เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 68 คราดาราราชินีแดงร่วมงานเลี้ยงกับจ้าวแห่งความลับ

ชื่อตอน : ตอนที่ 68 คราดาราราชินีแดงร่วมงานเลี้ยงกับจ้าวแห่งความลับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 80

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มิ.ย. 2562 12:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 68 คราดาราราชินีแดงร่วมงานเลี้ยงกับจ้าวแห่งความลับ
แบบอักษร

ตอนที่ 68 คราดาราราชินีแดงร่วมงานเลี้ยงกับจ้าวแห่งความลับ 

          โลกสีฟ้า ดินแดนแห่งความฝันสีทอง และความหวังสีเพลิง ยุคสมัยอันเปี่ยมด้วยความรักผลิบานเต็มผืนแผ่นดิน วาดลวดลายด้วยมนตราขุมพลังมาโฮหลากหลายชนิด ผู้คนน้อยนิด และเหล่าสัตว์ร้ายที่เฝ้าปกป้องถ้ำหนองคลองบึง พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่คือปักษาสวรรค์อันถือครองพลังอันเกรียงไกร เผ่ามังกรสูญสิ้นเลือนหายมิต่างจากเหล่าภูตพรายที่แอบซ่อนเร้นในหมู่บ้านกลางป่าต้องห้าม อมนุษย์สัตว์ทำมาหากินเคียงคู่มนุษย์ และแม่มดขาว บนถนนอันเปี่ยมด้วยเสียงดนตรีบรรเลง และสะพานข้ามแม่น้ำมีรถม้าสีดำแล่นสัญจร ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ต้นหญ้า ดอกไม้ฝังราก และเติบโตภายใต้แสงตะวัน ยามกลางคืนมีโจรร้าย และมีทหารวิ่งไล่จับโจร ในตรอกมืดปรากฏเงาดำตะคุมเหล่านักฆ่าที่ลงมือเก็บเป้าหมายอย่างเงียบสงัดไร้ปรานี ด้วยฝีมือเท้าประหนึ่งบัญญัติเพชฌฆาต และความร้ายกาจประหนึ่งบัญญัติแห่งห้วงมรณะ หลายชีวิตดำเนินก้าวต่อไปแม้ไม่มีใครรู้ว่ามีแสงแห่งชีวิตหนึ่งดับลงไม่ใกล้ไม่ไกล  

         โลกที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยดินแดนแห่งคำถาม และยังไม่มีใครสำรวจ พื้นที่ผู้คนสามารถพักอาศัยคือเหล่าแคว้นน้อยใหญ่ที่ปกครองด้วยพระราชา และราชินีผู้เล่อโฉม ตั้งแต่สมัยโบราณนับตั้งแต่สิ้นสุดมหาสงคราม มนุษย์เงียบเสียงลงพอๆกับเผ่าอื่นๆอีกมากมายที่เก็บอาวุธ และยอมก้มลงกราบบูชาเผ่าปักษาเพื่อรักษาซึ่งสันติภาพ และความรุ่งเรื่องให้ดำเริงตราบชั่วกัลปาวสาน  

         ร้อยนครเมืองเริ่มปรากฏเป็นสัญลักษณ์บนแผนที่ทวีป ตราสัญลักษณ์เมืองบ่งบอกเอกลักษณ์ความพิเศษของเมืองนั้นๆ อาทิ ตรามงกุฎดอกลิลลี่ประจำเมืองไมเดน ตรากำปั้นหินศิลาแห่งนครไฟท์มาคิสออน และตรากำแพงสูงของนคราซีเคร็ออฟวอร์  

         ตราสัญลักษณ์ที่บอกว่าเมืองนั้นมีอะไรพิเศษ แค่ดูตรา และลองนึกหาเหตุผลสนับสนุนก็ทราบทันทีว่าความหมายขอตราคืออะไร อย่างตรากำแพงก็หมายถึงที่นี้กำแพงแข็งมากไม่ควรเอาหัวพุ่งชน ส่วนตรากำปั้นศิลาก็หมายถึงคนที่นั่นมีมือเป็นหิน 

         เมืองต่างๆหากมีจำนวนประชากรมากย่อมนับเป็นเมืองใหญ่ และหากมีมากของมากอีกทีย่อมนับเป็นมหานครที่สามารถแยกตัวออกไปจากการปกครองของแคว้นได้ด้วย อย่างเมืองซีเคร็ทออฟวอร์ที่เป็นตัวอย่างชัดเจน อดีตเมืองนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นแมรี่หนึ่งวัน และแคว้นฮาโมนีหนึ่งวันเช่นกัน สาเหตุที่ทำไมเวลามันน้อยนิดก็เพราะการปกครองในปีนั้นเกิดจากเหตุการณ์พิเศษที่บอกเล่าเรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อน ปัญหาความรุนแรง ปัญหากลุ่มมาเฟีย ปัญหาแรงงานชุมนุม และโน่นนี้นั้นเยอะแยะทำให้เมืองแห่งกำแพงวุ่นวายเกือบจะเมืองแตก แต่ยังดีที่มิแตก 

