พยายามจะพลิกหันไปมอง แต่เสียงกระซิบที่ดังอยู่ข้างหู ก็ทำเอาน้ำตาแทบจะรื้นขึ้นเบ้าเสียก่อน

“นิ่งไว้ยุ ผมจะแก้มัดให้”

กฤตเมธมาช่วยเขาแล้ว ทั้งโล่งใจ ทั้งกังวล สดายุเริ่มกวาดสายตาหาทางหนีทีไล่อีกครั้ง โชคดีเหลือเกิน ที่เขาถูกลากมามัดไว้ที่โซฟาตัวนี้ ขอบคุณไอ้หน้าบาก ที่ขี้เกียจยืนเฝ้า เลยเอาเขามานอนตรงที่ที่มันจะได้นั่งสบายๆ พอมันลุกจากที่นั่งไป โซฟาตัวเขื่องก็กลายเป็นบังเกอร์อย่างดีให้กฤตเมธได้ลอบเข้ามาช่วยเขาได้

“พวกดนัยดักอยู่ตรงหน้าประตู เตรียมตัวนะ เราต้องวิ่งกันแล้ว” กฤตเมธกระซิบบอกตอนที่สามารถตัดผ้าเทปพันมือ พันเท้าของสดายุออกจนหมดแล้ว “เดี๋ยวพอผมให้สัญญาณ วิ่งเลยนะ” กฤตเมธย้ำ อยู่ด้านหลัง สดายุพยักหน้าน้อยๆ รับคำ

ไอ้หน้าบากยังคงหันหลังให้พวกเขา ยืนกอดอกคุยกันอยู่กับไอ้หัวหน้าของมันที่เอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ส่วนพวกที่เหลือ คือไอ้เตี้ยและไอ้ตังเก ก็ยังคงทะเลาะแย่งอาหารกันไม่จบไม่สิ้น...สดายุเริ่มเคลื่อนไหว

ประตูอยู่ห่างไปแค่ประมาณ10 เมตร เชื่อมกับระเบียงหน้าบ้าน ที่มีบันไดวนลงได้ถึงชั้นหนึ่ง บ้านดีไซน์งดงามสวยหรู ที่ไม่อาจสานสร้างให้เสร็จสิ้น สดายุลุกขึ้นนั่งช้าๆ แสร้งว่ามือและเท้ายังคงโดนมัดขึง กระถดเรื่อยไปจนสุดโซฟา โดยมีกฤตเมธ ประกบตามอยู่ที่ด้านหลัง

พอสุดขอบโซฟาได้ โดยที่ยังไม่มีใครรู้เห็น ตรงปลายหางตามีเงาวูบไหว ที่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นพวกของดนัย คอยดักรอช่วยอยู่ก่อนแล้ว เพียงอึดใจ ระยะเพียง 10 เมตร สับขาไม่กี่ก้าวก็พ้น แค่เพียงอึดใจ

ไป!

ยินเสียงให้สัญญาณ สดายุก็ลุกขึ้นวิ่งอ้าว ตามกฤตที่คว้ามือลากไปไม่ห่าง ทว่าก็ดังที่คาด พวกมันเองก็ไล่ล่าพวกเขาในทันที

หยุดมันให้ได้! เป็นตายไม่ต้องสน!!!

คำสั่งหัวหน้าโจรที่ดังตามหลังมา ในทันทีที่สดายุเริ่มออกวิ่ง ลูกน้องแต่ละคนของมันตั้งท่าโรมรัน อาวุธที่มันเคยซุกซ่อนกันไว้ ถูกหยิบออกมาเล็งจุดตายของผู้หลบหนี

กริ๊ก!

เสียงเหมือนปลดสลักปืนดังขึ้น ด้วยอดรีนลีนที่กำลังพลุ่งพล่าน แม้ในระยะไกลหลายเมตร สดายุก็ยังสามารถได้ยิน

ราวกับเป็นภาพสโลโมชั่น หางตาสดายุหันไปเห็นไอ้เตี้ยเล็งปืนมาทางกฤตเมธ ปฏิกิริยาตอบโต้อัตโนมัติทางร่างกายสั่งการแบบไม่ต้องผ่านสมอง มันสั่งให้สดายุหมุนตัวหันกลับมาประจันหน้าโจรร้าย พร้อมเบี่ยงกายเป็นโล่ให้กฤตเมธได้ทันท่วงที ก่อนที่อีกฝ่ายจะลั่นกระสุน

ปัง!

ปัง!!!

เสียงปืนดังขึ้นสองนัด พร้อมกันกับที่ร่างของสดายุถูกรวบมากอดเอาไว้!

คมกระสุนไม่ได้ถูกตัวเขา...เพราะถูกรวบเข้าหลบในอ้อมอกกว้างได้ทันการ

ดังนั้น ผู้ที่ถูกกระสุนฝังร่างจึงไม่ใช่สดายุ แต่เป็นกฤตเมธ!!

“พี่เมธ!!!!”

สดายุกรีดร้องในทันทีที่กฤตเมธฟุบไปตรงหน้า เสียงปืนลั่นขึ้นอีกหลายนัด แต่ตอนนั้นสดายุไม่ได้รับรู้อีกแล้ว ว่าใครยิงใคร เลือนลางว่าไอ้เตี้ยถูกยิงที่แขน ในจังหวะเดียวกับที่มันลั่นกระสุนมา แต่ก็เท่านั้น ตอนนี้สดายุไร้สตินึกคิดอย่างสิ้นเชิง เขาทำได้เพียงกอดร่างเจ็บร้าวของกฤตเมธเอาไว้ แล้วภาวนาต่อฟ้าฝน ขอให้คนรักปลอดภัย

“ตามมันไปอย่าให้มันหนีไปได้!!”

ดนัยสั่งการกร้าว เมื่อแผนการช่วยชิดจันทร์ล้มเหลว โจรร้ายไม่ได้กระจอกตามที่คาดการณ์ พวกมันแม่นปืนและมีฝีมือกว่าที่คิดไว้ และที่สำคัญ ตัวหัวหน้ามันไม่ยอมห่างจากชิดจันทร์เลย ทันทีที่กฤตเมธโดนยิง พิมานก็ลากชิดจันทร์ลงบันไดทางลัดหนีไปทันที พร้อมมีลูกน้องหน้าบากที่ดูท่าทางจะเก่งที่สุดในกลุ่มคอยคุ้มกัน ยังไม่ทันจะได้ตาม ระเบิดควันจากใครสักคนก็ถูกขว้างมากลางวง ก่อนที่พวกมันทั้งหมดจะหนีลงทางลัดอีกทางไป ทิ้งพวกดนัยไว้เบื้องหลังพร้อมกับผู้บาดเจ็บอย่างกฤตเมธ

“ยุ ยุ! เป็นยังไงบ้าง!?”

