facebook-icon

ตื๊อรักจนสุดหัวใจ แล้ว 'เขา' จะคว้าหัวใจของ 'เธอ' ไว้ได้หรือไม่?

ตอนที่ 1-1 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-1 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (1)

คำค้น : นิยายเกาหลี แจโอ ฮันกยอล เทหน้ารัก เพราะรักเธอ

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มิ.ย. 2562 08:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,000
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-1 ความอยากรู้อยากเห็นมีอยู่เสมอ (1)
แบบอักษร

 

“รู้ใช่ไหมว่าอีกเดี๋ยวจะมีประชุมกับนักเขียนจองฮันกยอล” 

“ครับ” 

แจโอตอบบรรณาธิการบริหารในทันทีแม้จะถอนหายใจอยู่ในใจก็ตาม แค่นักเขียนที่รับผิดชอบอยู่ในตอนนี้ก็แทบจะไม่มีเวลาว่างแล้ว ยังจะให้ดูแลเพิ่มอีกคนงั้นเหรอ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็เกินไปจริงๆ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถมอบหมายให้พนักงานที่มีประสบการณ์การทำงานแค่สองสามปีดูแลนักเขียนชื่อดังได้ จึงจำใจตกปากรับคำไป ทั้งที่มองไม่เห็นวี่แววเลยว่าจะต้องจัดการกับงานที่เยอะขนาดนั้นได้อย่างไรในอนาคต 

“หัวหน้าเป็นคนดูแลนักเขียนจองฮันกยอลเหรอคะ” 

ผู้ช่วยซองที่อ่านต้นฉบับอยู่ข้างหน้าเอ่ยถามขึ้น 

“อืม เพราะเป็นแบบนั้น ก็เลยต้องส่งต่อนักเขียนที่รับผิดชอบอยู่ในตอนนี้ให้ผู้ช่วยซองดูแลหนึ่งคนน่ะ” 

“อ่า ตอนนี้งานก็เยอะแล้วนะ...” 

“เข้าใจฉันหน่อยนะ” 

“เฮ้อ” 

ผู้ช่วยซองเกาหัวอย่างช่วยไม่ได้ แต่เจ้านายสั่งมาแบบนี้ จะให้ดื้อรั้นเถียงต่อไปก็คงไม่ได้ 

“ว่าแต่เคยเจอนักเขียนจองฮันกยอลแล้วใช่ไหมคะ เป็นยังไงบ้างคะ” 

“ฉันยังไม่เคยเจอเลย วันนี้ฉันจะได้เจอเป็นครั้งแรกเหมือนกัน” 

“อื้ม สงสัยจังนะคะว่าจะเป็นคนแบบไหน” 

ผู้ช่วยซองพูดต่อด้วยใบหน้าที่ดูตื่นเต้นสุดๆ เหมือนตัวเองกลายเป็นเด็กสาว 

“ฉันเป็นแฟนคลับตัวยงของคุณนักเขียนคนนั้นน่ะค่ะ พอบอกว่าได้ทําสัญญากับพวกเรา ฉันนี่ตั้งหน้าตั้งต่อรอเลยค่ะ” 

จากนั้นผู้ช่วยซองก็บ่นพึมพำประมาณ ‘ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ’ แจโอจึงเช็คตารางงานของวันนี้ หลังจากประชุมตอนสิบเอ็ดโมงเสร็จก็ต้องไปประชุมเตรียมการกับนักเขียนอีกคนหนึ่ง แน่นอนว่าอาหารกลางวันน่ะข้ามไปได้เลย เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ออะไร เพราะเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เริ่มทำงานที่สำนักพิมพ์แล้ว เขายุ่งมากจนต้องใช้ชีวิตอยู่กับยาช่วยย่อย แต่ก็ไม่ได้ไม่พอใจอะไรมากนัก 

