โซซอล
facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 2-3 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (2) / ตอนที่ 3-1 สูสี (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-3 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (2) / ตอนที่ 3-1 สูสี (1)

คำค้น : นิยายเกาหลี แจโอ ฮันกยอล เทหน้ารัก เพราะรักเธอ

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 547

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มิ.ย. 2562 08:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-3 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (2) / ตอนที่ 3-1 สูสี (1)
แบบอักษร

 

โยนกระเป๋าไปที่เบาะด้านหลังของรถแล้วขับรถออกไปอีกครั้ง หัวสมองสับสนวุ่นวาย ทั้งเรื่องต้นฉบับที่เกิดผิดพลาดก็ด้วย แต่ที่สำคัญคือกังวลใจเกี่ยวกับสภาพของนักเขียนจอง 

ตอนที่ไปส่งมอบหน้าการ์ตูนให้เมื่อเดือนที่แล้วเธอก็ยังดูสบายดีอยู่ นับตั้งแต่ตอนนั้นก็เพียงแค่หนึ่งอาทิตย์เท่านั้น งานอะไรกันที่ทำให้เธอยุ่งจนเป็นลมเพราะความเหนื่อยล้า 

เขารู้ว่านอกจากนิตยสารการ์ตูนแล้วเธอยังทำงานนอกอื่นควบคู่กันไปด้วย แต่มันก็ค่อนข้างแปลกที่คนที่ทำได้ดีมาตลอดโดยไม่มีไม่มีปัญหาอะไร จู่ๆ ก็เป็นลมล้มพับไป 

‘หรือจะเป็นเพราะเรื่องนั้น?’ 

ความเป็นไปได้ที่เขาคิดออกก็มีแค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว จังหวะเวลาก็เกือบจะตรงกันด้วย 

‘ไอ้หัวขโมยเฮงซวยนั่น’ 

แจโอขบฟันแล้วเหยียบคันเร่งแรงกว่าเดิม นึกว่าเป็นคนฉลาดซะอีกแต่ว่าตอนนี้กลับไม่ต่างจากคนโง่เลย ทำไมถึงต้องกังวลและใส่ใจกับอดีตที่ผ่านไปแล้วขนาดนั้นด้วย! 

เอี๊ยด เสียงที่น่าขนลุกดังขึ้นในขณะที่จอดรถด้านหน้าบ้านของนักเขียนจอง กดรหัสประตูที่จำได้แล้วก่อนจะเข้าไปข้างในบ้านตามใจชอบ ไฟถูกเปิดอยู่แสดงว่านักเขียนจองน่าจะฟื้นแล้ว 

เมื่อเข้าไปในห้องรับแขกแจโอก็หยุดฝีเท้าทันที เขาตะลึงจนพูดไม่ออก 

“นี่คุณกำลังทำอะไรอยู่ครับ!” 

นักเขียนจอง ‘เมา’ และหมดแรงอยู่บนพื้น เธอกระดกขวดเหล้าและยิ้มกว้างให้เมื่อเห็นแจโอ 

“หือ? บ.ก.มาด้วยเหรอคะ” 

เธอพยายามยกตัวขึ้นมาอย่างเซๆ และโค้งทักทาย ก่อนจะทรุดลงไปนั่งเหมือนเดิมอย่างหมดแรง 

“ขอโทษนะคะ ช่วงนี้ฉันนอนไม่ค่อยหลับก็เลย...” 

เธอบ่นอะไรสักอย่างที่ฟังไม่รู้เรื่องคนเดียว แล้วจึงมองไปกลางอากาศอย่างเหม่อลอย 

แจโอระงับความโกรธที่อยู่ข้างในไว้อย่างยากลำบาก 

“เพราะผู้ชายคนนั้นเหรอครับ” 

“หือ? อะไรนะคะ” 

นักเขียนจองเงยหน้าขึ้นมามองแจโออย่างเหม่อลอย 

“รุ่นพี่มหาวิทยาลัย” 

ดูเหมือนว่าเธอจะฟังไม่รู้เรื่อง แจโอจึงพูดเสริมไปสั้นๆ หนึ่งคำ 

“คนที่เคยขโมยผลงานของคุณไปน่ะ” 

“คะ…?” 