         เพราะในตอนที่เมืองใกล้แตก สี่ผู้นำตระกูลใหญ่รวมพลังกัน จับมือ และบุกเข้าสภา ยึดสภาเป็นของตน และใช้อำนางสูงสุดแห่งนครสั่งหยุดยั้งทุกคนให้วางอาวุธ และตั้งสติ 

         เรียกว่าเป็นการกระทำที่ตรงไปตรงมาอย่างมาก ด้วยการตัดสินที่เด็ดขาดสุดๆของกลุ่มตระกูลใหญ่ในตอนนั้นทำให้ปัจจุบันยังมีเมืองที่ชื่อซีเคร็ทออฟวอร์ในแผนทีทวีป  

         ปกป้องการแทรกแซงจากแคว้นรอบด้าน ยกระดับมาตรการการป้องกันเมือง ทุกอย่างถูกยกระดับให้สูงกว่าเดิมหลายเท่าเพื่อรักษาเมืองให้รอดพ้นวิกฤติ แน่นอนว่าเหตุการณ์นั้นต้องจารึกในประวัติศาสตร์นคร เรื่องราวของสี่ตระกูลใหญ่ที่ยอมรับบทผู้ร้าย และกลายเป็นตราบาปของนครแห่งความลับ ไม่นานหลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อย บ้านเมืองสงบสุขเช่นนั้น เหล่าสี่ผู้นำตัดสินใจลงจากตำแหน่ง ปล่อยให้สภาเป็นสภาที่คงไว้ซึ่งความยุติธรรม และคุณธรรมเช่นเดิม 

         ฝากฝังความหวังแห่งนครไว้ในมือของรุ่นใหม่ 

         แม้นปัจจุบันเมืองแห่งความลับจะไม่นิยมชมชอบหรือมีลูกหลานขุนนางให้เห็นแล้ว แต่ยังมีเหล่าตระกูลใหญ่ที่ถือเป็นตระกูลโบราณตั้งแต่สมัยก่อตั้งนครเมือง เรียกว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่ต่างจากขุนนางเท่าไหร่นัก ทว่าพวกเขาไม่มีอำนาจเหมือนขุนนาง และหากอยากมีอำนาจก็ต้องใช้แรง และสมองคว้าอำนาจนั้นมาด้วยมือของตนเอง อย่างสอบเข้าเป็นสมาชิกสภาหรือมีประชาชนสนับสนุนเลือกให้เข้าสภา  

         ระบอบการปกครองที่เหมือนใส่ใจประชาชน แต่ก็เต็มไปด้วยกลโกง และอุบายต่างๆนานาที่ใช้โดยเหล่าชายหนุ่มอัจฉริยะ พวกเขาคือลูกหลานตระกูลใหญ่อีกทั้งยังมากด้วยการสนับสนุนจากกลุ่มต่างๆในเมือง นับเป็นเรื่องปกติที่อำนาจใหม่จะลบล้างอำนาจเก่า หากเป็นนอกเมืองเรื่องเช่นนี้จะทำได้ยากมาก แต่ที่นี้ในกำแพงมันทำได้ง่ายๆเลย ขอแค่มั่นใจว่าตัวเองเก่งพอ และมีความรับผิชอบที่จะแบกรับชะตากรรมของเมือง 

         สภาเมืองแห่งความลับแบ่งเป็นสองสภา หนึ่งสภาเมือง หนึ่งสภาเงา  

         สภาเมืองคือหน่วยงานที่ปกครอง และดูแลเมืองอย่างเปิดเผยเป็นที่รู้จัก และที่เคารพของประชาชน และสภาเงาคือกลุ่มคนที่ปกครองเมืองแห่งความลับเช่นกันเพียงแต่พวกเขาปกครองด้วยอำนาจมืดที่ซ้อนในเงาทะมึน และไม่ว่าจะสภาเมืองหรือสภาเงาล้วนเป็นลูกหลานที่สืบทอดสายเลือดของสี่ตระกูลใหญ่ทั้งนั้นกระนั้นจากเหตุการณ์นองเลือดสมัยก่อนทำให้สามตระกูลใหญ่ล้มสลาย ลูกหลานที่คิดว่าสืบเชื้อสายจากสี่ตระกูลใหญ่ก็ไม่แน่ว่าใช่จริงๆ นอกเสียจากตระกูลอีธานเท่านั้นที่ยังเหลือรอด 

