facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 2-1 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-1 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (2)

คำค้น : นิยายเกาหลี แจโอ ฮันกยอล เทหน้ารัก เพราะรักเธอ

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ค. 2562 18:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-1 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (2)
แบบอักษร

 

ปกติแล้วแจโอเป็นคนที่ค่อนข้างจะเชื่องช้า แต่ถ้าเป็นเรื่องงานเขาจะรับรู้อย่างรวดเร็วราวกับเป็นนักเรียนหญิงม.ปลายที่ถูกเวทมนตร์สะกด ถ้าเป็นช่วงที่เดดไลน์เริ่มใกล้เข้ามา ระดับของความเข้มงวดก็จะเพิ่มขึ้นสามสี่เท่าตัวเลยทีเดียว 

“คือว่า หัวหน้าฝ่าย” 

ผู้ช่วยซองที่ตากลายเป็นหมีแพนด้าเนื่องจากความเหนื่อยล้าเรียกแจโอด้วยสีหน้าราวกับใกล้ตายเต็มที 

“ทำไม” 

“โทรศัพท์มือถือ ดังไม่หยุดตั้งแต่เมื่อกี้แล้วค่ะ” 

“รู้แล้ว” 

ถ้ารู้แล้วก็รีบๆ รับสิคะ ผู้ช่วยซองไม่กล้าพูดออกมาจากปาก ทำได้แค่เพียงก้มหน้าลงดูต้นฉบับเหมือนเดิม ตอนนี้เป็นช่วงเวลาดุเดือดของทุกคน ไม่ว่าจะตำแหน่งสูงหรือต่ำ เขารู้ว่าคนที่โทรมาไม่หยุดคือใครจึงเลี่ยงที่จะไม่รับ แต่แจโอก็ต้องรับโทรศัพท์อย่างช่วยไม่ได้เพราะสายตาที่เขม่นมองมาจากทุกทิศทาง 

“ทำไมลูกถึงไม่รับโทรศัพท์เลยล่ะ” 

“ก็ยุ่งอยู่” 

ถ้าโทรมาครั้งสองครั้งแล้วไม่รับก็ควรจะยอมแพ้และล้มเลิกไปได้แล้ว แต่แม่ของแจโอยังดื้อด้านอยู่พอตัว 

“ลูกยังไม่ลืมที่ต้องไปนัดบอดตอนเย็นพรุ่งนี้ใช่ไหม ครั้งนี้ก็ทำให้ดีล่ะ” 

“โทรมาเพื่อบอกเรื่องแค่นี้ใช่ไหมครับ ผมรู้แล้ว งั้นวางแล้วนะ ยุ่งอยู่” 

“เด็กคนนี้นี่!” 

แจโอรีบกดปุ่มวางสายโดยไม่สนใจเสียงที่ดังมาจากหูโทรศัพท์ 

“หัวหน้าฝ่ายมีนัดบอดเหรอคะ” 

“ทำงานไป” 

“ชิ” 

ผู้ช่วยซองบุ้ยปากอย่างน่ารักก่อนจะลุกจากที่นั่งแล้วเข้าไปในห้องพักพนักงาน ส่วนแจโอก็กำลังเช็คตัวอย่างปกนิตยสารที่ส่งมาจากโรงพิมพ์อย่างละเอียด เนื่องจากผลงานใหม่ของนักเขียนจองได้ผลตอบรับดีกว่าที่คาดไว้มาก ภาพของเธอจึงถูกนำมาขึ้นปกทั้งที่เพิ่งลงให้อ่านเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น 

‘เข้มไปไหมนะ’ 

แจโอยกตัวอย่างขึ้นมาเทียบกับต้นฉบับของนักเขียนจอง พอดูอย่างนี้แล้วเห็นได้ชัดว่าฝั่งตัวอย่างสีดูเข้มกว่านิดหน่อย คงจะต้องตัดสินใจว่าจะทำใหม่อีกรอบหรือไม่ทำหลังจากคุยกับนักเขียนจอง แต่โทรบอกโรงพิมพ์ไว้ก่อนก็น่าจะดี ในตอนที่แจโอกำลังจะยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้นได้จังหวะพอดี 

“อ้าว คุณนักเขียนจอง!” 

