โซซอล
facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 4-1 สูสี (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 4-1 สูสี (2)

คำค้น : นิยายเกาหลี แจโอ ฮันกยอล เทหน้ารัก เพราะรักเธอ

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 477

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มิ.ย. 2562 09:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4-1 สูสี (2)
แบบอักษร

 

บางครั้งความสัมพันธ์ก็เริ่มขึ้นจากที่ที่คาดไม่ถึง การพบเจอกันที่เกร่อและห่วยอย่างเช่นการที่มือแตะกันพอดีตอนกำลังจะหยิบหนังสือเล่มเดียวกันที่ห้องสมุด หรือทำกาแฟหกใส่เสื้อของอีกฝ่าย ในอีกด้านหนึ่งมันอาจเป็นการพบเจอกันที่เหมือนกับพรหมลิขิต แต่ก็ยังเป็นความสัมพันธ์ที่น่าอึดอัดซึ่งเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ไม่ดีอีกด้วย 

สำหรับฮันกยอลแล้วมินจัดอยู่ในประเภทนั้น ไม่ใช่ว่าเป็นความสัมพันธ์ที่แย่ แต่ทั้งสองกลับสนิทสนมกันยิ่งกว่าพี่น้องพ่อแม่เดียวกันเสียอีก สนิทกันจนถึงขั้นต้องมาให้เห็นหน้าทันทีทีหลังจากฝึกงานระยะสั้นเป็นเวลาครึ่งปีที่ต่างประเทศเสร็จ 

เพื่อฮันกยอลที่ยุ่งอยู่กับการวาดต้นฉบับ มินจึงจงใจขับรถมาจนถึงแถวๆ บ้านของเธอ เขาที่มาในเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงผ้าและแว่นตาใสกรอบบางยังคงเต็มไปด้วยความสมาร์ทอยู่เหมือนเดิม มินเป็นคนเงียบๆ และค่อนข้างเก็บความรู้สึก จึงไม่ค่อยหัวเราะออกมาเสียงดัง ฮันกยอลรู้จักกับมินมาเกินเจ็ดปีแล้ว แต่ไม่เคยเห็นเขานินทา ทะเลาะกับคนอื่น หรือโมโหเลยสักครั้งเดียว มินเป็นผู้ชายที่แสดงความรู้สึกตัวเองออกมาไม่เก่งนัก 

“พี่ ผอมลงใช่ไหมเนี่ย” 

“ช่วงทำงานก็งี้แหละ” 

“พี่ดูยุ่งๆ นะ ผมมากวนหรือเปล่า” 

“ยังมีเวลาอยู่ ไม่เป็นไรหรอก” 

ฮันกยอลพามินเข้าไปในคาเฟ่เบเกอรี่ที่อยู่หน้าบ้าน หลังจากเลือกของว่างที่พวกผู้ช่วยน่าจะพอกินได้และสั่งชาที่จะดื่มด้วยกันกับมินเสร็จ เธอจึงกลับไปนั่งตรงที่นั่งริมหน้าต่าง 

“อ๊ะ นี่” 

มินยื่นถุงชอปปิ้งที่ถืออยู่ตลอดเวลามาให้ พอลองเปิดดูก็เห็นว่าในนั้นเต็มไปด้วยของพวกเครื่องสำอางและช็อกโกแลตมากมาย ด้านข้างของถุงมีตราของร้านค้าปลอดภาษีติดอยู่ ซึ่งดูเหมือนว่าเขาน่าจะซื้อมาตอนที่กำลังกลับมาที่เกาหลี 

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องซื้ออะไรมา” 

“ไม่ใช่ของแพงอะไรเลยพี่ ซื้อของพี่สะใภ้มาก็เลยซื้อมาด้วย...” 

