โซซอล
facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 3-2 สูสี (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 3-2 สูสี (1)

คำค้น : นิยายเกาหลี แจโอ ฮันกยอล เทหน้ารัก เพราะรักเธอ

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 520

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มิ.ย. 2562 08:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3-2 สูสี (1)
แบบอักษร

 

ใบหน้าของเขาที่ได้เจอกันในรอบหลายปีแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย คงจะโกหกถ้าบอกว่าไม่ตกใจกับท่าทางของเขาที่ทักทายอย่างหน้าตาเฉยราวกับลืมทุกอย่างที่เคยทำในอดีตหมดแล้ว รวมถึงบรรณาธิการที่อยู่ข้างๆ ในตอนนั้นก็จ้องมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ เช่นกัน เธอจึงรู้สึกกังวลและรีบอธิบายออกไปว่าเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย แต่พอมาคิดดูทีหลังแล้วก็ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องอธิบายให้เขาเข้าใจเลย 

นอกจากนั้นแล้วยังจำสีหน้าและน้ำเสียงของตัวเองในตอนนั้นไม่ได้เลยว่าเป็นอย่างไร คงจะดูอึดอัดมากแน่ๆ 

ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงมองเธอและยิ้มเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน ถ้ายังเป็นคนอยู่ก็ไม่ควรจะทำอย่างนั้น 

‘หรือสำหรับเขาแล้วมันเป็นเรื่องแค่เล็กน้อย’ 

พอคิดอย่างนั้นก็อาจจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น แต่บาดแผลก็บาดลึกลงไปมากกว่าเดิมเช่นกัน 

พวกผู้ชายไม่ได้ใจดีกับเธอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว รักแรกของเธอน่ากลัวมากเสียจนเหยียบย่ำเธออย่างโหดร้าย ส่วนคนที่สองก็ต้องการเพียงแค่ความสัมพันธ์ทางกายอย่างเดียวเท่านั้น 

กับซึงโฮนั้นถึงแม้จะไม่เคยนอนด้วยกันแต่กลับถูกขโมยผลงานที่เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของตัวเองไปหมดแทน มันสะเทือนใจยิ่งกว่าเมื่อถูกทรยศโดยคนที่ไม่เคยเรียกร้องเรื่องความสัมพันธ์เลยในระหว่างที่คบกัน 

ทำให้คิดว่า อ๋อ สิ่งที่คนๆ นี้ต้องการก็แค่ความรู้ของฉันเท่านั้นสินะ 

เห็นอย่างนั้นแล้วเพื่อนร่วมรุ่นที่ต้องการแต่ร่างกายก็ยังจะดีเสียกว่า อย่างน้อยตอนที่สัมผัสกันยังเห็นว่าเขาต้องการตนจริงๆ 

พวกผู้ชายที่เอาแต่พูดคำหวานๆ อย่างบอกว่ารัก บอกว่าชอบ และบอกว่าจะมองเธอแค่คนเดียวมักจะทรยศและจากไปราวกับวางแผนไว้แล้ว เรื่องราวแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาจนสงสัยขึ้นมาว่าตัวเองคงไม่ได้มีอะไรบางอย่างผิดปกติกับตัวเองใช่ไหม 

เนื่องจากคิดเพียงแค่ว่าไม่มีตาในการมองผู้ชายหรือไม่มีดวงเท่านั้น เธอจึงได้รับบาดแผลมากมายจากคนหลายๆ คน ในวัยที่อ่อนไหวที่สุดเธอยังได้ลิ้มรสของความสิ้นหวังอันขมขื่นในช่วงเวลาที่ควรจะเปล่งประกายที่สุดในชีวิต 

ผลที่ตามมาคือเธอเติบโตอย่างบิดเบี้ยวไปมากพอสมควรและกลายเป็นผู้หญิงที่ตายด้าน เพียงแค่ได้ยินคำว่ารักก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาแล้ว ตอนนี้ไม่มีเด็กผู้หญิงอย่างในตอนนั้นอีกแล้ว 

‘ทำผิดพลาดตั้งแต่ตรงไหนล่ะเนี่ย’ 