         สามตระกูลใหญ่ล้มสลายเพราะโดนโจมตีจากทั้งข้างนอก และข้างใน หนึ่งโดนศัตรูทางการเมืองสังหารทิ้งยกตระกูล หนึ่งโชคร้ายติดโรคระบาด หนึ่งสิ้นอายุขัยตามธรรมชาติ เนื่องจากทั้งสามตระกูลไม่มีผู้สืบทอดจึงพบจุดจบในที่สุด แท้จริงแล้วเรื่องราวต้องสาปนี้มีเรื่องราวของตระกูลอีธานร่วมด้วย แต่ไม่รู้ลูกหลานตระกูลนี้แข็งแกร่งขนาดต่อยโชคชะตาตัวแตกหรือไม่ พวกเขาจึงรอดพ้นเงื้อมมือยมทูต และฟันฝ่าชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้  

         อีธาน และไดอาเรียคือลูกหลานผู้สืบเชื้อสายตระกูลใหญ่ของจริง ตระกูลโบราณที่ยังคงทรงอำนาจ  

         ก่อนไดอาเรียเกิด อีธานย่อมเกิดก่อน ในสมัยนั้นที่บ้านเมืองยังสงบสุขกระมัง สำหรับเมืองแห่งความลับแล้วหากมีคนยิงกันตามถนนก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ อีธานเกิดในเมืองที่อันตรายรายล้อมเช่นนี้ เจ้าหนูน้อยวัยใสที่โดนเหล่าเพื่อนสนิทของท่านแม่ และท่านหญิงจ้องตาเป็นมัน เพราะองคาหล่อเหลาแผ่ความน่าเกรงขาม และน่าจิ้มตั้งแต่วัยเยาว์ทำให้อีธานประสบปัญหาโดนจิ้มแก้มเกือบทุกวัน 

         เรื่องสิทธิ์ชายหญิงเมืองซีเคร็ทออฟวอร์ให้ค่าเท่าเทียมกัน ไม่มีบุรุษข่มเหงสตรี ไม่มีสตรีใดยอมให้บุรุษข่มเหง 

         ดังนั้นเรื่องหยอกล้อเจ้าหนูน้อยจึงไม่ใช่เรื่องผิดบาปหรือน่าละอาย ท่านแม่ของอีธานยังชอบโม้เรื่องเขาบ่อยๆ บอกว่าเขาหล่อเหมือนท่านพ่อ แถมยังทำหน้านิ่งเหมือนท่านพ่อด้วย ท่านพ่ออีธานหล่อมาก และเนื่องจากท่านพ่อมีท่านแม่แล้ว บรรดาสาวๆจึงอยากเขมือบอีธานแทน เจ้าหนูน้อยพยายามทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้มากที่สุด และตัดสินออกจากสตรีใดก็ตามที่เข้าใกล้เขา 

         สิบส่วนสิบของสตรีที่เห้นอีธานจะมองเขาด้วยสายตาลุ่มหลงซึ่งเจ้าหนูน้อยไม่ชอบเลย เขาหวังว่าน้องสาวจะไม่มองเขาด้วยสายตาแบบนั้น แต่น่าเสียดายที่น้องสาวอาหารหนักกว่าสตรีอื่นอีก  

         “มีสมาธิxxx มือต้องนิ่ง” 

         ท่านพ่ออีธานสอนวิชาการต่อสู้ให้เจ้าหนูน้อยตั้งแต่สามขวบเพื่อให้อีธานสามารถใช้ชีวิตในเมืองแห่งความลับอย่างปลอดภัย ไร้รอยขีดข่วน เวลามีปัญหาสามารถจัดการด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากคนอื่น อีธานฝึก และออกกำลังกายทุกวัน เจ้าหนูน้อยเรียนรู้ศาสตร์พลังมาโฮควบคู่ศาสตร์การใช้อาวุธปืน ฝึกฝนจนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดพลัง และปลดผนึกพลังมาโฮลับ อีธานเติบโตขึ้นเป็นลูกผู้ชายที่ไม่เคยแพ้ให้ใคร ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่ง แต่เพราะเขาไม่ค่อยชอบต่อสู้เท่าไหร่ต่างหาก  

         การฝึกฝนทั้งหมดเพื่อเอาไว้ใช้ยามจำเป็นซึ่งเวลานั้นไม่มีเคยมี  

         อีธานเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เขาไม่ค่อยพูด และที่สำคัญเดาใจเขายากมาก มีเพียงท่านแม่เท่านั้นที่เดาใจลูกชายตัวน้อยออก แม้แต่ท่านพ่อที่ใกล้ชิดอีธานที่สุดก็ยังเดาใจลูกชายไม่ไหว “สมกับเป็นลูกชายข้า” ตอนท่านพ่อยังเด็ก ท่านปู่ก็เดาใจท่านพ่อไม่ออกเช่นกัน เรื่องนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของบุรุษในตระกูลอีธาน และเรื่องน่าสงสัยมากเช่นกันว่าทำไมมีแต่ท่านแม่ ท่านย่า และท่านยาย ฝ่ายสตรีเท่านั้นที่เดาใจฝ่ายบุรุษได้ 

