โซซอล
facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 2-2 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-2 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (2)

คำค้น : นิยายเกาหลี แจโอ ฮันกยอล เทหน้ารัก เพราะรักเธอ

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 594

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มิ.ย. 2562 08:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-2 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (2)
แบบอักษร

 

“คุณทำงานที่สำนักพิมพ์เหรอคะ” 

“ครับ” 

แจโอตอบคำถามพร้อมกับกลั้นหาวไว้ได้อย่างหวุดหวิด แม้จะรู้สึกอดสูที่ทำไมต้องออกมาในที่แบบนี้ในวันอาทิตย์อันแสนมีค่า แต่อดทนไว้อีกแค่ชั่วโมงเดียวก็จะสามารถใช้ชีวิตแบบเงียบๆ ไปได้อีกสองหรือสามเดือน 

ด้านหน้าของเขามีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่พร้อมกับกลิ่นอายที่สื่อว่า ‘ฉันเติบโตมาอย่างดี’ ฟุ้งกระจายออกมา 

ใบหน้าเกลี้ยงเกลา การพูดจาก็อ่อนหวานราวกับไม่เคยหลุดคำหยาบออกมาจากปากเลย แน่นอนว่าเธออาจจะทำเป็นขี้อายก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ดูไม่เสแสร้งในสายตาของแจโอ 

ตอนนี้แจโออาจจะเป็นคนทำตัวไม่ร่าเริงแจ่มใสนัก แต่เขาเที่ยวเก่งมากจนถึงสมัยมหาวิทยาลัย เขาเข้าๆ ออกๆ คลับนับไม่ถ้วนจนสนิทกับดีเจ ส่วนในโทรศัพท์มือถือก็เมมเบอร์ผู้หญิงที่เจอกันในนั้นหลายร้อยเบอร์ 

การแบ่งแยกว่าเป็นสาวบริสุทธิ์จริงๆ หรือแกล้งทำเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับแจโอที่เปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าทุกวัน แต่จากความคิดของเขาแล้วผู้หญิงที่เจอกันวันนี้คือของจริง 

“ถ้าอย่างนั้นคุณทำพวกหนังสือนิยายเหรอคะ” 

“เปล่าครับ ผมดูแลเรื่องการ์ตูนครับ” 

“อ๋อ การ์ตูน” 

หญิงสาวมองตาแจโอตรงๆ ตลอดเวลาที่พูดคุยกัน ไม่รู้ว่าถูกสอนมาจากพ่อแม่หรือเป็นนิสัยปกติ แต่ก็ทำให้รู้สึกลำบากใจ 

“ชอบไปเที่ยวไหมคะ” 

“ไม่ค่อยมีเวลาก็เลยไม่ค่อยได้ไปไหนครับ” 

“ชอบหนังแบบไหนเหรอคะ” 

“ผมไม่ค่อยได้ไปโรงหนังน่ะครับ” 

“อ่า ถ้าอย่างนั้นตอนพักผ่อนส่วนใหญ่จะทำอะไรคะ” 

“ดูการ์ตูนครับ” 

หญิงสาวทำหน้าลำบากใจ 

แจโอคิดว่าท่าทางของเธอดูไม่จริงใจมากๆ คราวนี้เขาจึงตัดสินใจถามคำถามออกไป 

“ไม่ชอบการ์ตูนเหรอครับ” 

“ก็ดูบ้างบางครั้งนะคะ” 

เธอตอบคำถามโดยที่พยายามนึกถึงใจของแจโอแน่นอน แม้จะเห็นได้ชัดว่าโกหกก็ตาม 

“ช่วงนี้มีละครเยอะแยะเลยนะครับที่สร้างจากการ์ตูน คุณอาจจะเคยดูแต่ไม่รู้ก็ได้นะครับ อย่างเช่นเรื่อง ‘Boys Over Flowers’” 

“อ่า ฉันไม่ค่อยได้ดูทีวีน่ะค่ะ” 

“อ๋อ” 

แจโอยิ้มเจื่อนพร้อมกับยกแก้วชาขึ้นมาจิบ เขาทึ่งในความสามารถของแม่ว่าไปค้นพบอนุสรณ์สถานธรรมชาติแบบนี้มาจากที่ไหนกัน 