ทันที่ที่พวกโจรหนีไป บดินทร์ก็ถลาเข้าหาสดายุที่กำลังนั่งตระกองตัวกฤตเมธไว้ ร่างสูงใหญ่ในอ้อมกอดของสดายุนั้นมีสีหน้าเจ็บปวด ทว่ายังคงมีสติ บดินทร์ตกใจกับภาพตรงหน้า แต่ก็น้อยไปกว่าที่เขาห่วงสดายุ

“โดนเข้าที่กระดูกสะบัก ไม่โดนจุดสำคัญ แต่กระสุนฝังใน ต้องรีบส่งโรงพยาบาล” ดนัยตามมาดูอาการแบบติดๆ โชคดีที่แผลของกฤตเมธไม่ร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็ทำให้เจ็บเอาการ “ฝากดูพี่เมธด้วย เดี๋ยวเราให้คนมารับ” ดนัยว่า พร้อมตบไหล่สดายุเบาๆแทนการปลอบ ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อตามลูกน้องลงไปด้านล่าง เขายังมีอะไรต้องทำอีกนิดหน่อย

“คุณจะไปไหน?” บดินทร์ร้องถามขึ้น ตั้งท่าจะตามไปด้วย ถึงในชีวิตจริงเขาจะไม่ต้องการอยู่ใกล้ดนัยสักเท่าไหร่ แต่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาไม่ต้องการให้ใครเป็นอะไรไปอีกทั้งนั้น...ไม่เว้นแม่แต่ดนัยเอง

“ผมจะไปตามเก็บไอ้พวกที่มันกล้าหันปืนใส่เพื่อนของผมหน่อย ผมไม่ยอมให้พวกมันรอดไปแน่ คุณอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนยุ ช่วยห้ามเลือดพี่เมธ อีกเดี๋ยวจะมีคนมารับ” ดนัยฝากฝังกับบดินทร์เพียงแค่นั้น ก่อนวิ่งห้อลงบันได้ลับไป

ทิ้งบดินทร์ไว้ด้วยหัวใจที่บีบรัดอย่างประหลาด ‘เป็นห่วง?’

“พี่เมธ...ฮึ่ก...อย่าเป็นอะไรนะ พี่เมธ! ตอบผมสิ ตอบผมหน่อย...” สดายุพยายามเรียกกฤตเมธที่กำลังกัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั้งแขนอย่างสุดกำลัง เห็นใบหน้าคนรักบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บร้าว สดายุก็อดใจหายไม่ได้ กฤตเมธโดนยิงตรงไหน มันโดนจุดสำคัญไหม เลือดไหลเต็มไปหมด กฤตเมธจะตายหรือเปล่า ในหัวสดายุสับสนมึนงง เรื่องที่เกิดขึ้นมาเร็วมาก

หัวใจเขาถูกกระชากออกจากอกเร็วมาก...ไม่ให้เวลาได้ตั้งตัวเลย

ไม่นะ...อย่าเป็นอะไรไปนะ มีเพียงคำคำนี้วนเวียนอยู่ในหัว

ได้โปรดอย่าทิ้งไป ได้โปรดอยู่ด้วยกัน... มีเพียงคำคำนี้ไหลเวียนในกระแสเลือด

พี่เมธ... พี่เพียงชื่อชื่อนี้สลักย้ำอยู่ในใจ

เสียงหอบระคนครางเครือด้วยความเจ็บปวดเล็ดรอดไรฟันขาวออกจากปากของกฤตเมธที่ขบแน่น แค่เสียงก็ทำเอาใจสดายุแทบขาด ร่างผอมบางที่ยังบาดเจ็บไม่น้อย พยายามประคับประคองร่างหนาของคนรักเข้าสู่อ้อมแขน เจ็บปวด ใช่เพียงร่างกาย หัวใจเจ็บยิ่งกว่าหลายล้านเท่า เจ็บจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หยาดน้ำอุ่นเอ่ออาบสองตาเศร้าหมอง ไหลนองสองแก้มหยดเผาะแผะลงบนใบหน้าเจ็บร้าวของคนรัก สดายุสะอื้นฮั่ก พลางพร่ำภาวนา

โปรดเถิดฟ้า เมตตาเถิดสายฝน อย่าพรากเขาไปจากผม

ขอแค่กฤตเมธปลอดภัย ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ผมก็จะไม่เกี่ยงทั้งนั้น...

ได้โปรด...

หยาดน้ำอุ่นกรุ่นกลิ่นอาลัยอาวรณ์ ที่หยดรินกระทบข้างแก้ม เรียกสติพร่าเบลอของกฤตเมธให้คืนมาในที่สุด สองตาที่เคยคมกล้า ค่อยปรือเผยอ ฝืนความปวดปร่าลืมตาขึ้นมอง ว่าใครกันหนอที่ส่งเสียงร้องไห้ได้น่าสงสารจับใจขนาดนี้

เพียงแค่เห็นใบหน้าที่จ้องมองมา หัวใจกฤตเมธก็เจ็บร้าวปวดปร่ายิ่งกว่าบาดแผลที่โดนคมกระสุน

"...ยุ..."

เสียงแหบพร่า พยายามเรียกชื่อคนรักสุดหัวใจ อยากรีบปลอบขวัญ ว่าทำไมถึงร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นเด็ก

"พี่เมธ!...พี่เมธ..." ยินเสียงเพรียกเรียกชื่อตนแผ่วเบาจากกฤตเมธ สดายุก็แทบกระโดด หัวใจลิงโลดขึ้นอย่างไม่อาจห้าม ในที่สุดคนรักก็ฟื้นคืนสติ ยังพูดได้ ยังคุยรู้เรื่อง ยังรู้ว่าเขาเป็นใคร แค่นี้สดายุก็ค่อยโล่งอกขึ้นหน่อยแล้ว สดายุซบหน้าผากมนของตนลงแนบหน้าผากกฤตเมธด้วยความโล่งใจ เขารู้เพียงกฤตเมธโดนยิง แต่ไม่รู้เลยว่ากระสุนนัดนั้นฝังลึกตรงจุดไหน เป็นอันตรายหรือไม่อย่างไร เพราะแค่เพียงรู้สึกถึงเลือดข้นคลั่กที่ทะลักออกมาจากร่างคนรักจนแดงฉานไปทั้งฝ่ามือที่โอบตระกองร่างสูงใหญ่นี้ หัวใจของสดายุก็หลุดหายออกไปจากร่างเรียบร้อย จนแทบไม่อาจควบคุมสติสัมปชัญญะ

