AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 34 สงครามบังเกิด ซีเรียส VS เฟราด้า 1

ชื่อตอน : ตอนที่ 34 สงครามบังเกิด ซีเรียส VS เฟราด้า 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 69

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มิ.ย. 2562 22:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 34 สงครามบังเกิด ซีเรียส VS เฟราด้า 1
แบบอักษร

ตอนที่ 34 สงครามบังเกิด ซีเรียส VS เฟราด้า 1 

“ท่านบัลเวอร์ ตอนนี้เราเข้าใกล้อาณาจักรเฟราด้าแล้ว คาดอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงกองทัพจะเคลื่อนพลไปถึงเขตที่ 1 แต่ว่า...” เสียงของทหารนายหนึ่งรายงานผลการออกไปสำรวจให้กับแม่ทัพผู้คุมทหารนับล้านมาในครั้งนี้

“แต่อะไร…” เสียงอันทรงอำนาจของแม่ทัพเอ่ย เขานั่งอยู่บนสัตว์อสูรระดับ 3 ดาว สิงโตวายุคลั่ง

“ข้าพบสิ่งผิดสังเกตคือ ทางอาณาจักรเฟราด้าไม่มีการเตรียมกำลังพลใดๆ เลย หรือว่าพวกเขาไม่รู้ว่าเราบุกมาทั้งๆ ที่เสียงเดินทัพจำนวนล้านของทหารน่าจะสั่นคลอนให้พวกนั้นได้ยินบ้าง แต่ว่าพวกเขากลับถือจอบและอุปกรณ์ทำการเกษตรออกมาทำสวนกันเหมือนไม่ได้รับรู้ถึงการมาถึงของพวกเรา” ทหารนายนั้นเอ่ย

เพราะปกติแม้นกองทัพจะอยู่ไกลกว่านี้อีกเท่าตัว ทางอาณาจักรเฟราด้าก็น่าจะรับทราบการมาถึง ยิ่งทางซีเรียสเคยส่งทูตไปเจรจาเมื่อไม่นานมานี้ด้วยแล้วพวกเขาน่าจะตื่นตัวกันบ้าง

“สายข่าวบอกข้ามาว่าอาณาจักรเฟราด้าแต่งตั้งจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ซึ่งมันคงไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้ หรือไม่ก็อาจจะเตรียมใจยอมรับความพ่ายแพ้อยู่แล้วก็เป็นได้ แต่ว่าทางจักรพรรดิของฝั่งเราคงไม่ปล่อยให้พวกมันแพ้เฉยๆ หรอก อย่างน้อยต้องจับผู้หญิง ทาสผู้ชาย และทำลายอาณาจักรให้มากกว่าครึ่งหนึ่ง ยิ่งทางเรามีนักผจญภัยจากเดเดรนซ์ที่ขี่มังกรระดับ 4 ดาวด้วยแล้ว มีแต่คำว่าชนะเท่านั้นที่พวกเราจะเอ่ยถึง” บัลเวอร์เอ่ยด้วยท่าทีอิ่มใจ และมั่นใจในกองกำลังของตนเอง

ทั้งนี้กำลังเสริมที่จักรพรรดิส่งมานั้นเป็นถึงนักผจญภัยระดับ A กับ S ทั้งยังมีนักผจญภัยพิเศษจากเมืองเดเดรนซ์ที่ผ่านสงครามต่อสู้กับปีศาจมาแล้ว ไพ่ตายนี้นับว่าจักรพรรดิของเขาเอาจริง

“ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังรู้สึกกังวลใจอยู่บ้าง เพราะเมื่อก่อนหน้าข้าได้ตะโกนประกาศการมาถึงของพวกเราด้วยพลังเวทให้พวกมันได้รู้ แต่ก็เหมือนว่าเสียงเข้าไปไม่ถึงข้างใน” เสียงของทหารนายนั้นรายงาน

“ทำไมเจ้าไปเดินเข้าไปบอกตรงหน้าพวกมันเลยล่ะ เขตบาเรียก็ไม่มีแล้วนี่” บัลเวอร์กล่าวติดหัวเราะ

