AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 32 เทพแห่งสงครามอาทีน่า 2

ชื่อตอน : ตอนที่ 32 เทพแห่งสงครามอาทีน่า 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 56

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มิ.ย. 2562 10:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 32 เทพแห่งสงครามอาทีน่า 2
แบบอักษร

ตอนที่ 32 เทพแห่งสงครามอาทีน่า 2 

การที่ใครคนหนึ่งมีประสบการณ์ชีวิตมายาวนาน ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวันเวลาแห่งความทรงจำต่างๆ มานาน ทั้งยังได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษาเรื่องราวของโลกและชีวิต ประสบการณ์ที่แสนยาวนานเหล่านี้หล่อหลอมให้เกิดปัญญาที่แจ่มแจ้ง

เมื่อเจอะเจอสถานการณ์ต่างๆ การคิดการวางแผนก็จะรอบคอบ ทั้งยังมีความสุขุม สงบนิ่ง ใจเย็นไม่อาจโดนสั่นคลอนได้ง่าย ยิ่งเป็นเทพอาทีน่าด้วยแล้วเธอนับว่าอยู่ในอันดับต้นๆ เป็นเทพผู้มีความรู้และปัญญามาก แต่ว่าการที่มีอะไรมากๆ เมื่อเจอสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ ไม่สามารถคิดหาเหตุและผลแห่งความเป็นไปได้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร นั่นยิ่งทำให้เธอไตร่ตรองหาเหตุและผลจากทุกสิ่งอย่างไม่ว่าจะเป็นตำราที่เคยอ่านมา การได้ยินได้ฟังในอดีต

แต่ว่าเหตุผลเหล่านั้นกลับไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เธอเห็นตรงหน้าให้เข้าใจได้ ยิ่งไม่เข้าใจก็ยิ่งสงสัย ยิ่งสงสัยก็ยิ่งอยากหาคำตอบ แต่เมื่อหาคำตอบด้วยตัวเองแล้วยังไม่เจอ นั่นเปรียบเสมือนว่าตัวเธอผู้ที่ถูกยกย่องว่าเป็นเทพแห่งสงครามและปัญญากลับกลายเป็นคนโง่งั้นหรือ พอนึกถึงตรงนี้แล้วยิ่งปะทุอารมณ์ให้หงุดหงิด แม้นจะมีปัญญามาก

แต่เมื่อโดนอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเกาะกุมแล้ว เหตุและผลเชิงลึกของเธอย่อมถูกบดบัง เปรียบเสมือนอยู่ในความมืดที่หาแสงสว่างไม่เจอ

เมื่อเป็นดังนั้นแล้วจึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เทพอย่างเธอต้องแอบมาดูพฤติกรรมของมนุษย์ ผู้ที่เธอคิดว่าเขาคือจักรพรรดิของอาณาจักรนี้

ชายผู้สวมหน้ากากขาว ผู้ที่อยู่ข้างๆ ชายอีกคนที่ถูกเรียกว่า ฮอป ส่วนตัวเขานั้นถูกขานชื่อว่า เฮีย เป็นชื่อที่แปลกประหลาด แต่สิ่งที่แปลกยิ่งกว่าคือ การกระทำของเขา

แม้นว่าตนเองมีศักดิ์เป็นถึงจักรพรรดิ เหตุใดถึงต้องไปจับจอบขุดดินกับคนอื่นด้วยเล่า และดูเหมือนว่าชาวบ้านรอบข้างจะไม่รู้ว่าเขาคือจักรพรรดิ

การพูดคุยการแสดงออกรวมถึงการสร้างเสียงหัวเราะเล็กๆ น้อยๆ เป็นไปอย่างไหลลื่นเหมือนกับเหล่าชาวบ้านคุยกัน ใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งภายใต้หน้ากากนั้นแม้เนตรของเทพเช่นเธอก็ไม่สามารถมองทะลุได้