โชคดีเหลือเกินที่กฤตเมธยังอยู่

โชคดีเหลือเกินที่คนรักเขายังไม่ตาย

“ยุ...ไม่เป็นไรใช่ไหม...โดนลูกหลงหรือเปล่า?” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยถามคนรัก ไหล่ซ้ายระบมหนักจนเริ่มชา เจ็บแต่ยังพอเหลือสติ เมื่อความรู้สึกพร่าเลือนจากความเจ็บร้าวคลายลง สิ่งแรกที่กฤตเมธนึกขึ้นได้ คือความปลอดภัยของสดายุ แขนซ้ายไร้ความรู้สึกไม่อาจขยับไหว แต่แขนขวาที่ยังใช้การได้ พยายามเอื้อมคว้าใบหน้าของคนรักด้วยความกังวล

“ไม่...ผมไม่เป็นไร...คุณต่างหากล่ะที่เจ็บ...” สดายุรีบคว้ามือขวาของกฤตเมธไว้แล้วซบแก้มเข้าหามือข้างนั้นด้วยความคิดถึง ทั้งพยายามบอกเล่า ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรเลย ยังสบายดี ยังยิ้มได้ แม้ว่าน้ำตาจะนองหน้าอย่างไม่อาจกลั้น ยิ่งเห็นว่า กฤตเมธยังยิ้มได้ คำปลอบใจกลายเป็นกระทบกระเทียบอย่างไม่อาจห้ามปาก เพื่อเป็นการยืนยันหนักแน่น ว่าเขายังไหว “ทำอะไรไม่ดูสังขารตัวเองเลยนะลุง...”

“...อื้อ หือ...เจ็บกว่าโดนยิงอีกนะเนี่ย...หึหึ” คำปรามาสของสดายุทำให้กฤตเมธยิ้มได้ แม้การหัวเราะออกมาจะทำให้เขาเจ็บแผล แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทุกข์ร้อนตรงไหนอีก ในเมื่อสดายุกลับมาอยู่ข้างเขาแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่กฤตเมธจะต้องรู้สึกกลัว

ความอบอุ่นที่ไม่เข้ากับบรรยากาศอันตราย แผ่กำจายสู้สายฟ้าสายฝน เล่นเอาส่วนเกินอย่างบดินทร์ถึงกับทำอะไรไม่ถูก นอกจากยืนมองภาพนั้นอยู่ห่างๆ นี่สินะ...ที่เรียกว่า ‘ความรัก’ บดินทร์เฝ้ามองมันเงียบๆ พูดไม่ออกว่ายินดีกับอดีตเพื่อนรักอย่างสดายุแค่ไหน ที่ในที่สุดก็ได้ค้นพบความรักที่แท้จริงเสียที

ใช่ว่าบดินทร์จะไม่ยินดีกับความรักของสดายุ เพียงแต่หัวใจบิดเบี้ยวของเขามันกลับโหยไห้ ว่าทำไมคนตรงนั้นถึงไม่ใช่เขาแทนที่จะเป็นกฤตเมธ รู้ตัวเองดีว่าช่างสารเลว รู้ตัวเสมอมาว่าช่างชั่วช้าสามานย์ แต่หัวใจระยำดวงนี้มันกลับไม่ยอมจำนนต่อหลักฐานความเลวร้ายที่เคยได้กระทำ แต่ยิ่งตอกย้ำว่าอยากได้คนตรงหน้ามากขึ้น ‘อยากได้สดายุ’

อยากเป็นคนรัก อยากเป็นที่รัก เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของสดายุ เป็นอย่างที่กฤตเมธกำลังเป็น เขายอมโดนยิงเสียเองก็ได้ ยอมตายก็ได้ ขอเพียงได้เป็นคนที่อยู่ในอ้อมแขนของสดายุตอนนี้ เป็นคนที่สดายุจะร้องไห้ให้เมื่อเห็นเขาเจ็บปางตาย เป็นคนที่สดายุจะรัก...

เพิ่งรู้หัวใจตัวเองก็วันนี้ บดินทร์เพิ่งประจักษ์ก็ตอนนี้ ว่าแท้จริงแล้วเขาไม่เคยมองสดายุเป็นอะไรเลย นอกจากคนรัก...คนที่อยากให้เป็นที่รัก แต่...รู้ตัวตอนนี้มันจะเกิดผลอะไรเล่า ในเมื่อให้ตายตรงนี้เขาก็ไม่สามารถเป็นอะไรในสายตาของสดายุได้อีกแล้วนอกจาก ‘เพื่อนทรยศ’

เจ็บปวดเหลือเกิน...

ครืนนนน...เปรี้ยงงง!!! เสียงฝ้าผ่าลงมาไม่ไกลนัก ทำความคิดของบดินทร์สะดุดลง ทำให้เริ่มได้สติ ว่านี่ไม่ใช่เวลามานั่งคิดเพ้อเจ้อ กฤตเมธยังไม่ได้ห้ามเลือด และสถานการณ์ด้านล่างก็ยังคงอันตราย

คิดขึ้นได้ก็รีบปรี่เข้าไปหาสดายุและกฤตเมธ เพื่อพยายามช่วยกฤตเมธห้ามเลือดที่ยังไหลนอง

สิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้

และตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด...

*
*
*
*
*
สี่โจรถูกล้อมในที่สุด ท่ามกลางห่าฝนกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา พร้อมตัวประกันสาวน้อย ที่ถูกปิดปากเอาไว้แน่นหนา หน้าตาตื่นกลัวสั่นระริก

“ถอยไปนะเว้ย! ไม่งั้นนังนี่ไม่รอดแน่!!” ไอ้หน้าบากที่ยืนคุ้มกันหัวหน้ามันอยู่ ตะโกนข่มขู่ศัตรูฝ่าสายฝน ในเมื่อไอ้พวกนี้มาเพื่อช่วยตัวประกัน ไอ้หน้าบากจึงมั่นใจมากว่าคำขู่ของตนจะต้องสัมฤทธิ์ผลเป็นแน่แท้ ไอ้ตังเกเข้ามาสมทบเหวี่ยงปืนไปซ้ายทีขวาทีด้วยความหวาดระแวง ทั้งที่ตัวมันยังประคองเพื่อนเตี้ยที่เพิ่งถูกยิงแขนเดี้ยงมาหยกๆอยู่ด้วย

“กูว่าพวกมึงกำลังเข้าใจผิดนะ”

เสียงดังฟังชัดดังขึ้นตรงเหนือบันได หัวหน้าพวกสูทดำทั้งสาม ปรากฏตัวในที่สุด ทันทีที่พิมานชำเลืองไปเห็นก็ถึงกับตาขวากระตุกยิก หากจำไม่ผิดไอ้เด็กนี่ชื่อ ดนัย เด็กที่เสน่ห์จันทร์ส่งไปค้าขายถึงฮอลลีวู้ด ไม่ถึงกับดังเปรี้ยง แต่ก็ไม่เคยขาดงาน แล้วทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้? อีกทั้งลิ่วล้อมฝีมือเก่งกาจของมันนี่อีก ได้เด็กนี่แท้จริงแล้วมันเป็นใครกันแน่ นี่เสน่ห์จันทร์เลี้ยงอสรพิษตัวเอ้ขนาดนี้ไว้ในมืออย่างนั้นหรือ...

