Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 5 : หลุดจากฝัน

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 5 : หลุดจากฝัน

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.4k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มิ.ย. 2562 17:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 5 : หลุดจากฝัน
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 5 : หลุดจากฝัน 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

ผมเห็นแม่...

 

เธอยืนอยู่ตรงนั้นปลายแสงสว่างที่ไม่ไกลเกินเอื้อม กำลังยิ้ม สวมชุดโปรดถือช่อดอกไม้สีขาว ผมคิดว่าน่าจะเป็นลิลลี่เพราะมันคือดอกไม้ที่แม่ชอบมากที่สุด ตอนนี้แม่เหมือนเจ้าหญิงที่ผมเคยอ่านเจอในนิทาน เธอสวยมากจนผมต้องเดินไปหา ชื่นชมความงามนั้นใกล้ๆ ขณะจับมือแม่เอาไว้

 

ผมไม่รู้ว่ามือของผมแม่เย็นหรืออุ่นมากแค่ไหน อุณหภูมิในร่างกายส่งผ่านมาไม่ได้ ถึงอย่างนั้นผมก็พยายามบีบมือแม่เอาไว้ ให้ท่านรู้ว่าผมคิดถึงท่านมากขนาดไหน

 

‘เก่งมากโซล ลูกเก่งมาก’

 

‘แม่ครับ...’

 

‘ลูกเข้มแข็งมากเลยรู้ไหม’ ท่านลูบหัวผม กดจูบลงบนหน้าผากในตอนที่ผมร้องไห้ ผมทรุดตัวกอดเอวท่านไว้ ให้สัตย์สาบานว่าผมจะไม่มีวันปล่อยท่านไป ผมจะอยู่กับท่านตลอดชีวิตถ้าเกิดผมทำได้ แต่ผมได้ยินเสียงกระซิบมีใครหลายคนพยายามเรียกผมเอาไว้ ‘ลูกต้องกลับไปหาเขานะ’

 

‘ผมไม่อยากไป ผมอยากอยู่กับแม่ ฮึก’

 

‘ยังไม่ใช่ตอนนี้ลูกรัก’

 

‘ฮึก’

 

‘ลูกต้องปกป้องพวกเขานะ’ แม่เกลี่ยแก้มผมคามอ่อนโยนเป็นสิ่งเดียวที่ผมสัมผัสได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นสีแดงฉาน ภาพของแม่เลือนหายพร้อมกับที่รอบด้านผมแปรผันเป็นท้องทะเลเดือด ผมเบิกตากว้าง ฉลามมากมายว่ายวนเวียนผม บางตัวก็พุ่งเข้ามากัด ให้ผมคอยหลบหลีกพลางตะเกียดตะกายขึ้นจากน้ำ

 

ทว่ายิ่งว่ายก็ยิ่งห่างไกล การจะขึ้นสู่ผิวน้ำแลดูเป็นเรื่องยาก หนำซ้ำร่างกายของผมยังเจ็บหนักเลือดมหาศาลโอบอุ้มตัวผมไว้ อากาศหายใจกำลังจะหมด ผมรู้สึกคล้ายกับตัวเองกำลังจะตาย และในตอนที่ผมกำลังจะร่วงลงไป ผมก็เห็นเจ้าสัตว์ร้ายสองตัวว่ายเข้ามาหา

 

ความเร็วของพวกมันแหวกสายน้ำมาเป็นทาง ก่อนที่ฟันกรามของมันจะปรากฏอยู่ตรงนั้น วินาทีนั้นผมไม่อาจว่ายหนีมันทัน

 

ผมเลยกลายเป็นเหยื่อของมัน

 

พลันร่างกายก็ฉีกขาดในทันที 

 

นาทีนั้นไม่มีเสียงโอดครวญอะไรอีก มีเพียงแค่เสียงกระซิบปลอบขวัญผมที่จะตายว่า…

 

‘นายเป็นของฉัน โซล’  

 

เฮือก !

 

ดวงตาทั้งสองลืมขึ้นในเวลาต่อมา สิ่งแรกที่ผมเห็นคือเพดานสีขาวของห้องพยาบาลที่รู้จัก กลิ่นของมันแตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ผมสูดเข้าไป ผมหอบหายใจ รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งผ่านความตายมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน มันทำให้โลกของผมหมุน เวียนหัวจนต้องยกมือกุมหัว ข่มตาจนกว่าจะรู้สึกค่อยยังชั่ว

 

แล้วผมก็นึกออกว่าตัวเองเฉียดตายมาจริงๆ

 

“เป็นไปได้ไง เราน่าจะตายไปแล้วนิ” ผมพึมพำ จำได้ว่าตัวเองติดอยู่ในเรือ ไม่มีทางหนี มีแต่ว่าจะตายทางไหนก็เท่านั้น ก่อนที่สติผมจะดับ ผมเห็นเงาของอสูรกายที่เอาผมเข้าไปในปาก ผมคิดว่าตัวเองไม่น่าจะรอดแล้วเพราะการเข้าไปอยู่ในนั้น...

