สัมผัสหัวใจ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 23

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 26

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มิ.ย. 2562 13:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 23
แบบอักษร

เมื่อใกล้ถึงเวลาที่กำหนด แทนก็เดินมารอสองสาวอยู่บริเวณหน้าบ้านพัก พร้อมทั้งส่งเสียงเรียก หมอนางหยิบกระเป๋าแพทย์เคลื่อนที่ขึ้นมาสะพายไหล่ แล้วเอ่ยปากชวนเหนือฟ้าซึ่งนั่งอยู่บนแคร่ให้ออกไปพร้อมกัน

 

“ไปกันเถอะคุณ”

 

เหนือฟ้ามองคุณหมอที่อยู่ในชุดเสื้อกันหนาวสีน้ำเงินของตนเองกำลังจะเปิดประตูออกไปก็เรียกไว้

 

“เดี๋ยวก่อนหมอ!” คุณหมอหยุดชะงัก เหลียวหลังมอง เหนือฟ้าจึงพูดต่อ “เอ่อ ความจริงแล้ว ฉันว่าเราอาจจะสลับเสื้อกัน...”

 

คคนางค์ก้มมองเสื้อตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาอีกคนพลางอมยิ้ม

 

“แบบนี้ก็ดีแล้ว...ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะสาย”

 

ว่าจบก็หันกลับไปผลักประตูไม้ไผ่ให้เปิดออก เช่นนั้นแม่หมอจึงไม่ได้ทักท้วงอะไรอีก นอกเสียจากจะเดินตามออกไปอย่างเงียบๆ โดยมีวารุณีตามหลังมาอีกทีหนึ่ง

 

ครั้นพอแทนซึ่งรออยู่ด้านหน้าเห็นเพื่อนสาวเดินออกมาก็ยิ้มกว้าง

 

“เป็นไง เมื่อคืนหลับสบายดีหรือเปล่า?”

 

“สบายมาก...สบายซะจนเกือบจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาเลยทีเดียว” หมอนางว่าติดตลก

 

เพื่อนชายเลิกคิ้วมองนิดหนึ่งอย่างประหลาดใจคล้ายจะตั้งคำถามอยู่กลายๆ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า หากแต่คคนางค์ไม่ได้เอ่ยขยายความอันใดออกไป นอกเสียจากจะส่งยิ้มปราศจากความหมายไปให้ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าแทนก็เป็นคนประเภทเดียวกับเธอนั่นแหละ ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับ ไสยศาสตร์ หรือภูตผีใดๆ พูดไปมีแต่จะหาว่าเพ้อเจ้อ เว้นเสียแต่จะมีโอกาสได้เจอกับตนเองดูสักครั้ง

 

และเมื่อเพื่อนสาวไม่อธิบาย แทนก็เข้าใจว่าคงจะเป็นการพูดเล่นขำขันเสียมากกว่า จึงเลิกให้ความสนใจแล้วหันไปถามเหนือฟ้าอย่างเป็นมิตร

 

“แล้วคุณเหนือฟ้าล่ะครับ เมื่อคืนหลับสบายดีไหม”

 

“สบายดีค่ะ แต่ที่นี่ตอนเช้าหนาวน่าดูเลย” แม่หมอตอบยิ้มๆ พลางยกมือขึ้นมาถูกันไปมาเพื่อสร้างความอบอุ่น ก่อนจะกวาดตามองสำรวจบรรยากาศรอบตัวอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรกของวัน

 

ทิวเขาสูงสีเขียวขจีอันสลับซับซ้อน บัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีขาวจนหนาตา ตัดเป็นชั้นกับสีท้องฟ้าสดใส พระอาทิตย์ดวงใหญ่ฉายแสงอยู่บางเบา แต่ไม่อาจทอนความหนาวให้บรรเทาลงได้มากนัก เวลาพูดคุยกันทีก็จะมีควันลอยออกจากริมฝีปาก ถ้าไม่ได้หมวกไหมพรมของหมอนาง ป่านนี้หูเธอคงชาจนอื้อไปหมดแน่