“ข้าไม่กล้าเข้าไป มั้งๆ ที่พื้นที่เปิดโล่ง พวกชาวบ้าน เอ่อ รวมถึงเหล่าทหาร อัศวินของอาณาจักรต่างช่วยกันขุดดินปลูกผัก แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล เพราะพวกเขายิ้มแย้มแจ่มใส หัวเราะร่วมกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับว่ากลายเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นข้ากลับรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเรา” เสียงทหารผู้สังเกตการณ์ตอบต่อ

“เจ้าโง่!! แต่ก็ช่างเถอะ อีกไม่นานก็รู้ว่าพวกมันจะทำหน้าระรื่นได้อยู่หรือไม่” เสียงของบัลลานซ์พูด เขาหันไปสั่งการกองทัพให้รีบเดินทาง

 

................................

 

ย้อนไปก่อนหน้านี้ เมื่อวานตอนที่พวกเขาทานอาหาร

ทหาร นักเวทระดับสูง และอัศวินศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ถือตัวอย่างที่คิด พวกเขามาร่วมวงทานอาหารกับชาวบ้านและเหล่าขุนนาง สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าอาณาจักรนี้น่าอยู่มากกว่าเดิม ไม่ต้องประหม่าเหมือนแต่ก่อนที่ว่าทำอะไรพลาดเล็กน้อยก็ตายสถานเดียว

แต่ว่าครั้งนี้แม้จะมีการพูดจาที่พลั้งเผลอบ้าง แทนที่จะโดนตวาดลั่นกลับได้รับรอยยิ้มว่าช่างมันแทน

“ข้ากังวลใจ ในเรื่องของกำลังพลนับล้านที่เทพอาทีน่าบอก” ทหารนายหนึ่งร่วมวงกินข้าวเอ่ยขึ้นเปิดประเด็น ซึ่งวงนี้มีมารีน 1 ในอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นภาพการสังหารหมู่ของกลุ่มไผ่มากับตาอยู่ด้วย

เธอยิ้มแล้วตบบ่าของทหารนายนั้นเบาๆ

“เจ้าจะใส่ใจไปทำไมเล่า ข้าจะเล่าอะไรให้ฟังเผื่อมันจะช่วยให้เจ้าสบายใจได้บ้าง เรื่องนี้เกี่ยวกับความสามารถที่เปี่ยมล้นของจักรพรรดิเรา” มารีนสานต่อประเด็น และเกริ่นเรื่อง เมื่อเหล่าชาวบ้านและทหารข้างๆ ได้ยินว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์กำลังจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับจักรพรรดิคนใหม่ก็ทำให้พวกเขาหยิบถ้วยข้าวมานั่งล้อมวงตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ

“รู้ใช่ไหมว่าจักรพรรดิเฟลเลี่ยมคนก่อนหน้านั้นครองบัลลังก์ด้วยความเหี้ยมโหด ที่แม้แต่พวกข้าก็ไม่สามารถขัดขวางประสงค์ของเขาได้ สถานการณ์ตอนนั้นมีกำลังทหารจากอนาอาณาจักรซีเรียสยกพลมา 1 แสนนาย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าครั้งก่อนๆ พวกเขาหวังจะทำลายเขต 3 ของอาณาจักรเรา และตอนนั้นเองที่มีรายงานมาว่านักผจญภัยจากเดเรนซ์เดินทางมาพักที่เขต 3 ด้วย จักรพรรดิเฟลเลี่ยมทรงตื่นเต้นยิ่ง เขารีบสั่งให้คนไปตามตัวนักผจญภัยจากเดเรนซ์มา” เมื่อพูดถึงคำว่านักผจญภัยจากเดเรนซ์ก็เกิดเสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้นของเหล่าชาวบ้านและเล่าทหาร เพราะชื่อนี้เป็นที่รู้ ๆ กันว่าพวกเขาสามารถเอาชนะกับกองทัพของปีศาจได้

