AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 33 เทพแห่งสงครามอาทีน่า 3

ชื่อตอน : ตอนที่ 33 เทพแห่งสงครามอาทีน่า 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 57

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2562 20:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 33 เทพแห่งสงครามอาทีน่า 3
แบบอักษร

ตอนที่ 33 เทพแห่งสงครามอาทีน่า 3 

แรงกดดันระดับเทพเจ้าหาใช่พลังธรรมดาที่จะสามารถรับมือได้ง่ายแต่อย่างใด ไผ่ในตอนนี้สภาพดูเหนื่อยหอบเพราะหายใจไม่ทั่วท้อง ยิ่งอาทีน่าปลดปล่อยแรงกดดันหนักหน่วงมากขึ้น ม่านมายาของเธอก็เกิดพังทลายลง

เมื่อมาถึงตรงจุดนี้แล้วเธอก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังตัวตนอีกต่อไป พลังระดับเทพเจ้านั้นแม้จะเน้นกดดันไผ่ในระยะ แต่เศษเสี้ยวที่หลุดออกมาก็มากพอที่จะทำให้เหล่าชาวบ้านผู้อยู่ใกล้กระอักเลือด ฮอป ตั้งท่าจะมาช่วยแต่ไผ่ส่งสัญญาณมือให้ก่อน จึงหันเป้าหมายไปช่วยชาวบ้านแทน

ส่วนนานะที่อยู่ไกลออกไปเมื่อเธอสัมผัสถึงพลังของเทพเจ้า จึงจะรีบมาดูแต่โดนคิวบิลัสขวางเสียก่อน สิ่งนี้เป็นเสียงที่ไผ่ส่งมาให้คิวบิลัสทางพันธสัญญาให้ไปห้ามนานะ และช่วยอธิบายแทนไผ่ที

นั่นเพราะว่าไผ่ไม่สามารถจะติดต่อทางจิตกับนานะได้แม้แต่เศษเสี้ยว ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ก็ไม่เคยทำได้สักที จึงต้องยืมมือคิวบิลัสแทน หากไม่เป็นดังนั้นแล้วทุกอย่างที่ทำมาก็จะพังพินาศย่อยยับไม่มีชิ้นดีทันที

อาทีน่าในตอนนี้เผยร่างกายเต็มยศ ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับชาวบ้าน ขุนนาง หรือแม้กระทั่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์ต่างก้มหมอบลงกับพื้นเพื่อทำความเคารพสูงสุด

ทั้งนี้ยังฉงนใจเช่นกันว่าเทพมาทำไมที่นี่ และกลั่นแกล้งชายผู้เป็นจักรพรรดิ (ที่มีแต่เหล่าขุนนางและเหล่าทหารเท่านั้นที่รู้)

เศษเสี้ยวของแรงกดดันจากเทพเจ้าที่หลุดลอดออกมาสามารถกดดันอัศวินศักดิ์สิทธิ์ให้ทรุดลงกับพื้นได้ไม่ยาก ไม่ต้องพูดถึงบุคคลที่ถูกเจาะจงเช่นไผ่ แต่ว่า ครึ่งชั่วโมงผ่านไป สิ่งที่เห็นกลับทำให้พวกเขาตกใจยิ่งกว่าเดิม

นั่นเพราะไผ่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่อึ้งกิมกี่ของอาทีน่าและความตกใจของผู้คนที่เห็น

“ปะ เป็นไปได้อย่างไร เขาลุกขึ้นมาได้” เสียงของอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นแล้วรีบหุบปากอย่างรวดเร็ว

“หือ!! จักรพรรดิของพวกเจ้านับว่ามีดีเช่นกันนี่ ที่สามารถทนแรงกดดันของข้าได้ แต่ว่า...”

ซูม!!!