 

คิดแล้วก็แอบเหล่มองเจ้าของหมวก ซึ่งขณะนี้กำลังทอดตาชมทัศนียภาพอันงดงามของธรรมชาติ และคล้ายจะรู้ตัวว่าเธอมองอยู่ จึงหันมาส่งยิ้มให้ ก่อนพูดออกมาลอยๆ

 

“จะว่าไป ที่นี่สวยมากเลยนะ”

 

“ใช่ไหมล่ะ” แทนว่าพลางมองไปรอบๆ ตามแขกผู้มาเยือนทั้งสอง “ขนาดฉันอยู่ที่นี่มาสองถึงสามปีแต่ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกว่าที่นี่สวยมากเหมือนกับวันแรกที่ได้เห็น”

 

วารุณีมองทุกคนแล้วก็ลอบถอนหายใจอย่างรู้สึกเซ็งนิดๆ เพราะมีเพียงเธอเท่านั้นที่สัมผัสกับความเย็นฉ่ำชื่นปอดไม่ได้ จึงทำได้แค่เพียงมโนว่ารู้สึกเท่านั้น แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยตอนนี้เธอก็มีความหวังว่าสักวันจะกลับมาเป็นคนที่มีความรู้สึกได้อีกครั้ง

 

หลังจากชมวิวทิวทัศน์กันอยู่ครู่ใหญ่ แทนก็เดินนำพาหมอนาง เหนือฟ้า และวารุณีไปยังสถานที่เตรียมพร้อม ซึ่งก็คือโรงเรียนไม้ชั้นเดียวขนาดเล็ก อยู่ห่างจากบ้านพักไปเพียงประมาณหนึ่งร้อยเมตร ระหว่างทาง แพทย์หญิงสังเกตเห็นเหนือฟ้ามักจะยกมือขึ้นถูกันไปมาอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็เป่าลมอุ่นผ่านริมฝีปากเข้าช่วยด้วย เช่นนั้นจึงหันไปกระซิบถามอย่างเป็นห่วง

 

“ยังหนาวอยู่เหรอคุณ?”

 

“นิดหน่อย” ว่าแล้วก็เตรียมจะยกมือขึ้นเสียดสีกันอีกครั้ง แต่หมอนางชิงอาศัยจังหวะนั้นคว้ามือคนหนาวไปกุมเอาไว้หน้าตาเฉย

 

“ไออุ่นจากร่างกายช่วยลดทอนความหนาวได้ด้วยนะ”

 

จังหวะนั้นบังเอิญแทนได้ยินเข้าพอดีจึงแกล้งเอ่ยขัดขึ้นมาอย่างหมั่นไส้เล็กๆ

 

“ฉันเองก็หนาวเหมือนกันนะ ดูสิมือเย็นไปหมด” พูดไม่พอ ยกมือมาเป่าฟู่ๆ เป็นการยืนยันด้วย

 

แพทย์หญิงเหล่ตามองเพื่อนชายแล้วหัวเราะหึๆ ในลำคอ

 

“นายก็ใส่ถุงมืออยู่ไม่ใช่หรือไงแทน หรือว่านายจะยอมเสียสละถุงมือให้คุณเหนือฟ้าแล้วมาเดินจับมือกับฉัน เอาไหมล่ะ”

 

ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจแต่ไม่ได้โต้ตอบอะไรอีกเพราะขณะนี้ได้เดินทางมาถึงสถานที่อันเป็นเป้าหมายแล้ว

 

