Myriimmy

ลงเรือไหนก็เกาะเรือนั้นให้แน่นๆ นะคะ รัก <3

#คนโง่ของผม :: Episode 1 [UP 100%]

ชื่อตอน : #คนโง่ของผม :: Episode 1 [UP 100%]

คำค้น : คนโง่ของผม นานะคนโง่

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 440

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มิ.ย. 2562 09:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#คนโง่ของผม :: Episode 1 [UP 100%]
แบบอักษร

 

 

EPISODE 1 

 

ความรัก…มีคนได้ตั้งคำนิยามไว้มากมาย บ้างก็ว่า ความรักนั้นทำให้คนตาบอด ความรักคือการให้ หรือจะเป็น ความรักอยู่เหนื่อเหตุผลทั้งปวง… 

แต่สำหรับฉันแล้ว ความรักคือการยอม… 

หากคุณเคยรักใครโดยไม่มีเหตุผล คุณจะเข้าใจฉัน 

หากคุณยอมโง่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อแลกกับการที่ได้เห็นหน้า พูดคุย กอด จับมือ จูบ หรือแม้กระทั่งความสันธ์ทางกายกับผู้ชายหนึ่งที่คุณรักมากๆ ฉันคิดว่าคุณน่าจะเข้าใจ 

เรื่องทั้งหมด…มันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน หากไม่มีวันนั้น ฉันคงไม่ได้กลายเป็นคนโง่ให้คนทั่วไปตราหน้าว่าฉันเป็นปลิงเกาะผู้ชายกินไปวันๆ 

  

“เธอครับ เสร็จหรือยัง วันนี้เราเรียน 8 โมงนะ” เสียงทุ้มหนาของผู้ชายดังพร้อมกับเสียงฝีเท้าของร่างกำยำ ที่กำลังสับเท้าเข้ามาหาฉัน 

ฉันชะงักมือที่กำลังหวีผมยาวสลวยของตัวเองลง จ้องมองภาพสะท้อนของชายร่างสูง ที่สูงกว่าฉันเกือบ 30 เซนติเมตร เครื่องหน้าของเขามีสิ่งที่เรียกว่าความสมบูรณ์แบบปรากฏอยู่แทบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นดวงตาเรียวรีที่ไม่ว่าเขาจะกวาดมองไปทางไหน ก็สามารถทำให้ผู้หญิงทุกคนที่เห็นตกหลุมรักเขาได้ในเวลาไม่กี่วินาที หรือจะไม่เป็นจมูกที่โด่งเป็นสันรับกับปากอวบอิ่มสีชมพู โดยที่ไม่ต้องแต่งแต้มลิปสติกลงไปแม้แต่น้อย 

และผู้ชายคนนั้นก็คือ…แฟนของฉัน 

“เสร็จแล้วค่ะ” ฉันหันไปยิ้มให้เขา พร้อมเดินเข้าไปจัดคอปกเสื้อที่ไม่เข้ารูปให้ “แฟนใครน้า หล่อจังเลย” 

แฟนฉันคนนี้…ชอบคำชม เขาจะอารมณ์ดีและมั่นใจในตัวเองมากๆ ถ้าหากได้รับคำชมจากใครสักคน 

“แฟนเธอไงครับ…” สองแขนแกร่งสอดเข้าใต้วงแขนของฉันแล้วออกแรงรั้งเอวบางเข้าประชิดร่างกำยำ เขาโน้มหน้าลงมาจนใบหน้าของเราทั้งสองแทบจะไม่เหลือพื้นที่จะแมลงลอดผ่าน 

“ไหนลองพูดใหม่ชัดๆ สิคะ” 

“เมฆเป็นแฟนของนานะครับผม…” 

  

“นานะ! ทางนี้มึง” ฉันหันไปตามเสียงเรียกของเพื่อนสาว เห็นเธอกวักมือหยอยๆ เรียกฉันเข้าไปหา จึงไม่ลังเลที่จะก้าวเท้าไปหาเธอ 

“หนิง ทำไมมานั่งตรงนี้ล่ะ” ปกติแล้วทันทีที่กลุ่มฉันมาถึงมอ ก่อนจะเข้าเรียนเราะไปนั่งขลุกที่ม้านั่งใต้ถุนคณะกัน แต่วันนี้หนิง กลับมานั่งอยู่บริเวณหน้าตึกคนเดียว ปกติเพื่อนฉันคนนี้จะไม่ค่อยไปไหนมาไหนคนเดียวนะ 

“เมฆมาส่งเหรอ” คำถามของหนิงทำฉันงงเล็กน้อย มันก็เป็นปกติอยู่แล้วที่เมฆจะมาส่งฉัน แถมเธอยังเลี่ยงที่จะตอบคำถามของฉันด้วย 

“ใช่ หนิงถามทำไมเหรอ” ไม่ได้ข้องใจอะไรหรอก แต่ฉันเป็นคนที่พูดไม่เก่งเท่าไหร่นัก จึงไม่รู้จะพูดอะไรกับเธอต่อดี 

เหมือนว่าคำถามครั้งนี้ของฉันจะสร้างความไม่พอใจให้เพื่อนสาวฉันนิดหนึ่งล่ะมั้ง…นะ 

หากมองอีกมุมหนึ่งก็คงคิดว่าฉันจะด่าเธอกรายๆ ว่าเสือก 

แต่ฉันเปล่านะ เจตนาของฉันมันตรงกันข้ามกันเลยแหละ 

“กูถามหน่อยไม่ได้ไงวะ” หนิงดูฟึดฟัด ท่าทางดูร้อนรนแปลกๆ ฉันโง่อะ ไม่รู้หรอกว่าหนิงกำลังคิดอะไรอยู่ 