ผู้ช่วยซองที่ออกมาจากห้องพักพนักงานพอดีเปิดประตูต้อนรับให้ด้วยความยินดี เมื่อนักเขียนจองเข้ามาในห้องทำงาน แจโอก็วางโทรศัพท์ไปในทันที 

“ขอโทษนะครับที่บอกให้มาถึงที่บริษัท” 

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันมีธุระที่ต้องออกจากโซลอยู่แล้วค่ะ” 

ผู้ช่วยซองที่อยู่ข้างๆ และเตรียมจ้องหาโอกาสแทรกบทสนทนาได้ยินแบบนั้นก็พูดเสริมขึ้นทันที 

“ดูท่าจะไปที่หรูๆ นะคะ แต่งตัวออกมาสวยเชียวค่ะ” 

“ต้องไปงานแต่งงานน่ะค่ะ” 

วันนี้นักเขียนจองแต่งตัวสวยต่างกับตอนปกติอย่างที่ผู้ช่วยซองว่าจริงๆ ผมที่เธอมักจะมัดแน่นอยู่เสมอก็ถูกปล่อยยาวลงมาด้านหลัง แต่งหน้าอย่างสวยงาม ริมฝีปากทาด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนเป็นประกายและวาดเส้นโค้งทำให้รู้สึกอารมณ์ดี 

ก่อนหน้านี้ก็รู้อยู่แล้วว่านักเขียนจองเป็นคนที่ค่อนข้างสวยทีเดียว แต่เพิ่งได้เห็นนักเขียนจองแต่งหน้าแต่งตัวแบบจัดเต็มอย่างวันนี้เป็นครั้งแรก แม้แต่แจโอที่ไม่ค่อยมีความรู้สึกอะไรก็ยังรู้สึกแปลกใหม่ ดูท่าว่าคำกล่าวที่ว่าไก่งามเพราะขนคนงานเพราะแต่งจะไม่ใช่คำโกหก 

“ขอดูหน้าปกหน่อยค่ะ” 

“อ่อ ครับ” 

แจโอตั้งสติได้ทันทีเพราะคำพูดของนักเขียนจอง เขารีบเอาตัวอย่างที่อยู่บนโต๊ะมาแล้วยื่นให้กับนักเขียนจอง 

“เหมือนว่ามันจะออกมาเข้มนิดหน่อยนะครับ” 

“อืม นั่นสินะคะ” 

แจโอมองลงนักเขียนจองซึ่งกำลังก้มหน้ามองหน้าปกอย่างตั้งอกตั้งใจแล้วจู่ๆ ก็เหมือนถูกดึงดูดด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด 

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงรู้สึกจั๊กจี้ที่จมูก เป็นเพราะน้ำหอมที่เธอใส่มาหรือเปล่า กลิ่นหอมหวานจึงพุ่งออกมาราวกับถาโถมเข้ามาทั้งตัว หรืออาจจะเป็นเพราะอดนอนทั้งคืนเนื่องจากเดดไลน์กำลังบีบเข้ามาก็ได้ ประสาทรับกลิ่นจึงไวกว่าปกติ ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นอีกก็อาจจะเป็นเพราะเกิดการเปรียบเทียบกับกลิ่นหนังสือเหม็นอับที่อัดแน่นอยู่ในห้องทำงานก็ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การที่นักเขียนจองดูแปลกใหม่ก็คือความจริง 

‘คิดอะไรอยู่เนี่ยฉัน’ 

แจโอส่ายหัวรัวๆ ไล่ความคิดไร้สาระต่างๆ ออกไป เขารวบรวมสติอีกครั้งและจดจ่อกับการทำงานแทนที่จะมานั่งเดาไร้สาระว่าหรือเธอจะใช้วิธีนี้ในการหลอกล่อผู้รับผิดชอบกันนะ 

“ถ้าไม่พอใจจะให้ทำใหม่ก็ได้นะครับ บอกมาได้เลยครับ” 

“เปล่าค่ะ แบบนี้ดูดีกว่าด้วยซ้ำนะคะ ดูหดหู่ขึ้นนิดหน่อยด้วย” 

“ครับ…?” 