 

มันไม่มีวันได้ออกมา

 

“เรายังมีชีวิตเหรอ...” ผมลืมตาปรับโฟกัสให้ตัวเองสู้แสงได้ พยายามกวาดตามองผมก็ไม่พบใครเลยสักคน ร่างกายก็เจ็บไปหมดโดยเฉพาะตรงท้องที่ผมต้องยกมือกุมมันไว้ สัมผัสเนื้อผ้าที่แตกต่างออกไปทำให้ผมต้องก้มลงมองดูผ้าพันแผลที่พันไว้

 

ผมไม่รู้ว่าตัวเองไปโดนอะไร แต่เลือดที่ซึมออกมาแสดงให้เห็นว่ามันเพิ่งจะถูกทำแผลให้เมื่อไม่นานมานี้

 

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

 

“โซล!”

 

“อ๊ะ!”

 

“คุณฟื้นแล้ว!” ผมสะดุ้งตอนได้ยินเสียงทุ้มต่ำ รั้งให้หันไปมองเอริคที่เปิดประตูเข้ามาหา ด้านหลังของเขาเป็นโอเว่นที่เดินตามมา ทั้งสองดูตกใจมากขณะที่ผมกำลังงงอยู่ หนุ่มหล่อเจ้าของตำแหน่งแฟนเก่ารีบพุ่งมาหาผม จับเนื้อตัวตรวจสอบว่าผมมีชีวิตอยู่จริงไหม นาทีนั้นผมได้รับไออุ่นจากฝ่ามือหนา ตอกย้ำว่าผมยังไม่ตาย

 

มือที่ผมจับแม่ไว้หลุดออกไป

 

รวมถึงภาพที่ผมถูกฉีกกระชากโดยเจ้าสองพี่น้องใจร้าย นั่นก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกัน 

 

“ผม...ผมมาอยู่ที่นี่ได้ไง เกิดอะไรขึ้น?”

 

“นั่นไม่สำคัญเท่าที่คุณฟื้น ทุกคนเป็นห่วงคุณมากนะรู้ตัวบ้างไหม”

 

“อะ...”

 

“คุณทำให้ผมเกือบหัวใจวายตาย ไหนบอกว่าถ้ามีเรื่องไม่ดีอะไรจะรีบกลับขึ้นมาไง คุณผิดสัญญา โซล อิลเดนสัน คุณทำแบบนี้อีกแล้วนะ” เอริคบีบไหล่ผมแน่น แสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงระคนหวาดหวั่นออกมา เสริมทัพด้วยคิ้วที่ขมวดกันแน่นทำให้ผมรับรู้ถึงความเป็นห่วงของเขา ไม่ต่างจากโอเว่นที่ยืนมองอยู่

 

เขาทำเพียงแค่ยกยิ้มอ่อนๆ ที่บ่งบอกว่าเขาโล่งใจแล้ว

 

“ผมไม่คิดว่าจะมีตัวอะไรอยู่ข้างใต้ นึกว่าล่อดีแลนกับดายไว้จะปลอดภัย”

 

“…”

 

“แต่ในนั้นยังมีอะไรอีกมาก พวกคุณไม่ได้เห็นใช่ไหมแองเกลอร์ฟิชที่ใหญ่กว่าขนาดปกติสิบเท่าน่ะ” ผมมองหน้าพวกเขา นึกถึงเจ้าปลาตัวใหญ่ที่พยายามเอาชีวิตรอดจากมัน จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าอะไรทำให้เจ้าปลานั่นหัวขาด แล้วสัตว์ที่กินร่างผมไปล่ะ มันคือตัวอะไร “แต่คุณช่วยบอกได้ไหมว่าผมรอดมาได้ไง ผมว่าผมโดนอะไรสักอย่างกิน”

 

“เอริคช่วยคุณออกมาจากปากมัน”

 

“หา?”

 

“ถ้าไม่ได้เขา บางทีคุณอาจจะตายไปแล้วจริงๆ” โอเว่นแก้ต่างให้ ผิดกับอีกคนที่หลุบตาต่ำ ผมมองหน้าเขา ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยเพราะตกใจกับการกระทำนั้น “เขาเป็นห่วงคุณมากเลยนะ เขาพยายามหาทางช่วยคุณในตอนที่พวกเราหมดหวังไปแล้ว”

 

“…”

 

“คุณควรขอบคุณเขานะโซล” ผมเลียปาก ประมวลผลกับสิ่งที่โอเว่นพูด แปลว่าเขาพรากผมมาจากการไปอยู่กับพ่อแม่งั้นเหรอ ทำให้ผมตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่าตัวเองยังไม่ตาย ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรจะขอบคุณเขาเท่าไหร่

 

ก็ผม...ไม่ได้อยากมีชีวิตขนาดนั้นนิ

 

“ขอบคุณที่ช่วยผมไว้”

 

“…”

 

“ขอบคุณนะเอริค” ผมยกยิ้มสบตากับคนที่เลื่อนสายตามาหา เกลี่ยแก้มเขาเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้เขากอดตัวเองไว้ ลูบแผ่นหลังเขา เข้าใจว่าเขากังวลเรื่องผมขนาดไหน เสียดายที่เขาไม่เห็นว่าแววตาของผมมันนิ่งแค่ไหน ผมรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้กอดแม่ตัวเองอีกต่อไป

 

ผมคิดถึงท่าน ผมอยากไปอยู่กับเธอ

 

“คุณปลอดภัยแล้วโซล”

 

“ผมรู้ ผมรอดแล้วจริงๆ”

 

กึก !