ครานี้อาทีน่าไม่ได้ใช้แต่เพียงแรงกดดัน แต่ใช้มวลพลังเวทกดไผ่แนบลงกับพื้น เธอจะไม่ปล่อยให้ชายตรงหน้ามีชีวิต แค่รอยยิ้มบ้าๆ นั้นก็อยากจะฆ่าให้ตายนับสิบนับร้อยรอบแล้ว พื้นดินรัศมี 100 เมตรถูกทำลายและยุบลงเป็นหลุมกว้าง

พลังทำลายและแรงกดดันที่มหาศาลคนที่ดูต่างคิดเป็นแนวเดียวกันว่าแม้จะเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รอด แต่สิ่งที่ชาวบ้านตาดำ ๆ สงสัยกันก็คือ เทพตนนั้นบอกว่าชายผู้นั้นคือจักรพรรดิ

ชาวบ้านนับร้อยคนในแต่ละจุดหันมามองอัศวินและเหล่าทหารเป็นตาเดียวเพื่ออยากฟังคำตอบที่ชัดเจน

“ใช่แล้ว เขานั่นแหละคือจักรพรรดิอัคคี เทวอัสนี” เสียงของขุนนางคนหนึ่งยืนยันคำตอบให้ บังเกิดเสียงอื้ออึงเต็มไปหมด

“นี่ เทพสังหารจักรพรรดิอัคคี ของเรางั้นเหรอ” เสียงอันแผ่วเบาของชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

ภาพที่ชายสวมหน้ากากทุ่มเทแรงกายแรงใจติดตั้งอุปกรณ์แปลกประหลาดต่างๆ ทั้งวันทั้งคืน แค่มองก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแทนแล้ว ทีแรกพวกเขาคิดว่าจักรพรรดิคนใหม่นั้นสั่งงานที่โหดร้าย ทว่าหาใช่ดังนั้นไม่ กลับเป็นเขาเองต่างหากที่หักโหม และหลังจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังไม่เป็นรูปร่างก็ตาม

แม้จะเป็นถึงจักรพรรดิ ทว่าผู้คนบางกลุ่มที่ได้พูดคุย ได้ทำงานขุดดินร่วมกับเขาต่างส่งเสียงหัวเราะ การพูดคุยที่ไม่ถือตัวแบบนั้น จะหาจักรพรรดิคนไหนทำแบบนี้ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลดตัวมาขุดดินยิ่งไม่มีแน่นอน

หากเขาได้อยู่ปกครองนานกว่านี้อีกหน่อยล่ะก็ เชื่อว่าทุกอย่างคงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน

ดูจากที่เห็นวันนี้ วันที่ชาวบ้านธรรมดาสามัญได้พูดคุย ได้รู้จักกับเหล่าทหาร เหล่าขุนนาง เมื่อเหนื่อยด้วยกันก็เหมือนกับจะเริ่มปิดใจยอมรับกัน เหล่าขุนนางบางคนถึงกับประกาศจะมอบของขวัญให้กับชาวบ้านในเขตของเขา

เพราะได้สัมผัสถึงความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน การลงมือปฏิบัติจริงจึงเริ่มเข้าใจความรู้สึกของชาวบ้านผู้ใช้แรงกายขึ้นมา

นี่แค่วันเดียว กลับเปลี่ยนแปลงไปมากถึงเพียงนี้ หรืออาจเป็นเพราะว่าจักรพรรดิอัคคีมีความสามารถที่เยี่ยมยอดเกินไป เยี่ยมยอดเกินหน้าเกินตาเทพที่ไม่เคยใส่ใจมนุษย์ ไม่แม้กระทั่งจะเหลียวแลด้วยซ้ำ เทพตนนั้นจึงต้องสังหารเขางั้นเหรอ

เสียงแห่งความคิด เมื่อได้คิด ได้ทบทวน ก็คิดได้ นึกออก ความรู้สึกต่างๆ พรั่งพรูอยู่เต็มหัวใจ ชาวบ้านผู้อ่อนไหวคนหนึ่งไม่สามารถอดทนอดกลั้นต่อไปได้อีกแล้ว

ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ว่าชายคนนั้นคือจักรพรรดิผู้ที่ช่วยลูกสาวทั้งสองของเขาจากขุนนางชั่ว (ข่าวนี้ถูกเปิดเผยลับๆ โดยทหาร แต่รู้ทั่วกัน) ลูกสาวที่เปรียบดั่งหัวใจและชีวิต

หากไม่มีเขาก็ไม่อาจจะได้พบหน้าและเห็นรอยยิ้มของลูกอีกครั้ง แต่แล้ววันนี้เขากลับต้องมาตายเพราะเงื้อมมือของเทพที่ไม่เคยเหลียวแลมนุษย์ ไม่แม้จะตอบรับคำอธิษฐานของเขาที่ร่ำไห้ส่งไปทุกวันอย่างนั้นหรือ หากไม่มีจักรพรรดิคนนี้แล้ว ...แล้วทุกอย่างไม่กลับไปเลวร้ายดังเดิมอีกเหรอไง