“ถามได้สิ เราไม่ได้ว่าหนิงเสือกนะ เราแค่ไม่รู้จะพูดอะไรก็เท่านั้น” หลายคนรู้จักฉันในนามของ ‘แม่พระนานะ’ ฉันก็ไม่รู้เหมือนนะว่าทำไมทุกคนต่างตั้งฉายานี้ให้แก่ฉัน แต่ว่ามันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ฉันจึงปล่อยให้ทุกคนเรียกฉายานั้นต่อไป 

“ร้อนตัวเหรอมึง กูก็ไม่ได้คิดแบบนั้นมะ” หนิงเธอเป็นคนตัวสูง หน้าตาดูเหวี่ยง และเป็นคนโผงผาง ซึ่งฉันกับเธอคาแรคเตอร์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทว่าก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ 

“เราว่าไปหาเพื่อนกันเถอะ” ฉันคิดว่าเพื่อนๆ คงสงสัยแย่เลยว่าหนิงหายไปไหนตั้งนานสองนาน 

“มึงไปก่อนเลย เดี๋ยวกูไปหาอิ่มก่อน เดี๋ยวตามไป” 

จะตามมาทันเหรอหนิง? อีก 15 นาทีก็เข้าเรียนวิชาแรกแล้วไม่เหรอไง อืม… 

ก็แค่เป็นสิ่งที่ฉันคิดในใจแต่ก็ไม่พูดออกไป ฉันเพียงแค่ยิ้มตอบเพื่อนสาวไปเท่านั้น 

คนที่ชื่ออิ่ม ก็คือน้องชายต่างพ่อของหนิงน่ะ ฉันไม่รู้ว่าสองคนนี้เป็นพี่น้องที่สนิทกันขนาดไหน แต่ว่าเห็นหนิงชอบปลีกตัวไปหาอิ่มตลอดเลย ฉันก็เลยเดาว่าสองคนนี้น่าจะสนิทกันพอตัว 

อิ่มนี่อยู่คณะอะไรนะ? นิเทศฯ ใช่ไหมนะ อืม…คณะเดียวกับเมฆเลยนี่นา 

ไว้ว่างๆ ตอนที่หนิงขอปลีกตัวไปหาอิ่มอีก ฉันจะขอตามไปด้วยแล้วกัน อยากไปเจอเมฆน่ะ 

ฉันไม่ได้ตอบอะไรหนิงกลับไปหรอก แค่โบกมือบ๊ายบาย แล้วหันหลังเดินต่อเท่านั้นเองอะ 

ฉันไม่ได้มีหนิงเป็นเพื่อนคนเดียวนะคะ อย่างที่บอกไปว่าฉันมีกลุ่มเพื่อน ซึ่งรวมหนิงเข้าไปด้วยนะ ฉันไม่ได้สนิทกับคนในกลุ่มเป็นพิเศษหรอก 

“แม่พระมาแล้วโว๊ย” อ่า…เสียงใหญ่ๆ ที่ตะโกนออกมาคนแรกทันทีที่เห็นฉันเดินเข้ามาก็คือ ‘บลู’ คนในกลุ่มต่างเรียกเขาว่า ‘บลูเบอร์รี่’ หรือไม่ก็ ‘เบอร์รี่’ กัน 

“ตะโกนทำไมวะ หนวกหู” เสียงดุๆ นี่เป็นของอาหมวยของกลุ่มนั่นก็คือ ‘จิ๋ว’ เธอเป็นลูกครึ่งจีน ได้อิทธิจากฝั่งนั้นมาเต็มๆ เลยล่ะ เพราะหน้าตาของเธอนั้นหมวยสุดๆ 

สองคนนี้เรียกได้ว่าเป็นคู่กัดกันตลอดกาล ตั้งแต่ปี 1 ยันจนถึงปัจจุบัน แต่ว่านะถึงจะเป็นคู่กัดกัน แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นสองคนนี้ทะเลาะกันรุนแรงสักครั้งเลย เป็นเพราะอะไรกันนะ 

“ไม่ยุ่งสักเรื่องได้ปะล่ะครับ” นั่นไง บอกแล้วว่าเป็นคู่กัดกัน 

“พวกมึงพอ กูรำคาญ” อ่า…ฉันคิดเหมือน ‘เป้’ เลย “เออ นานะ มึงเห็นไอ้หนิงมันเปล่า เห็นอยู่ๆ ก็เดินออกไปเลย ทิ้งกระเป๋าไว้นี่” 

“อ้อ…เจออยู่หน้าตึกอะ เห็นว่าไปหาอิ่ม” ฉันเลือกที่จะนั่งลงข้างๆ ‘ดิม’ เขาเป็นสุดท้ายในกลุ่มที่ฉันนำเสนอ ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่หรอก แถมเรียนกันคนละเซคด้วย เพื่อนเป้เขาน่ะ พึ่งเข้ามาตอนต้นเทอมนี่เอง 

“อีกล่ะ อีนี่ มันมีซัมติงอะไรกับน้องชายมันเปล่าวะ” ประเด็นเรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมานานในกลุ่มของเราแล้วล่ะ แต่ก็ไม่ถูกไขให้กระจ่างสักทีน่ะนะ 

“โอ๊ย มึงนี่ขี้เสือกไม่เลิกว่ะ นี่แหละนิสัยผู้หญิง กูไม่แปลกใจเลยนะ ว่าทำไมมึงไม่มีแฟนสักที” อ่า…เราว่าเบอร์รี่ต่อว่าอาหมวยของกลุ่มได้อย่างเจ็บแสบเลยนะ 

“กูไปไม่มีแฟนแล้วหนักหัวมึงเหรอไง อีสตอว์เบอร์รี่” เอาล่ะ ดูเหมือนว่าเพื่อนสองคนนี้กำลังเริ่มทะเลาะกันอีกแล้ว ฉันได้แต่มองพวกเขาสองคนต่อปากต่อคำกันไปอย่างยิ้มๆ 