“...หึหึ ไม่นึกว่าเสน่ห์จันทร์จะเลี้ยงคนเด็ดๆ เอาไว้ด้วย นี่คงส่งแกมาช่วยลูกมันแทนการจ่ายค่าไถ่สินะ” พิมานหัวเราะร่า แขนแกร่งล็อคคอชิดจันทร์แน่นขึ้นอีก ราวกับต้องการให้สิ้นใจในอ้อมแขน สายตาแข็งกร้าวจดจ้องไปยังดนัยที่ยืนตระหง่านอยู่ที่บันไดขั้นที่สิบ ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ ร่างนั้นยังคงสง่างามน่าเกรงขาม จนแม้แต่พิมานยังรู้สึกประหวั่น นี่หากไม่มีชิดจันทร์เป็นข้อต่อรอง เขาคงต้องยอมศิโรราบเสียตั้งแต่ตอนนี้...

หรือว่าบางที...แม้แต่การมีชิดจันทร์เป็นตัวประกัน มันก็อาจไม่ได้ช่วยอะไร

และมันก็เป็นไปตามที่พิมานคาดไว้ไม่มีผิด

“ทำไมกูต้องช่วยชิดจันทร์ด้วยวะ? ไม่เห็นจำเป็นตรงไหน กูแค่มาช่วยสดายุ และก็ช่วยสำเร็จแล้วด้วย...”

ดนัยเอ่ยขึ้นทั้งรอยยิ้มพริ้มเพราที่แฝงด้วยความอำมหิตอย่างไม่ปิดบัง คำที่ดนัยลั่นออกมา ทำพิมานขวัญหนีดีฝ่อไม่น้อย

แต่ไม่มีทางที่พิมานจะเชื่อง่ายๆหรอก ใครจะอยากยุ่งยากยุ่งด้วย หากไม่ใช่เพื่อต้องการช่วยตัวประกันอีกคน “อย่ามาโกหก ถ้าไม่ได้จะมาช่วยนังนี่ แล้วมึงยังตามพวกกูมาทำไม?”

“กูก็แค่...” ยินคำของพิมาน ดนัยก็ถึงกับหัวเราะร่า

แค่เสียงหัวเราะ ยังราวกับเสียงคำรามของซาตาน ในสายตาของพิมานและลิ่วล้อ ไม่รู้จริงๆว่าคนตรงหน้าต้องการอะไร มันช่างน่ากลัวจนแทบไม่กล้าละสายตา เหมือนกับว่าแค่เพียงกระพริบตาเพียงครั้ง ชีวิตก็อาจถูกปลิดติดมือของอีกฝ่ายไปเสียเดี๋ยวนั้น...

แต่การหวาดระแวงนั้นก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ เมื่อคำสุดท้ายของดนัยสิ้นสุดลง

“ตามมาจัดการ ไอ้เหี้ยที่ทำเพื่อนกูก็เท่านั้นแหละ!!”

ปัง!! ปัง!! ปัง!!

เสียงปืนสามนัดกัมปนาทกลางสายฝน พร้อมกับที่สามร่างร่วงลู่ลงพื้นราวกับไร้กระดูก หน้าบาก ตังเก และไอ้เตี้ย ลงไปกองต่อหน้าลูกพี่มันอย่างไม่ทันได้ตั้งเนื้อตั้งตัว ต่างร้องโอดโอยน่าเวทนา ต่อหน้าพิมานที่ไม่อาจทำอะไรได้แม้แต่การเปล่งเสียงห้ามปราม ทำได้เพียงสบถด่าไปทางดนัยเท่านั้น “ไอ้สัตว์!!”

“ขาคนละข้าง แลกกับที่พวกมึงซ้อมยุเสียจนสะบักสะบอม ส่วนไอ้เตี้ย มึงหนักหน่อย เพราะเสือกยิงพี่เมธของกูด้วย...” ทั้งที่เพิ่งสั่งลูกน้องยิงคนล้มเจ็บไปต่อหน้า ดนัยก็ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้าน สายตาเย็นชาจับจ้องศัตรูที่ไม่คู่ควรกับเขาราวกับเป็นขยะ ก่อนจะนึกปราณีปล่อยไปในที่สุด “เอาล่ะ หมดเรื่องของกูแล้ว มึงจะทำยังไงกันต่อก็ตามสบายละกัน...ส่วนน้องชิดจันทร์ พี่ขอโทษแล้วกันนะ ที่ไม่ได้ช่วย เพราะแค่เรื่องที่น้องทำกับคนของพี่ไว้ แค่พี่ไม่ลงมือกับน้องด้วยตัวเอง น้องก็ควรจะขอบคุณพี่แล้วนะ...หึหึ” ดนัยทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนหันหลังจากไป โดยมีลูกน้องคอยคุ้มกันไม่ห่าง ทว่ายังไม่ทันจะถึงไหน พิมานก็รั้งไว้ด้วยคำถามคำถามหนึ่งเสียก่อน

“มึง...ไม่ใช่คนของเสน่ห์จันทร์หรอกเหรอ? เด็กปั้นในสังกัดไม่ใช่รึไง?”

พิมานสงสัย เจอแบบนี้ไปไม่ว่าใครก็คงสงสัย ในวงการไม่มีใครไม่รู้ว่าดนัยเป็นเด็กปั้นในสังกัดของเสน่ห์จันทร์ เด็กปั้นอีกคนต่อจากบดินทร์ เด็กปั้นเพียงสองคนในสังกัด และดนัยเป็นเด็กที่หล่อนส่งออกนอก ให้ได้โกอินเตอร์มีชื่อเสียง เด็กที่เสน่ห์จันทร์ให้ความกรุณาไม่ต่างจากกฤตเมธ แล้วทำไมวันนี้ เด็กปั้นในความเมตตาถึงเนรคุณได้อย่างเลือดเย็นเช่นนี้กันนะ?

“ใช่...กูเคยเป็น” ดนัยหันมาตอบคำถามแต่โดยดี ด้วยรอยยิ้มเทพบุตรฉาบฉายเต็มใบหน้า “และก็ถูกเขี่ยทิ้งไม่ต่างมึงไงครับ คุณพิมาน ดารารุ่นเก่าตกกระป๋อง...แต่ต่างกันหน่อยตรงที่บารมีพ่อกูมันใหญ่พอที่นางจะทำให้กูหมดอนาคตอย่างมึงไม่ได้ เลยต้องวางแผนไล่กูออกนอกประเทศ ด้วยสัญญาทาสที่ทำกูแทบกระอักเลือดแทน เสน่ห์จันทร์รู้ว่ากูติดพันธะสัญญากับพ่อกูเรื่องเป็นดารา แต่มันไม่รู้ว่ากูมีอะไรที่มากกว่าการเป็นแค่ลูกชายคนเล็กของนายพล ที่กูอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะมัน...ใครก็คงคิดว่ากูโกอินเตอร์ เพราะแม่พระอย่างคุณเสน่ห์จันทร์ท่านกรุณา หึหึ...เบื้องหลังก็ไม่ต่างกับตอนกำจัดมึง...คุณพิมาน เด็กลับของเจ้าแม่เสน่ห์จันทร์...”