แต่จริงๆ แล้วพวกผู้หญิงที่แม่แนะนำมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นแนวนี้แทบจะทุกคน ผู้หญิงที่ไม่เคยจับมือผู้ชายแม้แต่ครั้งเดียว ผู้หญิงที่เรียกได้ว่าเหมือนกับไม้ดอกในเรือนกระจก ผู้หญิงที่เหมือนดอกไม้จริงๆ 

เขาชอบความใสซื่อบริสุทธิ์ แต่ไม่ค่อยชอบผู้หญิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยจริงๆ 

หากคิดว่าอย่างไรผู้ชายก็ชอบสาวบริสุทธิ์ นั่นเป็นความคิดที่ผิดมากๆ ผู้ชายคนอื่นอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้แต่แจโอชอบผู้หญิงที่ขี้เล่นนิดหน่อยมากกว่า เขาไม่ใช่ผู้ชายที่มีความคิดล้าสมัยที่จะบังคับให้ผู้หญิงต้องบริสุทธิ์ผุดผ่องเท่านั้น 

พวกผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้นึกถึงความสะอาดบริสุทธิ์อย่างเช่นผ้าลูกไม้พริ้วๆ ละเอียดอ่อนและบอบบาง และมักจะทำให้เขารู้สึกเหนื่อยขึ้นมาเมื่อต้องเผชิญหน้าด้วย เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเจ็บปวดกับเรื่องเล็กน้อยและจู้จี้จุกจิกกับทุกอย่าง 

เหนือสิ่งอื่นใดมันเป็นเรื่องน่าอึดอัดที่จะพูดคุยกับคนแบบนั้น 

“เวรเอ๊ย” 

คำสบถที่โผล่ออกมาอย่างกะทันหันทำให้หญิงสาวที่กำลังดื่มชาอยู่อย่างเรียบร้อยทำหน้าตกใจ 

“อ่า ขอโทษครับ พอดีคิดเรื่องอื่นอยู่นิดหน่อย” 

“ค่ะ” 

หญิงสาวหลบตาเขาในตอนแรก แจโอมองดูหญิงสาวที่ก้มหน้าและจมอยู่ในความคิดก่อนจะลูบคางแรงๆ 

‘ไม่ได้ ไม่ได้ ผู้หญิงคนนั้นเล่นด้วยไม่ได้’ 

แม้จะไม่ชอบผู้หญิงที่เรียบร้อยเกินไป แต่ก็ไม่อยากสร้างรอยแผลให้เธอเหมือนกัน 

แม้ว่าคำว่าไม่ได้จะลอยอยู่ในหัว แต่ใบหน้ากลมนั้นก็ลอยไปลอยมาตรงหน้าและกวนประสาทเขา 

‘แล้วทำไมต้อง...’ 

ต้องมีผีเข้าสิงตอนที่ไม่รู้ตัวแน่ๆ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงต้องนึกถึงใบหน้าของนักเขียนจองขึ้นมาล่ะ 

‘ถูกผีหลอกแล้ว โดนหลอกแล้วแน่ๆ’ 

แจโอพูดแบบนั้นซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบและถอนหายใจออกมาเบาๆ โดยที่ไม่ให้ผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างหน้าได้ยิน 

 

* * * 

 

ไม่มีผู้ชายคนไหนที่จะบอกปฏิเสธสำรับอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้อยู่ตรงหน้า ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่ผู้หญิงที่กำลังตกหลุมรักมอบให้ 

ไม่ว่าจะทำอาชีพก็คงต้องมีการทำงานซ้ำๆ กองบรรณาธิการการ์ตูนที่แจโอทำงานอยู่ก็ต้องทำงานแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมาประมาณเกือบสามสัปดาห์ 

เมื่อได้รับภาพร่างจากนักเขียนและให้ฟีดแบคแล้วก็จะเป็นการเข้าสู่งานหลัก ในระหว่างที่ทำต้นฉบับอยู่นั้น บรรณาธิการก็ยังต้องกำหนดคำบนหน้าปกนิตยสารหรือตำแหน่งการจัดวางของโฆษณา รวมถึงเช็คผลตอบรับจากผู้อ่านด้วย 