“แม่พระ จัดการหน่อย กูรำคาญว่ะ” เป้บุ้ยปากไปทางจิ๋วกับบลูที่ทะเลาะกันอยู่ ฉันคิดว่าเป้ก็คงหน่ายที่จะพูด เลยโยนภาระมาไว้ที่ฉันแทน 

ไม่ไหวเลยนะ… 

“เป้ เป้คิดว่าถ้าเราอยากตัดชื่อสักคนสองคนออกจากกลุ่มรายงานของอาจารย์มนตรี เป้คิดว่าเราควรเลือกใครดี?” ฮ่า…ได้ผลล่ะ สองคนนั้นเลิกตบตีกันแล้วหันมาสนใจฉันเป็นตาเดียว จิ๋วอ้าปากข้างเลย ส่วนเบอร์รี่ก็ทำหน้างงงวยออกมาอย่างชัดเจน ฉันยักคิ้วให้พวกเขาหนึ่งที 

“ไม่รู้สิ แต่กูคิดว่าไอ้ตัวป่วนที่ชอบทำให้น่ารำคาญนี่น่าจะตัดออกไปนะ” 

เบอร์รี่และอาหมวย “…” 

  

ช่วงพักเที่ยงฉันมีนัดทานข้าวกับเมฆ ทำให้ฉันต้องปลีกตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อน เขาทำหน้าที่แฟนที่ดี คอยมารับมาส่งฉันเสมอ แม้กระทั่งเวลานี้…เขามารับฉันไปทานข้าวด้วย 

เมฆ เมฆา คนคนนี้รูปหล่อ สูงยาวเข่าดี แถมรวยอีกต่างหาก ในสายตาของคนภายนอกเขาเป็นผู้ชายที่ดูอบอุ่น ทำให้ไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่ที่เมฆจะเป็นที่หมายปองของสาวๆ 

ฉันไม่หึงหวงเขาหรอก เพราะฉันเลยคำคำนั้นมาแล้วล่ะนะ 

“วันนี้เธออยากกินอะไรดี?” ตอนนี้เมฆกำลังขับรถพาฉันไปหาทานข้าวเที่ยง ฉันหันไปมองเขา เห็นท่าทางตอนเขาขับรถ บวกกับแสงแดดยามเที่ยงส่องมากระทบผิวเนียนใสของเมฆ มันทำให้ฉันรู้สึกใจคอไม่ดียังไงชอบกล 

“เราอยากกินทุกอย่างเลย” ก็เพราะว่าตอนนี้ฉันหิวมากๆ เลย แทบจะกินช้างได้ทั้งตัว หลายคนบอกว่าฉันเป็นคนหุ่นดี แต่ฉันอยากบอกว่าใต้ความหุ่นดีของทุกคนนั้นมีไขมันซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าค่ะ 

“งั้นกินเราไหม…” ยามเมื่อเมฆจับพวงมาลัยรถแล้วสนใจถนนตรงหน้ายิ่งเท่บาดใจแล้ว พอมาตอนที่เขาหันหน้ามาสบตากลับฉันในขณะที่กำลังขับรถอยู่นั้น ยิ่งทำให้หัวใจฉันถูกชำแหละจนไม่เหลือชิ้นดี โดยน้ำมือของเมฆ… 

“พ…พอเลย หันหน้ากลับไปมองถนนเลยนะ คนบ้า” ฮือ ฉันเกลียดตัวเองที่เผลอกลืนน้ำลายหลังจากพูดจบ 

เมฆพาฉันมาทานข้าวที่ร้านอาหารในห้าง เป็นร้านประจำที่เรามักมาทานกันที่นี่ เมื่อสั่งอาหารเสร็จแล้วมันก็จะมีช่วงเวลาที่นั่งรออาหารมาเสิร์ฟใช่ไหมล่ะ เพราะงั้นมันก็อดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไอจีเล่นอ่า 

เมฆก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ 

ฉันกดไลค์รูปให้เพื่อนหลายคน รูปที่แต่ละคนที่ลงก็คงไม่เว้นรูปของตัวเอง ไอจีของฉันตั้งไพรเวทไว้เพราะนานะคนนี้ค่อนข้างรักสงบ 

มีรูปหนึ่งสะดุดตาฉันมากเลยล่ะ เป็นรูปมือของคนสองคนกำลังสอดประสานกันอย่างแนบแน่น พร้อมกับแคปชั่น ‘You’re mine <3’ หวานแหววมากเลย ดูยังไงก็รู้ว่าทั้งสองต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ฉันระบายยิ้มออกมาที่มุมปาก เมื่อเห็นว่าหนิงเป็นคนลงรูปนี้เมื่อ 2 ชั่วโมงก่อน 

ระหว่างนั้นก็มีพนักงานเสิร์ฟมาเสิร์ฟอาหารพอดี ทำให้ฉันต้องละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ ก่อนที่มือจะกดปิดหน้าจอไปโดยอัตโนมัติ 

“วันนี้เธอเจอหนิงเพื่อนเราไหมอะ เห็นเธอบอกว่าจะไปหาอิ่ม น้องชายของเธอ” อยากรู้จากใจจริง เพราะหนิงไปคณะของเมฆบ่อยมากเลย มันจะมีจังหวะโลกกลมมากพอที่จะให้สองคนนี้เจอกันบ่อยสักแค่ไหนกันนะ? 

