โซซอล
facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 4-2 สูสี (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 4-2 สูสี (2)

คำค้น : นิยายเกาหลี แจโอ ฮันกยอล เทหน้ารัก เพราะรักเธอ

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 457

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มิ.ย. 2562 09:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4-2 สูสี (2)
แบบอักษร

 

‘โธ่เว้ย!’ 

แจโอขับรถอย่างเกรี้ยวกราด เขาใช้นิ้วเคาะพวงมาลัยกึกๆ ทุกครั้งที่จอดรถติดไฟแดงและพยายามควบคุมความใจร้อนของตัวเอง 

รู้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าฮันกยอลพยายามอย่างมากเพื่อที่จะกำจัดเขาออกไป เขาเข้าใจและยอมรับว่าทำไมเธอถึงต้องทำอย่างนั้น แต่ว่าสิ่งที่เข้าใจในหัวกับสิ่งที่รู้สึกนั้นเป็นคนละปัญหากัน แค่เห็นเธอนั่งข้างผู้ชายคนอื่นก็โมโหจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว 

 ‘เฮ้อ เจอคู่แข่งแล้วสินะ’ 

ชอบการมีความรัก ชอบความรู้สึกหนึบหนับและจั๊กจี้ ความรู้สึกของการโอบกอดร่างนุ่มนิ่มของผู้หญิงที่หลงรักนั้นน่าตื่นเต้นจนถึงขั้นไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลย อย่างไรก็ตามเขาก็พร้อมที่จะสนุกกับการเล่นเกมหรือสงครามประสาท ตราบใดที่สุดท้ายแล้วเขาจะได้เธอมาครอบครอง 

แต่ฮันกยอลนั้นแตกต่างออกไป ถ้าให้พูดตรงๆ เขาไม่มีความมั่นใจเลย มีคำกล่าวที่ว่าหากลงขวานตัดสิบครั้ง คงไม่มีต้นไม้ใดที่ไม่ล้ม แต่สำหรับกรณีของฮันกยอลแล้วดูเหมือนว่าสิบครั้งน่าจะน้อยไป แม้ว่าจะตามติดเธอแจ แต่ก็ยืนยันไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะยอมรับหรือไม่ 

ไม่อยากเล่นสกปรก แต่ศักดิ์ศรีที่แจโอมีนั้นสูงเกินกว่าจะถอยหลังกลับไปแบบนี้ได้ อย่างที่ได้บอกฮันกยอลไว้แล้วว่าเขาเป็นคนมีนิสัยอย่างไร ถ้าตัวเองไม่ได้คนอื่นก็ต้องไม่ได้เช่นกัน 

“เฮ้อ” 

แจโอจอดรถที่ที่จอดรถของบริษัท ถอนหายใจออกมาช้าๆ และพยายามสงบสติอารมณ์ วันนี้พอแค่นี้ เขาเก็บความคิดทั้งหมดเกี่ยวกับฮันกยอลไว้ในซอกหนึ่งในหัว และนึกถึงงานที่ยังจัดการไม่เสร็จแทนก่อนจะลงจากรถ 

 

ทันทีที่แจโอเข้ามาในห้องทำงาน ผู้ช่วยซองก็ตรงเข้ามาทักทายราวกับรออยู่แล้ว 

“ไปหานักเขียนจองมาอีกแล้วเหรอคะ” 

“เป็นช่วงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษน่ะ” 

จิ๊ๆ ผู้ช่วยซองกระเดาะลิ้นพร้อมกับส่ายหัว อย่างไรก็ตามแม้จะให้หยุดพักอยู่ แต่การที่โทรไปเร่งวันละหลายรอบไม่พอ ยังจะไปหาถึงที่บ้านสองสามวันครั้งอีก ถึงนักเขียนจะใจกว้างขนาดไหนก็คงต้องเอือมระอาบ้างแหละ ผู้ช่วยซองเหลือบมองแจโอเงียบๆ แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง 

“จริงสิ สถานที่มีตติ้งนักเขียนครั้งนี้จัดที่ไหนดีคะ” 