เมื่อวันเดดไลน์ใกล้เข้ามา หลังจากทำทุกวิถีทางเพื่อทวงต้นฉบับ แม้จะต้องตามจี้ก็ตาม หัวหน้าฝ่ายบรรณาธิการหรือจะพูดให้ชัดเจนก็คือแจโอจะต้องคอนเฟิร์มเป็นครั้งสุดท้ายจึงจะส่งไปที่โรงพิมพ์ได้ 

สำหรับแจโอที่ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเป็นสองเท่าในฐานะที่เป็นหัวหน้าแล้ว นักเขียนที่ส่งงานไม่ตรงตามเดดไลน์นั้นน่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก 

อย่างไรก็ตามเขาทได้แค่บ่นเพราะความลำบากในการทำงานเท่านั้น 

มันจะดีขนาดไหนกันหากสิ่งที่เรียกว่าต้นฉบับถูกพิมพ์ออกมา ’ง่ายๆ’ เหมือนกับการปั๊มข้อมือในวันกีฬาสี 

ถึงแม้สมัยนี้จะเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลและทันสมัยกว่าสมัยก่อน แต่ก็ยังต้องผ่านมือคนทีละขั้นตอนเหมือนเดิมจึงจำเป็นต้องใช้เวลานาน 

บรรณาธิการทุกคนทั่วโลกต่างก็อยากเป็นผู้ดูแลนักเขียนที่รักษาเวลาเดดไลน์โดยไม่ต้องเร่งกันทั้งนั้น แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่ยากซะยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก 

นักเขียนจองจึงเป็นพาร์ทเนอร์ที่เป็นที่น่าพอใจทีเดียว ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้รับผิดชอบ เธอมาหาแจโอตรงตามนัดและมักจะทำต้นฉบับเสร็จไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ 

ความรวดเร็วในการทำงานอาจเกี่ยวข้องกับแนวผลงานของเธอไม่ใช่การวาดภาพ แต่เพราะคุณภาพของภาพประกอบแต่ละภาพนั้นสูงเกินกว่าปกติจึงไม่ได้เห็นว่าทำงานง่ายกว่าคนอื่น 

ไม่รู้ว่าเธอใช้เวทมนตร์อะไร แต่มันก็เป็นความจริงที่รูปแบบวิธีการทำงานของนักเขียนจองทำให้แจโอมีเวลาเหลือมากยิ่งขึ้น เขาจึงสามารถดูแลนักเขียนคนอื่นหรือจัดการงานต่างๆ ได้ด้วยเวลาที่ได้เพิ่มมาจากเธอ 

ด้วยเหตุนั้น แจโอจึงมีความเชื่อโดยไม่รู้ตัวว่านักเขียนจองจะไม่มีทางทำต้นฉบับพลาดแน่นอน 

แต่ความเชื่อย่อมถูกทำลาย 

“ไม่รับ” 

แจโอกดปุ่มวางสาย 

เขาติดต่อนักเขียนจองไม่ได้เป็นเวลาสามวันแล้ว เหลือเวลาอีกไม่กี่วันจนกว่าจะถึงวันเดดไลน์ แต่ปัญหาก็คือเขายังไม่ได้รับแม้กระทั่งภาพร่างด้วยซ้ำ 

“จะบ้าตาย” 

เขาขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด 

แม้ว่านักเขียนจองจะทำงานรวดเร็วมากขนาดไหนก็ตาม แต่อย่างน้อยภาพร่างจะต้องออกมาภายในอาทิตย์นี้จึงจะสามารถลงตอนได้ 

“ยังติดต่อนักเขียนจองไม่ได้อีกเหรอคะ” 

ผู้ช่วยซองถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ถ้าเผื่อว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นจริงๆ เธอจะต้องรีบหาต้นฉบับที่จะใส่ลงไปโดยเร็วที่สุด 

“อืม” 

