thearboo # อนาคี99

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ซีนที่ 50 (ครึ่งแรก)

ชื่อตอน : ซีนที่ 50 (ครึ่งแรก)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ย. 2558 18:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ซีนที่ 50 (ครึ่งแรก)
แบบอักษร

ผมคือ...นางเอก
‘เลือดชโลมใจ’ (ครึ่งแรก)



อ๊อก...

แค่ก แค่ก


แค่ไอเบาๆ ก็พาให้เจ็บร้าวไปทั้งร่าง สดายุงอตัวขดเข้าหากันอย่างทรมาน หลังโดนรุมยำไปเสียหลายเท้า ล่อซะจนแทบจะกระอักเป็นเลือด เจ็บจุกทรมาน ชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นคลุกฝุ่น

*
*
ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย...
*
*
ยังไม่ทันที่จะได้เคลียร์อะไรกับชิดจันทร์ ไอ้หัวหน้าโจรก็เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน

ในเมื่อทางเข้าออกมีเพียงทางเดียว และมันได้ถูกเปิดออกจนสุด สิ่งกีดขวางก็มีเพียงโจรชั่วคนเดียวเท่านั้น

มันมีอาวุธแน่ๆ สดายุโคตรจะมั่นใจ แต่ถ้าไม่ฉวยโอกาสตอนนี้ ก็อาจไม่มีโอกาสอื่น

ในจังหวะละล้าละลัง หางตาคมกล้าชำเลืองไปเจอ ชิดจันทร์ที่ยืนตกประหม่าอยู่ด้านหลัง ฉับพลัน ความคิดชั่วช้าบางอย่างก็แล่นวาบเข้ามาในหัวก่อนจะได้ทันผลีผลามตัดสินใจเพียงชั่วเสี้ยววินาที

‘ถ้าใช้ชิดจันทร์เป็นโล่...เขาก็จะไม่ตาย เพราะถึงอย่างไร ชีวิตของยัยคุณหนูคนนี้ ก็ยังมีค่ามากโข สำหรับไอ้พวกโจรห่าห้าร้อยพวกนี้อยู่’

คิดขึ้นได้ก็ไม่รอช้า และไม่เหลือเวลาพอที่จะไตร่ตรองมากไปกว่านั้น สบช่องตอนที่ไอ้โจรร้ายกำลังเผลอ สดายุกระโดดถีบเข้ายอดอกจนกระเด็นหวือ ประตูโล่งแล้วก็รีบคว้ามือชิดจันทร์ พุ่งออกไปแบบไม่คิดชีวิต นอกห้องมืดสนิท ไม่ต่างข้างใน มีเพียงแสงไฟจากที่ไกลๆเพียงเล็กน้อยที่พอส่องทาง หัวหน้าโจรเจ็บจุก แต่ยังไม่สิ้นฤทธิ์ ตะโกนเรียกลิ่วล้อให้ออกมาจัดการจ้าละหวั่น

‘ขอบใจนะชิดจันทร์ ตัวเธอโคตรมีประโยชน์จริงๆ’ สดายุแอบทึ่งในตัวชิดจันทร์ไม่น้อย การมีหล่อนเป็นเกราะกำบัง ทำให้พวกมันไม่กล้ากราดอาวุธร้ายใส่เขาอย่างที่คาดไว้

...หน้าตัวเมีย มันดีกว่านี้นี่เอง ( =_=” )

ในที่สุดสองหนุ่มสาวก็ลากกันออกมาได้จนเกือบถึงประตูรั้วรกทึบ จริงอยู่ความมืดพรางตาได้ดี แต่เสียงกรีดร้องของชิดจันทร์ก็ทำให้พวกเขาต้องเผยที่ซ่อนต่อศัตรูอย่างช่วยไม่ได้

โจรร้ายตัดสินใจไม่ใช้ปืน ถึงจะห่างไกล ทั้งมืดทั้งเปลี่ยว แต่ด้วยเสียงกังวาลก้องของมันก็อาจจะทำให้ละแวกนั้นแตกตื่นเอาได้ แถมถ้าเล็งเป้าพลาด ดันไปโดนโล่คุณหนูตายไปเสียก่อน พวกมันก็จะไม่ได้อะไรเลย ได้ไม่คุ้มเสีย เลยต้องเสียแรงไล่ล่าจนเสียเหงื่อ

สี่รุมสอง...ได้ไม่ยาก!

ถึงไม่ใช้ปืน ก็ใช่ว่าจะปล่อยเหยื่อให้หนีไปได้ง่ายๆ เพียงอึดใจ ก็ถึงตัว และตะลุมบอนกันในที่สุด

ในจังหวะที่ถูกเจอตัว ลิ่วล้อตัวเตี้ยสุดในทีมถลาเข้าหาสดายุ พร้อมตั้งท่าปล่อยหมัดหลุนๆ เข้าใส่ กะให้หน้าหล่อๆ นี้ได้เลือดกบปากเสียบ้าง แต่ด้วยความที่ช่วงตัวสั้นกว่ากันชัดเจน ไม่ทันจะได้ถึงตัว ก็โดนสดายุฟาดแข้งอัดเข้าตรงช่องท้องแบบสุดแรงข้อ พอให้ต้องงอตัวเสียศูนย์ ก่อนจะถูกสดายุถีบเข้าจังๆ ตรงใบหน้า จนเป็นฝ่ายล้มกลิ้งไปนอนกองเลือดกบปากแทน

พวกที่เหลือพอได้เห็นว่าเพื่อนตนโดนเล่นงาน ก็กรูกันเข้ามา กะรุมสะกรัมนักโทษตัวแสบอย่างสดายุให้กระอัก

ชิดจันทร์กรีดร้อง อย่างเสียขวัญที่ตกอยู่ท่ามกลางดงสงครามหมัด เท้า อาวุธประจำกายปลิวว่อนอยู่รอบกายหล่อน หากไม่มีใครสามารถเข้าถึงตัวในระยะประชิดได้เสียที เพราะความตีนไวของสดายุ ที่สามารถหลบ หลีก เลี่ยง และออกอาวุธช่วงล่างได้อย่างแม่นยำ ทั้งที่สองมือเขาชายหนุ่ม ยังแขนหล่อนไว้แน่นหนา

ทว่า ต่อให้เก่งอย่างไรก็สี่รุมหนึ่ง ท้ายที่สุดแล้ว สดายุก็พลาดท่าจนได้

ในจังหวะชุลมุนช่วงสุดท้าย ก่อนที่จะถูกรุมสกรัม เพื่อความคล่องตัว สดายุจึงเหวี่ยงชิดจันทร์ออกจากตัว ให้ไปหลบอยู่ด้านหลัง แต่คงเพราะสดายุเหวี่ยงแรงไปนิด กอปรกับที่ชิดจันทร์เองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว สองขาที่ไม่เท่ากันเพราะเหลือรองเท้าส้นสูงติดเท้าเพียงข้างเดียวนั้น ทำให้หล่อนไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ ดังนั้นทันทีที่ถูกเหวี่ยงกายเสียสุดแรงขา ชิดจันทร์ก็ถลาร่างเข้าไปกระแทกกับเสาหน้าบ้านเสียเต็มรัก และสิ้นสติไปจั้งแต่ตอนนั้น ทิ้งสดายุถูกรุมยำเพียงลำพัง