ทั้งยังเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสามารถระดับแนวหน้าของนักผจญภัยทั้งหลาย เสียงฮือฮาดังสักพัก แต่กHไม่มีใครกล้าเบี่ยงประเด็น พวกเขายังคงรอฟังการเล่าเรื่องของมารีน

“เมื่อได้พบกับนักผจญภัยเดเรนซ์ รู้ไหมว่าจักรพรรดิทรงชักชวนให้พวกเขาเข้าร่วมกับทางอาณาจักรเรา แต่ทางนั้นปฏิเสธหน้าตาเฉย ตอนนั้นอัศวินศักดิ์สิทธิ์อันดับ 10 ทนไม่ไหวพุ่งเข้าหวังสังหารหนึ่งในกลุ่มของพวกนั้น แต่ผลกลับกลายเป็นว่าเขาถูกสังหารแทน ด้วยความรวดเร็วที่แม้แต่ข้าก็มิอาจมองทันว่าทำได้อย่างไร ตอนนั้นทุกอย่างอยู่ในความโกลาหล แต่แล้วพวกนักผจญภัยจากเดเรนซ์กลับยื่นข้อเสนอ ว่าจะขอจัดการกับกองกำลังทหาร 1 แสนนายด้วยคนเพียง 6 คน” มารีนพูดแล้วเร่งน้ำเสียงให้ดูตื่นเต้น

“บ้าน่า!! จัดการทหารจำนวนแสนด้วยคนเพียง 6 คนเนี่ยนะ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น พวกเขาทำได้หรือเปล่า” ชาวบ้านคนหนึ่งโพล่งออกมา เพราะสิ่งนี้มันไม่น่าเชื่อที่สุด แต่เมื่อออกจากปากของอัศวินศักดิ์สิทธิ์อันดับสองย่อมมีน้ำหนัก

“ถ้าไม่สำเร็จพวกเจ้าจะได้มานั่งอยู่ตรงนี้เหรอ ทางจักรพรรดิเฟลเลี่ยมก็หาได้ใส่ใจกับชาวบ้านเขต 3ไม่ เขาต้องการปล่อยให้มันถูกทำลายเสียด้วยซ้ำ” มารีนเอ่ย

“โหดร้าย!!”

“เขาก็โหดร้ายอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ!”

“เอาล่ะ ทีนี้ถึงจุดสำคัญ ตอนที่ทหาร 1 แสนมาประชิดเขต รู้ไหมว่านักผจญภัยจากเดเรนซ์มากันแค่เพียง 3 คนเท่านั้น ชายสอง หญิงหนึ่ง ที่ข้ารู้เพราะจักรพรรดิส่งพวกข้ามาสังเกตการณ์ แต่ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้มีเพียงข้าเท่านั้นที่เห็น เพราะว่าอัศวินคนอื่นๆ ได้กลับกันหมดแล้ว” มารีนเล่าแล้วเว้นจังหวะอย่างเชี่ยวชาญ

“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น”

“ทหาร 1 แสนนายถูกสังหารด้วยน้ำมือของผู้หญิงในกลุ่มเพียงคนเดียว ตอนนั้นข้าพึ่งรู้ซึ้งถึงนักผจญภัยของเดเรนซ์ที่เล่าขานกันว่าเอาชนะกองทัพปีศาจได้ และสิ่งที่เห็นก็ยืนยันเป็นอย่างดี เล่าถึงตรงนี้พวกเจ้าอาจจะไม่เชื่อ แต่ให้คอยดูวันพรุ่งนี้เมื่อกองทัพนับล้านยกพลมาเถอะ” มารีนพูดตัดบท สิ่งนี้สร้างความสงสัยให้กับชาวบ้านกับเหล่าทหารอย่างยิ่งยวด

“จะรอดูได้อย่างไรเล่าท่าน ก็นักผจญภัยจากเดเรนซ์ไม่อยู่แล้วนี่” เสียงบ่นอุบด้วยท่าทีท้อใจของทหารเอ่ยออกมา

“เฮ้อ! ก็จักรพรรดิของเรานั่นแหละ นักผจญภัยจากเดเรนซ์” มารีนตอบด้วยท่าทีเหนื่อยใจ เธอเดินออกไปทิ้งให้คนจำนวนมากสตั้นไปเกือบนาที

“อะ... ว่า… ว่าไงนะ!!” เสียงอุทานดังลั่นของหลายๆ คนหลังจากหายจากอาการสตั้น

 

...................................