ในตอนนั้นเธอได้แสดงปฏิกิริยาออกมาให้เห็นเล็กน้อย 

แจโอเดินเนิบนาบเข้าไปแล้วแย่งขวดเหล้าที่เธอถืออยู่ในมือ นักเขียนจองจ้องมองใบหน้าบึ้งตึงของแจโอ  แล้วจู่ๆ เธอก็ระเบิดหัวเราะออกมา 

“คุณบ.ก. อย่าบอกนะว่าแอบสืบเรื่องฉันงั้นเหรอคะ” 

“ผมไม่ใช่คนที่จะทำอะไรอย่างนั้นหรอกครับ” 

“ถ้าอย่างนั้น?” 

แจโอถอนหายใจเบาๆ แล้วจึงเปิดปากพูด 

“ไม่รู้นะครับว่าคุณไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้กล้าเดินไปไหนมาไหนคนเดียวตอนเช้ามืด แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาทางฝั่งผมก็จะเกิดปัญหา” 

นักเขียนจองคิดว่าเขาพูดเรื่องอะไรและครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะนึกออกว่าน่าจะเป็นวันที่อยู่หน้าบ้านเมื่อไม่กี่วันก่อนพร้อมกับตบเข่า 

“อ๋อ ตอนนั้นเหรอ” 

แจโอจัดเก็บพื้นห้องรับแขกทั้งที่ยังปิดปากสนิท ใบหน้าของเขาดูโมโหเล็กน้อย 

นักเขียนจองคลี่ยิ้มปนหัวเราะเยาะตัวเอง แล้วค่อยๆ ลุกขึ้น 

“ฉันทำแต่เรื่องแปลกๆ ให้คุณบ.ก.เห็นตลอดเลยสินะคะ” 

เธอเดินเซไปมาและนั่งพิงตรงโซฟา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเยาะเย้ยในทันที 

“ก็ไม่เกี่ยวกันนะคะ” 

“ทำไมจะไม่เกี่ยวกันล่ะครับ” 

แจโอกำลังจะบ้าตายเพราะต้องสะกดกลั้นอารมณ์ที่เหมือนใกล้จะระเบิดให้กลับลงไป แต่ผู้หญิงทึ่มคนนี้ก็ยังไม่รู้อะไรและเอาแต่พูดพล่ามโดยไร้ความกังวล 

“ยังไงก็เกลียดฉันอยู่แล้วนี่คะ” 

แจโอตกใจกับคำพูดที่คาดไม่ถึงและหยุดหายใจไปชั่วขณะ 

ทำไมถึงคิดอย่างนั้นกันนะ แน่นอนว่าในตอนแรกอาจจะไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ไม่เคยแสดงออกมาเลยนะ 

นักเขียนจองพูดพลางแปะนิ้วทั้งสองข้างบนหัวแล้วขยับไปมาอย่างน่ารักเหมือนกับจะอ่านความคิดของแจโอ 

“ฉันเซ้นส์ดีนะคะ มองปุ๊บก็รู้สึกได้ปั๊บ” 

“ก็ไม่ได้เกลียดนะครับ” 

“แต่ก็คิดว่าไม่ค่อยชอบใช่ไหมล่ะคะ” 

แจโอส่ายหัว 

“ไม่ครับ แต่กลับกลายเป็นว่า...” 

ก้าวเข้าไปใกล้หนึ่งก้าวแล้วพูดต่อ 

“ถูกใจมากทีเดียวครับ” 

เขาอาจจะหวั่นไหวเพราะแววตาที่พร่ามัวต่างจากปกติ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเมากลิ่นวอดก้าที่เธอดื่ม ไม่สิ ในความเป็นจริงแล้วเขาอาจจะเพียงแค่ถือโอกาสใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นข้อแก้ตัวก็ได้ เขาควรยอมรับหัวใจตัวเองและสารภาพรักกับเธอ 

แจโอยื่นมือออกไปกุมใบหน้าของนักเขียนจองช้าๆ ดวงตากลมโตแกล้งทำเป็นตกใจก่อนจะยิ้มอย่างผ่อนคลายราวกับจะบอกว่าถ้าอยากจะลองทำก็ลองเลยสิ 

“ถ้าตอนนั้นคุณได้ยินก็คงจะรู้นะคะ ว่าฉันน่ะ...” 