สี่รุมหนึ่ง แน่นอนว่าคนที่เละย่อมไม่ใช่ใครอื่น นอกเสียจากพระเอกที่พยายามจะปีนม้าขาวอย่างสดายุ โชคดีแค่ไหนแล้ว ที่พวกโจรกระหายเลือดพวกนั้น ไม่คิดยิงเขาทิ้งเสียตั้งแต่จับตัวได้

อุตส่าห์ปล่อยให้ยังเหลือรอดชีวิต กระทั่งผ่านมาจนตอนนี้ แต่ถึงปล่อยให้ยังหายใจ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใจดีให้เหลือเรี่ยวแรง ดังนั้น สดายุจึงเละเป็นโจ๊ก นอนสิ้นเรี่ยวแรงพยุงร่างอย่างตอนนี้

หลังเหตุการณ์วุ่นวาย สองหนุ่มสาว สดายุชิดจันทร์ก็ขาดซึ่งอิสภาพอย่างสิ้นเชิง ทั้งคู่ถูกมัดเอาไว้คนละมุมห้อง ชิดจันทร์ที่ยังคงสลบไสลตั้งแต่ถูกลูกหลงจากการตะลุมบอนเมื่อครู่ หล่อนถูกมัดมือไพล่หลัง มัดเท้า แล้วจับไปนอนพักอยู่บนโซฟาเก่าคร่ำคร่า ใกล้กับหัวหน้าโจรผู้ยังสวมหมวกและแว่นตาดำครบเซ็ต

ส่วนสดายุก็นอนแน่นิ่งอยู่อีกด้านโดยมีลิ่วล้อหน้าบากคนหนึ่งนั่งเฝ้าเขาเอาไว้ ความที่เจ็บยอกไปทั้งร่าง ทำสดายุเริ่มสำนึกได้ ว่าตนช่างคิดผิดเสียจริงที่แหย่เท้าเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ เขา...ไม่ควรยื่นมือเข้าช่วยชิดจันทร์เลยตั้งแต่ต้น

พลเมืองดี? มนุษยธรรม? มันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเลยแม้แต่นิด เขาเองก็ใช่จะเป็นคนดีขนาดนั้น ฉะนั้น ถึงจะช่วยชิดจันทร์ได้หรือไม่ได้ เขาเองก็ไม่รู้สึกดี...ที่ทำไปน่ะ เพราะลืมตัวล้วนๆ เฮ้อ...

ยิ่งคิดสดายุยิ่งปวดหัวจี๊ด ถ้าไม่ถูกมัดมือไพล่หลังเอาไว้ ป่านนี้เขาคงจะจิกทึ้งหัวตัวเองเรียกสติไปแล้ว โง่เง่า รู้ตัวแล้วว่าโง่เง่า ตอนนั้นไม่น่ากร่าง ไม่น่าเชื่อมั่นในตัวเองมากมายขนาดนั้น ทำไมไม่สังวรณ์ตน ว่าสี่รุมหนึ่งยังไงก็ไม่มีทางสู้ไหว แล้วทำไมนะ ทำไม๊ ทำไม? ทำไมเขาไม่โทรแจ้งตำรวจ หรือโทรหาคนมาช่วย แทนที่จะผลีผลามลุยเดี่ยว โอยยย เกลียดตัวเองที่เป็นคนหุนหันพลันแล่นแบบนี้เป็นที่สุด รู้ทั้งรู้ว่าสันดานแบบนี้ของตนพาชีพวอดวายมาแล้วนักต่อนัก พอเกิดเรื่อง ทำไมถึงไม่ฉุกใจยั้งเท้าเอาไว้ก่อนวะ!!? โอ้ยยย ไอ้ยุ ไอ้ไม่รู้จักคิด!!!

ได้แต่นอนก่นด่าตัวเอง ด้วยหมดปัญญาจะทำอะไร แขนขาโดนมัดแน่นหนา ปากโดนปิดด้วยเทปกาวเหนียวหนืดอึดอัด จึงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการสำรวจที่ทาง

บ้านร้าง...

ที่ที่พวกเขาอยู่ตอนนี้คือบ้านร้าง ลักษณะคล้ายโครงการที่สร้างไม่เสร็จ แล้วปล่อยทิ้งไว้จนรกร้างไป มันมืดมาก หากในห้องนี้ไม่มีตะเกียงไฟฟ้า คงแทบมองไม่เห็นสิ่งใด ทุกสิ่งในห้องเงียบสนิท ยกเว้นสดายุที่ถูกปิดปากไว้ กับชิดจันทร์ที่ยังสลบอยู่ส่วนอีกสี่ชีวิตที่เหลือก็ไม่มีแม้เสียงพูดคุยระหว่างกัน มีเพียงเสียงลมพัดหน่วงหนักข้างนอกเท่านั้น ที่ชัดก้องในห้องมืดๆนี้

ครืนนน...ครืนนน...

เสียงฟ้าฮึมฮัม พร้อมแสงแลบแปลบปลาบนอกอาคาร เดาได้ไม่ยากว่าฝนห่าใหญ่กำลังจะมาในไม่ช้า ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเวลาไหนแล้ว แต่สดายุค่อนข้างมั่นใจ ว่าคงไม่น้อยกว่าตีสาม เกือบหกชั่วโมงแล้วที่พวกเขาถูกจับตัวมา ยังไม่มีทีท่าว่าพวกโจรจะทำอะไรมากไปกว่าการซ้อมคนพยายามหนี จับได้ก็จบไป ลิ่วล้อบางคนถึงกับแอบนั่งแอบหาว แอบงีบแล้วด้วยซ้ำ

จะเหลือก็แต่เพียงตัวหัวหน้า ที่ยังคงนั่งจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ

...ก็ไม่ได้ว่าขนาดนอนชิวชมวิว หรือวิเคาระห์อากาศขนาดนั้นหรอกนะ แต่สดายุกำลังลอบสังเกตุบรรยากาศ ปฏิกิริยาของแต่ละคน รวมถึงสภาพบรรยากาศด้านนอก เผื่อว่าจะได้มีโอกาสอีกสักนิด ที่จะหนีออกไปจากที่นี่ได้ แม้ตัวจะนอนอยู่นิ่งๆ แต่แท้จริงหัวใจของสดายุเต้นระทึกหวั่น มันจริงอย่างที่ชิดจันทร์พูดนั่นแหละ ว่าคนพวกนี้จับหล่อนมาเพื่อเรียกค่าไถ่ และแน่นอนว่าเสน่ห์จันทร์ย่อมหอบเงินมาไถ่ลูกตัวเองอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่แล้ว แต่เงินค่าไถ่นั่นมันไม่ได้รวมถึงการไถ่ชีวิตเขานี่ โจรไม่ได้ตั้งใจจับตัวเขา แต่ที่ต้องจำใจเอาตัวติดมาด้วยก็เพราะเขาดันเข้าไปมีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์ลักพาตัว แถมยังเห็นหน้าพวกมันครบทุกตัวแล้วอีกต่างหาก เสร็จงานคงฆ่าทิ้ง

...อนาถเกินไปแล้ว

ไม่นะ เขาจะไม่มีวันยอมตาย ตอนนี้กฤตเมธคงกำลังออกตามหาเขาอยู่แน่ๆ เขาจะต้องรอด จะต้องกลับไปหาคนรักของเขาให้ได้ ไม่ยอมตายเป็นหมาข้างถนนแถวนี้เด็ดขาด!!