ไม่จำเป็นที่จะต้องถามขุดคุ้ย เป็นเพราะตัวเองในอดีตนั้นโง่เขลา การที่ถูกหลอกอย่างโง่ๆ จนมอบทั้งร่างกาย ทั้งหัวใจให้ไปทั้งหมด มาตอนนี้แม้จะรู้สึกเสียดายแต่เวลาที่ผ่านไปก็ไม่อาจจะย้อนคืนกลับมาได้ 

“นังโง่ หัวอ่อน ทึ่ม เปล่งประกายที่สุดอะไรกันล่ะ” 

ชื่อบิทนาของเธอถูกตั้งให้มีความหมายว่าแสงสว่างระยิบระยับและแสงสว่างที่สว่างที่สุดในโลก 

แต่ความจริงแล้วนั้นอย่าว่าแต่แสงสว่างเลย เธอกลับกลายเป็นผู้หญิงที่น่าสมเพชและแปดเปื้อนเหมือนกับผ้าขี้ริ้ว 

ฮันกยอลไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไปจึงเข้าไปในห้องครัวและกลับออกมาพร้อมกับขวดเหล้า 

ดื่มกันเถอะ ดื่มแล้วลืมทุกอย่าง ไม่ต้องเปล่งประกายก็ได้ ไม่ต้องได้รับความรักก็ได้ 

ขอแค่อย่าสร้างบาดแผลมากไปกว่านี้ ฮันกยอลเริ่มเทเหล้าดีกรีแรง พลางบ่นพึมพำทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะบ่นไปเพื่ออะไร 

 

* * * 

 

“อืมม” 

อึดอัดจัง ฮันกยอลยกเปลือกตาขึ้นช้าๆ เพราะแรงที่รัดอย่างแน่น 

‘อะไรน่ะ’ 

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือหน้าอกของคนอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องดูซ้ำรอบสอง แถมเป็นของผู้ชายด้วย 

ลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ฮันกยอลจึงกลืนน้ำลายดังเอื๊อก เธอเงยหน้าขึ้นพร้อมกับความคิดที่ว่ามาดูใบหน้าของไอ้คนที่รบกวนตัวเองก่อนดีกว่า แต่แล้วก็... 

“เฮือก!” 

ในบรรดาผู้ชายมากมายทำไมถึงต้องเป็นคนนี้ 

ฮันกยอลเอาแต่ทำปากพะงาบๆ โดยที่ไม่สามารถส่งเสียงอะไรออกไปได้ 

“ตกใจทำไม” 

แจโอถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว 

“ทำไม ทำไม คุณบ.ก.ถึงได้...” 

เขามองลงไปยังฮันกยอลซึ่งพูดตะกุกตะกักด้วยสายตาแปลกๆ แล้วเพิ่มแรงเข้าไปที่แขนอีกเหมือนกับไม่สนใจ การที่เขาถูไถจมูกตรงต้นคอของเธออย่างเป็นธรรมชาติพร้อมกับทำแสดงความรักทำให้ฮันกยอลตกใจและผลักแจโอออกไป เมื่อกำลังจะลงจากเตียงอย่างเร่งรีบ เธอจึงรู้ตัวว่ากำลังเปลือยเปล่าอยู่ เธอร้องกรี๊ดแล้วเข้าไปในผ้าห่มเหมือนเดิม 

“กะ เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมฉันกับคุณบ.ก.ถึง...?” 

“จำไม่ได้เหรอ” 

แจโอนอนตะแคงพลางสำรวจฮันกยอล 

ฮันกยอลเบนสายตาออกจากผู้ชายที่มองมาที่ตัวเองด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วจึงพยายามนึกถึงเรื่องเมื่อคืน 

‘เพราะอย่างนั้นก็เลย อืม...’ 

จำได้ว่าแจโอมาหาตอนกลางคืน เธอตั้งใจที่จะขอโทษเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่สามารถทำต้นฉบับได้ทันเวลา แต่เป็นเพราะว่าเมาเหล้าหรือเปล่าร่างกายจึงไม่ฟังอะไรเลย หลังจากนั้นก็คุยกันไม่กี่คำและต่อจากนั้น... 

‘แล้วเกิดอะไรขึ้นนะ?’ 