“จัดการจองสถานที่ที่เหมาะสมเองเลย หาที่ที่จุคนได้ประมาณยี่สิบคน” 

“ค่ะ เอ๋ ครั้งนี้นักเขียนจองเข้าร่วมด้วยไหมคะ” 

“ไม่ เธอบอกว่าวันนั้นเธอติดงานน่ะ” 

ท่าทางเสียดายปรากฏเต็มใบหน้าของผู้ช่วยซอง แม้เธอจะเป็นที่ชื่นชม แต่แจโอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงชอบผู้หญิงคนนั้นกันถึงขนาดนั้น แน่นอนว่าเธอสวยและความสามารถในฐานะนักเขียนก็โดดเด่น แต่ว่า 

‘นิสัยประหลาดมาก’ 

จู่ๆ แจโอก็นึกถึงคำพูดที่ว่าพระเจ้ามีความยุติธรรม ก่อนจะหันไปมองหน้าจอ ตรวจเช็คการวิจัยและสถิติของซีรีส์เมื่อเดือนที่แล้ว รวมถึงไฟล์งานสีของหน้าปกเดือนนี้อย่างละเอียด จากนั้นจึงตรวจสอบหน้าที่จะวางโฆษณาอีกครั้ง เพ่งมองได้ไม่เท่าไหร่ตาก็เริ่มแห้งและรู้สึกล้าขึ้นมา แจโอถอดแว่นตาและค่อยๆ นวดเปลือกตาเบาๆ 

“ขอโทษครับ” 

ข้างนอกมีใครบางคนเคาะประตูกระจกอยู่ เกิดความสับสนวุ่นวายเพราะไม่รู้ว่าผู้ชายที่ถือตะกร้าดอกไม้ในมือข้างหนึ่งเข้ามาข้างในได้อย่างไร ทันทีที่ผู้ช่วยซองเปิดประตูให้ เขาก็ยื่นหัวเข้ามาข้างในแล้วมองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น 

“มาส่งดอกไม้ครับ คุณซองจียองคือท่านไหนครับ” 

“ฉันเองค่ะ” 

ผู้ช่วยซองที่อยู่ข้างๆ กันยกมือขึ้นด้วยสีหน้างุนงง 

“คุณคิมมินจุนส่งมาให้ครับ ช่วยเซ็นตรงนี้ให้หน่อยครับ” 

“อ่า” 

เธอใช้มือปิดปาก แต่สำหรับแจโอแล้วใบหน้าของผู้ช่วยซองที่ยิ้มอย่างเขินอายนั้นดูฉลาด แม้จะสับสนงุนงงเพราะดอกไม้ที่ได้รับโดยไม่ทันตั้งตัว แต่คงจะไม่ได้อารมณ์เสียมากหางตาถึงได้เหมือนจะโค้งขึ้นอย่างน่ารัก เธอถือตะกร้าดอกไม้ที่มีขนาดครึ่งหนึ่งของส่วนสูงตัวเองมาพร้อมกับร้องโอดโอย แต่ก็เริ่มพิจารณาดูข้างในตรงนั้นตรงนี้เหมือนกับกำลังหาอะไรบางอย่าง 

“วันนี้วันอะไรล่ะ” 

ผู้ช่วยซองตอบทั้งๆ ที่ไม่สามารถละสายตาไปจากตะกร้าดอกไม้ได้เลย 

“วันครบรอบที่ครบกับแฟนได้หนึ่งปีค่ะ” 

“หาอะไรอยู่ล่ะ คิดว่าจะมีแหวนด้วยงั้นเหรอ” 

ตอนนั้นเองเธอจึงเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับยิ้มอย่างเขินอาย 

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่คิดว่าจะขอแต่งงานหรอกค่ะ” 

“ผู้ช่วยซองจะแต่งงานเหรอ” 

“ก็คงจะแต่งในสักวันน่ะค่ะ” 

“อืม” 

แจโอถามพลางเกาคอแกรกๆ อย่างไม่สนใจ 

“ถ้าแต่งงานจะเลิกทำงานไหม” 

“ฉันก็อยากทำต่อนะคะ แต่ว่า...” 