 

“แต่คุณช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าแผลที่เอวผมมาจากไหน”

 

“เอ่อ...”

 

“ผมโดนตัวอะไรกินงั้นเหรอ?” ผมดันเขาออก จ้องมองเขาด้วยความสับสน ผมคิดว่าสิ่งที่กินผมมันน่าจะใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์คนเดียวจะพาผมออกมาได้ ซึ่งถ้าตามหลักการ ผมคิดว่าเขาต้องฉลาดพอที่จะทำให้ผมไม่ขาดครึ่งท่อน ไม่ก็ต้องได้รักความช่วยเหลือจากคนอื่น และผมก็อยากจะรู้มากๆ ว่าช่วยด้วยวิธีไหน เผื่อว่าถ้าเกิดคราวหน้ามีใครคนใดคนนึงโดนกินเข้าไป เราอาจจะช่วยเขาได้ทัน

 

ทว่าแทนที่จะตอบกลับ ทั้งสองกลับนิ่งงันไม่ยอมพูดอะไร ขนาดผมมองพวกเขาสลับไปมาเป็นการคาดคั้น พวกเขายังทำเพียงแค่ถอนใจ

 

พลันเอริคก็กอดผมไว้แล้วตอบกลับมาว่า...

 

“ช่างมันเถอะ”  

 

ผมย่นคิ้วใส่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงบอกผมไม่ได้ ทว่าพอขยับตัวแผลบนร่างกายมันก็เจ็บขึ้นมา ผมเลยจำเป็นต้องอยู่นิ่งๆ ให้โอเว่นดูแผลให้ กินยาแก้ปวดเข้าไป อีกสักพักก็คงจะหลับอีก ผมเลยขอให้เขาอุ้มผมไปนอนที่ห้อง ผมไม่สบายใจเวลาต้องอยู่ในห้องพยาบาลต่อให้อาการผมควรจะต้องมีหมอดูแลอย่างชิดใกล้ก็ตาม

 

เอริควางผมลงบนเตียงหนา เขายังไม่ได้บอกใครว่าผมฟื้นขึ้นมา คิดว่าเดี๋ยวพวกเขาก็คงรู้เองไม่จากปากเขาตอนขากลับก็จากโอเว่นที่เดินตามมาทีหลัง ถือว่าเป็นโชคดีของเอริคมากเลยนะที่ผมอนุญาตให้เขาเข้าห้องผมได้ในรอบหลายเดือนที่เราเลิกกัน

 

ถ้าผมปกติดีแล้วเขาลุกล้ำ เชื่อเถอะว่าเขาจะโดนไฟช็อตตายอยู่ตรงนั้น หน้าห้องของผม

 

“ขอบคุณ” ผมกล่าว ขยับตัวนิดหน่อยเพื่อให้ตัวเองนอนสบายมากขึ้น นิ่วหน้าเบาๆ เมื่อเจ็บแผล โอเว่นบอกว่าแผลไม่ได้ใหญ่มาก แค่ถากๆ ไม่ได้โดนจุดสำคัญ อาจจะใช้เวลาสักสองสามวันเพื่อให้แผลมันสมานตัว อาจจะกลายเป็นแผลเป็นนิดหน่อยด้วย แต่นั่นไม่น่ากลัวเท่ากับมันติดเชื้อ

 

ผมห้ามเล่นน้ำหนึ่งอาทิตย์หรือจนกว่าแผลจะแห้งสนิทนั่นเอง

 

แบบนี้ผมก็แกล้งเจ้าพวกนั้นไม่ได้น่ะสิ

 

“ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนไหมหรือหาอะไรมาให้คุณกินดี?”

 

“ไม่ต้องหรอก ผมกินยาไปแล้วสักพักก็คงหลับ”

 

“…”

 

“คุณแน่ใจนะว่าไม่ได้ปิดบังอะไรผมน่ะ คุณรู้ใช่ไหมว่าถ้าผมไปรู้อะไรทีหลัง มันจะเป็นเรื่องใหญ่” ผมถามเขา ยังคงไม่ไว้ใจกับสิ่งที่เขาซ่อนเอาไว้ “คุณรู้ดีว่าผมไม่ชอบคนโกหก”

 

“และผมก็ไม่ได้โกหกอะไร”

 

“…”

 

“มันไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องรู้ให้ได้ คุณรู้แค่ว่าตัวเองยังไม่ตาย ก็พอแล้ว” ใบหน้านิ่งงันของเอริคทำให้ผมพ่นลมหายใจทิ้งอย่างเหนื่อยหน่าย ผู้ชายคนนี้ปากแข็งยิ่งกว่าอะไร เขาจะไม่มีทางคลายความลับคุณเลยถ้าเกิดเขาได้รู้ไว้แล้ว

 

และมันทำให้ผมเบื่อมากๆ เบื่อจนไม่อยากคุยกับเขา

 