ชาวบ้านทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และวัยอาวุโส รวมกว่ายี่สิบถึงสามสิบชีวิตต่างยืนรอรับคณะผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มแป้น บ้างก็อยู่ในชุดไปรเวท หรือบ้างก็อยู่ในชุดประจำเผ่า ไม่นานนักชายผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากกลุ่ม พร้อมเอ่ยแนะนำว่าตนเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เขาพูดขอบคุณเกี่ยวกับของที่นำมามอบให้เล็กน้อย ก่อนจะพาแพทย์หญิงคคนางค์ จันทรวงศ์ เหนือฟ้า ปาฏิหาริย์ และแทน ปัญญาธร รวมไปถึงวารุณี ผู้ไม่มีใครมองเห็นเข้าไปข้างในอาคารไม้สีเขียว

 

ภายในห้องซึ่งโดยปกติจะใช้เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอน ขณะนี้มีเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ มากมายวางอยู่ชิดมุมผนัง แต่สิ่งที่ทำผู้มาเยือนแปลกใจมากที่สุดนั่นก็คือมีกับข้าวประมาณสามถึงสี่อย่างวางอยู่บนโต๊ะนักเรียนที่ถูกดันมาเรียงติดกันจนเป็นโต๊ะขนาดสี่ที่นั่ง

 

เช่นนั้นผู้ใหญ่บ้านจึงทำการอธิบายขยายความด้วยสำเนียงภาษาไทยที่ถึงแม้นจะไม่ชัดนัก แต่ทั้งหมดก็สามารถฟังเข้าใจได้เป็นอย่างดี

 

“พวกเราทั้งหมดตั้งใจทำอาหารเช้าเพื่อเลี้ยงตอบแทนในน้ำใจของคุณหมอและคุณเหนือฟ้าครับ แต่ไม่รู้ว่าจะทานกันได้หรือเปล่าอาหารพื้นเมืองแบบนี้” สีหน้าของคนพูดแลดูจะติดกังวลอยู่มาก

 

หมอนางมองดูไก่ต้มสมุนไพร ผักลวก ไข่ต้มและน้ำพริกก็หันมาฉีกยิ้มกว้างให้ผู้ใหญ่บ้านได้คลายกังวล

 

“ทานได้สบายมากค่ะ อาหารหน้าตาน่ารับประทานทีเดียว”

 

ได้ยินดังนั้นผู้ใหญ่บ้านก็ยิ้มโล่งอก

 

“ถ้าอย่างนั้นเชิญตามสบายนะครับ ส่วนเรื่องมอบของกับตรวจสุขภาพของชาวบ้านค่อยว่ากันหลังจากที่พวกคุณทานอาหารกันเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าตอนนี้เดี๋ยวผมต้องขอตัวออกไปแจ้งลูกบ้านก่อน พวกเขาจะได้หายกังวลในเรื่องอาหาร เขาลุ้นมาก กลัวว่าพวกคุณหมอจะกินไม่ได้” แล้วเขาก็หันไปฝากฝังแทน “ถ้ายังไง ผมต้องรบกวนครูแทนช่วยดูแลทางนี้ด้วยนะครับ”

 

แทนพยักหน้ายิ้มรับว่าไม่ต้องห่วง ผู้ใหญ่บ้านจึงเดินออกไป แล้วทั้งหมดก็นั่งรับประทานอาหารกันจนเกลี้ยงด้วยเหตุผลสองประการ

 

หนึ่ง คือกลัวว่าชาวบ้านจะเสียน้ำใจ เนื่องจากปกติต้มไก่สมุนไพรมักจะเป็นอาหารที่ไม่ได้ทำขึ้นมาบ่อยนัก เว้นแต่จะมีโอกาสพิเศษเท่านั้น ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่จะดำรงชีวิตด้วยผักเป็นหลัก และไม่ค่อยนิยมรับประทานเนื้อสัตว์ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวไป คือมักจะเก็บเนื้อสัตว์ไว้สำหรับเฉพาะโอกาสพิเศษ อาทิ งานแต่งงาน ปีใหม่ หรือไม่ก็เซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ

 

สอง คือหิวมาก และพึ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนับตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น