แจโอเรียบเรียงความคิดสักพัก ท้ายที่สุดเขาก็หยิบกระเป๋าออกจากออฟฟิสไป 

“เดี๋ยวจะไปดูที่บ้านนักเขียนจองแป๊บนึง นายก็ช่วยหานักเขียนที่จะใส่ต้นฉบับแทนเผื่อไว้หน่อย แต่อย่าเพิ่งติดต่อหานักเขียนจนกว่าฉันจะติดต่อไปนะ” 

“ค่ะ” 

แจโอรีบลงไปที่ลานจอดรถแล้วสตาร์ตเครื่อง ในขณะเดียวกันเครื่องนำทางก็เปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ตำแหน่งที่ตั้งบ้านของนักเขียนจองนั้นถูกใส่อยู่ในหัวแล้ว เขาลองนึกเส้นทางที่เร็วที่สุดที่ตัวเองรู้ก่อนจะหักพวงมาลัยอย่างรีบร้อน 

โทรศัพท์มือถือที่นิ่งเงียบดังขึ้นในตอนที่กำลังจะออกจากถนนคังนัมอันแสนวุ่นวายและเข้าสู่ทางด่วน 

“ครับ คังแจโอครับ” 

“หัวหน้าบรรณาธิการใช่ไหมคะ” 

เสียงที่ดังออกมาจากปลายสายคือเสียงของผู้หญิงแปลกหน้า 

“ไม่ทราบว่าโทรมาจากไหนครับ” 

“ฉันเป็นผู้ช่วยของนักเขียนจองฮันกยอลค่ะ ตอนนี้คุณนักเขียนอยู่ที่โรงพยาบาลน่ะค่ะ” 

แจโอตกใจจนรีบจอดรถที่ไหล่ทาง เขาถอดหูฟังออกก่อนจะถือโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู 

“โรงพยาบาลอะไรครับ” 

“ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลXX ที่บุนดังค่ะ เมื่อสักครู่โทรไปที่กองบรรณาธิการ แต่เขาบอกว่าคุณออกมาแล้ว กำลังมาที่นี่ใช่ไหมคะ” 

“จะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ ประมาณครึ่งชั่วโมงน่าจะถึงครับ” 

แจโอวางสายทันทีโดยไม่จำเป็นต้องฟังอะไรอีก ภายในหัวของเขาว่างเปล่าไปหมดตั้งแต่ได้ยินว่าโรงพยาบาล เขาจับพวงมาลัยอย่างรีบร้อนทั้งๆ ที่หัวสมองยังขาวโพลน 

 

“อ่า ทางนี้ค่ะ” 

เมื่อมาถึงห้องฉุกเฉิน ผู้หญิงที่จำได้ว่าเคยเห็นสองสามครั้งที่บ้านของนักเขียนจองก็โบกไม้โบกมือเรียกแจโอ 

“เกิดอะไรขึ้นครับ แล้วนักเขียนล่ะครับ” 

“ให้น้ำเกลืออยู่ค่ะ ฉันไปที่บ้านเธอเพื่อที่จะจัดตารางงานของเดือนนี้แล้วก็เห็นเธอเป็นลมอยู่ในห้องนั่งเล่นค่ะ คงจะเพลียมากน่ะค่ะ” 

แจโอฟังคำอธิบายของ ‘ผู้ช่วย’ แล้วจึงเดินไปที่ผ้าม่านกั้นเตียง นักเขียนจองมีใบหน้าซูบผอมกำลังนอนหลับตาอยู่เหมือนกับตายไปแล้ว 

“เห็นว่าช่วงนี้เธอนอนไม่ค่อยหลับน่ะค่ะ” 

ผู้ช่วยพูดพลางดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้จนถึงคอของนักเขียนจองอย่างเศร้าใจ 

แจโอมองลงใบหน้าของนักเขียนจองที่ซูบลงไปภายในไม่กี่วันพร้อมกับขมวดคิ้ว แม้จะรู้ว่าป่วยอยู่แต่ก็อยากปลุกขึ้นมาถามเดี๋ยวนั้นว่าเกิดเรื่องอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ 

เฮ้อ ถอนหายใจสั้นๆ ก่อนจะเปิดปากขึ้น 

“เดี๋ยวผมไปส่งคุณนักเขียนเอง กลับไปก่อนก็ได้ครับ” 