“คุณกลับไปพักเถอะ ถ้ามีอะไรไม่ดีผมจะโทรหา” ผมเบือนหน้าหนี คิดว่าวันนี้เราทุกคนเหนื่อยกับสิ่งที่เจอมาพอแล้ว และผมเองก็อยากจะนอนคนเดียว ไม่อยากมีใครมาข้องเกี่ยวทั้งนั้น โดยเฉพาะกับแฟนเก่ามากความลับ แน่นอนว่าเอริคนิ่งไปชั่วขณะ ดูรู้เลยว่าเขายังไม่อยากกลับ “ไม่ต้องเป็นห่วงน่า ผมจะนอนอยู่เฉยๆ จนกว่าจะเช้า ไม่ลงไปเล่นน้ำล่ออะไรหรอก”

 

“แต่ผมกลัวคุณเจ็บแผล คุณชอบไม่ระวัง”

 

“ผมไม่ใช่เด็กนะเอริค ผมยี่สิบสามแล้วเผื่อคุณลืม”

 

“แต่ก็ยังทำตัวเหมือนเด็กไม่มีผิด จะให้ผมไว้ใจคุณได้ยังไง”

 

“งั้นทำแบบนี้ดีไหม คุณจะได้ไว้ใจ”

 

“ทำอะไร...เหวอ!” ผมดึงเขาลงมาให้คร่อมทับร่างตัวเองเอาไว้ ดวงตาประสานกับคนที่ชอบว่าผมเป็นเด็กนักหนาทั้งที่ตัวเองก็ใช่ว่าจะโตกว่ามากมาย มือบางแนบลงกับแก้มขาว โน้มคอลงมาใกล้ๆ ก่อนจะเชิดหน้าฝังริมฝีปากลงไป กัดปากของเขาเล็กน้อยให้เขาเบิกตากว้างใส่ ผิดกับผมที่หัวเราะอยู่ในลำคอ แช่เรียวปากค้างไว้ไม่นานนักก็ผละออกไป

 

ไม่มีความเขินอาย มีแค่รอยยิ้มซุกซน

 

“แค่นี้พอสำหรับคนที่ช่วยชีวิตผมไว้”

 

“โซล...!”

 

“กลับไปได้แล้วครับ ผมอยากอยู่คนเดียว” ผมยกยิ้มพร้อมกับดันร่างเขาออก ผมจะไม่ลึกซึ้งกับใครถ้าเกิดอีกฝ่ายเป็นต่อ เพราะมันเท่ากับว่าผมเสียเปรียบเขา เอริคชะงัก เขาดูงุนงงกับทุกการกระทำ ทว่าผมก็ไม่สนใจตลบผ้าห่มมาคลุมร่าง พลิกตัวหันหลังให้เขา แกล้งข่มตาหลับเพื่อที่เขาจะไปให้พ้น

 

ถึงเขาจะช่วยชีวิตผมไว้ และเราสัญญาว่าจะมีเซกส์กัน ก็ไม่ได้แปลว่าทุกการกระทำจะต้องญาติดีใส่ ผมก็แค่สนุกที่ได้ปั่นหัวเขาให้ตามเกมไม่ทันก็เท่านั้น

 

ผมไม่ชอบกินของเก่าเท่าไหร่น่ะ โทษที

 

“คุณนี่มันร้ายชะมัด” เขาพึมพำถอนหายใจพร้อมกับจัดแจงผ้าห่มให้ดีๆ ลูบหัวผมอีกนิดแล้วกระซิบข้างหู “ฝันดีนะโซล มีอะไรก็โทรเรียกผมแล้วกัน”

 

“…”

 

“ผมจะรีบมาหาคุณเลย” ผมหัวเราะในลำคอแผ่วเบาราวกระซิบ รอจนเอริคเดินออกจากห้องไปนั่นแหละถึงค่อยๆ ยันตัวขึ้นมา ผมกัดปากเสยผมพลางพยายามนึกว่าก่อนหน้านี้ผมโดนตัวอะไรกิน มันไม่มีความจำเป็นที่พวกเขาต้องโกหกผมเลยนิ

 

หรือว่าพวกเขาจะกลัวว่าผมจะโกรธ หากรู้ว่าต้องทำร้ายสิ่งที่สามารถเอามาศึกษาต่อได้?

 

เขาคงไม่ได้เล่นพิเรนทร์อะไรกับฉลามของผมใช่ไหม?

 

ปึง !

 

“อ๊ะ!” ผมสะดุ้งเมื่อจู่ๆ กระจกที่ใช้ทำห้องก็สั่น ส่งผลให้ผมรั้งสายตาไปมองสิ่งที่ชนมันก่อนจะยิ้มกว้าง ดันตัวเองให้ลุกขึ้นยกมือกุมท้องไปมองเจ้าสัตว์ร้ายที่พุ่งเข้ามาปะทะ อาจจะไม่ได้แรงมากขนาดที่กระจกแตกได้ แต่ก็ถือว่าเรียกความสนใจได้ดี “ไงดีแลน อาละวาดอะไรอีก”

 

“กึด!”