คิดได้ก็เริ่มขยับกายค้นหา อะไรบางอย่างที่คมพอจะตัดเชือก จุดผ่านที่สะดวกที่สุดในการหลบหนี จุดตายของพวกลิ่วล้อ หากว่าพวกมันจะเข้ามาขวาง และทางหนีทีไล่ ไม่ให้พวกมันเข้าถึงตัว คราวนี้จะมีเพียงเขาที่หนีออกไป ชิดจันทร์ไม่ตายง่ายๆหรอกตราบใดที่เงินยังไม่ถึงมือพวกมัน หล่อนจะยังรอด ถ้าเขาหนีออกไปได้เมื่อไหร่ ค่อยไปแจ้งคนอื่นให้มาช่วยเอาแล้วกัน

พอกันทีบทพระเอก ไอ้ยุจะขอหนีเอาตัวรอดล่ะนะ!


“เฮ้ย ดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่นั่น มึงคิดจะทำอะไรวะ?”


!!!??

เพิ่งจะขยับพลิกซ้าย พลิกขวาไม่กี่ตลบ ไอ้หน้าบากคนเฝ้า ที่เขาเห็นว่าหลับไปแล้วเมื่อครู่ ยังอุตส่าห์สู่รู้แหกตาขึ้นมาหาเรื่องเขาอีก ช่างพอดิบพอดี เสียจนสดายุถึงกับกัดฟันกรอด

“ยังคิดจะหนีอีกเหรอไอ้เวรนี่ แม่ง ชาติคนไม่รู้จักเข็ดนะมึง” ไม่ด่าเปล่าเอาเท้ามาเขี่ยๆ เตะๆตัวสดายุด้วย

“เฮ้ย ให้มันดิ้นไปเหอะ เดี๋ยวมันตายก็ไม่ได้ดิ้นแล้ว ฮ่าฮ่า” ลิ่วล้ออีกคนที่นั่งพิงกรอบประตูดูต้นทางอยู่ ตะโกนตามมาด้วยความสะใจเล็กๆ ไอ้พวกเดนนรกนี่ ตั้งใจฆ่าเขาตอนจบจริงๆด้วย!

“ฆ่าแม่งตอนนี้เลยได้ไหมวะ? เกลียดขี้หน้ามันชิบหาย ไอ้สัตว์ โดดถีบยอดหน้ากูสองทีแล้วเนี่ย” เสียงลิ่วล้อคนสุดท้ายดังมาจากเหนือศีรษะ จำไม่ผิด คงเป็นไอ้คนที่ตัวเตี้ยที่สุดในทีมที่โดนเขากระโดดถีบเข้าจังๆ ตั้งสองรอบ โดยที่ยังไม่ได้แตะตัวเขาสักหมัด สงสัยแค้นจัด

“ฮะฮะ ไอ้ง่าวเอ้ย มึงมันอ่อนเองนี่หว่า พลาดท่าให้มันเหยียบหน้าได้ตั้งสองสามหน อ่อนเอ้ย ฮ่าฮ่า” พอเห็นเพื่อนร่วมทีมลิ่วล้อด้วยกัน เดือดดาลจนน่าดำน่าเขียว ไอ้หน้าบากก็เย้ากลับไปแบบไม่มีรักษาหน้าเพื่อน จนไอ้เตี้ยหมาตื่นต้องสบถด่ากลับมา แก้เสียหน้าที่โดนเพื่อนดูแคลน

“มึงจะฆ่ามันลงเร้อ ไอ้ห่านี่เคยเป็นไอด้อลของมึงไม่ใช่เหรอวะ?”

ระหว่างสาดเสียเทเสียใส่ไอ้หน้าบากปากหมา ที่หาว่ามันอ่อน เพื่อนร่วมอุดมการณ์ของมันอีกคนก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย ทำเอาไอ้เตี้ยถึงกับออกอาการงง ใครกันวะ ไอด้อลของมัน

“ไอ้ห่า ตาถั่วหรือไงมึง ก็ไอ้เหี้ยนี่แหละ พ่อสดายุ ทูนหัวของมึงไง พระเอกที่เมื่อก่อนดังมากๆ คู่ขวัญน้องกับน้อง แซมมี ศรีสวาทของมึงไง อย่าบอกนะว่าจำไม่ได้ ไอ้ควายเอ้ย”

“จริงดิ! อำกูป่าวเนี่ย ไอ้ห่า พี่สดายุกูออกจะล่ำ หุ่นดีมีกล้าม แต่ไอ้นี่แม่งผอมอย่างกับไม้เสียบผี พวกมึงหลอกกูใช่ไหมเนี่ย?”

ทำอย่างไรไอ้เตี้ยก็ไม่เชื่อ แต่อาการตื่นเต้นของมันชัดเจน โดยเฉพาะตอนที่มันถลาตัวเข้าหาสดายุ ที่ยังนอนนิ่งอยู่บนพื้น พลางพินิจพิเคราะห์คนที่ถูกผนึกปากเอาไว้อย่างถ้วนถี่

“เชี่ย...สดายุจริงๆด้วยนี่หว่า เฮ้ย ตัวจริง จริงด้วย” พิจารณา แค่เพียงครู่ ในที่สุดไอ้เตี้ยก็รู้แล้วว่า คนที่มันตั้งใจจะฆ่าให้ตายเสียเดี๋ยวนี้นั้น แท้จริงคือขวัญใจวัยรุ่นอย่างมันนั่นเอง

น้ำเสียงกระดี้กระด้าที่ดังลั่นขึ้น แบบระงับอาการไม่อยู่ของไอ้เตี้ยนั้น เรียกเสียงเฮฮาของเพื่อนฝูงโจรห้าร้อยอย่างพวกมันได้อย่างดี

“หูย ผอมยังหล่ออ่ะ แม่งกูโคตรปลื้มเลย ขอจับเนื้อต้องตัวให้เป็นบุญมือหน่อยเหอะ” อารมณ์นี้ไอ้เตี้ยไม่สนใจแล้วว่าใครจะหัวเราะมันยังไง ในเมื่อไอด้อลที่มันหลงไหล มานอนอยู่ตรงหน้า ไอ้เตี้ยก็ขอลวนลามให้หายอยากหน่อยแล้วกัน

สดายุกระถดกายหลบเล็กน้อย เมื่อสองมือกร้านพยายามจะ แตะต้องไปทั่วทั้งตัว รับรู้ได้ ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาลวนลามในเรื่องเพศ แต่สัมผัสกักขฬะแบบนี้ ก็ชวนขนหัวลุก อยู่ไม่น้อย

“ไอ้สัตว์!มึงเป็นตุ๊ดป่ะเนี่ย ไอ้เหี้ย อย่ามาล่อกันต่อหน้ากูนะ กูจะอ๊วก ฮ่าฮ่า” เห็นเพื่อเตี้ยของตนลูบคลำสดายุอย่างหื่นกระหาย ไอ้หน้าบากก็ออกปากด่าแบบขำๆ เพราะหัวเราะครืนกับพฤติกรรมหน้ามือหลังเท้าของเพื่อนตน