“ท่านทำแบบนี้ทำไม!! เป็นเทพเจ้าที่ไม่แม้แต่จะเหลียวแลพวกข้าด้วยซ้ำ แต่กลับมาทำลายความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกข้า!! ท่านเป็นเทพที่เห็นแก่ตัวที่สุด!!!” เสียงตะโกนที่ทุ่มพละกำลังทั้งหมดเปล่งออกไปเพื่อหวังจะกระแทกหูเทพผู้ชั่วร้ายให้รับรู้ความรู้สึกของเขาบ้าง

เมื่อมีหนึ่งคนฮึดขึ้น คนอื่นๆ ที่อดกลั้นและรอโอกาสนี้ต่างลุกฮือขึ้นมา

“ท่านยังเป็นเทพที่ข้าศรัทธาจริงๆ หรือ!! ข้าอ้อนวอนทุกคืนวันอธิษฐานส่งคำขอไปยังท่าน แต่ผลที่ได้คือความว่างเปล่า!! แต่ว่าเขา เขาคือคนที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของข้า เขาช่วยลูกสาว ช่วยต่อลมหายใจให้กับข้า แล้วท่านมาทำแบบนี้ได้ยังไง!!!

ต่อจากนี้เมื่อไม่มีองค์จักรพรรดิอัคคีแล้ว ...แล้วทุกอย่างมันจะกลับไปเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ท่านทำลายความหวังของพวกข้าทำไม!!” เสียงอีกเสียงที่รอโอกาสมานานตะโกนก้อง และเสียงสมทบอีกหลายๆ เสียงก็ตามมา แม้จะเป็นเสียงของคนไม่กี่ร้อยคน แต่มันก็สร้างความไม่พอใจให้กับอาทีน่าเป็นอย่างมาก

เธอระเบิดพลังกดดันออกไปในระยะกว้างทำให้ชาวบ้านและเหล่าผู้คนทรุดลงกับพื้น

“ทำลายความหวัง!! ข้ามาต่อความหวังให้กับพวกเจ้าต่างหาก!! รู้ไหมว่าตอนนี้กองทัพทหารนับล้านเคลื่อนพลมาเกือบประชิดอาณาจักรนี้แล้ว แต่จักรพรรดิของเจ้ากลับเฉยเมยไม่ให้ความสนใจ ทั้งยังสั่งให้พวกเจ้าทำอะไรบ้าๆ แบบนี้อีก พวกเจ้านั่งแหละโง่ มนุษย์เช่นพวกเจ้านี่โง่อย่างไรก็อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลงเลยจริงๆ!!” อาทีน่าตอกกลับด้วยน้ำเสียงดุดัน เสียงที่ทรงพลังทำให้หูของบางคนถึงกลับมีเลือดไหล

แน่นอนว่าคำกล่าวนี้ทำให้พวกเขาตกใจ แต่ว่าก่อนที่อาทีน่าจะได้พูดต่อจู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาก่อน เสียงนี้เป็นเสียงที่ทรงอำนาจพอๆ กับอาทีน่า

“เทพที่ปล่อยให้โทสะครอบงำมันก็ไม่ต่างกับมนุษย์นักหรอก!! ท่านบอกว่ามนุษย์นั้นโง่ แล้วดูสารรูปตัวเองตอนนี้สิ แค่จะคิดไตร่ตรองถึงเหตุผลที่ลึกล้ำกว่านี้อีกหน่อยก็ทำไม่ได้เสียแล้ว!! แล้วอย่ามาพูดมั่วๆ ว่าข้าไม่ให้ความสนใจ แค่เพียงท่านยังไม่รู้เท่านั้นว่าข้าเตรียมการรับมือไว้อย่างไร แต่กลับคิดไปเองมาใส่ร้ายป้ายความข้างั้นหรือ!! การเอาชนะสงครามน่ะ ลำพังแค่กำลังมันไม่พอหรอก ท่านเป็นเทพผู้มีปัญญาก็น่าจะรู้ ว่าหากมีกำลังคู่กับปัญญาแล้วล่ะก็ การพลิกสงครามจากหน้ามือให้เป็นหลังมือนั้นทำได้ไม่ยาก!!” เสียงอันทรงพลังและดุดันของไผ่เอ่ยออกมา เขายังคงสวมหน้ากากสีขาวครึ่งหน้าอยู่ ครานี้เป็นฝ่ายที่อาทีน่าต้องตกใจ