 

“เห็นไหมฉันเจ็บอยู่ นายทำฉันไม่ได้นะ” ผมยกยิ้ม ทาบมือกับกระจก ไม่บ่อยนักที่ดีแลนจะวนเวียนมาคุยกับผม ส่วนใหญ่แล้วเราจะชอบไล่ล่ากันมากกว่า มันแยกเขี้ยวใส่ จริงๆ ต้องบอกว่ามันทำหน้าปกติต่างหาก เพราะตามธรรมชาติ ฉลามหุบยิ้มหรือหุบฟันไม่ได้ มันต้องโชว์ให้เห็นว่ามันอันตราย

 

ยิ่งกับเมกาโลดอน มันยิ่งอันตรายกว่าพันเท่าเลย

 

“ดายไปไหนล่ะ ไม่มาว่ายอยู่แถวนี้เหรอ” ถามพร้อมกับสอดส่ายสายตาหาพี่มัน ตอนนี้มืดค่ำแล้วในน้ำแทบมองอะไรไม่เห็นนอกจากบริเวณที่แสงไฟจากห้องผมสาดไปถึง “หรือว่ามันงอนที่ฉันเอาเนื้อตัวเล็กมาให้ นั่นไซส์ใหญ่สุดแล้วนะในช่วงนี้”

 

ดีแลนสะบัดหัวไปมาคล้ายกับไม่อยากฟังที่ผมพูด ผมเลยหัวเราะให้กับท่าทีของมันหน่อยๆ สบกับดวงตาที่หลุบมองบาดแผลผม เวลานี้ผมใส่เพียงแค่กางเกงนอนขาสั้น และเสื้อเชิ้ตตัวบางแบบที่ชอบใส่ ผมเป็นคนขอให้โอเว่นไปเอามาจากเปลี่ยนให้ เพราะผมไม่ชอบชุดของเอริค

 

แน่นอนว่าตอนแรกเขาแย้งเพราะผมควรจะใส่เสื้อผ้าหนาๆ แต่ผมชอบใส่แบบนี้มากกว่า

 

ก็ดีแลนน่ะ ยั่วง่ายกว่าดายเยอะไง

 

“นายสนใจแผลฉันเหรอ?”

 

“…”

 

“อยากเห็นมันไหมว่าเป็นไง”

 

กึก !

 

“ถ้าอยากเห็นฉันจะถอดให้ดู และถ้านายรู้ว่าฉันโดนอะไร อย่าลืมมาเข้าฝันบอกฉันล่ะ” ผมเลียปาก ชอบเวลาปั่นหัวเจ้าปลาหน้าโง่ตัวนี้ ดีแลนว่ายวนไปมาเหมือนกำลังหาทางที่จะเข้ามากินผมได้ ผมยิ้มขำปลดกระดุมเสื้อตัวเองทีละเม็ด ขณะที่จ้องมองมันด้วยแววตานึกขำ ไม่มีใครเคยเห็นท่าทีงุ่นง่านเวลาผมยั่วมัน ผมบอกเลยว่าเป็นท่าทีที่ผมชอบที่สุด

 

ความป่าเถื่อนของดีแลนเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่หลงลืมสัญชาติญาณนักล่าของมัน

 

นัยน์ตาสีดำจับจ้องผมตอนว่ายวนกลับ มันจะว่ายไปมาเพื่อเอาอากาศเข้าปอดผ่านกระบวนการต่างๆ ที่ผมคงไม่มานึกทฤษฏีตอนนี้ ผมกระตุกเม็ดสุดท้าย แหวกสาปเสื้อให้มันเห็นบาดแผลที่มีผ้าพันไว้ สีแดงของเลือดที่ไหลซึมทำให้มันสนใจต่อให้ฉลามจะตาบอดสีก็ตาม

 

ผมกัดปากล่นแขนเสื้อจนเผยให้เห็นลาดไหล่ขาว ไล้ปลายนิ้วไปตามหัวไหล่ยาวมาถึงไหปลาร้า เสยผมนิดหน่อยตอนปล่อยเสื้อลงไปกองกับพื้น เผยให้เห็นร่างกายส่วนบนที่ยั่วยวนยิ่งกว่าอะไร มีคนเคยเปรียบเปรยผมว่าเหมือนกับงูในสวนเอเดนที่ล่อคนให้ไปติดกับ

 

รู้สึกลุ่มหลงชวนให้ทำอะไรผิดบาป ทั้งที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง

 

ผมก็แค่ยกยิ้มทำให้พวกเขารู้ว่าผมสามารถสนุกกับใครก็ได้ตามที่ผมต้องการ

 

ไม่เว้นแม้แต่ปลาตรงหน้าที่พยายามพังห้องของผม รอยฟันตราตรึงอยู่เต็มไปหมด ถ้าที่นี่ไม่ถูกสร้างให้แข็งแรงจนพังไม่ได้ คาดว่าตอนนี้ผมคงจะขาดครึ่งท่อนไปแล้ว ผมขบขัน ค่อยๆ หย่อนตัวลงนอนราบไปกับพื้นโดยมีเสื้อที่ถอดไว้เป็นตัวรองทับ พาดขายาวๆ ไปกับกระจกกั้นไม่สนใจดีแลนที่พยายามจะพุ่งเข้ามากัดผมให้ได้

 

ห้องของผมสะเทือนไหวตามแรง ทว่าผมกลับไม่สนใจ เลื่อนขาไปมาใช้ปลายนิ้วเท้าไล้ไปตามขาขาวอีกข้าง มือก็ไต่ไปตามแผ่นอกบอบบางก่อนจะเหลือบไปเห็นซองบุหรี่ที่วางไว้บนหัวนอน กัดปากข่มความเจ็บนิดหน่อย คว้าบุหรี่มาจุดสูบแล้วนอนต่อ