“สัตว์สิ!! กูไม่ใช่ตุ๊ดเว้ย! แต่เชี่ยเอ้ย ผิวพี่ยุของกูแม่ง ลื่นมือสัดๆ ว่ะ ยิ่งลูบยิ่งเคลิ้ม ฮ่าฮ่า” แต่แทนที่ไอ้เตี้ยจะอายที่โดนเพื่อนล้อ มันกลับลงมือหนักกว่าเก่า ลูบแขน ลูบหน้า ลามจนหน้าท้องใต้สาบเสื้อยืด อ้างว่าอยากเห็นซิกแพคของจริงของไอด้อล เพราะปลื้มมาตั้งแต่สมัยสาดยุยังโด่งดัง การกระทำดังกล่าวของไอ้เตี้ยเล่น สดายุแทบจะดิ้นพล่านด้วยความขยะแขยง ‘ไอ่ห่านจิกเอ้ย! กูขนลุก!!’

ปฏิกิริยาของสดายุ และการกระทำน่าขันของไอ้เตี้ย เรียกเสียงหัวเราะของเพื่อนๆมันลั่นห้อง และเพราะเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ คงดังพอทำให้ชิดจันทร์รู้สึกตัวตื่น ร่างบอบบางอ้อนแอ้น ค่อยพลิกกายเชื่องช้าเนื่องจากความมึนงงของสมอง หล่อนตั้งใจจะลุกขึ้นนั่ง และนั่นทำให้ชิดจันทร์ได้สติในที่สุด รู้ตัวในทันทีว่ากำลังโดนมัด!

"น...นี่มันอะไรกัน!? ปล่อยฉันนะไอ้พวกบ้า มามัดกันทำไมเนี่ย!!?"

เสียงแหลมที่แผดกร้าวขึ้น เรียกสายตาทุกคู่หันไปจดจ้องที่เจ้าหล่อนเป็นตาเดียว แม่กระต่ายน้อยในสายตาพวกหื่นกระหายในที่สุดก็รู้สึกตัวเสียที หลังจากสลบไป จนตกเป็นเหยื่อสายตาแทะโลมจาบจ้วงอยู่นาน

"เฮ้ย พวกมึง ทำไมไม่อุดปากมันไว้ด้วยวะ หนวกหู"

เพราะเสียงแหลมแผดกล้าของเจ้าหล่อน ที่ไม่ยอมหยุดโวยวายเสียที ในที่สุดลูกพี่ใหญ่ ก็ยอมเปิดปากพูด หลังจากเงียบเป็นท่อนหินมานานร่วมชั่วโมง

ชายภายใต้หมวกและแว่นตาดำพรางหน้าตา ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ตวาดลูกน้องที่ปล่อยให้เหยื่อยังมีฤทธิ์ เขากำลังใช้สามธิ ไม่ต้องการให้ใครกวน

“เอ้า ยังเฉยกันอยู่อีก หาอะไรมาปิดปากนังนี่ที!”เสียงห้าวเรียกลิ่วล้อมาปิดปากชิดจันทร์ ที่ยังดิ้นรนโวยวาย ไอ้หน้าบาก ลูกน้องคนตัวเอ้ จึงหยิบเทปกาว เดินปรี่เข้าหาชิดจันทร์ หมายสะกัดเสียงหน้ารำคาญให้หัวหน้าได้สบายหู

“เดี๋ยวก่อน! ฉันมีข้อต่อรอง!!” ทันทีที่รู้ตัวว่ากำลังจะโดนปิดกั้นอิสรภาพสุดท้ายที่เหลืออยู่ ชิดจันทร์ก็ขออุทรณ์ต่อรองทันที โชคเข้าข้างหล่อน เพราะหัวหน้าโจรยอมรับฟัง มันจึงยกมือห้ามลูกน้องมันไว้ ให้ยั้งรอ

“ว่าไง คุณหนู?มีอะไรจะต่อรองงั้นเหรอ” เสียงทุ้ม สอบถามด้วยความสุภาพ เช่นเดียวกับตอนที่มันเอ่ยทักชิดจันทร์เมื่อแรกเจอหน้า ได้ยินแบบนั้น ชิดจันทร์ก็เริ่มใจชื้น ถ้ามันยอมฟังจริง ก็เข้าทางหล่อนล่ะ

“แกเรียกค่าไถ่ฉันไปเท่าไหร่ ถ้าแค่สิบ ยี่สิบล้านล่ะก็ ฉันจะบอกแม่ฉันให้ ว่าเอามาไถ่ตัวฉันให้เยอะกว่านั้น แม่เชื่อฉันอยู่แล้ว...” เริ่มต้นการเจรจา ชิดจันทร์ก็จั่วหัวด้วยเรื่องเงินค่าไถ่เป็นอย่างแรก หล่อนแน่ใจ ว่ามันต้องเป็นเรื่องที่หัวหน้าโจรผู้นี้ให้ความสนใจเป็นที่สุด “จะเรียกเงินทั้งที ก็ให้มันเต็มที่หน่อย เวลาหนีกบดาน จะได้ไม่ลำบาก สัญญาเลย ว่าฉันจะไม่ให้แม่แจ้งตำรวจเด็ดขาด”

“...อะไรกันคุณหนู ใจป้ำเชียวนะ ไม่สงสารแม่บ้างรึไง?” หัวหน้าโจรยิ้มกริ่ม “แล้วคุณหนูจะจ่ายพวกผมเท่าไหร่ล่ะ แลกกับข้อต่อรองที่คุณหนูอยากได้น่ะ” พร้อมลองใจ สาวเจ้าด้วยเสียงนุ่มนวล

“จะสงสารทำไมกัน ยังไงซะแม่ฉันก็จ่ายไหวอยู่แล้วล่ะ ฉันเป็นพวกเดียวกับแกนะ เพราะงั้นช่วยแก้มัดฉันทีสิ” ชิดจันทร์ต่อรอง

“หืม...ดูท่าคุณหนูจะไม่ค่อยรักแม่เลยนะ ถึงขนาดจะมาเป็นพวกเดียวกับคนที่คิดทำร้ายครอบครัวตัวเองเชียว?”พิมานกระเซ้า พร้อมสายตากรุ้มกริ่มที่แอบซ่อนบางอย่างเอาไว้

แอบซ่อนเรื่องที่มันรู้อยู่เต็มอก ว่าชิดจันทร์ต้องแลกเปลี่ยนกับมัน รู้ดีว่าชิดจันทร์เกลียดแม่ตัวเอง และเพราะรู้ทั้งรู้นี่แหละ มันถึงตั้งใจจับหล่อนมา ด้วยเจตนาซ่อนเร้นที่มากกว่าแค่การเรียกค่าไถ่!