นักเขียนจองยิ้มอย่างอ่อนโยนให้แจโอที่ถามกลับอย่างงงๆ พลางตอบคำถาม 

“มันเป็นเรื่องหดหู่นี่คะ ยิ่งดาร์กก็ยิ่งดี” 

ลืมไปเลยว่าภายใต้ใบหน้าที่สดใสนั้นมีความเศร้ายิ่งกว่า ‘โรค ม.2’[1] เสียอีก แจโอลืมซะสนิทว่าเมื่อสักครู่ตัวเองเกือบตกหลุมรักเธอแล้วจึงหัวเราะออกมาอย่างเคอะเขิน 

“ถ้าอย่างนั้นเอาตามนี้เลยนะครับ” 

“ค่ะ” 

หลังจากได้รับต้นฉบับของเดือนนี้ แจโอก็ออกมาที่ทางเดินเพื่อที่จะมาส่งนักเขียนจอง กดปุ่มลิฟต์และยืนรอสักพัก แต่ทันใดนั้นนักเขียนจองก็เซไปมา 

“อ๊ะ โอเคไหมครับ” 

แจโอเอ่ยถามพร้อมกับจับแขนและประคองเธอไว้ 

“ค่ะ โอเคค่ะ ไม่ได้ใส่รองเท้าส้นสูงนานแล้วก็เลย...” 

นักเขียนจองยืดตัวตรง ใบหน้าแดงขึ้นเหมือนกับอาย สายตาของแจโอที่มองลงไปด้านล่างโดยอัตโนมัติทำให้เธอพยายามซ่อนเท้าตัวเองเอาไว้ 

‘อ่า มิน่าล่ะ’ 

ก็ว่าทำไมแปลกๆ ที่ส่วนสูงซึ่งไม่ถึงไหล่ของเขาถึงพุ่งพรวดขึ้นมา เธอสวมรองเท้าที่มาพร้อมกับความสูงที่แค่เห็นก็หวาดเสียวแล้ว ส้นรองเท้าบางเหมือนกับตะเกียบสูงพอๆ กับบันไดหนึ่งขั้น เขาถึงขั้นประหลาดใจกับการใส่ของแบบนั้นเดินไปมา 

ในระหว่างนั้นลิฟต์ก็มาถึง กำลังจะขึ้นลิฟต์โดยที่ไม่ได้คิดอะไรแต่ทว่า... 

“เธอ บิทนา ใช่ไหม” 

คนที่อยู่ในลิฟต์มองมาที่นักเขียนจองพร้อมกับเอ่ยปากพูด 

“อ๊ะ…!” 

นักเขียนจองยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิมพร้อมกับส่งเสียงที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ายินดีหรือตกใจกันแน่ 

“ฉันเอง ซึงโฮ อีซึงโฮ” 

เขาบอกชื่อตัวเองด้วยท่าทางตื่นเต้นเกินเหตุ 

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” 

มุมปากของนักเขียนจองที่พูดทักทายสั่นเบาๆ 

‘บิทนา? อ๋อ ชื่อจริงงั้นเหรอ?’ 

จู่ๆ แจโอก็นึกขึ้นได้ว่าชื่อที่ตัวเองรู้จักคือนามปากกาของเธอ จะว่าไปชื่อบิทนาก็เป็นชื่อที่ต่างกันสุดๆ เลย แต่ก็เหมาะกับลักษณะภายนอกของเธอดี 

“ทำงานที่นี่เหรอ” 

“เปล่าหรอก คือ...” 

ท่าทางที่พูดอึกอักไม่สมกับเป็นเธอนั้นดูงุนงงมากทีเดียว 

“ตอบอะไรอย่างนั้นล่ะ” 

ซึงโฮยิ้มเจื่อนพร้อมกับสะกิดไหล่ของนักเขียนจองเบาๆ 

“ฉันมาทำสัญญาหนังสือที่นี่น่ะ แต่ไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหน เธอรู้ไหม” 

“ถ้าเป็นหนังสือ คุณหมายถึงนวนิยายทั่วไปใช่ไหมครับ” 

น่าจะต้องตอนนี้แหละ แจโอจึงแทรกเข้ามาในบทสนทนา ซึงโฮงงนิดหน่อยเมื่อมีชายแปลกหน้าคุยด้วยแล้วจึงพยักหน้าตัวเอง แจโอพูดพลางชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน 

“แผนกวรรณกรรมขึ้นไปอีกหนึ่งชั้นครับ” 

“คุณเป็นพนักงานที่นี่เหรอครับ” 

“กองบรรณาธิการการ์ตูนครับ” 

“การ์ตูน?” 