 

พ่นควันสีขาวให้กลายเป็นหมอกสลับกับดูความงุ่นงานของเจ้าปลาตัวใหญ่ ดีแลนยังไม่ลดความพยายาม มันดูอยากจะเข้ามาให้ได้ ขณะที่ผมสนใจเพียงแค่อัดนิโคตินเข้าปอด ปล่อยให้หัวสมองโล่งเหมือนลอยออกไปกับควันจนหมด กระตุกยิ้มน้อยๆ เวลาที่ขาของผมสั่นไหวเพราะแรงกระแทกของสิ่งมีชีวิตด้านนอก

 

พอเอาขาวางไว้อย่างนี้แล้วสั่นตามแรงส่งแบบนี้ ผมรู้สึกคิดดีไม่ได้ ใจมันจะนึกถึงช่วงเวลาหฤหรรษ์กับผู้ชายคนล่าสุดที่ผมเจอ

 

เพิ่งนึกออกว่าชื่อของเขาเหมือนกับเจ้าปลายักษ์ แน่นอนว่าเขาคือคนนิยามแบบนั้นให้ผม เสียดายที่เราคงไม่ได้เจอกันอีก กว่าผมจะกลับขึ้นบกอีกทีก็คงเดือนหน้า

 

แอบคิดถึงเขาเหมือนกันนะ

 

ผมคิดว่าถ้าอยากมีเซกส์ดีๆ การได้เจอกับเขาอีกคงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยในชีวิต มันทำให้ผมต้องก้มมองกางเกงขาสั้นที่สวมอยู่ ขาของมันกว้างจนแทบปิดอะไรไม่มิด ไม่แปลกใจเลยว่ามันกระตุ้นอีกฝ่ายขนาดไหน ผมแกล้งไล้ขาเชิญชวนให้มันเข้ามาใกล้

 

ผมสบตากับเจ้าวายร้าย พ่นควันใส่หน้าก่อนจะบอกมันว่า...

 

“ถ้าอยากเห็นมากกว่านี้ นายคงต้องมาถอดเองแล้ว ดีแลน”

 

“กึด...”

 

“แต่ถ้านายทำได้มากกว่าถอดมันออกไป นายคงเร้าใจน่าดู :) ”  

 

เช้าวันใหม่มาถึงไวกว่าที่คิด เมื่อคืนกว่าผมจะแกล้งดีแลนเสร็จก็ปาไปหลายทุ่ม ตอนแรกจะนอนมันทั้งอย่างนั้นเหมือนกัน ทว่าผมก็ชอบความอ่อนนุ่มของเตียงมากกว่า โดยเฉพาะเวลามีเซกส์น่ะ...

 

ทั้งความนุ่มบนเตียง และความอ่อนนุ่มที่โอบรัดกายร้อนที่แทรกเข้ามา ผมก็ชอบมันพอกัน

 

“เมื่อไหร่จะหายเจ็บเนี่ย” ผมพึมพำตอนใส่เสื้อ ความเจ็บจะถูกกระตุ้นเวลาผมยกแขนหรือขยับตัว มันทำให้ผมรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่อยากลำบาก แถมยังต้องคอยระวังไม่ให้แผลเปิดออกมา ถ้าเกิดติดเชื้อขึ้นมาจะแย่เอา

 

ซึ่งมันคงไม่ดีถ้าผมต้องวิ่งโร่กลับขึ้นฝั่ง ผมอาจจะตายก่อนจะถึงโรงพยาบาลก็ได้ใครจะรู้

 

ปึง !

 

“หืม?” ผมเลิกคิ้ว ไอ้ยินเสียงกระแทกจากด้านนอกไม่ต่างจากเมื่อวานนี้ ผมคิดว่าเป็นดีแลนเนื่องจากมันชอบว่ายชนกระจกเป็นการทักทายผม ก็เลยไม่ได้สนใจอะไรมาก ดึงกางเกงขายาวขึ้นสวมก่อนจะย่นคิ้วหน่อยๆ เมื่อได้ยินเสียงปึงอีก

 

คราวนี้รุนแรงจนห้องผมสะเทือน ผมเลยต้องหันไปมองเจ้าปลาไม่รักดีที่ชอบให้ทุกคนในที่นี้แตกตื่นกันหมด พลันรอยยิ้มผมก็ปรากฏ ดวงตาเบิกกว้างก่อนจะก้าวขาเอามือทาบกับกระจก สองตากวาดมองเจ้าปลาใหญ่ที่ทอดทิ้งผม

 

ดวงตาของมันหลุบลงว่ายวนไปมาสำรวจกันไม่ยอมหยุด

 

“หายไปไหนมาทั้งคืน ดาย รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วง”

 

“กึด!” มันขบกรามให้ผมเลิกคิ้วถามมองดูปฏิกิริยางุ่นง่าน ตั้งแต่ขึ้นจากน้ำผมไม่เจอมันเลยทั้งวัน นอกจากน้องชายมันที่ผมยั่วให้มันกรุ่นโกรธ ดีนะที่ผมหนีไปนอนก่อน ปิดไฟเรียบร้อยมันจะได้มองหาผมไม่ได้ ผมกวาดตามองครีบสวยๆ พวกนั้น

 

มันมีรอยโดนข่วนเบาๆ คาดว่าก็คงจะซุกซนตามประสา

 

“ไปติดสาวที่ไหนมา หรือว่าไปทำอะไรไม่ดีอีก?”