ตอนนี้เป็นช่วงบูมของหนังสือการ์ตูนซึ่งกลับมาฮิตอีกครั้งอย่างยากลำบากในรอบยี่สิบปี นิตยสารการ์ตูนที่วางขายอยู่ทั่วไปในร้านหนังสือตอนที่ยังเด็กนั้นส่วนใหญ่เลิกตีพิมพ์ตอนช่วงที่เขากำลังจะขึ้นมัธยมต้น ยิ่งเวลาผ่านไป ตลาดหนังสือการ์ตูนก็เริ่มมีความต้องการน้อยลงเรื่อยๆ จึงมีอยู่ช่วงหนึ่งที่สถานการณ์เริ่มเข้าขั้นวิกฤตถึงขนาดคิดว่ามันอาจจะถูกลืมไปตลอดกาล แต่การที่ผู้คนให้การตอบรับเว็บตูนเป็นอย่างดี นิตยสารการ์ตูนจึงเริ่มกลับมาตีพิมพ์อีกครั้ง 

เหตุผลที่แจโอทำงานที่สำนักพิมพ์ไพรม์แห่งนี้ก็เพราะได้ยินข่าวว่านิตยสารการ์ตูนจะกลับมาตีพิมพ์อีกครั้ง และเพราะเขาทำงานหนัก เขาจึงเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าบรรณาธิการทั้งที่ทำงานมาเพียงแค่ห้าปีเท่านั้น อย่าว่าแต่กินข้าวเลย เขายุ่งจนไม่มีแม้แต่เวลานอน แต่พอได้เห็นนิตยสารที่ถูกตีพิมพ์ออกมาร้อนๆ ก็ทำให้เขาหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง 

เขาชอบการ์ตูนมาก 

เสียงกริ่งดังขึ้นทันทีเมื่อถึงเวลาสิบเอ็ดโมงตรง ผู้หญิงรูปร่างเล็กคนหนึ่งยืนอยู่หลังประตูกระจก แจโอลุกไปเปิดประตูด้วยตัวเองเพราะคิดว่าอาจจะใช่ 

“ขอโทษนะคะ ฉันมาประชุมน่ะค่ะ” 

“อ้า คุณนักเขียนจองฮันกยอลใช่ไหมครับ” 

“ค่ะ” 

แจโอนำทางเธอไปยังห้องประชุมทันที 

ผู้ช่วยซองที่อยู่หลังฉากกั้นดวงตาเป็นประกายและจ้องมองมาทางนี้ ไม่ใช่ดวงตาของบรรณาธิการแต่เป็นสีหน้าปลาบปลื้มเหมือนกับนักเรียนหญิงม.ปลายที่ได้เจอไอดอล อาจจะเป็นเพราะเคยใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนจึงทำให้ตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม 

“รับชาไหมครับ มีกาแฟกับชาเขียวครับ” 

“อ่า ถ้าอย่างนั้นขอเป็นกาแฟแล้วกันค่ะ” 

แจโอชงกาแฟสำเร็จรูปในแก้วกระดาษมาให้ ก่อนจะยื่นไปตรงหน้าเธอ 

“ขอบคุณค่ะ” 

แจโอพิจารณาเธอที่ใช้สองมือจับแก้วและเริ่มดื่มกาแฟอย่างช้าๆ 

เด็กกว่าที่คิด ไม่สิ แทนที่จะบอกว่าเด็ก เธอกลับดูต่างจากภาพที่คิดไว้โดยสิ้นเชิง 

แม้ว่าผลงานของเธอจะถูกตีพิมพ์ติดต่อกันในนิตยสารการ์ตูน แต่มันก็เกินไปที่จะมองว่าเป็นการ์ตูนจริงๆ พูดอีกอย่างคือมันใกล้เคียงกับนิยายที่มีภาพประกอบมากกว่า 

ประเภทเว็บตูนที่เรียกว่า ‘สตอรี่ตูน (story-toon)’ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักวาดการ์ตูนในช่วงนี้ กระแสนั้นเริ่มจากเธอ 

เนื้อหาที่ค่อนข้างจริงจังและแรงสำหรับการ์ตูนรักโรแมนติก ทำให้เธอเป็นหนึ่งในนักเขียนเพียงไม่กี่คนที่ได้รับความนิยมจากนักอ่านวัยยี่สิบถึงสามสิบปีมากกว่านักอ่านช่วงอายุสิบปี 