 

“หวังว่าหมอนางกับคุณเหนือฟ้าจะไม่พากันอิ่มไปจนถึงช่วงดึกนะครับ” แทนพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นทั้งสองกินจนเกลี้ยงจาน “พอดีว่าคืนนี้ชาวบ้านเขาตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงรอบกองไฟให้พวกคุณ”

 

“งานเลี้ยงรอบกองไฟ!?” เหนือฟ้า หมอนาง และวารุณีโพลงออกมาพร้อมกันอย่างตื่นเต้น

 

ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้าง “ใช่ งานเลี้ยงรอบกองไฟ จะว่าไปก็คล้ายๆ กับตอนเข้าค่ายลูกเสือนั่นแหละ”

 

“พอดีฉันเคยเรียนแต่เนตรนารีกับยุวกาชาดน่ะสิ” หมอนางว่าขำๆ

 

ส่วนวารุณีแอบสะกิดเหนือฟ้ายิกๆ

 

“แม่หมอๆ จะว่าไปฉันก็พึ่งมานึกอะไรบางอย่างได้ ที่จริง เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วล่ะ ช่วงที่ฉันออกไปเดินเล่นคนเดียว ตอนพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินท้องฟ้ามืดสลัว ตอนนั้นฉันรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้ เหมือนกับชาวบ้านที่นี่เขาจะสามารถมองเห็นวิญญาณของฉันได้เลย”

 

เหนือฟ้าเลิกคิ้วอย่างแปลกใจในคำบอกเล่าของวารุณี ก่อนทำสีหน้าเป็นเชิงบอกให้เล่าต่อ วารุณีก็เอ่ยอย่างไม่รีรอ

 

“คือตอนที่ฉันกำลังจะเดินกลับบ้านใช่ไหมแม่หมอ ฉันบังเอิญเห็นชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งสวมชุดพื้นเมืองยืนอยู่ ก็เลยแกล้งทำเป็นเข้าไปทักโดยการพูดว่า ‘สวัสดีค่า ฉันชื่อวารุณีนะคะเป็นวิญญาณสาวที่สวยที่สุดในโลกใบนี้’ แล้วโบกไม้โบกมือให้เขาเพราะคิดว่ายังไงเขาก็มองไม่เห็นฉันอยู่แล้ว แต่ผลปรากฏว่าเขาดันจ้องฉันตาเขม็งทีเดียว ทีนี้ฉันไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วก็ไม่แน่ใจว่าเขาเห็นฉันหรือเปล่า ก็เลยวิ่งป่าราบหนีมาเลย”

 

แม่หมอใช้มือข้างหนึ่งป้องปากตนเองเอาไว้ แล้วอาศัยจังหวะที่หมอนางกับครูแทนกำลังสนทนากันอย่างออกรสหันมาขยับปากกล่าววาจากับวารุณีโดยไร้เสียง

 

“แน่ใจเหรอว่าเขาเป็นคน”

 

วารุณีเพ่งสายตาสะกดคำตามริมฝีปากอย่างพินิจ พลันก็ทำหน้างงขึ้นมาทันใด

 

“ก็ต้องเป็นคนอยู่แล้วสิแม่หมอ มีหน้า มีตา มีรูปร่างชัดเจนขนาดนั้น”

 

จอมเวทยิ้มแฝงเลศนัยแล้วยักไหล่

 

“แล้วแต่คุณจะเข้าใจ”

 

ทำเอาวิญญาณสาวขมวดคิ้วมึนตึ๊บ พยายามจะถามหาความหมายโดยนัยจากเหนือฟ้าอีกครั้ง แต่คำตอบที่ได้มีเพียงว่า

 

“ในงานรอบกองไฟคืนนี้ บางทีคุณอาจจะได้เจอเขาอีก และถ้าถึงตอนนั้น อยากรู้อะไรก็จงถามเขาดูเอาเอง”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น