 

“…”

 

“ไม่มีใครทำอะไรนายใช่ไหมตอนที่ฉันอยู่ใต้น้ำ” ผมถามทั้งที่รู้ว่าจะไม่ได้คำตอบจากมัน เพราะปลาทุกสายพันธุ์ รวมถึงสัตว์ทุกตัวบนโลกพูดไม่ได้ เว้นแต่พวกนกแก้วที่เขาฝึกให้มันพูดกัน ซึ่งอันนั้นผมจะไม่นับแล้วกัน ยังไงซะพื้นเพของสัตว์มันก็พูดภาษาคนไม่ได้อยู่ดี

 

ดายมองผม ว่ายวนไปมาคล้ายกับกำลังจะบอกอะไร เสียดายที่ผมไม่รู้ว่ามันกำลังต้องการจะสื่ออะไร กระทั่งสัญญาณเรียกประชุมดังลั่น

 

ตืด ตืด !

 

“อ๊ะ ดาย!” วินาทีนั้นดายว่ายหนีไป ไม่สนใจเสียงเรียกผมที่ยังคงรอคำตอบจากมันอยู่ ผมส่ายหน้าถอนหายใจขณะที่ฝืนกายวิ่งออกจากห้อง พยายามกัดฟันระงับความเจ็บ มองไฟสีแดงที่กระพริบไปทั่วศูนย์วิจัย มันคือสัญญาณบ่งบอกว่ามีเรื่องร้ายบางอย่างเกิดขึ้นใกล้ๆ

 

และมันไม่ควรจะเกิดในเวลาที่ผมลงน้ำไม่ได้สิ

 

“เกิดอะไรขึ้นแนชลีย์ ทำไมต้องกดปุ่มฉุกเฉิน”

 

“คุณโซล!”

 

“มีเรื่องอะไรไม่ดีงั้นเหรอ?” ผมถามขึ้นทันทีที่ผลักประตูเข้ามา โอเว่นเป็นคนแรกที่เข้ามาประคองร่างผมที่เดินกุมท้องมาจากห้อง ความเจ็บทำเอาผมกัดฟันกรอด ไม่รู้ว่าตอนรีบทำให้มันฉีกขาดหรือมีเลือดออกไหม ตอนนี้ผมสนใจแค่สัญญาณอันตราย

 

จอร์แดนกำลังวางแผนที่ด้วยภาพโฮโลแกรม มันแสดงจุดแดงสามจุดไม่ไกลจากศูนย์วิจัยของเรามากนัก นาทีนั้นผมชะงักประมวลผลคิดว่ามันคืออะไร ก่อนจะนึกขึ้นได้...

 

จุดแดงพวกนั้นคือเรือที่อับปาง 

 

“เมื่อคืนมีเรือโดนเล่นงานค่ะคุณโซล”

 

“ว่าไงนะ?”

 

“เป็นเรือใหญ่ของพวกขนสินค้า มันจมลงใต้ทะเลไปแล้วแต่เราไม่ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ” แนชลีย์ว่าพร้อมคีย์ข้อมูลให้หน้าจอปรากฏภาพของเรือจำลองที่ตกลงใต้มหาสมุทร “บางทีมันน่าจะเครื่องยนต์มีปัญหา แล้วเหมือนจะมีเรือผ่านมาอีก แต่ก็โดนเล่นเมื่อไม่นานมานี้”

 

“น่าจะเป็นพวกเรือหาปลาไม่ก็เรือเที่ยวร่อน พวกนั้นชอบเล่นพิเรนทร์ทำเรือไฟไหม้บ่อยๆ”

 

“แต่ก็ไม่น่าจะไฟไหม้พร้อมกันทีเดียวสามลำหรือเปล่าจอร์แดน”

 

“อะ!”

 

“บางทีอาจเป็นเรือตัดครีบปลาไปขายแบบเมื่อเดือนก่อนก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นเรายังมองเหตุผลได้เยอะกว่า” ผมเสนอคิดถึงเรื่องเมื่อเดือนก่อน หลังจากที่ดายกับดีแลนจัดการเรือขนส่งยาเสพติดจนตายหมด พวกเขาก็สร้างความหฤโหดโดยการฉีกเรือตัดครีบปลาผิดกฎหมาย

 

ผมจะไม่เล่าว่ามันแย่แค่ไหน ใบ้แค่ว่าท้องทะเลไม่เคยแดงขนาดนั้นก็พอ

 

“จัดทีมกู้ภัยแล้วไปเอาเรือออก โอเว่นคุณต้องไปด้วยเผื่อมีคนที่ต้องการความช่วยเหลือ” ผมรีบสั่งให้พวกเขาทำตามด้วยความจริงจัง ชี้ไม้ชี้มือให้หยิบอุปกรณ์ต่างๆ ขณะที่สั่งให้บางส่วนอยู่ที่นี่เฝ้าระวัง อาทิจอร์แดนกับสตีฟที่ครั้งนี้ผมจะไม่ให้พวกเขาไปด้วย เมื่อวานเขาเจอเรื่องผจญภัยมาเยอะแล้ว ควรจะหยุดพักผ่อน ส่วนผมจะต้องเป็นคนขับเรือพาไป