“…วันนี้ไม่เจอ ไอ้อิ่มก็ไม่เจอนะ” คำตอบของเมฆทำฉันระบายยิ้มออกมา ก่อนจะกลับไปสนใจอาหารที่อยู่ตรงหน้าต่อ “เธอถามทำไม” 

“เราอยากรู้เฉยๆ” ไม่ได้เงยหน้าไปมองแฟนตัวเองหรอก แต่กำลังตั้งใจทานข้าว หิวอยู่ รู้ไหมเมฆ “เห็นหนิงไปหาอิ่มบ่อยมาก เราแค่อยากรู้ว่าสองคนนั้นเป็นพี่น้องที่สนิทกันถึงขั้นไหน?” 

“ไม่รู้สิ ไม่ได้สนิทกับไอ้อิ่มสักเท่าไหร่” อิ่มกับเมฆเป็นเพียงรุ่นพี่รุ่นน้องที่รู้จักกันแบบผิวเผิน ฉันเข้าใจในส่วนนี้ แต่หนิงกับเมฆเนี่ยสิ ไม่สนิทกันเลย เพราะต่อหน้าฉันก็ไม่เคยเห็นสองคนนั้นพูดคุยกันสักที 

“เหรอๆ ไม่เป็นไรหรอก แค่อยากรู้เรื่องของเพื่อนเฉยๆ น่ะ เธอกินข้าวเถอะ” 

“อยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะเรา” เมฆเอื้อมมือจากอีกฝั่งมายีหัวฉันอย่างหมั่นเขี้ยว ง่ะ ทำแบบนี้ผมฉันที่อุตส่าห์บรรจงหวีมาเมื่อเช้าก็ยุ่งหมดสิ 

“คนอื่นที่ไหน สนิทกันทั้งนั้น” ฉันไม่ได้พูดเสียงดังมากมาย ไม่แปลกที่เมฆจะไม่ได้ยิน ประมาณว่าพึมพำคนเดียวทำนองนั้น 

ช่วงบ่ายนี้อาจารย์ยกคลาส เมื่อว่างแล้วไม่ได้ไหน ทางเลือกทุดท้ายคือต้องกลับห้อง เมฆไม่ได้มาส่งหรอกเพราะเขามีเรียนต่อ ฉันอาศัยอยู่ที่คอนโดคนเดียว มีบ้างที่เมฆจะมาค้างด้วย เพราะงั้นจึงมีข้าวของของเมฆอยู่ในห้องของฉันเต็มไปหมด 

ก็เรา…คบกันมาเกือบ 2 ปีแล้ว 

ชีวิตของฉันในคอนโดก็ไม่มีอะไรมากหรอก นอกจากกินนอนแล้วก็เล่นกับแมว ฮ่า…ล้อเล้นน่ะ ครอบครัวฉันตั้งความหวังกับฉันค่อนข้างสูง ทำให้ฉันต้องรักษาผลการเรียนให้ดีอยู่เสมอ เพราะงั้นเกือบทุกวันหลังเลิกเรียนแล้ว ฉันจะกลับมาทบทวนแลคเชอร์ที่จดเอาไว้ ทำแบบนี้ทุกวันพอตอนใกล้สอบ ฉันก็จะได้ไม่ต้องไปอดหลับอดนอนอ่านหนังสือ สบายกว่าตั้งเยอะเห็นไหม 

“มินนี่ มาหาแม่เร็ว เหมี๊ยวๆ” สายตาพลางสอดส่องหาเจ้าแมวอ้วนของฉัน แต่ก็ไม่ยักเห็นว่านางจะเดินมาหา งั้น… “มาหม่ำๆ เร็ว” 

เหมี๊ยว 

นั่นไง ไม่ทันขาดคำ มินนี่ต้องเอาของกินมาล่อตลอดเลย ถ้าเมื่อไหร่ที่แมวอ้วนตัวนี้ได้ยินคีย์เวิร์ดว่า ‘หม่ำๆ’ เมื่อไหร่ มันจะหางชี้และรีบวิ่งมาทางเจ้าของเสียงทันที 

เรื่องกินเรื่องใหญ่ค่ะ (มินนี่ไม่ได้กล่าว) 

ฉันยกแมวอ้วนมากอด ฟัดจนหนำใจก็ปล่อยให้นางกินอาหารสำหรับแมวต่อ ส่วนฉันก็ไปนั่งที่โต๊ะทำงาน ได้เวลาอ่านหนังสือแล้วนานะ! 

ใช้เวลาอ่านหนังสือจนถึงบ่ายสามโมง เพราะหน้าจอโทรศัพท์ที่วางไว้ใกล้ๆ สว่างวาบขึ้นมา ทำให้สายตาของฉันต้องเสไปมองอย่างช่วยไม่ได้ 

เป็นแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชตสีเขียวน่ะ แฟนฉันทักมาแหละ 

  

เธอของเรา 

คนสวยกินอะไรไหม เดี๋ยวเราเข้าไปตอนเย็นๆ 

 

เราอยากกินถั่วแระเซเว่น 

เวฟมาด้วยนะ 

 

เธอของเรา 

กินอีกและ เดี๋ยวก็อ้วน 

 

กินถั่วแระไม่อ้วนสักหน่อย 

เธออย่ามามั่ว 

 

เธอของเรา 

55555555555 

โอเคครับๆ 

  

สิ้นสุดข้อความของเมฆ ฉันก็มานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียว พอคิดว่าอีกสองเดือนจะครบรอบ 2 ปีของเรา ฉันก็ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ 

เข้าปีที่สองแล้ว…ฉันจะให้อะไรเมฆดี 

ปีที่แล้วเมฆให้ของขวัญสุดพิเศษของฉัน ก็คือมินนี่… เขาให้แมวพันธ์สก็อตติชโฟลด์ ตอนแรกฉันไม่ได้อยากเลี้ยงสัตว์สักเท่าไหร่ เพราะคิดว่าตัวเองคงเลี้ยงมันได้ไม่ดีพอ ถ้าเกิดมันตายขึ้นมา ฉันจะทำยังไง