ดนัยเปิดปากเล่าเบื้องหลังของตนให้พิมานฟังอย่างไม่ปิดบัง ‘พวกเดียวกัน’ อาจเป็นเพราะเขารู้สึกอย่างนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเข้าด้วยกับพวกมัน ที่ทำร้ายเพื่อน และพี่ชายที่เขาศรัทธา

“ถึงจะไม่ได้เกลียดเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าจะมีเหตุจูงใจมากพอที่กูจะต้องช่วยลูกนาง คนเดียวเท่านั้นเองมั้ง ที่ตั้งใจมาเพื่อช่วยชิดจันทร์ หึ...พี่เมธ...คนที่ชิดจันทร์เกลียดอย่างกับหนอน...” ถึงประโยคนี้ ดนัยทำหน้าเหยเกเล็กน้อย ตอนพูดว่า ‘กฤตเมธคือลูกรักชั่วกัลปาวสานของท่านประธาน’ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีอีกคน แล้วหัวเราะออกมา ราวกับเป็นเรื่องไร้สาระ “อ้อ มีอีกคนที่ทะเล่อทะล่าเข้าช่วยแบบไม่ลืมหูลืมตา...สดายุ เฮ้อ หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ หึหึ ฮะฮะฮะ”

พูดจบดนัยก็หันหลังกลับไปทันที ธุระที่นี่ของเขาจบลงแล้ว เหลือเพียงพากฤตเมธกับสดายุส่งโรงพยาบาล แล้วปิดเรื่องที่มาโผล่แจมแถวนี้ให้เงียบหายในป่าช้าก็เท่านั้น ส่วนเรื่องชิดจันทร์ เรื่องพิมาน เรื่องเรียกค่าไถ่อะไรนั่น มันไม่เคยอยู่ในสายตาของเขาอยู่แล้ว

กรี๊ดดดดด ชิดจันทร์ ลูกแม่!!!

ไม่ทันที่ดนัยจะขึ้นบันไดถึงขั้นสุดท้าย เสียงกรีดร้องของเสน่ห์จันทร์ก็ดังฝ่าสายฝนมาเข้าหูเต็มๆ ‘มาแล้วสินะ ตัวแม่!’ ดนัยถอนหายใจเบื่อหน่าย ก่อนจะทำท่าเดินต่อไป ไม่สนใจเบื้องหลัง ทว่ากลับถูกมานพ ลูกน้องคนสนิท กระซิบข้อมูลบางอย่างมาเสียก่อน ‘เฮอะ นึกว่าจะแน่ ที่แท้ก็เอาตำรวจแห่มาทั้งโรงพักด้วยนี่หว่า งั้นก็ตัวใครตัวมันละกัน’ ข่าวที่ได้มา คือเสน่ห์จันทร์ไม่ได้มาเพียงคนเดียว แต่มีตำรวจอีกหลายนาย ซุกกายหลบลี้อยู่ด้านหลังหล่อนด้วย ดนัยไม่อยากยุ่งยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาไม่อยากสุงสิงกับพวกตำรวจเป็นที่สุด ชายหนุ่มกับลูกน้องเร่งหลบเร้นให้พ้นสายตาเจ้าหน้าที่เหล่านั้นทันที

“มานพ บอกรถพยาบาลเข้ามาอีกทาง เราออกทางเดิมไม่ได้แล้ว รีบส่งอีกกลุ่มหนึ่ง มาเก็บรถที่เราซ่อนไว้ตรงปากทางเข้าด้วย เออ เก็บรถพี่เมธไปด้วย เหลือแค่รถเจ๊แกไว้คนเดียวพอ” ดนัยสั่งการก่อนตรงดิ่งไปหาพวกพ้องที่บาดเจ็บอยู่ ณ จุดเกิดเหตุแรก

ต้องรีบชิ่ง ก่อนมีส่วนเอี่ยว

*
*
แต่ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว...

*
*

“ไง ดนัย? ช่วยชิดจันทร์ได้หรือเปล่า?” ดนัยชะงักไปนิด เมื่อถูกสดายุถามขึ้นทันทีที่หันมาสบตากัน

สดายุในสภาพกำลังหิ้วปีกคนตัวโตกว่าเกือบเท่าหนึ่งอย่างกฤตเมธ ส่งเสียถามไถ่ด้วยใบหน้าจริงจังกังวล โดยมีบดินทร์ยืนทื่อทำอะไรไม่ถูกอยู่ด้านหลัง ‘นี่ยังคิดจะช่วยชิดจันทร์ ทั้งที่อยู่ในสภาพนั้นอีกเนี่ยนะ!?’ ดนัยแทบจะตบหน้าผากเรียกสติตัวเอง เห็นพระเอกสองคนตรงหน้าแล้วเริ่มสำนึกได้ รู้แล้วทำไมชาตินี้เขาถึงได้เล่นแต่บทพระรองกับตัวร้าย คงเพราะจิตใจเขาไม่ได้ใฝ่ดีอย่างกฤตเมธและสดายุนี่เอง...โธ่ถัง!

“ผมช่วยไม่ทัน แต่ท่านประธานเอาตำรวจเข้ามาช่วยแล้ว เดี๋ยวเรื่องก็คงจบ เรารีบไปกันก่อนที่ตำรวจจะบุกมารวบเราเข้าเป็นพยานด้วยจะดีกว่า รถมารออยู่ด้านหลังแล้ว เดี๋ยวเราออกไปอีกทางหนึ่งกัน” ดนัยอธิบาย ก่อนพยายามรีบต้อนเหล่าฮีโร่หมดสภาพไปตามทางที่มาร์คเอาไว้ พลางพูดให้สบายใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย เพราะอย่างน้อย เขาก็เก็บโจรไปได้แล้วสามหน่อ ก่อนที่ตำรวจจะโผล่มาล่ะนะ แม้จะด้วยเหตุผลการเก็บคนละอย่างกับที่กฤตเมธและสดายุตั้งใจก็เถอะ

เอาเงินนี่ไป! แล้วปล่อยลูกฉันซะ ได้โปรด!!