อาทีน่ามองดูการกระทำของพวกเขาสลับกับดูการเดินทางของพลทหารนับล้าน คาดว่าวันพรุ่งนี้พวกนั้นคงมาประชิดอาณาจักรนี้เป็นแน่ และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครรู้ตัว เธอผู้ที่ผ่านสงครามมามากแล้วจึงอยากจะเห็นปฏิกิริยาของจักรพรรดิคนนี้

ว่าจะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไร ครั้นจะรอให้ถึงวันพรุ่งนี้เลยก็กลัวว่าจะไม่ทันใจ เธอจึงเลือกกระทำบางอย่างแทน สายตาอันกว้างไกลของอาทีน่ามองเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังพักเหนื่อย เธอจึงใช้โอกาสนั้นหายตัวไปแล้วคว้าอะไรบางอย่างมา

สิ่งนั้นก็คือจอบ อาทีน่าหลบมุมสายตาไม่ให้ใครมองเห็นแล้วจำแลงร่างเป็นมนุษย์ผู้หญิงที่สวมเสื้อผ้าชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง ค่อยๆ เดินถือจอบไปยังกลุ่มของไผ่ที่กำลังขุดดินและหัวเราะร่วมกับชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง

ท่ามกลางเสียงหัวนั้นจู่ ๆ เธอก็ค่อยๆ เดินเข้ามา

“ขอข้าช่วยงานตรงนี้ได้หรือไม่” เสียงอันหวานใสของเธอเอ่ย และทำท่าทีแบบ กล้าๆ กลัวๆ ไผ่ละสายตาจากกลุ่มหันมามองเธอแวบหนึ่ง

“ได้สิ ดูเหมือนเจ้าที่มาใหม่คงอยากสนทนากับข้า งั้นเราไปขุดแถวๆ โซนนั้นกันเถอะ” เสียงของไผ่ที่สวมหน้ากากขาวครึ่งหน้าเผยรอยยิ้มละไมแล้วชี้ไปยังจุดหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคน ส่วนฮอปไม่ได้ตามไปด้วย เขาอยู่คุยกับชาวบ้านและเปลี่ยนประเด็นให้น่าสนใจยิ่งขึ้น

ท่ามกลางการขุดดิน เทพผู้จำแลงกายแสร้งเงียบไปพักหนึ่งเพื่อหวังให้ไผ่ถามเปิดประเด็นก่อน แต่ท้ายแล้วขุดไปนับชั่วโมงไผ่หาได้สนใจไม่ เขาทำเป็นขุดดินต่ออย่างอารมณ์ดี นั่นจึงทำให้เทพอาทีน่าผู้จำแลงกายเป็นชาวบ้านธรรมดาเช่นเธอต้องเปิดประเด็นก่อน

“ท่านรู้ไหมว่าทำไมจักรพรรดิถึงให้พวกเรามาขุดดินแบบนี้ ให้พวกเราทำไปเพื่ออะไร แล้วจะได้อะไรขึ้นมา” เสียงหวานใสของเธอเอ่ยเปิดประเด็น อาทีน่าเปลี่ยนสำเนียง

ไผ่ขุดดินต่อไปเขาตอบคำถามเธอโดยไม่หันหน้ามอง

“เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมใหม่” คำตอบสั้นๆ ทำให้อาทีหน้าพยักหน้า คำว่าสร้างสภาพแวดล้อมใหม่นั้นเป็นคำพูดที่ดูครอบคลุม มันรวมถึงสภาพที่เป็นธรรมชาติ คน สัตว์ และสิ่งของ คำว่าใหม่นั้นหมายถึงเปลี่ยนไปหรือเพิ่มเข้ามา หรือเป็นอะไรที่ไม่เหมือนเดิม