แต่ก็ทนความน่ารักน่าชังของแมวตัวนี้ไม่ไหว มารู้ตัวอีกทีตอนนี้นางกลายเป็นแมวอ้วนไปแล้วค่ะ

“มินนี่ หันมาหาแม่เร็ว” ฉันกำลังเล่นกับแมวอ้วนแก้เหงาอยู่น่ะ ตอนนี้ฉันกำลังใช้ความพยายามของตัวเองในการจับเจ้ามินนี่ให้นั่งเฉยๆ เพื่อจะได้ถ่ายนางลงสตอรี่ไอจี

เป็นเรื่องปกติของฉันในการอวดมินนี่ลงไอจี ก็แหม…มีแมวน่ารักมันก็ต้องอวดเป็นธรรมดา ทำให้ในไอจีฉันส่วนใหญ่มีแต่รูปเจ้ามินนี่ซะส่วนใหญ่

‘Ning_mlk’

ไม่รู้ทำไมฉันถึงต้องไปส่องไอจีของเพื่อนสาวคนนี้ด้วย ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนใจยังข้องระคนสงสัยกับรูปล่าสุดที่หนิงลงยังไงไม่รู้แฮะ

แต่ว่า…เธอกลับลบรูปนั้นไปแล้ว อะไรอ่า…ลบทำไม

ฉันเลือกที่จะกดไดเร็คข้อความไปหาเพื่อนสาวคนนี้ เราค่อนข้างสนิทกันในช่วงสามเดือนที่แล้ว แต่ตอนนี้ไม่รู้ทำไมเรากลับไม่สนิทกันเหมือนเดิม

 

หนิง ทำไมลบรูปจับมือล่ะ น่ารักออก 

ใครเหรอ? 

  

นานะคนนี้ไม่ได้เป็นคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเท่าไหร่ แต่ก็อยากรู้ความเป็นไปของเพื่อนสนิท เมื่อก่อนหนิงชอบใคร ฉันจะรู้ตลอดเพราะเธอชอบเอาเรื่องของเธอมาเล่าให้ฉันฟังเสมอ ตัวฉันนี่ก็เป็นผู้ฟังที่ดีด้วยสิ

หนิงยังไม่ได้ตอบในทันที ฉันจึงวางโทรศัพท์ลงแล้วไปทำอาหารรอเมฆมาหาดีกว่า เมฆเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย อะไรที่ฉันทำให้เขาทานเขาก็มักบอกว่ามันอร่อยเสมอ แฟนฉันเป็นคนปากหวาน

ฉันเลือกที่จะทำเมนูโปรดของเขาคือไข่น้ำ แล้วก็ผัดกะเพรากุ้ง ตามด้วยไข่ดาวอีกสองฟอง เนี่ยแหละครบสูตรเด็ดนานะแม่พระเลย

ล่วงเลยไปเกือบชั่วโมงกว่า อาหารที่ฉันบรรจงทำก็ออกมาเสร็จสมบูรณ์ พอเหมาะพอเจาะกับเสียงออดก็ดังขึ้นทันที

ติ๊งหน่อง ติ๊งหน่อง

ใครกันนะ?

เมื่อฉันเปิดประตูก็พบร่างสูงในชุดนักศึกษาที่ไม่เรียบร้อย ความสูงที่ต่างกันทำให้ระดับสายตาฉันอยู่ไหปลาร้าของเขา กระดูดที่นูนออกมาตามผิวหนังกับความสว่างออร่าของผิวกายของผู้ชายคนนี้ช่างน่าหลงใหล เพราะผิวเขาขาวมากเกินไป รอยแดงต่างๆ จึงเห็นได้ชัดกว่าคนปกติ

ยุงตัวไหนกัดแฟนของฉัน ทำไมถึงมีแดงหลายจุดขนาดนี้…ทีหลังฉันต้องให้เมฆพกยากันยุงไว้แล้วล่ะ เพราะยุงสมัยนี้มันไม่ได้ออกล่าแค่ตอนกลางคืนแล้ว ตอนกลางวันมันก็ไม่เว้น 

“มาแล้วเหรอเธอ เรารอตั้งนาน…” เปิดประตูกว้างจนเขาโผเข้ามากอดฉันแน่น กลิ่นตัวเขากลิ่นที่คุ้นเคย ผสมปนเปกับกลิ่นน้ำหอมของคนอื่น ได้กลิ่นแบบนี้จนชินไปแล้ว…

“ไปหาซื้อของขวัญวันครบรอบ 2 ปีให้เธออยู่ไง” คำตอบของเมฆทำให้ก้อนเนื้อใต้อกดีดดิ้น แฟนฉันคนนี้ความจำดีเลิศ เขาไม่เคยลืมวันสำคัญของเราเลย แต่ว่ามันเร็วไปสองเดือนนะที่รัก

“รีบทำไม อีกตั้ง 2 เดือน” มุมปากฉันทั้งสองข้างฉีกยิ้ม เช่นเดียวกับเมฆ รอยยิ้มของเขาที่ยิ้มมาให้ฉันยังอบอุ่นเสมอ เมื่อสายตาจอดจ้องที่นัยน์ตาของเขา ฉันเห็นเงาสะท้อนของตัวเองอยู่ข้างในนั้น…

“ไม่มีคำว่าเร็วไปสำหรับความรักหรอก” ฉันบอกแล้วไงว่าแฟนฉันนั้นเป็นคนปากหวาน สิ้นเสียงเอื้อนเอ่ย เมฆก็หยิบกล่องกำมะหยี่แดงออกมาจากแจ็กเก็ตตัวโปรดของเขา สร้อยทองคำขาวที่มีจี้รูปดาวเล็กๆ ถูกห้อยค้องคอฉันโดยฝีมือของเมฆ