เพราะไม่เพียงจะยังไม่ตายกลับสามารถยืนหยัดได้ ทั้งยังปลดปล่อยพลังออกมากดดันเธออีก ไม่สิ สิ่งที่กดดันหาใช่พลังไม่ เพราะพลังของเขาแม้นจะเทียบได้กับระดับ 25 ดาว (พระเจ้า) แต่ว่าเป็นแววตาที่น่ากลัวนั่นต่างหาก มันเป็นแววตาที่เธอไม่เคยพบพานที่ไหนมาก่อน แม้กระทั่งเทพแห่งความตายแววตายังไม่น่ากลัวถึงเพียงนี้

“เจ้า!!”

“เป็นเทพก็จงอยู่ส่วนเทพ หากไม่สนใจไยดีมนุษย์แล้วเราก็ไม่ต้องมาญาติดีกัน สงครามยังไม่เริ่มอย่าพึ่งสรุปผล เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็มีกลโกงและไพ่ตายอยู่ในมือหลายใบ” เสียงอันเย็นเยียบของไผ่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงที่ทำให้อาทีน่าสั่นสะท้านจนเผลอถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง

“ท่านจักรพรรดิยังไม่ตาย!!” เสียงของเหล่าทหารและขุนนางตะโกน เหล่าชาวบ้านก็เช่นกัน พวกเขาส่งเสียงกู่ร้องดีใจ และรู้สึกทึ่งในความสามารถของจักรพรรดิอัคคีที่รับพลังกดดันมหาศาลแบบนั้นได้

“ท่านอาทีน่า! ข้าขอร้องล่ะ อย่าทำลายความหวังของพวกข้าเลย แม้จะไม่รู้ว่ามีกองกำลังบุกมาจริงหรือเปล่า แต่ข้าก็ไม่อยากจะสูญเสียงจักรพรรดิคนนี้ไป!” เสียงตะโกนอ้อนวอนของชาวบ้านคนหนึ่ง แม้นจะแต่งกายไม่สู้ดีนัก เขาคุกเข่าตรงพื้นแล้วพูด

ทว่าก่อนที่เสียงของคนต่อไปจะได้พูด เสียงของไผ่ก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

“ข้าว่าท่านรอดูผลลัพธ์ของสงครามดีกว่า เก็บความโกรธไว้ในใจก่อน เพราะเหล่าชาวบ้านตาดำๆ คงไม่สามารรถต่อกรท่านได้หรอก ระดับพลังของเทพเจ้านั้นคงไม่ได้มีไว้เพื่อรังแกมนุษย์อย่างเช่นพวกเขาหรอกใช่ไหม… อีกอย่าง ยังมีสิ่งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเทพเช่นท่านอยู่ ความโหดเหี้ยมอำมหิตของพวกมันไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาพูดได้!! ข้าพูดถึงตรงนี้หวังว่าสติปัญญาเช่นท่านคงนึกออก” เสียงของไผ่พูด เขาเดินไปยังอีกด้านหนึ่งซึ่ง ไกลออกไปมีอุปกรณ์แปลกประหลาดตั้งอยู่ และหากสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีอยู่ทั่วทั้งอาณาจักรนี้ ซึ่งสิ่งนี้เองที่ส่งคลื่นแปลกประหลาดที่แม้แต่อาทีน่ายังไม่เข้าใจ

“สิ่งนั้นคืออะไร!!” คำถามที่ส่งมาพร้อมกับแรงกดดัน แม้จะหนักหน่วงแต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่ออุปกรณ์

“ไม่บอก.... แต่เจ้าพวกนี้นี่แหละที่จะเปลี่ยนสงคราม” ไผ่ตอบหน้าตายโดยไม่ได้ใส่ใจสีหน้าบูดบึ้งของเทพอาทีน่าแม้แต่น้อย

“หึ!! วันนี้เจ้าทำให้เทพเช่นข้ารู้สึกทึ่งในความอึดของเจ้า แต่วันพรุ่งนี้ข้าจะรอดูการดับสิ้นของอาณาจักรเจ้า ไอ้ของแปลกประหลาดนั่นอย่าคิดว่าจะช่วยเปลี่ยนสงครามได้ พลังเวทก็ไม่มี พลังธรรมชาติก็สัมผัสไม่ได้ คงได้แต่เอาไปโยนเล่นเท่านั้นแหละ!!” น้ำเสียงและท่าทีของเธอเหมือนจะเปลี่ยนไป อีกทั้งเธอไม่เคยเจอะเจอมนุษย์ที่กล้าพูดแบบนี้กับเทพเช่นเธอ