แจโอผงกศีรษะให้ผู้ช่วยซองที่แผ่วเสียงลงในตอนท้ายหลายครั้ง งานฝั่งสำนักพิมพ์เป็นงานที่แม้แต่ผู้ชายก็ทนได้ยาก ต้องทำโอทีบ่อยมากๆ และมีหลายครั้งที่ต้องสละเวลาวันหยุดด้วย เทียบกับเขาแล้วเงินเดือนเธอก็น้อยยิ่งกว่าหางอึ่ง จึงเป็นงานที่ไม่สามารถอดทนอยู่ได้เลยถ้าไม่มีใจรักจริงๆ ดังนั้นจึงมีกรณีที่พวกผู้หญิงที่ทำงานด้านนี้ยื่นใบลาออกในตอนที่จะแต่งงานเยอะ แม้ตอนนี้ผู้ช่วยซองจะบอกว่าอยากทำต่อไป แต่พอแต่งงานจริงๆ แล้วก็อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้หลังจากได้ยินเรื่องต่างๆ จากคนรอบข้าง 

“ยังไงก็โชคดีนะ” 

‘เอ๋’ แจโอออกมาจากห้องทำงานหลังจากได้ยินเสียงผู้ช่วยซองที่น่าตลกดังแว่วเข้ามา เขาตั้งใจจะออกมาซื้อกาแฟพร้อมกับเดินรับลมสักแป๊บหนึ่ง เนื่องจากลิฟต์อยู่ที่ชั้นบนสุดเขาจึงจะเดินลงบันไดแทน หากรู้ล่วงหน้าว่าจะเจอกัน เขาคงรอลิฟต์อย่างไม่ยอมแพ้หรือไม่ก็กลับเข้าไปในห้องทำงานแม้จะเบื่อก็ตาม แต่ว่า 

“หือ?” 

เขาทำท่าเหมือนจำได้และเดินเข้ามาทันทีที่เห็นแจโอ 

“ตอนนั้นขอบคุณนะครับ” 

“ไม่เป็นไรครับ” 

แจโอโค้งศีรษะเล็กน้อยแล้วพยายามไม่สนใจ เพราะแค่เห็นหน้าก็รู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาแล้ว แต่ทว่า... 

“เอ่อ ไม่ทราบว่ารู้เบอร์ติดต่อบิทนาหรือเปล่าครับ” 

คำถามของซึงโฮทำให้แจโอหยุดชะงัก เบอร์ติดต่องั้นเหรอ อย่าบอกนะว่าเขาคิดจะไปเจอกับฮันกยอลน่ะ 

“พูดถึงนักเขียนจองใช่ไหมครับ” 

“ไม่ใช่ครับ บิทนาครับ จางบิทนา คนที่อยู่ด้วยกันครั้งก่อนน่ะครับ” 

ชายหนุ่มที่โบกมือปฏิเสธนั้นช่างน่าตลก โง่ หน้าด้าน และเหนือสิ่งอื่นใด 

‘ไม่ถูกใจเอาเสียเลย’ 

แจโอกำหมัดแน่นแล้วเปิดปากพูด 

“นามปากกาของคุณจางบิทนาคือจองฮันกยอลครับ เห็นบอกว่าเป็นรุ่นพี่มหาวิทยาลัย แต่คงจะไม่รู้สินะครับ” 

“อ๋อ หลังจากเรียนจบก็เพิ่งเจอกันครั้งแรกตอนนั้นน่ะครับ ก็เลยไม่นึกว่าเธอจะใช้นามปากกา แล้วก็ตกใจเรื่องที่เธอวาดการ์ตูนด้วย” 

พอมองดูชายหนุ่มที่เอาแต่พูดเรื่องตัวเองไปเรื่อยทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถาม ความคิดไร้สาระต่างๆ นานาที่เก็บเอาไว้เมื่อกี้ก็โผล่ขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งและไปกระตุ้นอารมณ์ของแจโอเข้า ความโกรธเดือดดาลจนไม่สามารถควบคุมได้พลุ่งพล่านขึ้นมา 