บ้าไปแล้ว…ฉันกำลังจะบ้า

หัวใจของฉันมันเต้นระรัวดีดดิ้นจนฉันต้องใช้มือของตัวเองจับที่กลางอกของตัวเอง ไม่ว่าเมื่อไหร่เมฆก็มีเรื่องเซอร์ไพรซ์ฉันเสมอเลย

ฉันก้มลงมองจี้รูปดาวที่ห้อยอยู่บนคอ เมื่อสังเกตดีๆ มีเพชรเม็ดเล็กๆ ที่ถูกเจียระไนมาอย่างดีประดับอยู่ด้วย ฉันคิดว่าสร้อยเส้นนี้คงราคาแพงมาก แต่คนอย่างเมฆจะซื้ออีกสักสิบเส้น ขนหน้าแข็งเขาก็ไม่ล่วง…ใช่ไหมเมฆ

“ชอบไหม” เสียงทุ้มเอ่ยถาม ฉันเงยหน้ายิ้มกว้างให้เขาแล้วพยักหน้าขึ้นลง

แฟนให้ของขวัญครบรอบ…ทำไมฉันจะไม่ชอบ

“ขอบคุณนะคะ…” ฉันพูดเสียงเบา “ไปทานข้าวกันไหม เราทำของโปรดเมฆไว้น่ะ”

“อืม เอาสิ”

เราสองคนรับประทานอาหารใต้แสงเทียน…คู่ของเราค่อนข้างที่จะเป็นคู่รักที่มีมุมโรแมนติกเยอะมาก แฟนฉันคนนี้เป็นคนอบอุ่นและเอาใจใส่เสมอ ส่วนฉันก็ตอบแทนความน่ารักของเขาด้วยการไม่งี่เง่า เราไม่เคยทะเลาะกันรุนแรงสักทีเลยล่ะ อย่างมากแค่งอนแล้วง้อกันเท่านั้นเอง

ชีวิตคู่ของเราดำเนินมา 1 ปี 10 เดือนแล้ว เมื่อสามปีก่อนฉันยัง…

“เธอ วันนี้คงไม่ได้ค้างด้วยนะ” เสียงของเมฆเรียกสติของฉัน ที่กำลังหวนย้อนนึกถึงอดีต เราทานข้าวเสร็จแล้ว และฉันกำลังล้างจาน ส่วนเมฆมากอดฉันตอนไหนก็ไม่รู้

“ค่ะ” ตอบรับแค่นั้น ไม่มีการถามเซ้าซี้ เมฆชอบแบบนี้

“ไม่ถามหน่อยเหรอ?” คนบ้า อยู่ๆ ก็มาขโมยหอมแก้ม เล่นทีเผลอแบบนี้ ฉันแอบสะดุ้งไปหนึ่งทีด้วยแหละ ไม่รู้เมฆจะรู้หรือเปล่า

“แล้ว…เธอไปไหนล่ะ” คนเป็นแฟนกันย่อมอยากรู้เหตุผลอยู่แล้วว่าทำไมเขาถึงไม่ค้างด้วยกันวันนี้ แต่อย่างที่ฉันบอกไปนั่นแหละ ถ้าเมฆอยากบอก เขาคงบอกเอง…

“วันนี้เราต้องไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านนะ อยากพาเธอไปด้วยจัง ไปไหมล่ะ” พูดถึงเรื่องพ่อแม่ ฉันเคยเจอท่านทั้งสองอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นมันเป็นเรื่องบังเอิญน่ะ กระอักกระอ่วนมากเลย ฉันทำตัวไม่ถูกเท่าไหร่ คาแรคเตอร์ของท่านทั้งสองดูเป็นคนที่สง่า แค่ชายตามองฉันที ขนอ่อนในร่างกายฉันก็พาลุกฮือ น่ากลัวมากเลย…

เขาพูดแบบนี้มาร้อยครั้งจะได้แล้ว คำเชิญชวนของเมฆ ไม่ได้แปลว่าฉันสามารถไปที่บ้านเขาได้หรอก “ไม่ล่ะ เราไม่อยากโดนแม่ของเมฆฆ่าด้วยสายตา”

“เธอก็พูดไป…แม่เราใจดีจะตาย”

จุ๊บ!

พ่อคุณทูนหัวพูดจบก็จุ๊บแก้มฉันหนึ่งทีก่อนจะผละออกไป ส่วนฉันก็หัวหมุนสิ โดนจู่โจมหลายครั้งแบบนี้ ก็เขินเป็นนะ…

ก่อนที่เมฆจะไปนั้น… “เดี๋ยวเมฆ…”

ฉันควรพูดออกไปดีไหมนะ ถ้าพูดออกไปแล้ว เมฆจะหาว่าฉันจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่องหรือเปล่า แต่ว่า…ฉันเป็นห่วงแฟนของฉันหนิ

“ทีหลังอย่าไปเข้าใกล้พื้นที่ยุงชุมนะคะ คอแดงไปหมด”

“…” เมฆก้มมองไปที่คอตัวเองโดยอัตโนมัติ คงจะทุลักทุเลหน่อย เพราะใครกันจะก้มมองแล้วเห็นคอตัวเองล่ะ จริงไหม?