         ความลับของตระกูลอีธานถูกบอกจากปากท่านพ่อ อีธานในวัยเยาว์รับรู้ว่านี้คือความลับที่จะบอกใครไม่ได้นอกจากคนตระกูลอีธาน มันเป็นความลับที่สำคัญมาก และไม่ใช่เพียงต้องเก็บรักษามันไว้ แต่ยังต้องทำมันให้เป็นจริงด้วย  

         ‘ข้างใต้ 

         แท้จริงแล้วมีเรื่องเล่าตำนานยาวเป็นหนังสือร้อยเล่ม แต่เพราะพลังอำนาจปริศนาทำให้ความจริง และเรื่องราวยาวๆนั้นเหลืออยู่แค่ประโยคเดียว ประโยคที่รับสืบทอดปากต่อปากจากประมุขตระกูลอีธานคือสาเหตุให้ท่านพ่อของอีธานทำงานดูแลเหมืองแร่เพื่อขุดพื้นดินให้ลึกกว่านี้ ขุดๆเพื่อตามหาว่าแท้จริงแล้วข้างใต้นี้มีอะไรหลับใหล

         อีธานอยากรู้เช่นกันว่าความจริงคืออะไร

         แต่ก่อนที่เขาค้นพบคำตอบ ท่านพ่อกับท่านแม่ก็โชคร้ายเสียชีวิตแล้ว…

         วันหนึ่งในยามที่อีธานโตเป็นเด็กหนุ่ม ท่านพ่อเรียกเขาไปพบที่ห้องหนังสือ และมอบบันทึกที่จดทุกอย่างเกี่ยวกับตระกูลอีธาน นี้คือมรดกที่ผู้นำตระกูลอีธานต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ และส่งมอบให้ลูกหลานตระกูลต่อๆไปไม่สิ้นสุด อีธานรับบันทึกเก่าแก่มีตัวอักษรลายมือท่านพ่อ และลายมือท่านแม่ที่แอบเขียนเล่นๆไว้ตรงมุมปก หลังมอบสิ่งสำคัญให้บุตรชายแล้ว วันถัดมาบังเอิญเกิดอุบัติเหตุกับพวกท่าน

         แน่นอนว่าไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา อีธานสูญเสียผู้เป็นที่รักสองคนในคราเดียว…

         “ท่านแม่อยู่ไหนหรือ..”

         ไดอาเรียอายุห้าขวบกอดขาอีธานในงานศพที่ปรากฏร่องรอยหยาดน้ำตาของน้องสาวหยดลงบนโลงศพ เด็กหนุ่มผู้เย็นชาเป็นนิจ เขาไม่ร้องไห้ แลไม่โศกเศร้าแต่อย่างใด กระนั้นน้อยคนนักจักรู้ว่าเขาเสียใจ.. ยิ่งกว่าใคร

         หากในเวลานี้มีคนปลอบเขาหน่อยก็ดี.. อีธานหลับตา และลูบหัวน้องสาว

         เขาทำตัวอ่อนแอไม่ได้ เขาทำตัวขี้ขลาดไม่ได้ ตอนนี้ครอบครัวเหลือแค่เขา และน้องสาวแล้ว

         “พวกท่านจะอยู่ในใจเราเสมอ”

         พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่สืบทอด ตกสู่มือเด็กหนุ่มที่นับแต่นี้ไปเขาจะใช้ชื่อ “อีธาน” เพื่อจารึกเรื่องของเขาลงในบันทึกตระกูลอีธาน และตามหาความจริงให้เจอในสักวันหนึ่ง ไม่ว่าต้อแบกรับภาระหนักหนาเพียงใด ไม่ว่าต้องเผชิญหน้ากับผู้ใด อีธานจะยืนหยัด และสู้จนวินาทีสุดท้าย และหากสวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งเขา และน้องสาว ขอให้สักวัน..

         ไดอาเรียเจอคนที่ใช่..

         อีธานกลายเป็นคนที่เก็บความลับมากมายเอาไว้ แม้นความปรารถนาของเขาก็เก็บเงียบกริบไม่บอกใคร คืนหนึ่งหลังจากผ่านมรสุมชีวิตที่เกือบฉีกกระชากอีธานเป็นชิ้นๆ ชายหนุ่มหยิบขวดสุรา และเดินไปนั่งขอบหน้าต่างห้องลับ จิบสุราเมรัย และทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดเขาจะทำ

         อีธานเมา และเริ่มคุยกับดวงดาว

         ตอนนั้นที่บ้านไม่มีใครให้อีธานเล่าความในใจ ไม่มีหมาแมว จะเล่าให้พ่อบ้านฟังก็ไม่รู้จะเล่าอย่าไร จะให้น้องสาวฟังก็กลัวน้องสาวเศร้าไปด้วยอีกคน ในเมื่อไม่มีใครให้วางใจเล่า อีธานเลยเปิดปากกับดวงดาวบนฟ้า กระนั้นยังเป็นเจ้าหนุ่มหล่อที่พูดแค่สองสามประโยค แตกต่างจากสาวน้อยปัญญานิ่มบางคนที่เปิดปากทีเล่าเป็นละครน้ำเน่า น้ำไหลไฟดับ