กองทัพทหาร 1 ล้าน 1 แสนนายและกำลังเสริมเข้ามาประชิดเมืองแล้ว สิ่งที่ชาวบ้านและผู้คนของอาณาจักรเฟราด้าเห็นคือภาพของพวกเขาที่ยืนเรียงรายเป็นแถวยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา

สร้างความน่าหวาดหวั่น ปากที่กูร้อง การกระทืบเท้าที่ดูฮึกเหิม แต่กลับไร้เสียง เพราะเสียงไม่สามารถเข้ามาถึงข้างในได้ เนื่องจากเครื่องเล็ก ๆ หลายๆ เครื่องที่ติดตั้งไว้รอบ ๆ

“จุดพลุระเบิด” เสียงของแม่ทัพบัลเวอร์ตะโกนลั่น ทหารจุดพลุเสียงดังสนั่นเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวเมืองที่ยืนมองด้วยท่าทีฉงนอยู่ ในมือพวกเขานั้นถือจอบขุดดินด้วยแววตาที่สงสัย

“ดวงไฟอะไรอ่ะ สวยดีนะ แล้วนั่นคือพวกทหารของอาณาจักรซีเรียสนี่นา” เสียงของทหารนายหนึ่งเอ่ยขึ้น ไม่รู้ทำไมแม้นจะเจอภาพที่น่าหวาดหวั่นนี้แต่เขากลับไม่รู้สึกตื่นตระหนกใดๆ แถมพลุที่จุดขึ้นฟ้าก็เห็นเป็นเพียงดวงไฟที่สวยงามไร้เสียง

ตัวแปรที่สำคัญคือภูติที่เกาะไหล่พวกเขา ที่ปล่อยละอองออกมา ซึ่งละอองนี้มีสีสันเป็นสีขาวนวลตา ชึ่งเรียกในชื่อ *ละอองสงบใจ*

การสงครามเมื่อสภาวะจิตของฝั่งเราสมบูรณ์ไม่ตื่นตระหนก แน่นอนว่าการณ์ควบคุมสถานการณ์ย่อมเป็นไปได้ง่าย

“ทุกคน!! วางจอบและอุปกรณ์การเกษตรลง แล้วนั่งลงกับพื้นรอดูผลของสงคราม!!” เสียงของไผ่ตะโกนเสียงดังฟังชัดเพียงพอที่จะได้ยินโดยทั่วถึง ในมือเขาถืออุปกรณ์บางอย่างมีลักษณะแบน ๆ

“เอาล่ะ! ก่อนอื่นของอธิบายอะไรบางอย่างก่อน สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงหน้าคือกองทัพของอาณาจักรเอี๊ยดๆ อะไรสักอย่างนี่แหละ แต่ตรงนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมาสนใจ” คำพูดของไผ่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงปกติไม่มีความตื่นตระหนกใด ๆ เหล่าผู้คนที่ได้รับละอองภูติสงบใจจึงทำให้สภาวะทางอารมณ์คงที่

แต่สำหรับเทพผู้เฝ้าดูตนหนึ่งแล้วกลับไม่เป็นแบบนั้น เธอรู้สึกหงุดหงิดในคำพูดของไผ่ สีหน้าที่ตายด้านเหมือนไม่ได้สนใจอะไรนั้นทำให้เธออยากเข้าไปกระทืบ