แม้แต่ผู้กล้าในอดีตยังไว้หน้าเธอบ้าง แต่กลับคนคนนี้นั้นไม่ใช่ เขาพูดตรงเกินไป ตรงจนเธอรับความจริงไม่ได้

อาทีน่าสบถถ้อยคำสุดท้ายแล้วกลายเป็นละอองแสงหายไปจากครรลองสายตา ท่ามกลางความไม่เข้าใจของหลายๆ คน

มันเหมือนกับว่าการพูดคุย การเคลียร์กันยังไม่จบ แต่เธอกลับตัดบทจบปล่อยให้ค้างคาใจเอาเสียดื้อ ๆ ส่วนไผ่ในตอนนี้สามารถทนรับแรงกดดันระดับเทพเจ้าได้บ้างแล้ว จึงนับว่าได้กำไรสูงพอสมควร

แม้อยากจะลองต่อสู้กับเทพดูแต่กลัวว่าบ้านเมืองจะถูกทำลาย ทั้งยังต้องใช้เวลานับเดือนกว่าจะคุ้นชินกับพลังโจมตีของเทพ และกว่าจะปรับความแข็งแกร่งตามได้ก็ยังต้องใช้เวลา บวกกับความเจ็บปวดที่ต้องทนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก

ตอนนี้นับเป็นเรื่องที่ดีที่เทพปลีกตัวออกไป แม้จะทิ้งให้หลายคนค้างคาใจเพราะเรื่องราวที่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็รู้ว่าใครเป็นจักรพรรดิ

ท่ามกลางสายตาจำนวนมากที่มองมา ไผ่ไม่ได้มีอาการประหม่าแต่อย่างใด กลับเปลี่ยนทิศทางเดินไปทางที่จอบหล่นอยู่แล้วหยิบมันขึ้นมา

“มาทำต่อกันเถอะ เรื่องสงครามให้ไว้ใจข้า รับรองว่าฝั่งเราจะไม่มีคนตายแม้แต่คนเดียว” ไผ่พูดด้วยรอยยิ้มอบอุ่น เขาจัดการขุดดินที่อยู่ตรงหน้าท่ามกลางความ งง งวยที่ปรับอารมณ์ไม่ทันของเหล่าผู้คน

“ข้าเชื่อเช่นนั้น ขอเอาตำแหน่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์อันดับที่ 2 เป็นประกัน” เสียงของมารีนกล่าวติดตลก เธอถือจอบของตัวเองเดินไปขุดดินใกล้ ๆ กับไผ่

“พวกข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ฝีมือขององค์จักรพรรดิช่างสูงส่ง ทั้งยังหล่อกระชากใจอีกต่างหาก” เสียงของอัศวินสาวอีกคนหนึ่งพูดขึ้น เธอรีบตามมารีนไป แล้วช่วยกันขุดดิน

“พวกเราก็ไปกันเถอะ” เสียงของขุนนางที่คงเหลือเพียงน้อยนิดพูด เขาหยิบจอบตามไปขุดดินด้วย

เมื่อผู้นำออกโรงเองแล้วเหล่าผู้ตามจะอยู่เฉยได้อย่างไร พวกเขามองหน้ากันแล้วรีบเดินตามไปทันที ไม่นานความรู้สึกก็เปลี่ยนไปสนุกสนานเมื่อมีมอนสเตอร์งูตัวหนึ่งหลุดเข้ามาด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบ จักรพรรดิที่น่านับถือนั้นทิ้งจอบวิ่งแผ่นป่าราบร้องว้ากเป็นคนแรก บรรยากาศที่แสนตึงเครียดกลับผ่อนคลายกลายเป็นเสียงหัวเราะ... และดีขึ้นเรื่อยๆ และแล้วการขุดดินก็กลายเป็นเกมการแข่งขัน

แข่งกันว่าใครขุดดินได้มากที่สุด โดยของรางวัลขุนนางผู้เสนอเกมนี้ขึ้นจะรับผิดชอบ โดยคนชนะมีเพียง 3 คนเท่านั้น ส่วนคนแข่งขันคือชาวบ้านผู้อยู่ใต้อาณัติตน