         อีธานพลั่งบอกความปรารถนาที่เขาไม่เคยบอกใคร ไม่สิ บางทีเขาอาจแค่พึมพำก็ได้ เพราะเสียงเขาฟังแผ่วเบาปานขนนก และแฝงซึ่งความคาดหวัง และความหงอยเหงาจางๆ

         โชคชะตาเป็นใจให้คืนนั้นมีดวงดาวน้อยนางหนึ่งจับตาดูอีธานพอดิบพอดี ไม่สิ ต้องเรียกเจ้าดวงดาวน้อยเฝ้าสังเกตหนุ่มหล่อตั้งนานแล้ว เพราะนางเป็นอีกหนึ่งชะนีที่หลงใหล และหลงเสน่ห์ความหล่อเหลาหัวปักหัวปำ คืนนั้นนางเงี่ยหูฟังเขาระบายความในใจ ฟังแล้วเศร้าสลดจนอยากร่วงหล่นสู่โลกสีฟ้า ลงไปซุกแผ่นอกกำยำ และกอดหนุ่มหล่อใจจะขาด ทว่าเผ่าดารามีกฎ และดวงดาวน้อยยังเยาว์เกินกว่าจะได้รับอนุญาตลงสู่ข้างล่าง

         ใจนางอยากช่วยเจ้าหนุ่มหล่อเหลือเกิน และแล้วฟ้าก็เห็นใจนาง มอบโอกาสให้

         เทศกาลดวงดาวตก

         ดวงดาวน้อยอยากลงไปให้เจ้าหนุ่มรับประทานเอง แต่ติดที่นางยังเด็กเลยต้องไปขอให้ท่านพี่ผู้ปกครองจักรวาลช่วย

         นารีที่เป็นฮ่องเต้รับคำน้องสาว แต่ก็อยากเขกหัวน้องที่ไม่ยอมบอกอะไรเลย แม้แต่ความปรารถนาของอีธาน แล้วจะให้พี่สาวช่วยเช่นไร

         ที่จริงมันมีวิธีช่วยอีธานนะ น้องสาวแอบบอกพี่สาวเป็นนัยแล้ว แค่นารีมึนไม่รู้ความหมายสิ่งที่น้องสาวต้องการสื่อ ตอนนั้นนางรีบด้วย เลยไม่ทันฟังน้องสาวพูดให้กระจ่าง

         และหากนารีรู้ว่าน้องสาวต้องการให้นางทำอะไร นารีตบะแตกแน่ นี้จะขายพี่ให้ทำเรื่องอย่างว่าอะนะ!!!

         “สักครั้งกับเทพบุตร”

         อย่างไรก็ดีที่เรื่องราวไปไม่ถึงจุดนั้น อีธานพบพวกเมรัย และปฏิเสธความช่วยเหลือจากดวงดาว เขาเป็นคนที่อยากจะทำอะไรก็ทำ และหากอยากไขว้คว้าสิ่งสำคัญ เขาอยากคว้ามันด้วยมือของตนเอง ที่เขาตอบแบบนี้เพราะเขามั่นใจว่าทำได้ และเขาทำได้แล้วจริงๆอย่างที่บอก อีธานไม่เคยสัมผัสความสุขมากมายเช่นนี้ตั้งแต่สูญเสียท่านพ่อกับท่านแม่ เขาเหมือนโดดเดี่ยวมาตลอด กระนั้นเพราะมีน้องสาวคอยเอาใจ อีธานเลยไม่เบื่อชีวิต อีกทั้งยังสนุก และอยากมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นน้องสาวเติบโตด้วย

         การได้พบลีโอน่าอีกครั้งทำให้เขาหันมาสนใจตนเอง ไม่ต้องถามก็รู้ว่าคำตอบ

         “ยิ้มแล้ว”

         “ยังไม่หยุดอีกหรือ”

         อีธานอยากยกมือกุมหน้าผาก ลีโอน่าล้อเขาตั้งแต่วันนั้นแล้ว มาวันนี้นางยังล้อไม่หยุด จะติดใจอะไรกับสีหน้าอีธานนักหนา เจ้าหนุ่มอยากสั่งให้สตรีชุดแดงหยุด เขาเคยสั่งนาง แต่นางดื้อฉิบหาย

         ไม่หยุดแถมยังเลื้อยพันตัวเขาด้วย นี่คนหรืองู..