ลองคิดดูดีๆ แล้วทั้งหมดเป็นความผิดของไอ้หมอนี่ ถ้าเขาไม่ขโมยผลงานของฮันกยอล สภาพของเธอก็คงจะไม่ย่ำแย่จนถึงขนาดนี้ ตั้งแต่รักแรกมาก็ทำแต้มมาตามๆ กัน แต่ไอ้หมอนี่ตีโฮมรันเลย การที่เธอไม่โอเคกับความรักก็เป็นความผิดของไอ้หมอนี่ ความผิดพลาดเรื่องต้นฉบับที่แล้วก็เป็นความผิดของไอ้หมอนี่ 

พอเริ่มออกนอกเรื่องเขาจึงจงใจพูดเหน็บแนม 

“สนใจแค่นิดหน่อยก็พอนะครับ คุณรบกวนผมเยอะแล้วนะ” 

“ครับ?” 

ซึงโฮจ้องมองแจโอด้วยสีหน้าสงสัย 

“สำหรับคนเขียนแล้วผลงานก็ไม่ต่างอะไรกับส่วนหนึ่งของตัวเองนะครับ นักเขียนจองมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้คุณแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าตอบแทนให้เธอไม่ได้ก็ไม่ควรหาว่าเธอทำอะไรอยู่ที่ไหนไม่ใช่เหรอครับ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเหรอ... ผมคิดอย่างนี้นะครับ” 

แจโอยิ้มเยาะชายหนุ่มที่อ้าปากพะงาบๆ อย่างไม่ปิดบัง แล้วพูดเสริม 

“อ๋อ นักเขียนจองไม่ได้ให้ แต่คุณเอาไปเองตามใจชอบหรือเปล่านะ” 

ขยับเข้าไปอีกหนึ่งก้าวแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ เพราะมีคนมองอยู่ดังนั้นการคว้าคอเสื้อน่าจะเกินไป แต่ถ้าเป็นการตักเตือนก็คงได้ ตักเตือนว่าอย่าแตะต้องเธออีก 

“ไม่รู้นะครับว่าทำไมถึงอยากได้เบอร์ติดต่อคนอื่น แต่ถ้าคิดจะแก้ตัว หยุดเลย อย่ายุ่งกับคนที่มีชีวิตดีแล้ว” 

ซึงโฮเหม่อมองแจโอ เขาทำได้แค่เพียงยิ้มอย่างหมดแรงหลังจากผ่านไปสักพัก 

“ดูเหมือนว่าบิทนาจะยังเหมือนเดิมนะครับ” 

เขาจ้องมองไปยังที่ไกลๆ ราวกับนึกถึงสิ่งที่คิดถึงก่อนจะพูดต่อ 

“บิทนา บิทนา สุดยอดบิทนา ตำนานของสาขาเรา ฮ่าๆ สมชื่อเลยใช่ไหมล่ะครับ” 

เขาพ่นเสียงหัวเราะออกมาแล้วหันไปมองแจโอ ใบหน้าของเขาดูใจดีเหมือนกับที่ฮันกยอลเคยบอกก่อนหน้านี้ 

“พอจะรู้นะครับว่าเข้าใจผิดเรื่องอะไร แต่ว่า...” 

“เข้าใจผิด?” 