ปกติแล้วเทพแห่งสงครามเช่นเธอไม่ได้เกิดอารมณ์แบบนี้ แม้จะรับมือกับปัญหาอันหนักหน่วงก็ตาม แต่กรณีนี้คงเป็นไปได้ยาก เพราะอะไร ๆ ก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยแม้แต่อย่างเดียว นั่นจึงทำให้เธอหงุดหงิด

“ฮะแฮ่ม เข้าเรื่องเลยนะ ทุกคนลองมองไปยังเครื่องกลมๆ สีขาวๆ และสีดำที่มีแท่งยาว ๆ ยื่นออกมา สิ่งนี้เรียกว่าอาวุธสงคราม ซึ่งซื่อของมันก็คือ ปืนวิสุทธิ์ปราการรุ่น TKS 2DR กับรุ่น APTAR 372 ซึ่งอาจฟังดูเข้าใจยาก แต่ให้รู้ไว้ว่ามันคืออาวุธที่มีพลังทำลายล้างสูง ซึ่งจะสูงไม่สูงอย่างไรเดี๋ยวก็จะได้เห็นกันแล้ว อืม ตอนนี้เหมือนพวกนั้นจะส่งจิ้งเหลนบินใกล้เข้ามาแล้วล่ะ” ไผ่พูดแล้วหันไปมองมังกรขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง มันคือมอนสเตอร์หายาก

แม้จะเป็นระดับต่ำแต่ก็แข็งแกร่ง ตัวหนึ่งๆ มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง และพลังทำลายล้างสูง แค่ชาวบ้านได้เห็นมังกรบินเข้ามา ละอองภูติสงบใจก็เหมือนจะสิ้นฤทธิ์ พวกเขารู้สึกหวาดกลัวและผวากับสัตว์ขนาดมหึมาเช่นนั้น

“หึ ตายเรียบโดยไม่ต้องสงสัย” เสียงอาทีน่าเผยแววเย้ยหยัน

ไผ่มองดูมังกรที่บินเข้ามาในระยะยิง เข้าจิ้มมือที่หน้าจอควบคุมหันกระบอกปืนรุ่น TKS 2DR ไปทางมังกรสองตัวที่บินเข้ามาทันที

“พลังทำลายของปืนนี้นั้นมีอานุภาพที่สูง แต่ไม่รู้ว่ากับมังกรแล้วจะทำอะไรมันได้หรือเปล่า เพราะงั้นเรามาดูผลไปพร้อม ๆ กันเถอะ” ไผ่ควบคุมระบบปืนหันลำกล้องปืนสองตัวไปยังมังกรที่บินมา

“เอาล่ะ” เสียงของไผ่ที่รอลุ้นกับผลที่เกิดขึ้น

“หึ เจ้ามนุษย์ที่แสนโง่เขลา โลหะกระจ้อยร่อยนั่นจะเอาชนะมังกรได้ยังไง โง่” เทพอาทีน่าสบถลั่น แต่ว่า

ฟูม!! ฟูม!!

เสียงแหวกอาการที่รวดเร็วจนตาเปล่ามองไม่ทัน และภาพมังกรที่ทุกคนกำลังหวาดหวั่นอยู่นั้นจู่ๆ ก็เหลือแต่ปีกและศีรษะที่ล่องลอยอยู่บนอากาศ พลันมันก็ร่วงหล่นลงมา

ลำตัวมังกรทั้งสองไม่เหลือร่องรอยแห่งการคงอยู่ เลือดก็ไม่มีแม้แต่หยดเดียว แถมร้อนหลังจากยิงนัดแรกแล้วพวกชาวบ้านที่นั่งใกล้ๆ ถึงกลับเหงื่อชุ่ม

ดวงตาของเทพอาทีน่าเบิกกว้าง เธอมองไปยังจุดที่มังกรเคยอยู่ไม่กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว เหตุและผลต่าง ๆ ถูกประมวลออกมาแต่กลับไม่สามารถหาคำตอบได้ พลังนั่นเป็นพลังอะไร ทำไมถึงไม่สามารถสัมผัส

“อะ... อะไร!!!! .....”

 

.........................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น