คำตอบบแบบนี้อยู่ที่การตีความหมายตามความเข้าใจของแต่ละคน แต่ว่าสำหรับอาทีน่าแล้ว เธอเข้าใจว่าคนคนนี้คงรู้ว่าเธอเป็นผู้มีปัญญา จึงตอบสั้นๆ

“ข้าเข้าใจ ข้าอยากจะคุยกับท่าน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เน้นคำพูดให้ชัดเจน และจากนี้เธอต้องการดูว่าปัญญาของผู้ที่เป็นจักรพรรดินี่ จะเทียบได้กับเศษเสี้ยวของปัญญาเธอได้หรือไม่

“เชิญเจ้าพูดมาเถอะ ข้าจะรับฟัง” เสียงของไผ่ตอบกลับและมือก็ยังคงขุดดินต่อไป

“ข้าพูดแล้ว ท่านจงฟังเถอะ” อาทีน่าพูด เพื่อหวังดูปฏิกิริยาตอบรับเมื่อคนตรงหน้าเจอแบบนี้จะตอบว่ายังไง

“ข้าฟังอยู่แล้ว เชิญเจ้าพูดต่อเถอะ” ไผ่ตอบกลับ

“ท่านฟังว่ายังไง” อาทีน่าเเสร้งทำท่าทีสงสัย

“ก็เจ้าพูดว่าอย่างไร” ไผ่ตอบกลับด้วยสีหน้านิ่งๆ

“ข้าพูดไปแล้ว” อาทีน่าสวนกลับ

“ข้าก็ฟังไปแล้ว” ไผ่ตอบกลับโดยไม่ได้ใส่ใจ

“ข้าจะถามท่าน” อาทีน่าไม่ยอมอ่อนข้อแต่เปิดประเด็นต่อ

“ถามมาเถอะ” ไผตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ

“ข้าถามแล้ว ขอท่านโปรดตอบในสิ่งที่ข้าถามด้วย” อาทีน่าเปิดฉากประลองปัญญา

“ข้าก็ตอบไปแล้วเช่นกัน” ไผ่ตอบกลับด้วยสีหน้าที่ดูเหนื่อยใจ ทำให้อาทีน่ารู้สึกไม่ค่อยพอใจในกิริยาของเขา

“ท่านตอบว่ายังไง ช่วยบอกอีกทีสิ” อาทีน่าไม่ยอมแพ้

“ก็เจ้าถามว่าอย่างไรล่ะ เฮ้อ หยุดใช้ชั้นเชิงประลองปัญญาได้แล้ว ไม่มีประโยชน์หรอก” ไผ่พูด เขายังคงสนใจกับการขุดดินต่อ

“ท่านพูดจาแบบนี้กับสตรี ดูไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาเลยนะ” เสียงหวานใสของเธอแสร้งยั่วยุไผ่

“กับเจ้าคงไม่จำเป็น เข้าประเด็นได้แล้วผู้มาใหม่ แล้วก็ไม่ต้องมาเสแสร้งเป็นชาวบ้านชาวช่องธรรมดาสามัญใส่ชุดเก่าๆ ที่ไม่มีฝุ่นเกาะแม้แต่น้อย สภาพกายก็สะอาดสะอ้าน แรงขุดดินยิ่งไม่ต้องพูดถึง ขุดอย่างกับแรงช้างตกมัน เสแสร้งให้ตายก็ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเป็นชาวบ้าน อ้อ ถ้าคิดจะปลอมตัวละก็ควรศึกษาระบบของที่นี่สักหน่อยนะแม่คุณ เป็นคนมีปัญญาเสียเปล่ากลับทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง หรือว่าหลงใหลในความหล่อของข้าถึงได้หน้ามืดไม่ดูว่าชายหญิงเขาแยกกันทำงาน ผู้หญิงเขาปลูกพืช ผู้ชายเขาขุดดิน สติเลอะเลือนจนทำให้ไม่รอบคอบแล้วรู้ไหม” ไผ่พูดยาวเหยียดน้ำเสียงแฝงความรำคาญไปด้วย อันที่จริงผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า ไผ่เห็นเธอด้วยเนตรมังกรว่าไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา ชุดที่เธอสวมอยู่นั่นมาจากการเล่นแร่แปรธาตุผสานกับภาพมายา