ยังไม่ทันจะเคลื่อนพลย้ายที่ เสียงของเสน่ห์จันทร์ที่แหวกสายฝนขึ้นมา ก็เรียกความสนใจของสดายุและกฤตเมธได้เสียก่อน ทุกคนจึงรีบหาที่ซ่อนตัวเพื่อดูสถานการณ์ หากถึงขั้นวิกฤตจริงจัง พวกเขาอาจยังช่วยทัน

…แม้ว่า มันจะดคตรขัดใจดนัยสุดๆไปเลยก็เถอะ

ด้านล่างมืดครึ้ม มองแทบไม่เห็นสิ่งใด แสงจากที่ไกลๆเลือนราง สิ่งที่พอจะทำให้เห็นว่าใครอยู่ตรงไหน คงมีเพียงแสงแลบแปลบปลาบของฝนฟ้าคะนองเท่านั้น

เท่าที่สามารถจับเหตุการณ์ได้ ตอนนี้เสน่ห์จันทร์โยนกระเป๋าใส่เงินใบเขื่องมาไว้ตรงหน้าของพิมานแล้ว แต่พิมานไม่ยอมเดินไปเก็บ แถมยังไม่ยอมปล่อยตัวประกันอย่างชิดจันทร์ เรียกความร้อนใจให้ผู้เป็นแม่ทบเท่าทวีสูง

ใช่พิมานจะไม่อยากเก็บเงิน แต่เพราะลูกน้องของเขาง่อยเปลี้ยไปหมดแล้ว แผนล่มโดยสิ้นเชิง ด้านหลังเสน่ห์จันทร์ มีตำรวจหลายนายซุ่มอยู่แน่ๆ พิมานมั่นใจ ดังนั้นทันทีที่เขาหยิบกระเป๋าเงิน เขาก็จะพลาดท่าโดนจับทันที

พิมานยิ้ม...ก่อนจะหัวเราะลั่นออกมา

เงิน ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ลูกน้อง…ไม่ใช่สิ ผู้สมรู้ร่วมคิดของเขาต่างหากที่อยากได้ แต่ในเมื่อตอนนี้ ไม่มีใครมีปัญญาขนมันไป เขาก็ไม่จำเป็นต้องรับมัน แต่หากว่าพวกมันยังไหว...

“เฮ้ย...ถ้าพวกมึงยังไหว ก็รีบเอากระเป๋าเงินนั่นไป แล้วหนีไปซะ เดี๋ยวกูถ่วงเวลาไว้ให้เอง” พิมานหันไปสั่งลูกน้อง ที่ยังนอนกองกันอยู่ แต่ละคนยังคงนอนร้องโอดโอย เพราะถูกคมกระสุนฝังอยู่ในที่สำคัญ ทำให้ไม่สามารถใช้การขาด้านหนึ่งได้

แต่พอเห็นกระเป๋าเงิน กองอยู่ตรงหน้า พวกมันกลับรู้สึกว่า ยังไหว...

สามชีวิต พยายามประคับประคองกันขึ้น ช่วยระแวดระวังภัยซ้ายขวา ก่อนคว้ากระเป๋าใบเขื่องขึ้นมา แล้วตั้งท่าหนีหลบกบดาน ตามแผนเก่าที่วางกันไว้ ถึงทุกอย่างจะผิดแผนไปหมดแล้วก็ตาม

รถที่ซ่อนไว้...พวกมันต้องรีบไปให้ถึงรถที่จอดซ่อนไว้

ไอ้หน้าบากหันมาชำเลืองมองที่พิมานครั้งสุดท้ายก่อนจาก ตัวต้นคิดแผนการในครั้งนี้ทั้งหมด ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าคนคนนั้นทำไมถึงไม่ยอมรับส่วนแบ่งในเงิน ทำไมถึงไม่หนีไปด้วยกัน

...ความแค้นส่วนตัว หน้าบากคิดได้แค่นั้น

งั้นก็ทางใครทางมัน พวกมันต่างก็บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้กันแล้ว รีบหนีก่อนจะไม่ได้ใช้เงินดีกว่า ส่วนพิมาน ก็แล้วแต่มันแล้วกัน ถือว่าจบพันธะสัญญากันแล้วนับตั้งแต่ตอนนี้

ลับร่างสามอดีตลิ่วล้อ เสน่ห์จันทร์ก็เฝ้ารออย่างใจจดจ่อ ว่าเมื่อไหร่พิมานจะคืนชิดจันทร์ให้หล่อน นี่หล่อนยอมทุกอย่างแล้วนะ ยอมกระทั่งให้ตำรวจปล่อยพวกมันไปก่อนเลยด้วยซ้ำ แล้วเมื่อไหร่กัน มันถึงจะยอมคืนลูกของหล่อนมา คืนมานะ คืนลูกฉันมา เสน่ห์จันทร์เริ่มกรีดร้องโวยวาย ด้วยเพราะทำอะไรไม่ถูก พิมานน่ากลัวเกินไปสำหรับหล่อน เพราะหล่อนรู้ดีว่าชายตรงหน้า ไม่ได้แค่ต้องการเงิน

เห็นแม่ตนร้องไห้ปิ่มขาดใจ ชิดจันทร์ที่ล้าแรงเพราะถูกพิมานล็อคคอไว้จนหายใจหายคอไม่ออก ก็พยายามจะดิ้นรนบ้าง ด้วยความคิดโง่ๆว่าบางทีอาจมีโอกาสหลุดรอด แต่ดูเหมือนยิ่งดิ้นรน อากาศอันน้อยนิด ก็เบาบางลงหนักข้อขึ้น ด้วยเพราะยิ่งดิ้นรน แรงแขนบนคอก็ยิ่งหน่วงหนัก สองแขนสองมือถูกมัด แค่เริ่มขยับ ก็พาลจะล้มหน้าทิ่ม สายฝนเย็นเฉียบ อุณหภูมิร่างกายของชิดจันทร์เริ่มลดต่ำ กำลังจะหมดสติในไม่ช้า

แม่...ช่วยหนูด้วย

หัวใจดวงน้อยร่ำร้องเรียกมารดา อย่างที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นไปได้ในชีวิตนี้

ช่วยหนูเร็วๆเข้าสิ....มัวทำอะไรอยู่น่ะแม่!?

หนูจะตายแล้วนะ!!