ในตอนนั้น มินรีบหุบปากด้วยสีหน้าเหมือนจะพูดว่า ‘อุ๊บ’ ฮันกยอลตลกท่าทางของเขาที่ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ 

“อย่าสนใจเลย” 

“ขอโทษนะพี่” 

ฮันกยอลคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องขอโทษแล้วจึงยกแก้วขึ้นมาจิบกาแฟเงียบๆ 

“ตอนนี้ก็เรียนจบแล้วเหรอ” 

ฮันกยอลเปลี่ยนหัวข้อเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ 

“อืม ตอนนี้ต้องเขียนวิทยานิพนธ์แล้ว” 

“คงจะเหนื่อยแย่เลย” 

แม้ว่าฮันกยอลจะเรียนคนละเอกกับมินและไม่เคยเรียนปริญญาโท แต่ก็สามารถเดาได้คร่าวๆ ว่าความเหนื่อยในการเขียนวิทยานิพนธ์เป็นอย่างไร เนื่องจากตอนที่ตัวเองส่งผลงานจบมหาวิทยาลัยก็เครียดจนผมร่วงไปตั้งหนึ่งกำมือเหมือนกัน แล้ววิทยานิพนธ์ปริญญาโทก็คงจะมีเลเวลที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปมินก็คงจะต้องยุ่งขึ้นจนไม่มีเวลาแน่นอน 

“ของขวัญเรียนจบอยากได้อะไรล่ะ” 

“ไม่ต้องหรอก ของขวัญอะไรนั่นน่ะ” 

มินปัดมือปฏิเสธอย่างเขินอาย 

“ถ้างั้นเดี๋ยวจะเลือกอันที่เหมาะให้แล้วกัน” 

“ไม่ ไม่เป็นไรจริงๆ นะ” 

“พี่ก็แค่อยากให้” 

คำพูดของเธอทำให้มินลูบริมฝีปากตัวเองด้วยสีหน้าแปลกประหลาด เขาไม่พูดอะไรเหมือนกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ และทันใดนั้นก็มองตรงเข้ามาในดวงตาแล้วเอ่ยถาม 

“ย้ายสำนักพิมพ์แล้วใช่ไหม ที่บอกว่าปวดหัวกับผู้รับผิดชอบน่ะ” 

“อ่า เอ่อ... อืม” 

ฮันกยอลจงใจยกมุมปากขึ้นแล้วตอบออกไปสั้นๆ ความทรงจำที่ไม่ค่อยอยากจะคิดถึงเท่าไหร่นักปรากฏขึ้นมา ตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงวันนี้ซึ่งผ่านมาหลายวันแล้ว ท่าทีของแจโอก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เขามักจะมาเกาะติดอยู่บ่อยๆ แล้วหัวเราะสนุกอยู่คนเดียวซ้ำไปซ้ำมา 

หลังจากไล่ฝูงแมลงวันที่มาเกาะติดอย่างน่ารำคาญออกไปได้ ครั้งนี้ดันมีปลิงมาเกาะอีก แต่ไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับมินได้ เรื่องที่เกิดขึ้นที่สำนักพิมพ์ก่อนก็บังเอิญถูกมินจับได้ซะก่อน ไม่อย่างนั้นก็คงจะปิดปากเงียบไปตลอดชีวิต 

“ผู้รับผิดชอบคนนี้เป็นไงบ้างล่ะ น่าจะโอเคนะ” 

“…ก็ อืม” 

ฮันกยอลพูดอ้อมแอ้มแล้วพยักหน้าเบาๆ แม้ความจริงแล้วไม่โอเคเลย แม้ว่าที่จริงแล้วลำบากใจยิ่งกว่าที่เคย 

ทันทีที่คิดถึงแจโอภายในหัวของเธอก็จะเริ่มสับสนและปวดหัวขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็จะกังวลว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถสลัดเขาทิ้งไปได้ แต่บางครั้งก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ เมื่อสบตากับเขาที่มีแววตาจริงจังโดยตรง 

ไม่ว่าจะเป็นคนที่ใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดไหน เมื่อออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว การคิดคำนวณก็จะเร็วขึ้นไปเอง แม้จะบอกว่าเหนื่อยแต่ถ้าให้มองแบบไม่อคติมันก็เป็นการทำตัวที่ฉลาด การที่รับเอาสิ่งที่สามารถมีได้มาให้มากที่สุด และในทางตรงกันข้ามก็รักษาสิ่งที่มีอยู่ไว้ให้ได้ นี่แหละคือการใช้ชีวิตในสังคม 

แต่ทว่าปกติแล้วแจโอจะแสร้งทำเป็นคนที่น่าเชื่อถือในสังคม แต่พออยู่กับเธอแค่สองคนเขาก็เปลี่ยนไป การออดอ้อนไม่ดูหน้าดูหลังด้วยความดื้อรั้นและท่าที่ที่ยอมทุกอย่างถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับเธอนั้นช่างเป็นเรื่องที่แปลกตาสำหรับฮันกยอล อาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ที่ทำให้เธอไม่สามารถกำจัดเขาออกไปได้ในทันทีต่างจากคนอื่นๆ 

ฮันกยอลเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่างและเห็นแจโอกำลังเดินมาทางนี้ เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่โดยที่ลืมไปเลยว่ามินอยู่ข้างๆ รู้ได้อย่างไรกันว่าอยู่ที่นี่ ไม่ต่างจากผีเลยจริงๆ 

“มีเรื่องกังวลอะไรเหรอ” 

เธอมองมินที่ทำหน้ากังวลเงียบๆ แล้วยิ้มด้วยความพออกพอใจ เพราะไอเดียที่จู่ๆ ก็แว่บขึ้นมาในหัว 

“มิน ช่วยอะไรพี่หน่อยได้ไหม” 

“หือ? เรื่องอะไรเหรอ” 

“ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป แค่ทำไปตามสิ่งที่พี่ทำก็พอ” 

ถ้าดึงออกไปไม่ได้ก็ต้องทำให้ถอยไปเอง ไม่ได้อยากลากมินเข้ามาเกี่ยวด้วย แต่ว่าฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งเกินไปเพราะฉะนั้นไม่มีทางอื่นแล้ว 

“คุณนักเขียนจอง” 

เผลอแป๊บเดียวแจโอที่เข้ามาในคาเฟ่ก็เรียกฮันกยอลแล้วเดินมาที่ข้างๆ โต๊ะ มินเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาสงสัย แต่สายตาของแจโอจ้องมองเพียงแค่ฮันกยอลเท่านั้น 

“ทำไมไม่รับโทรศัพท์ครับ” 

“ก็คุณโทรมาตลอดเวลาเลย ใจเย็นหน่อยค่ะ” 

“ตอนนี้นักเขียนจองอยู่ภายใต้การดูแลเป็นพิเศษนะครับ คุณจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับสามเดือนนะครับ” 

เพราะเคยทำผิดมาก่อนหน้านี้ ฮันกยอลจึงได้แต่บ่นพึมพำเบาๆ โดยที่ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ แม้จะคิดว่าทำผิดแค่ครั้งเดียวต้องมายุ่งวุ่นวายขนาดนี้เลยเหรอ แต่ก็เป็นความจริงที่ตอนของเดือนที่แล้วเกิดปัญหาเพราะตัวเองจึงไม่สามารถโมโหได้ 

ฉันไม่มีความน่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยเหรอ ในขณะที่ฮันกยอลกำลังถามตัวเองอยู่นั้น แจโอก็หันมาสนใจมิน 

เมื่อสบตากับแจโอ มินจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับยิ้มกว้าง และยื่นมือออกไปเพื่อขอจับมือ 

“คิมมินครับ ดูเหมือนว่าพี่จะสร้างปัญหาอะไรบางอย่างใช่ไหมครับ” 

“พี่?” 

ฮันกยอลอธิบายสั้นๆ ให้กับแจโอที่เอียงคอและหันมามอง 

“น้องที่สนิทน่ะค่ะ” 

“อ๋อ” 

แจโอจับมือที่มินยื่นมาให้และเขย่าเบาๆ 

“คังแจโอครับ” 

ในขณะชายหนุ่มทั้งสองกำลังทักทายกันอยู่นั้น ฮันกยอลก็หนีแจโอที่นั่งข้างๆ ตัวเองย้ายไปนั่งที่ข้างๆ มินแทน 

“ดูเหมือนว่าผมจะมาขัดจังหวะของคุณทั้งสองสินะครับ” 

หาความรู้สึกผิดบนใบหน้าของแจโอไม่เจอเลยต่างจากคำพูด ฮันกยอลเบ้ปากเพราะเกลียดท่าทางของเขาที่พูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย 

‘ถ้ารู้แล้วก็อย่ามา หรือถ้ามาแล้วก็รีบกลับไปเถอะ’ 

ไม่กล้าพูดอะไรออกไปและได้แต่ปรายตามอง 

“ว่าแต่ถามได้ไหมครับว่ารู้จักกันได้ยังไง” 

“ไม่ได้ค่ะ” 

เธอพูดตัดบททันทีโดยไม่เปิดช่องว่างให้มินได้พูดอะไร คำพูดและการกระทำที่ไร้มารยาทกลับทำให้มินอับอายมากขึ้นพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ แต่ปรากฏว่าแจโอมีสีหน้าที่เรียบเฉยราวกับไม่ใส่ใจนัก 

“ไม่ได้เป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน แต่ดูสนิทสนมกันมากเลยนะครับ” 

“สนิทยิ่งกว่าที่คิดอีกนะคะ” 

ฮันกยอลจงใจคล้องแขนมินให้เห็นแล้วพูดขึ้น 

“จนถึงขั้นไม่อยากยกมินให้ใครเลย" 

“พี่?” 