ซึงโฮรีบส่ายหน้าทันทีเมื่อคิ้วข้างหนึ่งของแจโอเลิกสูง แทนที่จะกลัวหรือใจเสีย เขาเพียงแค่ถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพราะไม่อยากทะเลาะกับแจโอ 

“ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณก็ไม่ควรหลงกลเธอจนเกินไปนะครับ เพราะผมเองก็ไม่ได้มาเจอเพราะอยากจะทำอย่างนี้ตั้งแต่แรก” 

“หมายความว่าไง” 

เขาขมวดคิ้วและถามกลับเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่ซึงโฮพูดออกมาเลยแม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนว่าซึงโฮก็ไม่มีความคิดที่จะพูดเรื่องเธอต่อ แถมยังพูดเรื่องอื่นแทนด้วย 

“ขอโทษนะครับ อย่างที่คุณพูดมา จะมาแก้ตัวตอนนี้ก็คงจะไม่มีประโยชน์แล้ว บิทนา... ไม่สิ ช่วยบอกนักเขียนจองตามนี้ด้วยนะครับ บอกว่าขอโทษและบอกว่าจากนี้ไปฉันจะจับตาดูโดยที่ไม่ลืม” 

แจโอจ้องมองแผ่นหลังของซึงโฮที่หันหลังกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉยโดยที่ไม่กะพริบตาเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

‘ไอ้ขี้ขลาด’ 

มาขอโทษตอนนี้แล้วจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปล่ะ เขาพลาดโอกาสที่จะขอโทษไปนานแล้ว แม้กระทั่งวิธีก็เหมือนกับขอทาน ถ้าเขาต้องการที่จะขอโทษและสำนักผิดจริงๆ ก็ควรบอกต่อหน้าฮันกยอลทันทีเมื่อความสัมพันธ์มันเริ่มแย่ลง คำขอโทษที่เขาพูดในวันนี้ก็ไม่พ้นคำโกหกที่หนีทั้งโอกาสและเป้าหมาย 

แจโอตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรออกไปสักพักแม้ว่ามันจะหยาบคายก็ตาม ภายในใจของเขามีความกังวลอย่างคนขี้ขลาดเพราะกลัวว่าความรู้สึกของฮันกยอลจะเปลี่ยนไป 

ในสภาพที่วุ่นวายพอสมควรอย่างเช่นตอนนี้เขาไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ด้วยมือของตัวเอง 

 

ตอนบ่ายวันเดียวกันนั้น ทันทีที่เสร็จงานแจโอก็ตรงไปที่้บ้านของฮันกยอลเหมือนปกติ เขานอนแผ่บนโซฟาโดยที่ไม่สนใจสายตาที่จับจ้องมาที่ใบหน้าตัวเองราวกับทิ่มแทง 

“วันหยุดหน้าทำอะไรไหม ถ้าไม่มีธุระ...” 

“ธุระเยอะเลยค่ะ” 

แจโอเงยหน้ามองฮันกยอลที่พูดขัดอย่างเฉยชาแล้วหัวเราะอย่างน่าหมั่นไส้ 

“คิดว่าผมจะท้อใช่ไหม โดนปฏิเสธแค่ครั้งเดียวไม่ทำให้ผมท้อหรอก” 

‘ฮึ’ ฮันกยอลทำเสียงฮึดฮัดทางจมูก 

แจโอนวดไหล่ข้างหนึ่งแล้วยืดกล้ามเนื้อต้นคอช้าๆ เนื่องจากขับรถเป็นเวลานาน แขนกับไหล่จึงตึงไปหมด ถึงจะเจอกันไปแล้วตอนกลางวันแต่ที่มาหาฮันกยอลตอนเย็นอีกก็เพราะมีเรื่องอยากจะถาม อันที่จริงเขาลังเลมาตลอดทาง แต่ดูเหมือนว่าจะเก็บเรื่องอีกเอาไว้อีกต่อไปไม่ได้แล้ว เขาเหลือบมองฮันกยอลเล็กน้อยแล้วจึงค่อยๆ ปริปากพูด 

“เอ่อ... คนที่บอกว่าเป็นรุ่นพี่ที่มหาลัย ไปคบกับเขาได้ยังไงเหรอ” 

ฮันกยอลปิดปากสนิท เธอยืนอยู่ตรงหน้าแต่สายตากลับมองไปที่อื่น เหมือนกับไม่อยากให้เขาเห็น 

“ช่วงมหาลัยคงจะได้รับความนิยมเยอะเลยสินะ” 