ชิดจันทร์แทบจะตะโกนก่นด่าแม่ของตัวเองอยู่แล้ว ที่ปล่อยให้หล่อนต้องมาเผชิญชะตากรรมแบบนี้ พิมานเป็นศัตรูของแม่หล่อนแน่ๆ ไม่ต้องคิดให้ปวดหัว ยิ่งหนาวสั่น ยิ่งถูกทำร้าย ชิดจันทร์ยิ่งโกรธเคืองผู้เป็นมารดา ที่เป็นต้นเหตุทำให้หล่อนต้องเป็นแบบนี้ เพราะแม่...เพราะแม่คนเดียว

ยิ่งคิดยิ่งแค้น ชิดจันทร์ส่งสายตาโกรธเกรี้ยวใส่มารดาอย่างไม่คิดสงสาร ผู้เป็นแม่อย่างเสน่ห์จันทร์พอเห็นสายตาชิงชังอย่างไม่มีปิดบังของชิดจันทร์เข้าก็แทบสิ้นเรี่ยวแรง ‘แม่ขอโทษ’ หล่อนพูดพร่ำคำขอโทษออกมาเป็นสิบเป็นร้อยคำ เพื่อขอไถ่โทษแก่ชิดจันทร์ลูกรัก

เสน่ห์จันทร์ไม่คิดโกรธเคืองชิดจันทร์เลย ที่ลูกเกลียดหล่อนขนาดนี้ รู้ดีแล้วว่าทั้งหมดทั้งสิ้น กิเลสทั้งหลาย ที่บันดาลบันดลให้ชีวิตเป็นเช่นนี้ มันก็ล้วนเกิดจากตัวเองทั้งสิ้น หล่อนไม่คิดโทษใคร ไม่ไม่ใครผิดทั้งนั้น นอกจากหล่อนคนเดียว
เสน่ห์จันทร์พร่ำสาบานต่อฝนต่อฟ้า จากนี้ไปหล่อนจะประพฤติตัวใหม่ จะเป็นแม่ที่ดี จะใฝ่ธรรมะ ละลดเลิกกิเลสทั้งปวง ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับลูก จะถอนตัวออกจากการเป็นผู้บริหาร จะออกมาเป็นแม่บ้านดูแลลูก ชิดจันทร์รักใครหล่อนก็จะรักด้วย หากทศพลคนนั้นออกจากคุกมา แล้วชิดจันทร์ยังรักอยู่ หล่อนก็จะไม่นึกรังเกียจ จะอยู่เป็นยายเลี้ยงหลาน อยู่ดูความสำเร็จของชิดจันทร์ต่อไป ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต...

ขอแค่ผ่านวันนี้ไปได้เท่านั้น...

คิดขึ้นได้ความชิงชังของเสน่ห์จันทร์ก็พุ่งเป้าไปที่พิมานทันที มันทำให้ชิดจันทร์เจ็บ มันทำให้ลูกเกลียดหล่อนมากกว่าเดิม เพราะมัน เพราะมันคนเดียว หล่อนไม่มีวันปล่อยให้มันรอดต่อไปแน่

เห็นเสน่ห์จันทร์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยเคืองขุ่น สายตาที่จดจ้องมองมาก็ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เพียงแค่เห็นสายตาของเสน่ห์จันทร์ ในแวบเดียวที่ฟ้าแลบปลาบ พิมานก็นึกขัน เสี้ยววินาที แต่ช่างตราตรึงใจ อาห์...คิดถึงแววตานี้เหลือเกิน ช่างนานมากแล้วจริงๆ...

ครืนนนน...........เปรี้ยงงงงง!!!

เป็นอีกครั้ง ที่ฟ้าสว่างวาบขึ้น เพราะประจุไฟฟ้าลบปริมาณมหาศาลของเมฆก้อนมหึมาไหลผ่านไปหาประจุบวกในเมฆอีกก้อนหนึ่ง แรงปะทะสองประจุเกิดสายฟ้าวิ่งข้ามระหว่างก้อนเมฆวาบไป วาบมา ก่อนประจุลบเหลือเฟือที่เหลืออยู่บนพยับเมฆนั้นจะถูกเหนี่ยวนำลงสู่พื้นดิน รุนแรงจนกลายเป็นฟ้าผ่าสะเทือนเลื่อนลั่น

ฟ้าผ่าลงไม่ไกล ประกายไฟยังคงวิ่งพล่าน เหยื่อสายฟ้าไฟลุกท่วม ถึงกับยืนต้นตายทันทีที่ถูกทัณฑ์ฟ้าฟาด

แสงสว่างวาบขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นเฉียบพลัน เหนี่ยวนำสองสายตาให้มาบรรจบกันในที่สุด รอยยิ้มยินดีเปิดเผยแจ่มชัดบนใบหน้าของพิมาน ผิดกับเสน่ห์จันทร์ที่จดจ้องอาฆาตมาดร้ายเอาเป็นเอาตาย

สองสายตาสบประสาน พาลให้นึกตะลึงงัน

“พี่หวาน...” พิมานเรียกนามของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงชวนฝัน “ผมคิดถึงพี่นะ” เสียงเพรียกจากพิมาน ทำเสน่ห์จันทร์ชะงักค้าง ความทรงจำครั้งเก่าก่อนย้อนตีในหัวราวกับฟิล์มหนัง “อยากเจอพี่มาตลอด...” เสียงที่ฝ่าสายฝนมาพร่าเลือนจนใจสั่น

เปรี้ยงงงง!!

เสียงฟ้าร้องสนั่นขึ้นอีกครั้ง เรียกสติของเสน่ห์จันทร์ให้ตื่นจากภวังค์ความคิดสับสน นี่ไม่ใช่เวลาที่หล่อนจะมาคิดถึงความหลังน้ำเน่าอะไรนั่น คนในฝันชั่วข้ามคืน มันตายจากชีวิตของหล่อนไปแล้ว ตรงหน้าตอนนี้ มีเพียงอสูรกายร้าย ที่จ้องทำลายหล่อนกับลูกเท่านั้น อย่าไปคิดเห็นใจมันเด็ดขาด!!

“หยุดนะ!! อย่าเรียกฉันแบบนั้นอีก เราจบกันไปนานแล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน คืนลูกฉันมาซะ!!” เสน่ห์จันทร์แผดเสียงกร้าว ส่งไปในความมืด หวังให้พิมานได้สลดใจลงสักนิด

แต่เปล่าเลย เสียงที่หล่อนได้ยินกลับมา กลับเป็นเสียงหัวเราะเริงร่า “ฮ่าฮ่า...ฮี่ฮี่ พี่หวานนี่ลืมง่ายจังนะ เมื่อก่อนออกจะช่างออดอ้อน ได้เป็นใหญ่เป็นโตเข้าหน่อย ลืมผัวเก่าเชียวนะ หึหึ ฮ่าฮ่าฮ่า...”

“หุบปาก!!” เสน่ห์จันทร์แทบเต้นเร่า ที่ถูกพิมานเปิดโปงความหลัง แต่ทำอะไรไม่ได้เลย นอกเสียจาก กรีดร้องขอให้พิมานหยุด

แต่ดูเหมือนยิ่งยินเสียงห้าม พิมานจะยิ่งฮึกเหิม ‘ก็เขาไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ ชีวิตนี้ไม่เหลืออะไรให้อาลัยอาวรณ์อีกแล้ว...’