มินจ้องมองฮันกยอลด้วยสีหน้างุนงง แต่เธอยิ้มหวานให้กับแจโอแล้วพูดต่อ 

“แถมดูหล่อขึ้นเยอะเลยหลังจากไม่ได้เจอกันนาน ทำเอาตกใจเลยค่ะ” 

“อ่อ” 

สีหน้าของแจโอไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นพิเศษต่างจากที่คาดหวังไว้ เขาทำเพียงแค่จ้องมองฮันกยอลนิ่งๆ ด้วยสายตาที่ไม่ใส่ใจนักเหมือนกับตอนปกติ 

‘ไม่สิ ต่างกันนิดหน่อยไหมนะ’ 

แววตาที่จ้องมองเธอนั้นดูเหมือนจะเย็นชาขึ้นเล็กน้อย ฮันกยอลรู้สึกเหมือนว่าแผนจะได้ผลจึงดึงแขนของมินเข้ามากอดไว้แน่นขึ้นอีก 

มุมปากข้างหนึ่งของแจโอที่เห็นเช่นนั้นยกขึ้นอย่างช้าๆ แล้วส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ท่าทางที่เหมือนกับมองทะลุเข้ามาในใจของตัวเองทำให้ฮันกยอลกัดริมฝีปากอย่างกระวนกระวาย ไม่ว่าเขาจะคิดอะไรเกี่ยวกับตัวเธอก็ไม่เห็นจะต้องไปใส่ใจ ขอแค่ให้เขาหายไปจากตรงหน้าสักทีก็พอ 

“ผมขอตัวก่อนดีกว่า เชิญคุยกันต่อเลยครับ” 

แจโอลุกขึ้นราวกับอ่านใจของฮันกยอลออก เขาบอกไม่เป็นไรกับมินที่กำลังจะลุกขึ้นตาม ก่อนจะเดินออกไปหลังจากผงกหัวเบาๆ เพื่อบอกลา 

ฮันกยอลค่อยๆ แอบปล่อยแขนของมินที่เกี่ยวเอาไว้หลังจากแจโอห่างออกไปได้สักระยะหนึ่ง แต่ในตอนนั้นเอง แจโอก็หมุนตัวกลับมาที่โต๊ะอย่างไม่ทันคาดคิด ฮันกยอลรีบคว้าแขนของมินเอาไว้เหมือนเดิมราวกับว่ามันเป็นเชือกนิรภัยแล้วจึงเงยหน้ามองแจโอ 

“ได้ยินแล้วใช่ไหมครับว่าสิ้นเดือนนี้มีประชุมนักเขียน จะเข้าร่วมไหมครับ” 

ฮันกยอลส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว 

“ไม่ค่ะ วันนั้นมีงานพอดี” 

“เข้าใจแล้วครับ ถ้างั้นขอตัวครับ” 

ครั้งนี้ฮันกยอลคลายแรงที่มือซึ่งจับมินไว้อยู่ทันทีที่แจโอออกไปจากร้าน 

แผนในวันนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ก็ช่างเถอะ รอบๆ ตัวฉันก็ยังมีผู้ชายอีกตั้งมากมาย ฉันน่ะเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจกว่าที่คุณคิดซะอีก ตั้งใจจะกำจัดเขาออกไปด้วยวิธีนี้เสียหน่อยแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล มือที่สางเส้นผมเต็มไปด้วยความหงุดหงิด 

“ตอนนี้พี่จะอธิบายให้ฟังได้รึยัง” 

มินที่มองดูสถานการณ์อยู่ข้างๆ เอ่ยถามเงียบๆ 

‘อุ๊ย’ 

ฮันกยอลกัดริมฝีปาก เพราะมัวแต่สนใจแจโอ เธอจึงลืมมินที่ยังอยู่ที่เดิมไปซะสนิท เธอยิ้มบางๆ แล้วย้ายไปฝั่งตรงข้ามที่นั่งในตอนแรก 

มินถามซ้ำอีกครั้งทันทีที่ฮันกยอลแตะก้นลงบนเก้าอี้ 

“คนนั้นก็ด้วยเหรอ เขาทำให้พี่รำคาญใช่ไหม” 

“โทษที อารมณ์เสียเหรอ” 

“ไม่ใช่อย่างนั้น...” 