รุกรี้รุกรนเชียวแฟนฉัน

“ก่อนไปมาให้เราทายาให้ก่อนเร็ว” 

เช้าวันต่อมา

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ได้แย่สุดๆ ปกติฉันไม่ได้เป็นคนที่นอนตื่นสายเลย แต่ทำไมวันนี้ถึงตื่นสายได้ก็ไม่รู้ มันทำให้กิจวัตรในตอนเช้าของฉันวุ่นวายและจำเป็นต้องกระชับเวลามากขึ้น เพื่อให้ทันไปมอในวันนี้

วันนี้ฉันต้องไปกลับเองโดยไม่มีคนมารับ เพราะเมฆเขาบอกว่าไปบ้านพ่อกับแม่ของเขาที่อยู่จังหวัดปริมณทลประมาณ 3 วัน นั่นก็แสดงว่าฉันจะไม่ได้เจอหน้าแฟนสุดที่รักของฉันเลยน่ะสิ เศร้าจัง

“มินนี่คะ เดี๋ยวแม่มานะ” ก่อนออกจากห้องฉันไม่ลืมที่จะกล่าวลาเจ้าแมวอ้วนที่กำลังนั่งทำหน้าเหม็นอึบนคอนโดแมว หมั่นเขี้ยวจัง…ขอไปฟัดให้หายอยาก

เหมี๊ยววว

แมวอ้วนครางอย่างขัดใจ ก่อนที่ฉันจะผละออกแล้วลูบหัวนางสองที น้ำ อาหาร มีให้ครบ แม่หวังว่าลูกแม่จะไม่ทำลายข้าวของนะ…

ฉันลงลิฟต์ของคอนโดมาที่โรงจอดรถมอเตอร์ไซค์ ขึ้นคร่อมรถคันใหญ่ตัวเก่ง เสียบกุญแจแล้วสตาร์ทรถ เสียงของเครื่องยนต์ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ โชคดีนะ ตอนนี้ไม่มีคนอยู่ชั้นนี้ด้วย ไม่งั้นฉันต้องตกเป็นเป้าสายตาแน่ๆ

ผู้หญิงตัวเล็กๆ ร่างกายดูบอบบาง จะไปเหมากับช็อปเปอร์คันใหญ่ได้ยังไงล่ะว่าไหม?

เพราะฉันรู้ว่าอากาศประเทศนี้เป็นยังไง จึงไม่ลืมที่จะหยิบเสื้อแขนยาวมาด้วย หมวกกันน็อคก็พร้อม ตอนนี้ฉันพร้อมออกเดินทางแล้วล่ะ

พอขี่มอเตอร์ไซค์ไปมหา’ลัย ฉันรู้สึกว่ามันเร็วกว่าการนั่งรถยนต์อีก ความจริงแล้วพ่อกับแม่ของฉันท่านต่อต้านการขี่รถมอเตอร์ไซค์ของฉันมากๆ ตอนนั้นฉันกำลังจะจบม.6 ด้วยความวัยรุ่นเลือดร้อนแรง จึงขอให้พ่อซื้อช็อปเปอร์ให้ เพื่อแลกกับการสอบเข้ามหา’ลัย (ที่ฉันเรียนอยู่ตอนนี้) ให้ติด ตอนแรกพ่อก็ไม่ยอมท่าเดียว แต่ลูกสาวคนเดียวของบ้าน ใครจะกล้าขัดใจ สุดท้ายแล้วฉันก็สอบเข้ามหา’ลัยที่ครอบครัวอยากให้เข้าได้ ดังนั้นพ่อฉันจึงจำเป็นที่จะต้องรักษาสัญญา

ไม่บ่อยเท่าไหร่ที่ฉันจะเอาช็อปเปอร์คันนี้มาขี่ ก็แบบว่ามีคนรับส่งตลอด ก็ไม่จำเป็นต้องขับเองใช่ไหมล่ะ ที่สำคัญเมฆไม่ค่อยชอบให้ฉันขี่มันเท่าไหร่นัก ทำไมกันนะ ทำไมทุกคนถึงไม่ชอบให้ฉันขี่ช็อปเปอร์ ฉันคิดว่ามันก็ไม่ได้อันตรายขนาดนั้นนะ

เมื่อฉันมาถึงมหา’ลัย ทุกคนที่อยู่บริเวณลานจอดรถ ต่างใช้สายตาจับจ้องมาที่ฉัน ฉันแอบเขินนิดหน่อย เอ่อ…ไม่ได้แอบแล้วล่ะ เขินเลยแหละ ฉันจึงกระชับเวลาในการใช้เวลาในลานจอดรถให้เร็วขึ้น แล้วรีบเดินไปหาเพื่อนๆ ที่นั่งรออยู่ที่เดิม ที่ประจำของเรา

“ทำไมวันนี้มาเอง เอารถไรมา” มาถึงไม่ทันที่ก้นจะติดเก้าอี้ หนิงเพื่อนรักก็ซักกันซะเปลื่อย ฉันวางหมวกกันน็อคใบใหญ่ให้เธอเห็น หนิงเลิกคิ้วขึ้นแล้วพยักหน้าสองที

“เบอร์รี่ไปไหนล่ะ” ฉันถามพลางสอดส่องส่ายตาหาบลู ปกติเขาต้องมานั่งกัดกับจิ๋ว แต่วันนี้พอไม่มีเบอร์รี่ กลุ่มเราก็เงียบสงบแบบที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นมาก่อน

“แสดงว่าไม่ได้อ่านแชตกลุ่ม” อะไรกัน ถามนิดถามหน่อยถึงเบอร์รี่ไม่ได้เลย จิ๋วออกโรงแซะฉันซะงั้น สองคนนี้แฮฟซัมติงรองแน่ๆ เลยอะ คิดเหมือนกันไหม

“โทษที เรามัวแต่อ่านหนังสือ”

“ไอ้บลูมันไปหาหมอ กระดูกเท้ามันร้าว ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนของมัน” เป้เป็นคนตอบคำถามนี้ของฉัน จะว่าไปแล้วดิมก็หายไปด้วย ปกติถ้าเป้อยู่ ดิมก็จะอยู่ สองคนนี้ตัวติดกันอย่างกับตังเม