ไม่ว่าจะตั้งใจนึกขนาดไหนทั้งหมดที่นึกออกรางๆ แค่ภาพที่แปลกประหลาดและลามกเท่านั้น 

ในขณะฮันกยอลกุมหัวตัวเองแล้วร้องครวญครางอยู่นั้น แจโอก็ลุกออกไปจากเตียงก่อนจะหยิบเสื้อผ้าที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาใส่ ฮันกยอลตกใจรีบหลุบตามองต่ำพร้อมกับยกมือขึ้นมาปิดหน้าเมื่อตัวเปลือยเปล่าของชายหนุ่มปรากฏอยู่ตรงหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว 

แต่ในความเป็นจริงแจโอกลับมีสีหน้านิ่งเฉย เขาค่อยๆ กลัดกระดุมทีละเม็ดแล้วพูดขึ้น 

“จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ผมยอมไม่ได้ถ้าจะให้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” 

ฮันกยอลสังเกตเห็นว่าแจโอตัดท้ายประโยคให้สั้นลง เธอแทบไม่อยากจะเชื่อกับท่าทีที่เปลี่ยนไปจากการได้ใช้เวลาร่วมกันเพียงแค่หนึ่งคืนเท่านั้น เธอก้มมองลงข้างล่างได้ทันอย่างหวุดหวิด แต่ก็ไม่อยากติดอยู่ในสถานการณ์ตอนนี้เช่นกัน 

เธอเปิดปากพูดหลังจากใช้สมองและเรียบเรียงความคิดอย่างรวดเร็ว 

“ไม่รู้ว่าเมื่อวานฉันพูดอะไรไปบ้าง แต่ลืมมันไปเถอะค่ะ เพราะมันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เต็มใจทั้งสองฝ่าย...” 

“ตามใจใครล่ะ” 

พอเห็นการพูดอันเฉียบคมของแจโอแล้ว ดูเหมือนเขาคงไม่ถอยไปง่ายๆ 

ฮันกยอลนึกวิธีที่เร็วและได้ผลที่สุดที่เคยใช้ตอนที่จะสลัดผู้ชายออกไป ในอีกด้านหนึ่งเธอก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเปลี่ยนผู้รับผิดชอบในวันนี้ มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่สั้นที่สุด แต่เธอไม่สามารถทำงานด้วยทั้งที่เกิดเรื่องแบบนี้ได้อีกต่อไป 

“จะบอกอะไรให้นะ ฉันน่ะ...” 

“พอได้แล้วกับการที่บอกว่ารู้สึกรังเกียจการสารภาพรัก คุณอาจจะจำไม่ได้ แต่ว่าผมตอบไปอย่างชัดเจนแล้ว” 

ตายแล้ว นี่ฉันใช้วิธีนี้ไปแล้วเหรอ? 

ฮันกยอลแสดงท่าทางบึ้งตึงพร้อมกับกอดอก ไม่ว่าจะทำอย่างไรผู้ชายคนนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ถอยออกไปด้วยวิธีแบบนี้เลย 

แต่จะว่าไป เธอคิดว่าตัวเองไม่น่าจะเป็นคนที่ต้องการความสัมพันธ์ก่อน ถึงแม้จะอยู่ในสภาพมึนเมาก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่าชายหนุ่มที่ดูหยิ่งมากจะไม่ได้บังคับให้เธอทำเช่นกัน และที่สำคัญกว่านั้นคำว่าคำตอบที่เขาเพิ่งพูดไปนั้นมันรบกวนจิตใจเธอเหมือนกัน 

“ที่บอกว่าคำตอบ คำตอบอะไร” 

เขายิ้มเยาะอย่างกวนประสาท 

“ถ้าสงสัยก็นึกสิ” 

เขาพูดสั้นๆ แล้วเดินออกไปเลย 

ฮันกยอลรีบหาชุดคลุมอาบน้ำแล้วจัดการสวมลงไปอย่างรีบร้อน ก่อนจะตามหลังเขาออกไป 

“เดี๋ยวก่อน! ที่บอกว่าคำตอบหมายความว่ายังไงคะ บอกว่ารอแป๊บนึงไง” 

ฮันกยอลคว้าชายเสื้อของเขาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด 

“คุณคงไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรกับฉัน หลังจากผ่านเรื่องนี้ไปแล้วใช่ไหมคะ” 

“ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วสิ” 

“นี่ คุณบ.ก.” 