“ถ้าได้ยินคำสารภาพก็จะตีตัวออกห่างใช่ไหมครับ” 

นักเขียนของยิ้มอย่างสดใสพร้อมกับพยักหน้า 

“ก็รู้ดีนี่คะ” 

“ถ้าคิดว่าผมจะถอยเพราะเรื่องนั้น คุณคิดผิดนะ”  

แจโอพูดพลางยิ้มเหยียดมุมปาก 

“สรุปว่า แค่ไม่สารภาพรักก็ได้สินะครับ” 

เขาฉกฉวยริมฝีปากที่ขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแทรกลิ้นเข้าไปในโพรงปากและฉกชิงลิ้นนุ่ม หยอกเย้าเธออย่างเชื่องช้าและเนิบนาบ 

“ตอนนี้มันเป็นสถานการณ์ที่เสี่ยงมากพอสมควรนะคะ” 

แจโอกดจูบลงไปทั่วใบหน้าของนักเขียนเบาๆ ก่อนจะตอบ 

“ถ้าไม่ชอบก็ต่อยเลยครับ แต่อย่าให้ถึงตายนะ” 

“ทำยังไงดีนะ...?” 

นักเขียนจองพูดออกมาอย่างคลุมเครือราวกับกังวลด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ 

แต่เมื่อแจโอพ่นลมหายใจร้อนลงบนต้นคอร่างกายเธอจึงหดเกร็งด้วยความตกใจ เหมือนกับรู้แล้วว่าตอนนี้มันไม่ใช่การล้อเล่น 

“บอกไว้ก่อนนะว่าแค่ครั้งเดียวไม่ได้ทำให้ผมพอใจหรอก” 

เธอมองดูชายหนุ่มที่คร่อมอยู่บนตัวเองแล้วยิ้มบางๆ พร้อมกับหลับตาลง 

“ก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ” 

จะบอกอีกทีว่าไม่มีผู้ชายคนไหนที่จะบอกปฏิเสธสำรับอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้อยู่ตรงหน้า แน่นอนว่าแจโอก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น 

 

ตอนที่ 3-1 สูสี (1) 

 

เธอลืมตาตื่นขึ้นมาตอนกลางดึก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรร่างกายถึงไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่เลย ฮันกยอลจึงล้มลงขณะที่กำลังเดินออกไปยังห้องรับแขก เธอเดินคลำไปตามกำแพงอย่างเชื่องช้าราวกับกลายเป็นคนตาบอด หลังจากออกมาจากห้องนอนได้อย่างยากลำบากเธอก็เปิดไฟห้องรับแขก ก่อนจะมองดูเวลา เกือบสามทุ่มแล้ว 

“ทำไมเวลาถึงได้...?” 

ฮันกยอลรวบรวมสติที่เริ่มเลอะเลือนอยู่บ่อยๆ และพยายามทบทวนความจำ 

เธอคิดออกว่าวันนี้ต้องวาดภาพร่างและต้องออกจากห้อง แต่พอตั้งสติได้ก็มืดแล้ว นอกจากนั้นแล้วเธอก็ไม่รู้ว่าทำไมแขนข้างหนึ่งถึงมีรอยฟกช้ำขนาดใหญ่ เธอไม่เคยถูกกระแทกที่ไหน แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเจ็บไปทั้งตัว 

“อ๊ะ ภาพร่าง!” 