 

ไม่ใช่ว่าคนอื่นขับเรือไม่ได้ แต่ผมมีลางสังหรณ์ใจว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่าที่คิด

 

แน่นอนว่าความคิดนั้นย่อมมีคนขัด ผมเลยตัดสินใจเป็นคนแรกที่เดินออกไปเตรียมเรือใหญ่ มันเป็นเรือกู้ภัยที่มีเครนล่อปลาติดไว้ด้านหลังสองอัน เราจะใช้เวลานำเที่ยวพวกลูกค้าที่ติดต่อขอมาว่ายน้ำกับปลาฉลามระดับความยาวแค่แปดฟุตเท่านั้น

 

ถ้ามากกว่านั้นผมกลัวว่าเขาจะไม่รอดกลับมา

 

ขนาดผมเองยังแทบไม่รอดเลย

 

“คุณแน่ใจนะว่าจะไปด้วย ผมว่าคุณควรกลับไปพัก”

 

“เลิกทำตัวเหมือนเพื่อนรักคุณสักทีโอเว่น ข้างนอกมีคนที่รอการช่วยเหลือจากเราอยู่”

 

“แต่เผื่อคุณลืม ตอนนี้คุณเจ็บอยู่”

 

“และเผื่อคุณไม่รู้ ผมมีหมออยู่ในเรือ” ผมยกยิ้มกวนประสาทคุณหมอประจำศูนย์วิจัย ให้เขาถอนหายใจใส่กระโดดลงเรือตามมา พร้อมกับรับแนชลีย์ที่ต้องมาด้วย เนื่องจากเราไม่รู้ว่าระบบคอมจะล่มเมื่อไหร่ มันคงไม่ดีถ้าเกิดว่าเราโดนเล่นงานแล้วติดต่อใครไม่ได้

 

อีกอย่างผมก็ต้องการคนดูแผนที่โฮโลแกรม ลำพังแค่ดูฉลามไม่ให้ชนเรือก็หนักพอแล้ว

 

“ผมขับเอง”

 

“แต่...!”

 

“อย่าดื้อ” ผมกลอกตาใส่เอริคที่มาแย่งตำแหน่งผม ถึงเขาจะไม่บ่นเรื่องที่ผมตามมาด้วย แต่การมาเกาะเกี่ยวหวังช่วยให้ผมได้พักมันก็เป็นเรื่องที่กวนใจไม่น้อยเหมือนกัน เรือกู้ภัยถูกขับออกจากท่าตรงไปตามแผนที่ที่ถูกปักหมุดไว้ ข้างกายผมเป็นโอเว่นที่ทำแผลวันนี้ให้ใหม่ มันมีเลือดซึมอย่างที่ผมคิดไว้

 

และมันคงไม่ดีถ้าล่อให้ฉลามตามเรือเรามา

 

“คุณไม่น่ามาด้วยเลย”

 

“คุณก็ไม่ควรมาบ่นผมตอนนี้เหมือนกัน” ผมสวนใส่ย่นคิ้วไม่พอใจกับคนตรงหน้า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาเถียงกันสักหน่อย มีคนมากมายที่รอการช่วยเหลืออยู่ “เปลี่ยนระดับความเร็วเรือให้เป็นระดับสูงสุด เราต้องรีบก่อนที่จะ...”

 

ตู้ม !

 

“อ๊ะ!” ทั้งเรือสะดุ้งตอนได้ยินเสียงบางอย่างกระทบน้ำ มันไม่ได้ดังมากแค่เหมือนกับปลางาบเหยื่อตัวใหญ่ “อะไรน่ะ ตัวอะไร”

 

“บางทีอาจจะเป็นวาฬก็ได้”

 

“…”

 

“ไม่ใช่ฉลามหรอก” โอเว่นปลอบใจทั้งที่น่าจะเดาออกว่าเสียงนั่นมันดังเกินกว่าจะเป็นวาฬเพชฆาตล่าเหยื่อ ผมยันตัวลุกขึ้น ประคองตัวเองด้วยการจับขอบเรือพยายามมองหาว่าเสียงที่แว่วมานั่นอยู่ตรงไหน ถ้าหากมีน้ำกระจายตัวออกเป็นฟอง เราจะได้ดูขนาดวงมันไงว่ามันพอจะเป็นตัวอะไร

 

กระทั่งสัญญาณส่งเสียงดังบอกว่าเรากำลังเข้าใกล้จุดที่เรืออับปาง นาทีนั้นพวกเราต่างจับจ้องไปข้างหน้าก่อนจะที่ความเร็วของเรือที่พามานั้นจะค่อยๆ ชะลอลงไป ดวงตาสีสวยเบิกกว้างตามความตกใจกวาดมองพื้นที่อันตรายขณะที่สายลมพัดกลิ่นคาวมาให้

 

กลิ่นคาวของเลือดจากซากศพคนตาย ที่กระจัดกระจายเต็มท้องทะเล... 

 

นี่มันไม่ใช่แค่เรือล่มธรรมดาแล้ว

 

#ฉลามคลั่งรัก

ความคิดเห็น