ส่วนขุนนางและทหารระดับสูงเมื่อเห็นคนริเริ่มเกมนี้ก็เอาอย่างบ้าง เกิดการตั้งรางวัลแล้วแข่งขันกันเอง มีแข่งเป็นคู่ แข่งเดี่ยว แข่งทีม ของรางวัลแต่ละอย่างอาจมีค่าไม่เท่ากันแต่มันก็สร้างสีสันกับการทำงานให้มีความสุขขึ้น

และแล้วองค์จักรพรรดิที่วิ่งหนีงูจนลับตาไปนานก็เข้ามาแจมด้วย เขาจัดการใช้จอบขีดช่องเป็นสี่เหลี่ยม 50 คูณ 50 ตารางเมตร เว้นระยะ 500 เมตรก็ขีดอีกช่อง และขีดไปเรื่อยๆ

ส่วนเกมการแข่งขันที่ท่านตั้งก็คือแข่งกันขุดดิน โดยแข่งเป็นทีม ทีมละ 20 คนให้ขุดดินในช่องออกโดยกำหนดขอบเขตการขุดว่ารอบนอกลึกกี่เมตร รอบในลึกกี่เมตรอย่างชัดเจน ทีมที่ร่วมลงแข่งมีทั้งชาวบ้านและเหล่าขุนนางที่เข้ารวมกลุ่มคละกันไม่มีแบ่งแยก

ส่วนของรางวัลก็คืออาหารเย็น และเบคอนเนื้อสัตว์แพ็คใหญ่ เพราะนี่เป็นการแข่งขันเพื่อความสนุกสนานแต่ได้ประโยชน์ พวกเขาจึงตกลงแข่งกัน

เมื่อตะวันตกดินทุกคนที่สนุกสนานกับการทำงานยังคงไม่อยากจะพักผ่อน จะว่าเหนื่อยก็เหนื่อย แต่เหนื่อยแบบมีความสุขที่บอกไม่ถูก

“ทุกคน!! ได้เวลาพักแล้ว ไปรวมตัวกินข้าวกันที่ลานหลัก” เสียงของไผ่ตะโกนให้ได้ยินกันในละแวกที่เขารับผิดชอบ ซึ่งก็คือเขต 1 พื้นที่ครึ่งหนึ่งของเขต อีกส่วนโนบุดูแล

เขต 2 กับเขต 3 อยู่ในความดูแลของนานะ คิวบิลัส และแพตตี้ ส่วนฮอปมีหน้าที่ทำอาหารซึ่งต้องปลีกตัวออกไปก่อน ฟรานซ์รับหน้าที่ดูแลระบบใหญ่

และแล้วการทานอาหารที่แสนอร่อยในมื้อดึกก็เริ่มขึ้น ทุกคนพูดคุยกันอย่างออกรส บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้หากมองด้วยเนตรมังกรจะเห็นว่าบนบ่าของทุกคนจะมีภูติจิ๋วหน้าตาน่ารักเกาะอยู่

ละอองแสงบางเบาที่ปล่อยออกมานั้นช่วยให้ทุกคนผ่อนคลายจิตใจ อันเป็นเพราะคำสั่งของมินิ ที่คอยกำชับเหล่าภูติน้อย และแล้วสิ่งที่ละเอียดอ่อนก็ถูกแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

วันแรกกับการทำงาน วันแรกที่ได้เรียนรู้หลายๆ อย่างร่วมกันและเกิดการผูกพันสนิทสนมกันขึ้นมา เมื่อเหล่าขุนนาง เหล่าทหาร หรือแม้กระทั่งเหล่าอัศวินวางยศวางศักดิ์ศรีของตัวเองลง แล้วมาอยู่มาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ร่วมกับทุกคน

ครั้งนี้พวกเขาได้เรียนรู้ว่า ทุกคนนั้นไม่ได้ต่างอะไรกันเลย มีมือมีเท้า มีความรู้สึก จะยศสูงแค่ไหน ทำงานขุดดินมันก็เหนื่อยเหมือนกันทั้งนั้น และเมื่อได้วางสิ่งเหล่านั้นออกไป เขาก็ได้เข้าใจเสี้ยวเล็กๆ ของคำว่าความสุข ที่แม้จะเป็นเสี้ยวหนึ่งแต่ก็ให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่

 

..............................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น