เมื่อความทรงจำค่อยๆ กลับเข้ามา สิ่งที่นึกถึงเป็นอย่างแรกคือความกังวลเรื่องต้นฉบับที่ยังไม่ได้เริ่มเลย เมื่อคิดได้ฮันกยอลจึงเข้าไปในห้องทำงานอย่างรีบเร่ง ถ้าหากไม่วาดตลอดทั้งคืนตั้งแต่ตอนนี้ เดือนนี้ก็คงจะพังแน่ๆ 

เธอรีบหาปากกาและกำมันไว้ในมือ ก่อนจะเริ่มลงมือตวัดวาดภาพออกมาตามที่คิด แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นแสงไฟเล็กๆ กะพริบอยู่ตรงมุมหนึ่งของโต๊ะ ‘อะไรน่ะ?’ จากนั้นจึงยกกองกระดาษขึ้นดู โทรศัพท์มือถือที่วางทิ้้งไว้เป็นเวลาหลายวันจึงปรากฏออกมาทันที 

เธอเปิดโทรศัพท์มือถือแล้วเช็คดู มีสายและข้อความเข้ามาจากบรรณาธิการเต็มไปหมดเป็นไปตามที่คิดไว้ เธอได้รับการติดต่อจากผู้ช่วยที่จัดตารางงานด้วยเช่นกัน ฮันกยอลจึงโทรหาทางนั้นก่อน 

“อาจารย์ สบายดีแล้วใช่ไหมคะ” 

“หืม?” 

เมื่อรับสายผู้ช่วยก็ถามถึงสภาพร่างกายของเธอทันที มันก็จริงที่หมู่นี้สภาพร่างกายของเธอไม่ค่อยดีนัก แต่ผู้ช่วยรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน เมื่อเห็นว่าฮันกยอลดูมึนงง เธอจึงอธิบายเกี่ยวกับอุบัติเหตุเมื่อตอนกลางวันให้เธอฟังด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแปลกๆ 

“เมื่อตอนกลางวันไปโรงพยาบาลมาไงคะเพราะว่าเป็นลม จำไม่ได้เหรอคะ” 

“ฉันน่ะเหรอ” 

อ่า ก็เลยจำอะไรไม่ได้เลยสินะ ฮันกยอลเข้าใจแล้วว่าทำไมความทรงจำถึงได้ว่างเปล่า หลังจากฟังที่เธอเล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่บ.ก.มาส่งเธอด้วยตัวเอง ไปจนถึงเรื่องที่ถูกตัดสินให้หยุดพักในเดือนนี้ เธอก็รู้สึกอับอายและรู้สึกผิดขึ้นมาพร้อมกัน หยุดพักงั้นเหรอ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในวงการนีเลย 

“อย่ากังวลเรื่องอื่นแล้วพักผ่อนให้เต็มที่สักสองสามวันนะคะ สีหน้าคุณดูไม่ดีเท่าไหร่” 

“อืม ขอบใจนะ ถ้าภาพร่างเสร็จแล้วจะติดต่อไป” 

หลังจากคุยเสร็จความกังวลก็เริ่มคลายไปพร้อมกับหมดแรงไปทั้งตัว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็รู้สึกผ่อนคลายเช่นกัน เธอนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานพลางคิดว่าจะวาดอะไรดี แต่ตอนนี้กลับรู้สึกไม่อยากแม้แต่จะขยับนิ้วแม้เพียงนิดเดียว 

ฮันกยอลเดินโซเซออกมายังห้องรับแขกแล้วพิงตัวที่โซฟาเหมือนกับเป็นลม ถูกสั่งให้พักผ่อนให้เต็มที่ แต่ตัวเธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าต้องทำอย่างไรจึงจะพักผ่อนได้ 

นึกไม่ออกแล้วว่านอนหลับเต็มอิ่มครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ช่วงนี้เธอนอนไม่ค่อยหลับและพอนอนหลับไม่สนิททีไรก็จะฝันร้ายเป็นประจำ ความอ่อนเพลียที่ค่อยๆ สะสมมาเรื่อยๆ ทำให้ความอยากอาหารหายไปและปวดหัวอยู่ตลอด 

เธอรู้สาเหตุอยู่แล้ว มันเป็นเพราะเจอกับเขา 

 

‘ฉันเอง ซึงโฮ อีซึงโฮ’ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น