“ผู้หญิงคนนั้น ทำผิดกับฉันไว้มาก และเขาต้องชดใช้มัน ดังนั้น ฉันไม่โกรธหรอกนะกับสิ่งที่แกทำ ออกจะเห็นด้วยเสียด้วยซ้ำ เพราะฉันเองก็อยากเห็นท่าทางเดือดเนื้อร้อนใจของแม่เหมือนกัน อยากรู้นักว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง” ชิดจันทร์กล่าวว่าอย่างย่ามใจ “ว่าไงล่ะ จะเรียกเพิ่มเท่าไหร่ดี? สักสี่สิบล้านเป็นไง?” และหล่อนมั่นใจว่าอย่างมากว่าไอ้พวกโจรกระจอกพวกนี้ จะต้องตาลุกวาว กับสิ่งจำนวนหล่อนเสนอ

“แล้วผมจะวางใจได้ยังไง ว่าคุณหนูจะไม่หักหลังผม?ไม่ใช่ว่าพอผมตกลงรับปาก แล้วคุณหนูจะหลอกเอาตำรวจมาจับพวกผมหรอกนะ แม่ของคุณหนูก็ใช่จะธรรมดา แล้วผมก็ไม่เคยเห็นคุณหนูกับแม่คุณแตกคอกันเลยสักครั้ง เห็นในทีวีออกจะรักกันปานกลืนกิน” พิมานทำท่าครุ่นคิด อิดออดเล่นตัว ยั่วประสาทชิดจันทร์เล่น

“ฉันไม่หักหลังแกหรอกน่า ในทีวีน่ะ เป็นเรื่องหลอกลวงทั้งนั้นแหละ ฉันเกลียดผู้หญิงคนนั้น และต้องการให้เขาอยู่ไม่สุข เชื่อฉันสิ ถ้าแกยอมทำตามที่ฉันบอก รับรองว่าพวกแกรอดแน่ แถมยังได้เงินใช้ไม่อั้นด้วย” ชิดจันทร์หว่านล้อม ใบหน้าหวานแสยะยิ้มร้าย หล่อนมั่นใจ ว่ากำลังจะได้รับอิสรภาพ มั่นใจว่าพิมานกำลังจะตกลงร่วมมือ

“หึหึหึ...คิดตื้นไปหรือเปล่าคุณหนู คิดเหรอว่าคนอย่างแม่คุณ จะปล่อยพวกผมไปง่ายๆ แล้วอีกอย่างนึงนะ...แค่ห้าสิบล้านน่ะ ผมไม่เอาหรอก ต้องร้อยล้านสิ ถึงจะคุ้ม!”

พิมานเริ่มเผยบางอย่างออกมาให้ชิดจันทร์รับรู้ มันขี้เกียจจะเล่นแง่กับเด็กสาวต่อไปอีกแล้ว ถึงจะสนุก แต่ก็น่ารำคาญ ตอนนี้เขาอยากอยู่เงียบๆมากกว่า

“ร้อยล้าน!!?” คำว่าร้อยล้าน ทำชิดจันทร์ตกตะลึงพรึงเพริดไม่น้อย มันเยอะ มันเยอะเกินไปจนหล่อนแทบไม่เชื่อหู ถึงชิดจันทร์จะมั่นใจว่าเสน่ห์จันทร์หามาให้ได้อยู่แล้ว แต่อย่างไรล่ะ ยอดเงินขนาดนี้ มันหามาได้ง่ายๆ เพียงชั่วข้ามคืนเสียเมื่อไหร่

“แกจะบ้าเหรอ ตั้งร้อยล้าน!? แม่ฉันจะหามาให้ทันได้ยังไง!?” ชิดจันทร์ตวาดแหว เงินสดที่เก็บในบ้านหล่อน มีไม่เกินห้าสิบล้านหรอกนะ ถ้าจะเอาถึงร้อยล้าน ต้องทำเรื่องเบิกกับทางธนาคาร กว่าจะได้เงินสดครบร้อยล้าน ไม่ปาไปตอนเที่ยงเลยหรือยังไง หล่อนทนอยู่ที่นี่จนถึงตอนนั้นไม่ไหวหรอกนะ!!

“ร้อยล้านภายในคืนนี้มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะ ที่บ้านฉันไม่ได้มีเงินสดเยอะขนาดนั้นหรอก แล้วป่านนี้ธนาคารก็ปิดหมดแล้วด้วย” ชิดจันทร์ต่อรอง “เอาอย่างนี้ได้ไหม ให้แม่ฉันเอาเงินสดห้าสิบล้านมาให้ก่อนตอนนี้ แล้วภายในพรุ่งนี้ค่อยจัดการอีกห้าสิบล้านที่เหลือให้ รับรองฉันจะไม่ให้เรื่องถึงตำรวจเด็ดขาด...”

“ผมไม่ได้ต้องการเงินสด ผมต้องการให้โอนเงินเข้าบัญชี ร้อยล้าน” พิมานชี้แจง ชายหนุ่มกอดอกยืนพิงขอบหน้าต่างโล่งๆ ด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้กดดัน ไม่มีการข่มขวัญเหยื่อ

“โอนเงิน? แล้วแกบอกแม่ฉันหรือยัง? เขาโอนมาหรือยัง? ได้เงินแล้วก็ปล่อยฉันเสียทีสิ ฉันสัญญาว่าเรื่องจะไม่ถึงตำรวจ” ได้ยินดังนั้น ชิดจันทร์ก็เบาใจ ให้โอนเงินเข้าบัญชี ย่อมไม่มีปัญหากับยอดโอนสูงๆ

“ยัง...ยังไม่มียอดเงินเข้า” พิมานตอบนิ่งๆ พลางทำท่าเคะเล็บมือตัวเองไปด้วย ดูไม่ยี่หระกับใบหน้าแดงสลับขาวซีดของชิดจันทร์มากนัก

“ยัง!? นี่แกโทรบอกแม่ฉันหรือยังว่าจับตัวฉันมา!? โทรไปถามเขาอีกครั้งสิ ว่าโอนมาแล้วหรือยัง เลขบัญชีแกให้ไปแล้วใช่ไหม เลขมันผิดหรือเปล่า!?”ชิดจันทร์ลนลานหนัก พอรู้ว่าเสน่ห์จันทร์ผู้เป็นเป็นมารดา ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ “แกยังไม่ได้คุยกับแม่ฉันล่ะสิ รู้เบอร์รึเปล่าเดี๋ยวฉันบอกเบอร์ให้ แม่ฉันไม่ช้าหรอกน่า ถ้าแกโทรคุยอีกที เขาต้องวิ่งรอกหาทางโอนเงินให้แกแน่ๆ”

“ผมโทรบอกคุณเสน่ห์จันทร์ไปตั้งแต่สี่ทุ่ม ตอนนี้จะตีสามแล้ว ยังไม่เห็นเงินโอนเข้าสักบาท หึหึ เขาอาจต้องการคุณหนูแล้วก็ได้นะ เลยปล่อยเวลาผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่แยแสคุณเลยแบบนี้” พิมานจี้จุดตาย จนชิดจันทร์แทบดิ้น ตอนแรกหล่อนคิดว่าตัวเองจะได้ถือไพ่เหนือกว่า ได้เป็นต่อ ที่ไหนได้ ตอนนี้หล่อนกลับตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นเหยื่ออย่างสิ้นเชิง

“แกโกหก! ผู้หญิงคนนั้นไม่มีวันทิ้งฉันได้หรอก เขาติดหนี้ชีวิตฉันไว้ เขาไม่มีวันปล่อยมือจากฉันได้...”