รวมถึงเธอยังเป็นนักเขียนที่ถูกลือไปต่างๆ นานา เนื่องจากไม่ค่อยปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะ ทั้งหมดที่รู้เกี่ยวกับเธอก็มีแค่นามปากกาที่มีชื่อว่าจองฮันกยอลกับรูปโปรไฟล์สมัยเข้าวงการใหม่ๆ เท่านั้น นอกจากนี้แล้วรูปนั้นยังเป็นรูปที่ถ่ายใบหน้าด้านข้าง แม้จะมีสายตาเฉียบคมแค่ไหนก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจดจำเธอได้  

แม้กระทั่งจะเห็นเธออยู่ตรงหน้า แจโอก็ยังคงสับสนอยู่ว่าใช่ตัวจริงหรือเปล่า ไม่ได้สงสัยแต่ว่าผลงานมักจะแสดงออกถึงตัวตนของนักเขียนอยู่แล้ว ซึ่งนักเขียนที่เขาพบเจอมาจนถึงตอนนี้ส่วนใหญ่แล้วให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับผลงานของตัวเอง ความรู้สึกที่แจโอได้รับหลังจากอ่านผลงานของนักเขียนที่ชื่อว่าจองฮันกยอลคือดุและเย็นชา แต่พอได้มาเจอจริงๆ แล้วก็รู้สึกตะลึงเพราะภาพลักษณ์ที่ดูสบายกว่าที่คิด 

“คือว่า...” 

นักเขียนจองเป็นคนเริ่มพูดก่อน 

“หัวหน้าบรรณาธิการจะมาตอนไหนเหรอคะ” 

“ครับ?” 

แจโองงว่าเธอหมายความว่าอะไร แต่แล้วก็รู้ตัวว่าตัวเองยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ถ้าเป็นเวลาปกติ เขาจะไม่ผิดพลาดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้เด็ดขาด 

“อ่า ขอโทษครับ ผมไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่...” 

เขารีบลุกขึ้นจากที่นั่ง ยื่นมือออกไปพร้อมกับแนะนำตัวเอง 

“ผมคังแจโอครับ ต่อจากนี้ผมจะดูแลงานของคุณนักเขียนครับ” 

“อะไรนะคะ ได้ยินมาว่าหัวหน้าบรรณาธิการจะเป็นผู้รับผิดชอบด้วยตัวเองนี่คะ...” 

นักเขียนจองยื่นมือออกมาพร้อมกับพูดเสียงค่อยด้วยใบหน้างุนงง แต่แล้วก็เข้าใจที่เขาพูดในทันทีและอุทานออกมาเล็กน้อย 

“อ๋อ คุณคือหัวหน้าบรรณาธิการใช่ไหมคะ ขอโทษค่ะ เพราะว่าคุณดูอายุน้อยกว่าที่คิดก็เลย...” 

“ผมเพิ่งทำงานสายนี้ได้ไม่นานน่ะครับ ยังไงทางเรายินดีอย่างยิ่งที่คุณนักเขียนจองมาที่นี่ครับ” 

“ไม่หรอกค่ะ ฉันต่างหากค่ะที่โชคดี” 

นักเขียนจองยิ้มอย่างเขินอายและหน้าแดง 

“ไม่ทราบว่าได้เอาภาพร่างมาไหมครับ” 

“อ๋อ ค่ะ แต่ไม่เยอะนะคะ” 

แจโอไล่ดูต้นฉบับที่เธอยื่นให้อย่างรวดเร็ว 

‘นี่มันสุดยอด’ 

ไม่มีอะไรที่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังสงสัยเรื่องที่ภาพลักษณ์ของเธอไม่เข้ากับผลงานของเธออยู่ เธอเขียนเรื่องแบบนี้ด้วยใบหน้าที่ดูไร้เดียงสาอย่างนั้นเหรอ 

“ไม่เลวเลยครับ แต่น่าจะต้องเขียนออกมาเยอะกว่านี้” 

แจโอส่งต้นฉบับคืนแล้วพูดต่อ 

“คิดว่าจะเริ่มตีพิมพ์เดือนหน้าครับ อ๋อ เดี๋ยวผมให้นามบัตรไว้นะครับ” 

นักเขียนจองรับนามบัตรที่แจโอยื่นให้ เธอจ้องมองมันสักพักแล้วจึงเอาโทรศัพท์ออกมากดเบอร์ 

“คุณยังไม่มีเบอร์ของฉันใช่ไหมคะ” 