ซึงโฮหันไปมองนักเขียนจองด้วยสีหน้าสงสัย 

“เธอเป็นนักเขียนครับ” 

ซึงโฮจงใจทำสีหน้าตกใจเพราะคำพูดของแจโอ 

“คาดไม่ถึงเลยนะ การ์ตูนเหรอ นึกว่าจะไปเอาดีด้านบทภาพยนตร์ซะอีก” 

“ก็ฉันเลือกมาทางนี้แล้วนี่คะ” 

“อย่างว่า หนทางก็มีหลากหลายนี่เนอะ” 

เขามองดูนาฬิกาแล้วพูดว่า ‘อ๊ะ’ ก่อนจะหันไปทางบันไดหนีไฟ 

“ขอโทษนะ ฉันคงต้องไปแล้ว วันหลังไว้เจอกันอีกนะ” 

เขาวิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นบนโดยที่ยังไม่ทันได้ตอบอะไรเลย 

นักเขียนจองยืนนิ่งด้วยสีหน้าอ่อนเพลียแปลกๆ เหมือนกับเจอโดนก่อกวนจิตใจไปชั่วครู่ เธอเพียงแค่มองเขานิ่งๆ จากนั้นจึงเอ่ยออกมาสั้นๆ ราวกับแก้ตัว 

“รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยน่ะค่ะ” 

“อ๋อ ครับ” 

แจโอพยักหน้าแล้วกดปุ่มลิฟต์อีกครั้ว 

‘รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย?’ 

เรื่องราวที่แอบฟังเมื่อคืนผ่านเข้ามาในหัวทันทีทันใด 

 

‘เป็นคนดีแต่มารู้ที่หลังว่าเขาลอกงานของฉันเป็นผลงานจบการศึกษา’ 

 

ตามที่คาดเดาและพิจารณาจากท่าทางของนักเขียนจองตอนที่เผชิญหน้ากับชายคนนั้น เขาจะต้องเป็นหัวขโมยที่เคยขโมยผลงานไปอย่างแน่นอน เมื่อมั่นใจอย่างนั้นแจโอก็หัวเสียขึ้นมาทันที 

เธอช่างเหมือนกับคนโง่ ถ้าบอกว่าไอ้คนที่เรียนจบจากการขโมยผลงานคนอื่นเป็นคนดีก็คงจะไม่มีคนเลวบนโลกนี้แล้วแหละ 

ไม่พอใจท่าทางของเธอที่พูดทุกอย่างออกมาอย่างมั่นใจกับผู้รับผิดชอบคนก่อน แต่พออยู่ต่อหน้าไอ้คนเฮงซวยนั่นกลับไม่สามารถแม้แต่จะพูดอะไรออกไปได้เลย 

แม้จะกระแหนะกระแหนอย่างโน้นอย่างนี้อยู่ภายในใจ แต่สุดท้ายแจโอก็เดินมาส่งเธอจนถึงทางเข้าบริษัท 

“ถ้าพิมพ์เสร็จแล้วจะติดต่อไปอีกรอบนะครับ” 

“ค่ะ เหนื่อยหน่อยนะคะ” 

แจโอยืนมองดูหญิงสาวที่โค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะหันหลังแล้วเดินไปอย่างช้าๆ อยู่ครู่หนึ่ง 

การพบกันอีกครั้งอย่างคาดไม่ถึงคงจะทำให้ช็อกน่าดู เพราะไม่อย่างนั้นเธอคงจะไม่เดินเหมือนคนจะล้มได้ทุกเมื่อแบบนั้นหรอก แจโอไม่ชอบท่าทางที่ยึดติดกับเรื่องที่ผ่านไปแล้วสักเท่าไหร่จึงเดาะลิ้นออกมาเสียงดัง 

ผู้หญิงที่ไม่มีดวงเรื่องผู้ชาย ผู้หญิงที่น่าสงสารซึ่งใช้ชีวิตยึดติดกับอดีต 

ที่เป็นกังวลก็เป็นเพราะว่าเธอน่าสงสาร แจโอหาข้อแก้ตัวให้กับความรู้สึกของตัวเอง 

 

* * * 

 

[1] หรือโรค Chuunibyou หมายถึงคนที่ชอบทำตัวเหมือนกับว่าตัวเองเก่งรู้ไปเสียทุกเรื่อง หรือทำตัวเหมือนว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่นๆ ถ้าหนักหน่อยก็จะมีลักษณะของการดูถูกผู้ใหญ่หรือผู้มีอายุมากกว่า ปกติจะพบได้ในเด็กวัยรุ่น แต่บางทีก็มีพบว่าคนเป็นผู้ใหญ่หรือเลยวัยนี้ไปแล้วก็ยังมีอาการของโรคนี้อยู่ 

ความคิดเห็น