         ลีโอน่าโยกเอว และยื่นหน้าประชิดตัวอีธาน นางช้อนตาสีแดงทับทิมแฝงรอยยิ้มอบอุ่น อีธานเห็นแล้วใจอ่อนยวบ “…” “ฮึๆ” นางหัวร่อเบาๆให้สีหน้าเหวอๆของอีธานที่วางตัวมิถูก แต่รู้ในใจอยากอุ้มลีโอน่ากลับบ้านแน่นอน นักไวโอลินสาวแต่งกายด้วยชุดราตรีสีแดงกุหลาบแลงดงามราวราชินีแห่งหมู่ทหารไพ่ ปานดอกกุหลาบที่เบ่งบานเฉิดฉายยิ่งกว่าดอกกุหลาบทั้งปวง นางชอบยิ้ม และทำหน้าปลาตายเวลาพูดเรื่องจริงจัง “คืนนี้อากาศดีนะ หากมีเหตุวุ่นวายจะดีกว่านี้มาก อือ อย่างโจรบุก?” ลีโอน่าต้องการสีสันเติบเต็มชีวิตเหลือเกิน อีธานอดใจไม่ไหวต้องยกนิ้วจิ้มหน้าผากนาง “จะพูดทำไม” อีธานรู้สึกเหมือนพกระเบิดมาทำลายแผนการตัวเอง

         “ข้าเบื่อนี่นา งานนี้ไม่มีสมบัติให้ชมด้วย”

         ลีโอน่าแบมือ ยักไหล่ สีหน้ากวนทีนสุดๆไปเลย เวลาสนุกนางคือช่วงวงดนตรีเล่นเพลงประกอบงานเลี้ยง ตอนอีธานตกใจ ตอนอีธานยิ้ม ตอนอีธานทำหน้าอยากฆ่าลีโอน่าแต่ตัดใจทำไม่ลง แล้วก็ตอนกินของอร่อย ตอนกวนประสาทไดอาเรีย ตอนทำตัวตามสบาย ตอนนอน และตอนอาบน้ำ อ่อ แล้วก็ตอนยึดเตียงอีธาน และถีบเจ้าของเตียงตกเตียงด้วย

         “…”

         “ตอนเอาแจกันทุบหัวข้าก็ชอบนะ”

         ไม่ต้องบอกก็ได้.. อีธานฟังแล้วอยากกินยาแก้ปวดหัว ทำไมตอนแรกเขาคิดว่านางเป็นคนเรียบร้อย สุภาพสตรีนะ ดูสิ คบกันมาระยะหนึ่งนางจะปีนขึ้นหัวเขาแล้ว นิสัยชอบยิ้มอ่อน แต่ลงมือหนักเหมือนท่านแม่เวลาดุท่านพ่อไม่มีผิด

         จำได้ว่าท่านพ่อเคยบอกอีธานว่า คิดให้ดีจะแต่งงานกับใคร และจะดีมากถ้าลูกไม่แต่งงาน..

         เพราะมีน้องสาวไดอาเรีย เรื่องผู้สืบทอดยกให้ลูกไดอาเรียก็ได้ ดังนั้นชีวิตอีธานตัดสินใจให้ดี อย่าเลือกเดินทางผิดเหมือนท่านพ่อ

         โชคร้ายมากที่ตอนพ่อลูกคุยกัน ท่านแม่ได้ยินพอดี

“หลังจากนั้นเป็นไงหรือ”

         ลีโอน่าอยากรู้ อีธานเล่าให้นางฟังแล้ว แต่ไม่อยากเล่าตอนจบ “ทุกอย่างปกติดี”

         อือ.. โกหก ลีโอน่าหรี่ตาต่ำปานแมวเหมียว มุมปากยกสูง “เดาว่าท่านแม่อีธานคงสั่งงดข้าวท่านพ่ออีธานหนึ่งสัปดาห์” แล้วก็ไม่ยอมขึ้นเตียง สั่งสาวใช้ทั้งหมดไม่ให้ทำงานบ้าน แล้วก็หางานมาให้ท่านพ่อทำมากกว่าเดิมแปดเท่า อีกทั้งยังหอบไดอาเรียหนีกลับบ้านฝั่งแม่ ทิ้งอีธานไว้กับท่านพ่อสองหนอในคฤหาสน์ที่เงียบเหงา สองพ่อลูกต้องกัดฟันใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก อดข้าว อดอาหาร กระทั่งอีธานคิดว่าเป็นเช่นนี้ไม่รอดแน่ เลยทรยศท่านพ่อแอบหนีไปขอความเมตตาจากท่านแม่ ท่านแม่ใจอ่อนยอมยกโทษให้อีธาน ให้อีธานเข้าบ้านแม่ แล้วกลายเป็นทั้งครอบครัวทิ้งท่านพ่อให้โดดเดี่ยวกับยอดหญ้า และรากมะม่วง

         “..เป็นเรื่องเป็นราว”