“แล้วไม่ดีกว่ารึไง ถ้าเจ้าหนี้จะตายไปซะ หึหึ ก็แค่รู้สึกผิดทั้งชีวิต แต่ก็ไม่ต้องมาหนักอกหนักใจเพราะเจ้าหนี้อย่างคุณหนูอีก...” เห็นชิดจันทร์เริ่มเสียขวัญ พิมานก็เริ่มเสี้ยม ยุแยงให้แม่ลูกแตกคอกันหนักข้อขึ้น

“เชื่อผมเถอะ แม่ของคุณหนูไม่ยอมจ่ายหรอก ร้อยล้านน่ะ...” พิมานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย บรรยากาศ กดดัน แผ่กำจายจากร่างสูง จนน่าอึดอัด “เพราะคนอย่างเสน่ห์จันทร์ ไม่เคยเล่นตามกติกา!”

“ม...หมายความว่ายังไง?” สิ้นคำพิมาน ชิดจันทร์ยิ่งงงหนัก คนคนนี้รู้จักกับแม่ของหล่อนเป็นอย่างดีแน่ๆ หล่อนมั่นใจ แถมยังไม่ใช่การรู้จักในเชิงมิตรสหายเสียด้วย

“หมายความว่านังนั่นไม่มีวันยอมจ่ายร้อยล้านให้กูเพื่อไถ่ตัวมึงหรอก! แต่จะทำเหี้ยอย่างอื่นเพื่อช่วยมึงแทนไง!!หึ!! ไอ้ชาติ อุดปากนังนี่ซะ กูไม่อยากคุยกับมันแล้ว!!”

สิ้นคำสั่ง ไอ้หน้าบากก็เอาเทปกาวอุดปากชิดจันทร์ที่กำลังดิ้นเร่า พร้อมส่งเสียงกรีดร้องไม่หยุด ก่อนจะหันไปมองหัวหน้าของมันด้วยหน้าเครียดเคร่ง

พิมาน กอดอก กลับไปจ้องมองนอกหน้าต่างดังเก่าหันหลังให้กับชิดจันทร์อย่างสิ้นเชิง บรรยากาศรอบกายคุกรุ่นจนน่ากลัว มันนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“นังเสน่ห์จันทร์มันเป็นคนเก่ง เก่งเสียจนกูเกลียด คนอย่างมันทำได้ทุกอย่าง เพื่อปูทางให้ตัวเองขึ้นสู่จุดสูงสุด โดยที่ไม่สนใจทั้งนั้น ว่ามันจะเหยียบหัวใคร หรือศพใครขึ้นไปบ้าง มันเป็นผู้หญิงเลือดเย็น เสียจนกูยังขนลุก หึหึ มึงคิดว่าแม่มึงมาถึงจุดนี้ได้เพราะแค่บริหารงานเก่งอย่างเดียวรึไง ไม่...เบื้องหลังความทะเยอทะยานของมัน น่ากลัวกว่าที่มึงคิดเยอะนังคุณหนู...”

“นังเสน่ห์จันทร์มันทั้งเก่ง ทั้งกล้า และมีบารมีล้นเหลือเฟือ ที่จะทำให้กูแตะต้องมันไม่ได้...”

“แต่ในที่สุด กูก็ค้นพบจุดอ่อนของมัน”

“จุดอ่อนเดียวของนังเสน่ห์จันทร์ คือการมีลูกทรพีอย่างมึงไง! ฮ่า ฮ่า”

พิมานหัวเราะร่า โดยไม่มีการผินมามองชิดจันทร์ ที่อยู่เบื้องหลังเลยแม้เพียงนิด

เขารอเวลานี้มานานแสนนาน

และการรอคอยนั้น มันได้สิ้นสุดลงแล้ว!

อะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ตรงที่ไกลๆ พิมานหยุดหัวเราะลงทันที เหลือเพียงรอยยิ้มแสยะร้ายกาจ ก่อนจะหันไปเอ่ยบางอย่างกับชิดจันทร์

ถ้อยคำที่ทำให้ชิดจันทร์ถึงกับหลั่งน้ำตา ด้วยใบหน้าที่ตกใจสุดขีด

“เฮ้ นังคุณหนู มึงเกลียดแม่มึงมากใช่ไหม...เดี๋ยวกูจะช่วยกำจัดมันไปจากชีวิตมึงให้เอง”

*
*
*
*
*
“ที่นี่แหละเมธ มันต้องจับตัวยัยชิดมาที่นี่แน่”

เสียงสั่นน้อยๆ ทว่ายังทรงด้วยอำนาจของเสน่ห์จันทร์ บอกเล่าสิ่งที่หล่อนพอจะรู้ให้ผู้ร่วมทางฟัง


ตั้งแต่ที่เสน่ห์จันทร์รู้ว่า ชิดจันทร์ ลูกสาวเพียงคนเดียวถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ โดยชายผู้เคยเป็นอดีตเด็กในสังกัด หล่อนก็รู้ได้ในทันทีเลยว่า ที่ที่มันคนนั้นจะเอาชิดจันทร์ไปซ่อนไว้คือที่ไหน ที่แห่งความทรงจำที่เดียวของมัน...หมู่บ้านจัดสรรที่สร้างไม่เสร็จและถูกปล่อยให้รกร้าง

‘หมู่บ้านจันทร์พิมาน’

ทันทีที่ได้รับการติดต่อจากทางพิมานเมื่อราวๆสี่ทุ่มครึ่งของเมื่อคืน ยอมรับว่าตกใจและกังวลเป็นที่สุด มันจะเรียกค่าไถ่ตัวชิดจันทร์ถึงร้อยล้าน โดยการให้จ่ายผ่านบัญชีที่มันส่งข้อความมาให้ภายในก่อนเที่ยงวัน

ไอ้พิมานมันพลาด พลาดที่เปิดเผยตัวตน คงคิดว่าหล่อนคงไม่กล้าทำอะไร เพราะมันมีชิดจันทร์เป็นตัวประกันอยู่

มันพลาดที่ส่งข้อความมา ทั้งยังโทรหาโดยไม่มีการแปลสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ทำให้ใช้เวลาไม่นานก็สามารถแกะสัญญาณที่อยู่ของมันได้อย่างไม่ยากเย็น.....สมแล้วที่เป็นมัน

เพราะไอ้พิมานมันโง่ เสน่ห์จันทร์รู้เช่นเห็นชาติคนคนนี้ดีตั้งแต่ที่เคยร่วมงานกันมาเมื่อครั้งยังหนุ่มยังสาว

พิมาน นรชัย อดีตดารารุ่นใหญ่วัยสี่สิบหกปี คนที่ทำลายชีวิตการแสดงของตนลงด้วยความโง่เง่าของตัวเอง!