แจโอเริ่มขยับปากช้าๆ หลังจากลองเชิงไปสุดท้ายเขาก็พูดออกไปตรงๆ 

“คุณอีซึงโฮพูดว่า... ว่าอะไรนะ บิทนา บิทนา สุดยอดบิทนา ชื่อเล่นเหรอ ชื่อเล่นเด็กๆ แบบนั้นใครเป็นคนตั้งให้” 

อย่างที่คิดไว้ เธอตอบสนองในทันที 

“คุณไปเจอรุ่นพี่ซึงโฮมาเหรอคะ ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยคะ” 

“อย่าเพิ่งโมโหสิ แค่เจอกันแป๊บเดียวที่บริษัทน่ะ” 

ฮันกยอลกอดอกพร้อมกับทำสีหน้าไม่พอใจ 

“อย่าพูดเรื่องคนอื่นลับหลังสิคะ” 

“งั้นก็พูดให้ผมฟังจากปากของคุณสิ” 

แจโอทำเป็นยิ้มอย่างชอบอกชอบใจ ถึงแม้ว่าฮันกยอลที่กำลังโมโหจะดูน่ารัก แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้เธอก็คงจะไม่เปิดปากพูดแน่นอน 

“แล้วจะให้ฉันพูดเรื่องอะไรล่ะคะ” 

“อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับคุณ” 

ฮันกยอลเปลี่ยนสีหน้าเหมือนกับคิดอะไรออก จึงเอ่ยถามออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา 

“ทำไมคุณถึงอยากรู้เรื่องฉันขนาดนั้นคะ เหตุผลคืออะไรกันแน่” 

“อย่ามาเบี่ยงเบนประเด็นสิ ผมไม่หลงกลหรอกนะ” 

แจโอหัวเราะคิกคักเพราะตลกที่ฮันกยอลหน้านิ่วคิ้วขมวด หลังจากหัวเราะเต็มที่แล้วเขาก็ฝังตัวลงในโซฟาแล้วพูดพึมพำราวกับบ่น 

“อ่า ดูเหมือนว่าคุณคงไม่อยากให้ผมรู้เรื่องนี้สินะ นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกในตอนนี้” 

“งั้นเรามาคุยแล้วจบเรื่องนี้กันเถอะค่ะ แบบที่สบายใจกันทั้งคู่” 

“ไม่เป็นไร ผมชอบอะไรที่มันอึดอัดอยู่แล้ว” 

การพูดที่ไร้ยางอายราวกับทาน้ำมันลงบนลิ้นทำให้ฮันกยอลยอมแพ้ไปก่อนและส่ายหัวไปมา 

“รู้ตัวไหมคะว่านิสัยคุณแปลกมาก” 

แจโอคลี่ยิ้มอย่างซุกซนแล้วตอบกลับไปสั้นๆ 

“เราถึงเหมาะกันไง” 

ได้เห็นหน้าและหยอกเล่นเต็มที่ แต่ตอนนี้ถึงเวลาต้องลุกขึ้นแล้ว เพียงแค่แจโอดันร่างที่รู้สึกเมื่อยล้าขึ้นมาจากโซฟา ฮันกยอลก็รีบผลักเขาออกมาจากบ้านทันที 

ขณะที่สตาร์ตรถและกำลังจะถอยหลัง แต่จู่ๆ ก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา ไม่สิ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก... 

“เหมือนมีคนอยู่เลย” 

รู้สึกถึงสายตาจากที่ไหนสักแห่ง คิดว่าน่าจะเป็นฮันกยอลจึงลดกระจกรถลงและมองออกไปข้างนอก แต่รอบๆ ก็ไม่มีใครอยู่เลย 

‘อะไรกัน’ 

แจโอเอียงคอสงสัยแล้วจับพวงมาลัยอีกครั้ง รู้สึกไม่สบายใจจึงมองไปรอบๆ อีกครั้งผ่านกระจกมองข้าง หลังจากตรวจดูอีกครั้งว่าไม่มีใครอยู่เขาจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากที่จอดรถช้าๆ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น