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็อยากอยู่ข้างๆ เธอด้วยเหมือนกันค่ะ” 

แจโอพูดอีกครั้งกับผู้ช่วยที่ส่ายศีรษะไปมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น 

“กลับไปเถอะครับ” 

สายตาของเขาดูน่ากลัวชอบกล ผู้ช่วยจึงทำได้เพียงพยักหน้า 

“ตอนที่จะลงในเดือนนี้ก็คงจะต้องจัดการให้หยุดพักไว้ก่อนนะครับ ช่วยบอกคนอื่นด้วย อ๋อ แล้วก็เขียนรหัสประตูบ้านของนักเขียนจองไว้ให้หน่อยครับ” 

แจโอพูดสิ่งที่ตัวเองอยากพูดเสร็จแล้วก็ออกไปโทรศัพท์ข้างนอกห้องฉุกเฉิน 

“ผู้ช่วยซอง หาต้นฉบับลงแทนได้หรือยัง” 

“เลือกไว้แล้วสองสามอันครับ แล้วนักเขียนจองเป็นอย่างไรบ้างครับ ได้ยินว่าเธอเป็นลม” 

“หลับสบายอยู่ เดี๋ยวฉันจะไปส่งเธอที่บ้านแล้วค่อยกลับไปที่บริษัทอีกที เอาต้นฉบับวางไว้บนโต๊ะด้วยนะ” 

เขาวางสายแล้วเข้าไปข้างในอีกครั้ง ผู้ช่วยยื่นกระดาษโน้ตที่มีตัวเลขเขียนเอาไว้ให้ 

“รหัสผ่านค่ะ แต่ว่าจะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอคะ” 

“ครับ รีบกลับเถอะครับ” 

ผู้ช่วยไม่สามารถซ่อนสีหน้าไม่สบายใจไว้ได้ อีกทั้งยังถูกกดดันด้วยท่าทีของแจโอจึงต้องกลับบ้านไปอย่างช่วยไม่ได้ 

แม้จะให้น้ำเกลือเสร็จแล้วแต่นักเขียนจองก็ยังคงไม่ได้สติ เนื่องจากร่างกายแค่อ่อนล้าจากการทำงานหนักเกินไปจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องค้างที่โรงพยาบาล แจโอจึงได้ทำเรื่องออกจากโรงพยาบาล 

เขาแบกนักเขียนจองที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปไว้ที่บ้าน แล้วจึงกลับมาที่บริษัทอีกครั้งและเห็นว่าผู้ช่วยซองอยู่ในออฟฟิสคนเดียว 

“ยังไม่เลิกงานอีกเหรอ” 

“ต้องตรวจภาพร่างน่ะสิคะ แล้วนักเขียนจองล่ะคะ” 

“อยู่ที่บ้าน” 

แจโอตรงดิ่งไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองแล้วตรวจเช็คต้นฉบับที่ผู้ช่วยซองวางเอาไว้ หลังจากตัดอันที่ยาวเกินไปหรือสั้นเกินไปออกแล้วก็เหลืออันที่พอใช้ได้อยู่เพียงแค่สามอันเท่านั้น ถ้าในทั้งหมดนี้มีนักเขียนที่สามารถทำงานได้ทันทีก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่มีก็คงจะต้องเริ่มคัดเลือกอีกครั้ง 

“ขอข้อมูลติดต่อนักเขียนพวกนี้หน่อย” 

“สักครู่นะคะ” 

ผู้ช่วยซองควานหาแฟ้มที่อยู่บนโต๊ะรกรุงรังทีละอัน 

“จะติดต่อไปตอนนี้เลยเหรอคะ” 

“แค่คนเดียวก่อน” 

หลังจากเขียนข้อมูลติดต่อบนกระดาษโน้ต แจโอก็หยิบต้นฉบับแล้วลุกขึ้นอีกครั้ง 

“จะประกาศหยุดพักยังไงดีละคะ” 

“พรุ่งนี้ฉันจะบอกเอง” 

“ค่ะ งั้นกลับบ้านกันเถอะค่ะ” 

“เหนื่อยหน่อยนะ” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น