เธอกดปุ่มโทรออกทันทีที่แจโอส่ายหน้า แจโอปิดโทรศัพท์หลังจากเช็คเบอร์โทรของนักเขียนจองที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ 

“ส่งภาพร่างได้ถึงเมื่อไหร่คะ” 

“หลังจากนี้ประมาณสองสัปดาห์ก็ได้ครับ” 

นักเขียนจองพยักหน้าแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ 

“ถ้าอย่างนั้นไว้เจอกันนะคะ” 

แจโอกลับมาที่ห้องทำงานหลังจากออกไปส่งเธอด้านนอก 

ในขณะที่กำลังทำความสะอาดห้องประชุมอยู่นั้น บรรณาธิการบริหารก็เข้ามาทักทาย 

“ประชุมเสร็จแล้วเหรอ” 

“ครับ” 

“เป็นยังไงบ้าง” 

“ยังไม่รู้เลยครับ ยังไม่เสร็จเลย” 

“ไม่ๆ” 

บรรณาธิการบริหารโบกมือแล้วแก้ไขคำพูด 

“ไม่ได้หมายถึงงาน หมายถึงตัวนักเขียนน่ะเป็นยังไงบ้าง” 

“อะไรกันครับ เพิ่งเจอกันครั้งแรกวันนี้เองนะครับ” 

แจโอบอกว่าก็ไม่ได้คุยอะไรเป็นพิเศษกับขมวดคิ้วเล็กน้อย 

“อ๋อ จะว่าไป” 

“หืม เป็นยังไง” 

ซักไซ้ไล่เลียงพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนรู้สึกกดดัน ทำให้แจโอต้องถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าวก่อนจะตอบ 

“ก็แค่คิดว่าดูไม่ค่อยเข้ากันกับผลงานตัวเองเท่าไหร่เลยครับ เรียกว่าสดใสดีไหมนะ” 

สิ่งที่เขาพูดทำให้บรรณธิการบริหารส่ายหัวไปมา 

แจโอมองดูบรรณาธิการบริหารที่ไม่ถามซอกแซกนู่นนี่เหมือนปกติ แต่กลับแสดงสีหน้าไม่พอใจ แล้วจึงเอียงคอด้วยความสงสัย 

“ทำไมเหรอครับ” 

“นายไม่ได้ยินข่าวลือเหรอ” 

“ข่าวลืออะไรครับ” 

บรรณาธิการบริหารหันไปดูให้แน่ใจว่าประตูห้องประชุมถูกปิดสนิทหรือเปล่า แล้วจึงลดเสียงต่ำลง 

“เธอเปลี่ยนผู้รับผิดชอบตั้งสามครั้งภายในระยะเวลาสองปี” 

“อ่า อย่างนั้นเหรอครับ” 

แล้วนั่นมันเป็นปัญหาตรงไหน แจโอตอบกลับไปเหมือนกับว่ามันไม่ได้สำคัญ แม้ว่าจะดูท่าทางเรื่องมากต่างจากที่เห็น แต่ก็ไม่มีนักเขียนคนไหนที่ไม่อ่อนไหวง่ายตอนที่เขียนต้นฉบับอยู่แล้ว 

“ไม่ถามเหตุผลหน่อยเหรอ” 

“ไม่ค่อยอยากรู้เท่าไหร่น่ะครับ” 

บรรณาธิการจิ๊ปากเบาๆ ราวกับรู้สึกไม่สนุก 

“ถ้าจะต่อสัญญากับที่มุนโฮก็ทำได้อยู่แล้ว แต่มันไม่แปลกเหรอที่เธอย้ายมาสำนักพิมพ์เล็กๆ แบบพวกเราน่ะ” 

“อ่า นั่นมันก็...” 