แจโอดึงมือของฮันกยอลที่จับชายเสื้อตัวเองอยู่เอาไว้ 

“คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นความผิดพลาดแต่ไม่ใช่สำหรับผม ถ้ารู้สึกไม่ยุติธรรมก็นึกให้ออก หรือไม่ก็ยอมแพ้ไปซะ” 

“ยอมแพ้?” 

เขาสัมผัสนิ้วของเธอและจูบด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วจึงพูดต่อ 

“ผมบอกว่าจะรับผิดชอบไง” 

ฮันกยอลที่กำลังตกตะลึงอ้าปากค้างถึงกับเงยหน้าขึ้นมองเขา 

ผู้ชายคนนี้กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่น่ะ 

อย่างไรก็ตามแจโอหยิบกระเป๋าที่อยู่บนพื้นขึ้นมาถือ เขาเปิดโทรศัพท์มือถือแล้วเช็คข้อความพร้อมกับพูดเรื่องที่เหนือความคาดหมายอีกครั้ง 

“จริงสิ บอกเผื่อไว้ก่อนนะว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนผู้รับผิดชอบน่ะ รู้ใช่ไหมว่าคนที่คอนเฟิร์มเป็นคนสุดท้ายคือผม ซึ่งผมไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนเลยเพราะฉะนั้นรู้ไว้ด้วยนะ” 

ดูเหมือนว่าเขาจะฝึกการอ่านใจคนอื่นมา พอเขาเอ่ยปากพูดทีไรก็จี้จุดอ่อนทุกทีและทำให้เธอพูดไม่ออกเลย 

ฮันกยอลพยายามหาข้ออ้างที่เหมาะสมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหตุผลเริ่มแรกที่ดื่มเหล้าแล้วล้มพับไปคืออะไร เกือบจะรวบรวมสติได้แล้ว แต่เธอไม่สามารถทำสิ่งเดิมซ้ำไปซ้ำมาได้ 

เธอพูดสิ่งหนึ่งกับแจโอที่กำลังจะออกไปจากประตูหน้าบ้านอย่างเย็นชา 

“คุณน่ะ เกลียดฉันนี่นา” 

เธอคิดว่าบ.ก.ไม่ชอบตัวเอง แม้มันจะแปลกที่คนซึ่งส่งสายตาไม่พอใจมาให้ตลอดจะเปลี่ยนไปหลังจากได้ใช้เวลาร่วมกันเพียงแค่คืนเดียว แต่สิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกไม่ได้เปลี่ยนได้ง่ายขนาดนั้น 

แจโอที่เปิดประตูกำลังจะออกไปนั้นหยุดชะงักฝีเท้า การที่เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและหันกลับมามองตัวเองทำให้ฮันกยอลมีความหวังขึ้นมานิดหนึ่ง 

‘พูดไปสิว่าไม่ชอบ รีบพูดสิ’ 

แจโอที่จ้องมองฮันกยอลอย่างนิ่งๆ ถอนหายใจเบาๆ แล้วเปิดปากพูด 

“ไม่รู้ทำไมคุณถึงได้คิดอย่างนั้นนะ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย” 

‘ถ้าโทรไปก็รีบรับสายด้วยนะครับ’ เขาพูดเชิงออกคำสั่งก่อนจะเดินลิ่วออกไป 

เพราะว่าเจอเรื่องมากมายในคราวเดียวทำให้ฮันกยอลตกตะลึงและยื่นเหม่ออยู่อย่างนั้น ก่อนจะได้สติเนื่องจากเสียงสตาร์ตรถ 

‘อะไรกัน...’ 

ส่ายหัวที่สับสนอย่างรุนแรง ลองคิดทบทวนคำพูดที่แจโอพูดออกมาทีละอย่าง แล้วก็ได้แต่กระทืบเท้าอยู่กับที่พลางตะโกนลั่นออกมา 

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!” 

 

* * * 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น