“ตรงบ้านหลังใหญ่สุดนั่นแน่ครับ ผมมองเห็นแสงไฟรำไรอยู่ พวกมันต้องพาสดายุกับชิดจันทร์ไปหลบกบดานอยู่ตรงห้องนั้นแน่” กฤตเมธที่ยืนอยู่ข้างกันเอ่ยพลางตั้งท่าจะเดินลิ่วเข้าไปในรังของเหล่าโจรโฉดชั่วที่ลักพาตัวหัวใจของเขามา

“เดี๋ยวก่อน! อย่าผลีผลามอย่างนั้นสิเมธ เดี๋ยวมันเห็นเราเข้า ยัยชิดจะตกอยู่ในอันตราย...ฉันหมายถึงสดายุด้วย” แต่ก่อนจะได้ถลาเข้าไปมากกว่านั้น ก็โนเสน่ห์จันทร์รีบคว้าเอาไว้เสียก่อน แม้จะขัดใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็พอจะเห็นด้วยกับหล่อน “รออีกหน่อย ตำรวจกำลังมา” เสน่ห์จันทร์ว่า กฤตเมธถึงกับขบกรามกรอด เขาไม่อยากจะเสียเวลาแม้สักนิดเดียว!

ตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นมา เขาขับรถวนหา ตามล่ารถตู้ของพวกที่จับตัวสดายุมาเสียหลายชั่วโมง ที่ไหนพอจะมีเบาะแส เขาก็จะไปที่นั่น โดยรวมกับดนัยและสมุนฝ่ายนั่นช่วยกันหาอีกแรง บดินทร์ที่ติดสอยห้อยตามดนัยมา พอจะรู้จักไอ้ตัวหัวหน้ามันอยู่บ้าง จึงพอตามดมกลิ่นมาจนพบที่หมาย ด้วยว่าเขาอยู่ใกล้มากกว่าจึงล่วงหน้ามาถึงก่อนดนัยเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะมาเจอกับเสน่ห์จันทร์กลางทางพอดี

แต่ก็ดีมากที่ได้เจอ เพราะนั่นหมายความว่า กฤตเมธมาถูกทาง เขาตามหาสดายุเจอแล้ว!!

กฤตเมธละล้าละลังอยู่เพียงอึดใจ ไม่ว่ายังไง เขาก็ไม่อาจรอไหว เขาต้องการเข้าไปช่วยสดายุออกมาให้เร็วที่สุด อุตส่าห์มาถึงที่แล้ว จะยังต้องรออะไรอีก

“คุณเสน่ห์จันทร์ รอพวกตำรวจที่นี่ก่อนนะครับ ผมจะเข้าไปข้างในก่อนนะครับเพื่อดูลาดเลาไอ้พวกนั้นก่อน” สุดท้าย กฤตเมธ ก็เลือกที่จะไม่ทนรอต่อไป

“แต่เมธ....”แน่นอนว่าเสน่ห์จันทร์รีบห้าม หล่อนไม่ต้องการให้กฤตเมธเข้าไปเสี่ยง เพราะถ้าไอ้พิมานจับได้ขึ้นมา มันอาจทำร้ายชิดจันทร์โทษฐานที่หล่อนไม่รักษาสัญญาก็เป็นได้ หล่อนกลัวกฤตเมธทำพลาด ห่วงว่าจะเสียไปทั้งสองคน เรียวนิ้วสั่นระริกเอื้อมคว้าแขนกฤตเมธไว้ เพื่อยั้งรอ

แต่กฤตเมธทำเพียงส่ายหน้า เป็นเชิงว่าได้โปรดอย่าห้ามเขา เพราะถึงอย่างไร ก็ไม่มีอะไรสามารถห้ามเขาได้ในตอนนี้ “ได้เรื่องยังไง ผมจะรีบติดต่อกลับมา รออยู่ตรงนี้นะครับ”

“ฉ ฉันไปด้วย”เมื่อกฤตเมธยืนยันคำตน เสน่ห์จันทร์ก็หมดปัญญาขัดขวาง แม้จะเป็นห่วงกลัวจะเกิดการเพลี่ยงพล้ำ แต่แท้จริงแล้วหล่อนเองก็ร้อนใจไม่ต่างกัน ในนั้นมีลูกหล่อนทั้งคน หล่อนย่อมเป็นห่วง กังวล และอยากไปเห็นด้วยตัวเองเช่นเดียวกัน ว่าดวงใจเพียงคนเดียวของตนนั้น ยังคงอยู่ดี ไม่อยากรออะไรอีกต่อไปแล้ว ด้วยหัวใจของคนเป็นแม่ เสน่ห์จันทร์เองก็อยากเข้าไปใจแทบขาด

“อย่าเลยครับ ผมไปคนเดียวคล่องตัวกว่า ยืนรอกำลังเสริม แล้วผมจะรีบติดต่อมา”ทว่าก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าถึงหล่อนเข้าไปก็รังแต่จะเป็นตัวถ่วง ดังนั้นเมื่อถูกกฤตเมธยั้งไว้ หล่อนก็ไม่ได้อิดออดดื้อดึง ปล่อยกฤตเมธเข้าไปคนเดียว น่าจะได้เรื่องมากกว่า

“...ฝาก...ฝากด้วยนะเมธ...”เสน่ห์จันทร์พูดได้เพียงเท่านั้น ก่อนคลายมือออกจากแขนของชายหนุ่มในที่สุด

กฤตเมธพยักหน้ารับคำ ก่อนจะวิ่งห้อเข้าไปในความมืด ทิ้งเสน่ห์จันทร์เอาไว้ตรงนั้น เพื่อความปลอดภัย

*
*
*
*
*

“พี่เมธติดต่อมา ว่าล่วงหน้าเข้าไปข้างในก่อนแล้ว จะเข้าไปดูลาดเลาให้”

ดนัยเอ่ยขึ้นทันทีที่กดวางสายจากกฤตเมธ ตอนนี้พวกเขาและเหล่าสมุนมือดีอีกสามคน มาถึงหมู่บ้านร้าง แหล่งกบดานของพวกพิมานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาเลือกที่จะจอดรถไว้ด้านนอก เช่นเดียวกับกฤตเมธ แล้วเดินเท้าฝ่าทางมืดทึบเข้าตัวหมู่บ้านเพื่อให้ง่ายต่อการพรางตัว

หลังหาที่จอดรถซุกซ่อนสายตาในความมืดได้แล้ว เหล่าชายฉกรรจ์มากฝีมือก็เตรียมตัวไล่ล่าพวกผู้รายตัวแสบ เพื่อแย่งชิงตัวประกันคนสำคัญคืน ทุกคนเตรียมพร้อม บดินทร์ก็พร้อม ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดคนไข้อีกต่อไปแล้ว เพื่อความคล่องตัว ดนัยเลยให้ลูกน้องคนสนิทหาชุดลำลองมาให้บดินทร์เปลี่ยน ชุดง่ายๆ แค่เสื้อยืดแขนสั้นสีดำ กางเกงยีนส์ กับรองเท้าผ้าใบ บดินทร์จัดแจงเดินตามกลุ่ม บอดี้การ์ดตัวล่ำของดนัย ทว่ากลับถูกนายใหญ่ของกลุ่มรั้งร่างเอาไว้เสียก่อน

“คุณรออยู่ที่นี่ดีกว่านะ ข้างในมันอันตราย” ดนัยว่า พลางดึงร่างของบดินทร์ให้เดินตามกลับมาที่รถ เขาไม่อยากให้บดินทร์ต้องเข้าไปเสี่ยง

“ไม่! ผมจะเข้าไปด้วย” เมื่อถูกห้าม บดินทร์ก็ออกอาการฉุนเล็กๆ เขาต้องการเข้าไปช่วยสดายุ ไม่ต้องการแค่รออยู่ตรงนี้ อยากเข้าไปช่วยเพื่อน บดินทร์สะบัดแขนตนออกจากอุ้งมือของดนัย เขาจะไม่ยอมรออยู่ที่นี่อย่างเดียวแน่ ถ้าไม่ให้ไปด้วย เขาก็จะเข้าไปคนเดียว!