เขาย้ายแก้วกาแฟที่อยู่ข้างหน้าตัวเองไปข้างๆ ก่อนจะโน้มตัวมาหาฮันกยอล 

“ผมเป็นห่วงนะ คนนี้ทำให้พี่อึดอัดใจเหรอ” 

“อะ อืม” 

ฮันกยอลแผ่วเสียงลงในตอนท้ายพร้อมกับหลบสายตา 

มินเป็นคนใจดี แถมยังเป็นคนเดียวที่รับฟังเธออยู่เสมอ เธอจึงไม่กล้าโกหกมิน สุดท้ายฮันกยอลก็พยักหน้าเบาๆ เหมือนกับสารภาพ เพราะสายตาที่จ้องมองตัวเองไม่หยุด 

“แค่นิดหน่อยน่ะ พี่ไม่เป็นไรจริงๆ” 

“ไม่เป็นไรที่ไหน” 

มินขมวดคิ้วแล้วหันออกไปทางนอกหน้าต่าง ดวงตาเป็นประกายราวกับมองหาแจโอที่หายลับไปแล้ว และจะทำอะไรสักอย่างกับเขา 

“ถ้าต้องการก็ติดต่อมาได้ตลอดเลยนะ ถึงตอนนั้นผมจะให้ความร่วมมือเต็มที่เลย” 

น้ำเสียงที่เฉียบคมที่ไม่ได้ยินบ่อยๆ ทำให้ฮันกยอลหัวเราะแบบไม่มีเสียง 

“ไว้ใจได้จริงๆ มินของเรา” 

เธอยื่นมือออกไปลูบหัวมินเบาๆ 

เขาก้มหัวรับสัมผัสนั้นอย่างเต็มที่เหมือนกับสัตว์ที่ถูกเลี้ยงให้เชื่อง 

“พี่” 

“หือ?” 

มินจับมือของฮันกยอลที่วางอยู่บนหัวตัวเองลงมาอย่างค่อยๆ ใช้นิ้วเรียวลูบไล้บนหลังมือหลายครั้งแล้วส่ายหน้าในทันที 

“เปล่า ไม่มีอะไร” 

ฮันกยอลมองดูมินที่ยังคงจับมือตัวเองและครุ่นคิดเรื่องอะไรสักอย่างอยู่ ซึ่งเธอเองก็ปิดปากเงียบ จริงๆ แล้วจะพูดอะไรอย่างอื่นได้อีก เธอน่ะยินดีกับความเงียบแบบนี้ด้วยซ้ำ 

‘ฉันเป็นคนเห็นแก่ตัว’ 

ความรู้สึกผิดที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจทำให้ฮันกยอลหลุบตาต่ำมองพื้นในทันที 

เธอก็ต้องการคนสักคนมาอยู่ข้างๆ ตัวเอง แม้จะคาดการณ์ไว้แล้วว่าการให้มินมาอยู่ข้างๆ จะทำให้เขารำคาญแน่นอน แต่ก็ยังหยุดไม่ได้ อย่าว่าแต่ปล่อยเลยตอนนี้ยังหน้าด้านทำเป็นไม่รู้เรื่อง และยื่นมือตัวเองไปให้ 

จากนั้นก็เป็นการแก้ตัว คนที่จับก่อนคือมิน ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่การอยู่ด้วยกันกับมินก็เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เหมือนกัน 

“มือ อุ่นจัง” 

คำพูดของฮันกยอลทำให้มินคลี่ยิ้มออกมาเงียบๆ 

การยื่นมือไปให้โดยดีคือการเอาใส่ใจของเธอที่มีต่อมิน 

สิ่งที่ดีที่สุดของมินคือการที่เขาไม่พูดอะไรกับฮันกยอลที่ทำเช่นนั้นเลย 

 

* * * 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น