แต่ว่าฉันไม่ได้ถามถึงดิมหรอก คิดว่าฉันไม่ได้อยู่ในจุดที่จะไปถามหาถึงเขาได้ ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นอะเนอะ

“อ้าว แล้วเบอร์รี่ไม่ได้เป็นไรมากใช่ไหม” ฉันเป็นห่วงเพื่อนจากใจจริง ถือแม้ว่าบลูจะเป็นคนที่กวนอวัยวะเบื้องล่างและปากเสียไปหน่อย แต่เขาก็เป็นเพื่อนที่ดี

“ไม่เป็นไรมากหรอก แค่เดินไม่ได้” จิ๋วตอบ

“อืม…อยู่โรง’บาลอะไรเหรอ อยากไปเยี่ยมเบอร์รี่หน่อย”

“โรง’บาลของมอเรานั่นแหละ เดี๋ยวกูก็จะไปเหมือนกัน” ฉันพยักหน้าดีลกับเป้ ดูเหมือนว่าจิ๋วก็ร่วมดีลด้วย แต่หนิงเนี่ยสิ นั่งเงียบตั้งแต่ถามว่าฉันมายังไง

“หนิง ไปซื้อขนมกัน ไปเป็นเพื่อนหน่อย” เพราะไม่อยากให้เพื่อนนั่งเงียบนาน ฉันจึงเอ่ยปากชวนเพื่อนรักคนนี้ไปซื้อขนม หนิงเธอชอบกินขนมนะ เมื่อก่อนฉันมักซื้อขนมมาฝากเธอเป็นประจำ ไม่รู้ว่าตอนนี้ชอบกินอยู่หรือเปล่า แต่ดูจากทรงแล้ว คงไม่ชอบกินขนมแล้วแหละ แล้วหนิงชอบกินอะไรนะ?

พอเธอพยักหน้าตอบ ฉันจึงดึงแขนเธอขึ้นมา “เป้กับจิ๋วเอาไรมะ” เมื่อเพื่อนทั้งสองส่ายหน้า ฉันจึงค้องแขนหนิงเข้าหาตัวเหมือนที่เคยทำ หนิงหันมามองหน้าฉันเล็กน้อยก่อนจะใช้มือดันหัวฉันเบาๆ “อะไรของมึง เป็นบ้าเหรอ มาคงมาค้องแขนกู”

“เมื่อก่อนก็ทำ เดี๋ยวนี้ทำไมไม่ได้หรือไง หนิงหวงตัวตั้งแต่เมื่อไหร่” เสียใจนะเนี่ยที่หนิงทำเหมือนรังเกียจกัน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเราสนิทกันมากแท้ๆ สนิทกันมากพอที่จะบอกรหัสห้องของคอนโดกันได้เชียวล่ะ

“ขนลุก” เธอพูดแค่นั้น แต่ก็ไม่ได้ปัดมือฉันออก

เราเดินมาซื้อขนมที่เซเว่นที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ คณะของฉัน เป็นเซเว่นสาขาในมหา’ลัยของฉันโดยเฉพาะ ก็ถือว่าสะดวกสบายดี โชคดีที่ไม่ได้ไปตั้งไกลจากคณะฉัน ไม่งั้นเดินขาลากแน่

เลือกซื้อขนมจนพอใจ คิดเงินเสร็จเรียบร้อยจึงเดินกลับไปที่โต๊ะ ระหว่างทาง ฉันนึกอะไรขึ้นมาได้ในหัวจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายถึงคนรัก

“ฮัลโหล เธอตื่นหรือยังคะ” ฉันโทรไปหาเมฆ เพราะอยากรู้สารทุกข์สุกดิบ หรือเอาง่ายๆ ก็คือคิดถึงนั่นแหละ ฉันรู้นะ ว่าหนิงกำลังแอบมองอยู่น่ะ

[พึ่งตื่นครับ] เสียงงัวเงียของเมฆเซ็กซี่มาก ใบหน้าของเขาตอนตื่นนอนฉันติดอยู่ในความทรงจำของฉันไม่จางหาย

“เหรอๆ เราถึงมอแล้วนะ”

[ไปยังไง] ฉันได้ยินเสียง ‘สวบ’ จากปลายสาย เหมือนว่าเขากำลังลุกจากที่นอนนะ

“ไม่บอก เดี๋ยวเธอดุเรา” อยู่ๆ เพื่อนสาวของฉันก็เดินนำหน้าไปหน้าตาเฉย ราวกับว่าไม่อยากได้ยินบทสนทนาของฉันกับเมฆอย่างนั้นแหละ แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำให้หนิงรู้สึกแบบนั้นหนิ ฉันจึงเร่งฝีเท้าก้าวให้ทันเธอจนในที่สุดก็เดินขนาบข้างหนิงทัน

[ขี่มอไซค์ไปอีกใช่ไหม] เมฆเริ่มทำเสียงดุ จินตนาการภาพของเขาตอนทำหน้าดุสิ น่ารักเป็นบ้า

“เรารักเมฆที่สุดในโลก…อย่าโกรธเราเลยนะ…อ๊ะ”

เคร้ง!

ฉันตกใจมาก เมื่ออยู่ๆ โทรศัพท์ของฉันถูกกระชากออกไปจากหู ก่อนที่จะถูกปาลงพื้นจนหน้าจอแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี ด้วยน้ำมือของหนิงเพื่อนรัก 

 

[Talk] 

สวัสดีนักค่ะ นักอ่านทุกคน หวังว่าจะชอบนะคะ เดี๋ยวไรท์มาต่อให้อีกพรุ่งนี้เช้าค่ะ  

ชอบไม่ชอบยังไงฝากคอมเมนต์ให้กันด้วยนะคะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น