“สภาพคุณตอนนี้ เข้าไปก็เป็นได้แค่ภาระ ผมไม่อยากเอาคนถ่วงแข้งถ่วงขาเข้าไปด้วยจนทำงานล่มหรอกนะ” เห็นว่าคนป่วยช่างดื้อ ถึงไม่ได้เหนือความคาดหมายนัก เพราะดนัยเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าคนดื้ออย่างบดินทร์ไม่มีทางยอมอยู่เฉย เขาเลยลองปรามาสอีกฝ่ายดู จรี้จุดให้รู้ถึงสถานภาพของตัวเอง แต่ก็ไม่แน่ใจนักหรอกนะว่ามันจะกลายเป็นการสาดน้ำมันเข้ากองไฟหรือเปล่า...

"ผมไม่ทำตัวถ่วงคุณหรอกน่า! ผมไม่ได้โง่ขนาดนั้น!!" บดินทร์ฉุนขาด

'กะแล้วเชียว...'

"ก็ที่ทำอยู่นี่แหละ ถ่วง!" ดนัยถึงกับส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ

“เออ!แล้วแต่คุณจะว่าเถอะ แต่ถึงยังไงผมก็จะเข้าไป!” ยิ่งถูกห้ามบดินทร์ยิ่งเสียงดังขึ้น แท้จริงทั้งสองคนรู้ดี ว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายมัวแต่ดื้อดึงไม่ยอมฟังกัน จึงจำเป็นต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของตน ทว่า หากยังปะทะคารมกันต่อ ดูเหมือนจะไม่จบไม่สิ้น บดินทร์จึงไม่คิดจะโต้เถียงอีก ชายหนุ่มเลือกที่จะหุบปากเสีย แล้วเดินไปเองลำพัง โดยไม่สนใจคำทัดทานใดๆ ของหน้าไหนทั้งนั้น

ลมพัดแรงขึ้นทุกขณะ เสียงหวีดหวือดังชัด แรงลมหน่วงหนักเริ่มโยกต้นไม้รกครึ้มให้ไหวคลอนไปตามแรงมัน ดนัยเดินจ้ำฝ่าแรงลมหน่วงหนัก นำลิ่วไป แบบไม่สนใจใครเลยแม้แต่ดนัย เห็นท่าจะรอต่อไปไม่ไหว ดนัยจึงต้องรีบจัดการขั้นเด็ดขาด คนอะไร โคตรดื้อ!

“อย่าดื้อดิคุณ” ดนัยสุดทนในที่สุดจึงรี่เข้ามาฉุดแขนซ้ายบดินทร์ขึ้น เพื่อลากจูงกลับไปขังไว้ในรถให้รู้แล้วรู้รอด แต่อีกคนก็ยังคงดื้อดึง ขืนตัวตัวไว้ไม่ยินยอมท่าเดียว

“ปล่อย!”

“ชิ! หาเรื่องจริงนะ!!” ร่างสูงใหญ่ฉุนกึก คว้าเอวแล้วยกทั้งร่างนั่นจนตัวลอยหวือ ด้วยบันดาลโทสะ บดินทร์เบิกตากว้าง สวนกำปั้นเข้าใส่อย่างลืมตัว แต่ดนัยที่รู้ทางตั้งแต่แรกรีบคว้าข้อมือบดินทร์ไว้แล้วจับตรึงไว้ด้านหลัง ให้ได้สิ้นหนทางขัดขืน

ดิ้นรนยังไม่ถึงเท่าไหร่ ทั้งร่างก็ถูกโยนโครมเข้าไปในเบาะหลัง ทั้งยังถูกคร่อมไว้ด้วยร่างของดนัยจนยากจะหลบหนี ตาจ้องตา ไม่มีใครยอมใคร

บดินทร์จะไปเสียอย่างใครก็ห้ามไม่ได้...

ดนัยไม่ให้ไปเสียอย่าง ใครก็ขัดไม่ได้...


“ผมขอล่ะ อย่าให้ถึงขนาดต้องขังไว้ในรถเลยนะครับ บดินทร์” สุดท้าย ดนัยก็เป็นฝ่ายขอยอมแพ้ และเป็นฝ่ายเริ่มขอร้องดีๆ กับบดินทร์ก่อน “ในนั้นมันอันตราย...ผมไม่อยากให้คุณบาดเจ็บ” พร้อมออกปากวอนเว้าเล็กๆ ตามสันดานปากหวานที่เป็นนิสัยประจำกาย

ได้ผล ทันทีที่ดนัยยอมลงให้ บดินทร์ก็คาบอาการแข็งเกร็งขัดขืน ดวงตาแข็งกร้าวที่จ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตาในคราแรก อ่อนแสงลงเล็กน้อย แทนด้วยสีหน้าแห่งความลำบากใจมาแทนที่

“...อย่าทิ้งผมไว้คนเดียวที่นี่ ได้โปรด...”

คราวนี้เป็นดนัยบ้างที่ต้องนิ่งอึ้ง กับใบหน้าหมดจดตรงหน้า ที่กำลังส่งสายตาอ้อนวอนตอบกลับมา เล่นเอาใจแช็งๆของลูกผู้ชายอย่างดนัยถึงกับอ่อนยวบ “แต่...”

“ขอร้องเถอะครับ ให้ผมเข้าไปกับคุณด้วย...ให้ผมได้เข้าไปช่วยสดายุกับคุณ...” เห็นว่าดนัยเริ่มใจอ่อน บดินทร์ก็ยิ่งออดอ้อน หนัก ถึงจะง่อยยังไง ก็ดีกรีนักแสดงเก่า เรื่องปั้นหน้าใช่ว่าจะไม่ถนัด ถึงตาจน ก็ต้องงัดออกมาสู้

“ผมรู้ ว่าคุณปกป้องผมได้...”

โดนอ้อนขนาดนั้นเข้าไป ใครเล่าจะอดใจไหว แม้ดนัยจะรู้อยู่แก่ใจ ว่าบดินทร์คงใช้ความพยายามน่าดู

แต่...ถึงบดินทร์จะกัดฟันพูด สำหรับดนัยนั้น

มันโคตรน่าฟัง...

ไม่ต้องถามถึงผลที่ตามมาหลังจากนั้น

เพราะแน่นอนว่า ผู้พ่ายเป็นใครไปไม่ได้นอกจากดนัย

ทั้งห้ามุ่งหน้าสู้ความมืดพร้อมกัน ด้วยจุดหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือช่วยสดายุ

*
*
*
*
*

“เราจะได้เงินจริงๆใช่ไหม พี่พิมาน? ไม่ใช่ว่าพี่หลอกเรามาตายกันหมดนะ”

*************************************

หายหัวไปนานเลย ขอโทษด้วยนะเจ้าคะ...วันนี้เลยมายาวๆให้เลยจ๊ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น