นึกไม่ถึงจริงๆ สำนักพิพม์มุนโฮมีขนาดใหญ่และมั่นคงซึ่งถือว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่ยอดเยี่ยมในวงการนี้ และมุนโฮนี่แหละที่ค้นพบและเปิดตัวนักเขียนที่มีนามว่าจองฮันกยอล เป็นบริษัทที่เธอสามารถเรียกได้ว่าเป็นบ้าน แต่เมื่อสัญญาสิ้นสุดลงเธอก็ย้ายทันที อาจจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับสำนึกพิมพ์ไพรม์ที่แจโอทำงานอยู่ แต่คงจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นที่พอใจสำหรับทางฝั่งมุนโฮ เพราะมันก็เหมือนกับการทรยศ 

“ไม่ใช่ว่าเงื่อนไขฝั่งเราดีกว่าเหรอครับ” 

บรรณาธิการบริหารส่ายหัว 

“พวกเราสู้มุนโฮได้ด้วยรึไง มันมีเหตุผลอย่างอื่นอีก” 

“อะไรล่ะครับ” 

บรรณาธิการบริหารยิ้มกว้างแล้วจึงเริ่มพูด เนื่องจากแจโอที่ดูไม่สนใจค่อยๆ กินเหยื่อและเริ่นสนใจขึ้นเล็กน้อย 

“ได้ยินมาว่าเธอมีความสัมพันธ์แบบนั้นกับพนักงานระดับล่างไปจนถึงหัวหน้าบรรณาธิการ เพราะฉะนั้นถึงจะอยากอยู่ต่อก็อยู่ไม่ได้ยังไงล่ะ” 

“โอ้” 

แจโออุทานอย่างนิ่งๆ เขาเองก็ประหลาดใจที่ผู้หญิงซึ่งคิดว่าไร้เดียงสาก่อเรื่องอื้อฉาวขนาดนั้น แต่ความจริงเรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาอยู่แล้ว 

เนื่องจากปฏิกิริยาตอบรับของแจโอไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้ บรรณาธิการบริหารจึงทำเสียง ‘ชิ’ แล้วบ่นพึมพำสั้นๆ เหมือนกับผิดหวัง 

“นายเองก็ระวังไว้แล้วกัน” 

“ผมไม่ใช่ผู้ชายง่ายๆ แบบนั้นนะครับ” 

เขาตบไหล่แจโอเบาๆ แล้วพยักหน้าให้กับคำปฏิเสธนั้น 

“แหม แต่ถ้าถอดเสื้อผ้าวิ่งเข้าหาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง ยังจะยากอยู่ไหมนะ” 

หลังจากพูดพร่ำทุกอย่างเสร็จ เขาก็ออกจากห้องประชุมไป 

แจโอพิจารณาดูอีกครั้งว่าห้องประชุมอยู่ในสภาพเรียบร้อยแล้วหรือยัง ก่อนจะกลับมาที่ของตัวเอง 

บนโต๊ะมีแผนงานของปกเดือนนี้วางอยู่แล้ว ในขณะที่กำลังตรวจสอบอย่างรวดเร็ว หางตาก็เหลือบไปเห็นชื่อที่คุ้นเคย ตัวเอกของข่าวฉาว นักเขียนจองฮันกยอล 

“อืม” 

แจโอนึกถึงใบหน้าของเธออีกครั้งแล้วเอียงหัวด้วยความสงสัย เธอสวยก็จริง แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าเธอเป็นตัวหลักของเรื่องอื้อฉาวที่น่าตกใจที่บรรณาธิการบริหารพูดถึง ถ้าไม่ได้เจอกับเธอด้วยตัวเอง เขาก็อาจจะเชื่อข่าวลือพวกนั้นอย่างง่ายดายก็ได้ 

‘เป็นผู้หญิงอันตรายอย่างนั้นเหรอ” 

อย่างไรก็ตามแจโอก็สลัดความคิดเกี่ยวกับนักเขียนจองทิ้งไปในทันที เขาไม่ได้มีเวลาว่างมาก้าวก่ายและขุดคุ้ยชีวิตส่วนตัวของนักเขียน แต่ถึงแม้ว่าจะมีเวลาเหลือ เขาก็ไม่ได้มีงานอดิเรกเป็นการนินทาผู้หญิงที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวเองอยู่แล้ว 

แจโอหยิบปากกาเมจิกสีแดงขึ้นมาจากที่ใส่ปากกา ในระหว่างที่ยุ่งกับการตรวจสอบแผนงานอยู่นั้น ความคิดไร้สาระเกี่ยวกับความสัมพันธ์เรื่องผู้ชายของนักเขียนจองก็หายวับไปจากหัวของเขา 

 

* * * 

ความคิดเห็น