“นี่ หนูชิดจันทร์ หนูคงไม่รู้ใช่ไหม ว่าช่วงที่เขาทิ้งหนูมา เขาทำอะไรบ้าง เอางี้นะ เดี๋ยวน้าเล่าให้ฟัง” พิมานก้มลงกระซิบร้ายตรงริมหูสาวน้อยในอ้อมแขน ชิดจันทร์ที่ตอนนี้แทบจะสิ้นแรง ไปแล้วนั้น กำลังตัวสั่นระริก กับเรื่องที่เพิ่งได้ยินได้ฟัง สาแก่ใจไอ้พิมานเหลือเกิน...

“น้ากับแม่ของหนู เราเคยเป็นผัวเมียกันมาก่อน”

“ไอ้พิมาน!!!”

“อย่าเพิ่งเข้ามาสิ ทูนหัว เดี๋ยวมือผมลั่นขึ้นมา หนูชิดจะลำบากเอานะ”

พิมานกล่าวเสียงดัง แค่เพียงเกริ่นเรื่อง เสน่ห์จันทร์ก็ถลาเข้าหาพิมานอย่างเอาเป็นเอาตาย หากแต่โดนพิมานข่มขู่โดนการกดปากกระบอกปืนเข้าขมับของชิดจันทร์แน่นขึ้นเสียก่อน เสน่ห์จันทร์มองไม่เห็นหรอก แต่เสียงบอกเล่าของพิมาน ประสานกับเสียงกรีดร้องในลำคอบางเบาของชิดจันทร์ เป็นตัวช่วยการันตี เสน่ห์จันทร์ทำได้เพียงหยุดยืนอยู่แค่ตรงนั้น กัดฟันจิกทึ้งตัวเองด้วยความเกรี้ยวกราดที่ไม่สามารถทำอะไรได้

ไม่อาจทำใจยอมรับ แต่กลับต้องยอมกัดฟันทน ให้ความหลังที่อุตส่าห์เก็บฝังเอาไว้ลับสุดใจ ถูกเปิดโปงออกมาอย่างง่ายดาย

"หนูชิดรู้ไหม? ก่อนที่แม่หนูจะยิ่งใหญ่ในวงการอย่างตอนนี้ ก็เคยเป็นแค่ผู้จัดการดารากระจอกๆมาก่อน ดาราคนแรกในสังกัด ก็ใช่ใครที่ไหน น้าพิมานคนนี้นี่แหละ"

พิมานเริ่มเรื่องราว โดยไม่สนใจว่าเสน่ห์จันทร์จะกรีดร้อง หรือชิดจันทร์จะสิ้นสติ มันสองคนไม่สนใจรับฟังก็ช่าง เขาบ่นให้ฟ้าให้ฝน ให้ตำรวจที่ซุ่มอยู่แถวนี้ฟังก็ได้ เสียงดังกังวานอย่างเขา ได้ยินทั่วถึงกันอยู่แล้ว
"พิมาน นรชัย เป็นทั้งพระเอกในสังกัดคนแรกที่สร้างชื่อให้เสน่ห์จันทร์คนสวย ทั้งยังเป็นผัวยามจำเป็นของผู้จัดการดาราขี้เหงาคนนี้ด้วย 'พี่เสน่ห์จันทร์' คือชื่อที่พิมานใช้เรียกยามทำงานร่วมกัน 'พี่หวาน' คือชื่อที่ไอ้พิมานใช้เรียกยามร่วมรักกัน แม่ของหนูจะมีความสุขและเสร็จเร็วมาก ถ้าน้าครางเรียกพี่หวานๆตอนกำลังเย่อกัน...

อยู่เป็นผัวลับเมียลับกันมาตั้งหลายปี ตั้งแต่ยังเป็นผู้จัดการดารากระจอกๆ จนสามารถตั้งเนื้อตั้งตัว เปิดบริษัทของตัวเองได้ ผัวพระเอกอย่างไอ้พิมาน เริ่มเก่าเก็บ แก่ขึ้น งานก็น้อยลง ประธานบริษัทฟูลี่พราวด์คอปอร์เรชั่น ก็เริ่มหาเด็กในสังกัดคนใหม่ และก็ได้กฤตเมธมา น้าเกือบเขม่นมันอยู่แล้วล่ะ โชคดีที่พี่หวานคนดี ยกให้มันเป็นแค่เพียงลูกรักในวงการ ตำแหน่งผัวลับท่านประธานจึงยังเป็นของน้าอยู่...หึหึ

น้ารักแม่ของหนูมากเลยนะ รักจนหน้ามืดตาบอด คิดว่าพี่หวานคนดี คงจะรักน้ามากไม่ต่างกัน เราคุยกันเรื่องอนาคตอยู่บ่อยๆ ว่าจะเปิดตัวกันตอนไหน ทำธุรกิจอะไรกันดี กระทั่งตกลงกันได้ว่าเราจะทำโครงการบ้านจัดสรรด้วยกัน...คือที่นี่ ‘บ้านจันทร์พิมาน’

แม่ของหนูวาดฝันให้น้าอย่างสวยหรู หลอกให้น้าเชื่อจนหมดใจ ไอ้พิมานลงเงินกับโครงการนี้ไปจนหมดเนื้อหมดตัว จนต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม ไอ้พิมานยอมทำทุกอย่าง เพื่อคำว่าอนาคตของเรา...

แล้วสุดท้าย พี่หวานคนดีของไอ้พิมานก็ทิ้งไป ล่มวินานบนฟ้าของไอ้พิมานทิ้ง พังยับ

เพราะรักมากไอ้พิมานเลยยังตามอาลัย เพราะรักมากไอ้พิมานเลยไม่ยอมไปไหน... เพราะรัก แม้ถูกทำลายเท่าไหร่ ก็ยังรัก

แม้อนาคตทั้งชีวิตของมัน ก็ยอมยกให้ได้...”

จบคำสาธยายทั้งน้ำตา ความจริงเรื่องที่พิมานอยากพูดยังไม่จบหรอก แต่เพราะในอกมื้อตื้อตันจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีก ตื้อไปด้วยความคั่งแค้น ในตัวของคนที่รักแสนรัก

“......อย่าเอาแต่พูดดีใส่ตัวสิพิมาน ที่แกเป็นแบบนี้ก็เพราะตัวแกเองทั้งนั้น ทำไมถึงหน้าด้านกล้ามาโทษกันง่ายๆอย่างนี้กันห๊ะ!?” สิ้นคำพิมาน เสน่ห์จันทร์ก็ขอออกปากแก้ต่างให้ตัวเองบ้าง จริงอยู่ว่าที่พิมานพูดออกมาส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องจริง คนเคยรัก...ไม่ใช่ สำหรับเสน่ห์จันทร์แล้ว พิมานเป็นแค่คนคลายเหงา และหล่อนก็ตอบแทนทุกอย่างให้ไปอย่างสาสมที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรติดค้าง ที่พิมานจะเอามาทวงถามในวันนี้ได้อีก!

“เหอะ! ลืมแล้วรึไง ว่าใครทำชีวิตกูพัง!!”

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น