         อีธานทำหน้าแบบตายแบบตายจริงๆ นาง-รู้-ได้-ไง ขนาดคนนิสัยใจเย็นปานธารน้ำแข็งอย่างอีธานยังอยากรู้เลยทำไมนางปีศาจถึงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนั้น นางค้นบ้านเขาแล้วเจอบันทึกอะไรหรือเปล่า หรือนางถามพ่อบ้าน? ทำไมจู่ๆชายหนุ่มรู้สึกเหมือนเขาเผลอเก็บปีศาจเข้าบ้าน แววตาสีเงินหรี่ต่ำจ้องลีโอน่า นักไวโอลินสาวคลี่ยิ้มลึกลับ

         “เดาเก่งใช่หรือไม่”

         ไม่เดาอ่ะ นางแค่แอบอ่านบันทึกเล่มเล็กของไดอาเรียเฉยๆ คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ตอนนั้นก็มีไม่น้อย แต่คนรู้ลึกย่อมเป็นคนใกล้ชิดอีธาน และท่านแม่อีธานที่สุด ไดอาเรียนี่แหละจะเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ทำให้ลีโอน่าจับจุดอ่อนอีธาน และกำราบชายหนุ่มอยู่หมัด

         แม้นตอนกลางวันนางจะเล่นเขาไม่น้อยก็เถอะ แต่ตอนกลางคืนนางโดนเล่นซะเละเลยนะ

         ถือว่าเอาคืนละกัน ลีโอน่าดวงตาประกายดวงดาวพลังกำมืออย่างผู้มีชัย

         อีธานมองแล้วรีบคิดแผนปิดปากไดอาเรียทันที มันเป็นความคิดที่ผิดพลาดมหันต์ชัดๆที่ให้ลีโอน่าไปปรับความเข้าใจกับน้องสาว นี้มันเหมือนบอกให้นางไปหาพันธมิตรมาเล่นงานอีธาน เจ้าหนุ่มรู้สึกคอหายเพราะคิดมากเกินไป เขาขอน้ำจากสาวใช้ และดื่มดับกระหาย

         กระนั้นความว้าวุ่นยังไม่หายไปหมด อีธานลอบมองฝั่งน้องสาวที่ยืนคุยเล่นกับเพื่อนนาง ท่าทางน้องสาวใสซื่อ และน่าจะโดนหลอกจริงๆด้วย

         “บอกแล้วนางน่ารัก”

         หอมหวาน และเป็นเหยื่อที่ดีสุดๆไป.. ลีโอน่ายิ้มจากใจจริง สันดานแต่เดิมของนางพลันเผยให้เห็นพร้อมเขาปีศาจน้อยๆ “แล้วแต่เจ้าเถอะ” อีธานคงมีชะตาเหมือนประมุขตระกูลอีธานทุกรุ่นกระมัง ได้ข่าวว่าประมุขทุกรุ่นมีโอกาสตายเพราะเมียตัวเองสูงด้วยสิ จำได้ว่าท่านปู่ยังเคยพ่ายให้ท่านย่า แล้วโดนท่านย่าถีบออกจากบ้านด้วย ข้อหาแอบซ่อนเงินที่ควรมอบให้ท่านย่า

         เฮ้อ ใครใช้ให้เขาเทหมดใจให้นาง.. อีธานเบือนหน้าหนีพลางแสร้งจิบน้ำ

         บรรยากาศร่มเย็นใต้ฟ้าดวงดารา งานเลี้ยงเริ่มตั้งแต่พลบค่ำ เวลานี้มืดแล้ว ประธานงานยังคงไม่โผล่หน้าให้แขกชม คงยังรอเวลากระมัง กระนั้นไม่ปล่อยแขกรอนาน ประธานงานผู้ทรงเกียรติออกมาเปิดพิธีอย่างองอาจ น่าเกรงขามสมตำแหน่งหนึ่งในสี่ผู้นำสภาเงา อีธาน และลีโอน่ามาเป็นคู่ในฐานะตระกูลอีธาน ชายหนุ่มเป็นลูกหลาน และผู้นำตระกูลโบราณเก่าแก่ งานเลี้ยงปกติคงไม่เห็นเงาเขา แต่งานเลี้ยงนี้พิเศษ เพราะมันคืองานเลี้ยง งานเต้นรำ และงานฉลองวันเกิดของโซ

         เพื่อนทางธุรกิจของโนอา และคนที่อีธานให้ความเคารพ

         ความสัมพันธ์ซับซ้อนแต่ก็เรียบง่ายจนน่าประหาดใจ โนอาเป็นหนึ่งในสภาเงา แน่นอนเขาต้องมาร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดเพื่อนร่วมสภาแน่นอน เหมือนกับอีกสองท่านที่ยืนอยู่ในงานแล้ว รอบด้านโรส และอาบาดอนมีผู้คุ้มกันสองสามคน แขกที่มาในงานห้าส่วนเป็นลูกน้องในกลุ่มโซ สามส่วนเป็นเพื่อนทางธุรกิจ และอีกสองส่วนเป็นแขกพิเศษ ลูกหลานเพื่อน และกลุ่มหนุ่มหล่อแห่งสภาเมือง

         งานพบปะที่เหมือนสวยงาม และเรียบร้อย ทว่าแฝงความบ้าคลั่ง และอันตรายไม่น้อยเลย

         พวกอีธานคือเป็นแขกพิเศษ ตระกูลอีธานมีความสัมพันธ์มิตรภาพกับกลุ่มโซตั้งแต่รุ่นท่านปู่ ท่านปู่อีธานเป็นเพื่อนโซ อายุทั้งสองพอๆกัน เพียงแต่ท่านปู่อีธานเสียแล้ว เหมือนดั่งเช่นคนอื่นๆในตระกูล

         อย่างที่บอกตระกูลอีธานเหลือกันสองหนอ

         “ท่านโนอาหล่อจัง อีธานดูสิ”

         “อือ”

         อีกฟากของห้องโซกำลังยืนคุยกับโนอา ชายหนุ่มผู้มากด้วยปริศนาสวมชุดประหลาดเหมือนหมอยาที่กำลังทำหน้าที่เผาศพในเมืองที่โรคระบาดแพร่กระจาย หน้ากากจะงอยปากนกแลดูเกะกะยิ่งนัก ทว่ามันไม่เคยชนหรือทิ่มหัวใครเลยนะ น่าสนใจจัง ลีโอน่าสงสัยมากว่าท่านโนอาทำยังไง “อย่าเอาไปชนคนอื่น” ถ้าให้คนอย่างอีธานใส่ก็เรื่องกล้วยๆ แต่ถ้าให้ลีโอน่าใส่มีหวังเอาปากไปเจาะหัวคนอื่นแน่ๆ

         “อีกอย่างเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาหล่อ”

         โนอาใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า ลีโอน่าจะรู้ได้ไง อีธานมึนกับคำพูดนาง กระนั้นนักไวโอลินสาวตอบอย่างใจจริง “เพราะข้ารู้ว่าข้างในเขาหล่อมาก”

         “อือ”

         อีธานตอบรับง่ายๆไม่สนในสาวงามที่แนบชิด เกาะแขนเขา ขณะนั้นพวกโซเดินมาหาอีธานเพื่อหวังพูดคุยนิดหน่อย ถามสารทุกข์สุขดิบ

         “หล่อเหลา ใจเย็น รักสันโดษสมนามอีธาน”

         เรื่องความหล่อของบุรุษตระกูลอีธานยังโด่งดังไม่เสื่อมคลาย ไม่ว่ารุ่นไหนๆ “คาราวะท่านโซ สุขสันต์วันเกิดครับ”

         อีธานพูดตามมารยาททว่าแฝงความจริงใจ และอ่อนโยนสี่ส่วน เพียงสี่ส่วนก็บอกได้แล้วว่าคนคนนั้นมีค่า และอีธานนับถือมากมาย โซเป็นชายชรานิสัยอันตรายปานอาวุธสงคราม เพียงแค่แววตาคู่นั้นที่แลลึกล้ำบอกเลยว่าเขาคือผู้ปกคอรงกลุ่มมาเฟียนับร้อย น่าเกรงขาม และน่ากลัวอย่างยิ่ง กระนั้นลีโอน่ากลับมองอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย นักไวโอลินสาวคลี่ยิ้มงาม และโค้งตัว พูดแบบเดียวกับอีธาน

         กิริยาท่าท่าสง่างามจับตา แลสวยงามประหนึ่งคุณหนู

         หากไม่รู้จักลีโอน่ามาก่อนต้องหลงคิดว่านางเป็นเจ้าหญิงแน่ๆ นางไม่ใช่นะ

         “ข้าลีโอน่าค่ะ มากับอีธาน”

         โซผุดยิ้มอ่อน เห็นชะตากรรมอีธานแต่รำไร.. อดห่วงสุขภาพอีธานไม่ได้

         พวกนางคุยกันพักหนึ่ง ฝ่ายโนอาเงียบกริบ ท่านพูดแค่ประโยคแนะนำตัวธรรมดาให้ลีโอน่ารู้จัก และกล่าวทักทายอีธาน ฝ่ายชายหนุ่มตอบกลับด้วยความเฉยเมยประหนึ่งสุรเสียงโนอา หลังจากนั้นโซไปทักทายแขกคนอื่น ฝั่งโนอาผงกหัวบอกลา จากไปเพียงลำพัก เขาไม่นำลูกน้องติดตามเหมือนท่านผู้นำคนอื่นๆ และแล้วเมื่อพวกผู้ใหญ่ถอยห่าง พวกกลุ่มวัยรุ่นคึกคะนองก็มีโอกาสจู่โจมสหายที่พบตัวได้ยากปานสัตว์หายาก

         “โย่ อีธาน”

         ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงคาสึโอะที่มาขัดจังหวะ แต่ยังพาพวกเพื่อนๆชายหล่อมาด้วย..เป็นคณะ  

         -- 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น