อาทีน่าเมื่อได้ฟังแล้วเธอรู้สึกแปลกใจเช่นกัน เพราะปกติแล้วคนอื่นจะเห็นเธอเหมือนกับชาวบ้านธรรมดาที่มีหน้าตามอมแมมเพราะภาพมายา แต่เมื่อไผ่บอกว่าสะอาดสะอ้านนั่นแสดงว่าภาพมายาขอเธอใช้ไม่ได้ผล

“เดี๋ยวนะ!! ภาพมายาระดับเทพเจ้า เจ้าจะมองทะลุได้ยังไง!!” อาทีน่าเผลออุทานออกมา ทำให้ไผ่แย้มยิ้ม

“คุณแพ้แล้วนะ อาจเป็นเพราะไม่เคยประสบพบเจอสถานการณ์แบบนี้ล่ะสิ ปกติชนะมาตลอดนี่ ชนะจนประมาทคิดว่าตัวเองคือที่สุด ซึ่งมันก็เป็นปกติของผู้ที่หาคู่ต่อกรไม่ได้แหละ เมื่อเจอแบบนี้เข้าเป็นอันต้องหลุดมาด” ไผ่พูดน้ำเสียงนิ่งๆ เขาหยุดขุดดินแล้วหันหน้ามาจ้องหน้าของอาทีน่า

“ถ้าจะมาคุยก็รีบๆ คุย ข้าไม่ได้มีเวลาว่างขนาดที่จะมาเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์แบบนี้หรอกนะ” เสียงของไผ่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง

อาทีน่าเมื่อโดนบอกว่าตัวเองแพ้แล้วย่อมเป็นปกติที่เธอไม่อาจจะยอมรับได้ เธอผู้ที่ชนะมาโดยตลอดจะมาเสียท่ามนุษย์เช่นนี้ได้อย่างไร

“เจ้าก็ดีแต่ปาก เอาแต่เดาไปเรื่อยหาได้รู้จริงไม่”

“รู้ไม่รู้ก็ไม่ใช่เรื่องของท่าน เพราะสิ่งที่ข้าพูดหาได้ให้ท่านฟังไม่ ข้าแค่ฟังแล้วพูดกับลมกับดินเท่านั้น ไม่เห็นเหรอ ว่าข้าหาได้หันหน้ามากล่าวกับท่าน แบบที่ทำอยู่ตอนนี้ ท่านต่างหากที่คิดไปเอง” ผาพูดเน้นเสียง อาทีน่าสงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็ว มือทั้งสองกำแน่น ถ้าไม่ติดกฎของโครนอสเธอคงได้ฆ่าคนตรงหน้านี้ไปแล้ว

“หึ อย่างเจ้าผู้อวดฉลาดจะอยู่ได้สักกี่น้ำ รู้ไหมว่าพรุ่งนี้กองกำลังของอาณาจักรอื่นนับล้านจะมาบุกโจมตีที่นี่ สิ่งที่เจ้าทำมันก็จะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง จักรพรรดิผู้โง่เขลา” อาทีน่าพูดเพื่อหวังดูปฏิกิริยาของไผ่ ว่าจะตื่นตระหนกอย่างที่เธอคิดหรือไม่

“อือ ขอบคุณที่มาบอก เชิญท่านกลับไปเถอะ อย่ามาขัดเวลาการทำงานของข้า มาจากไหนก็ไปทางนั้น” น้ำเสียงแสดงความเบื่อหน่ายของไผ่พูดออกมาท่ามกลางอารมณ์ปะทุของอาทีน่า

เธอระเบิดพลังออกมาระลอกหนึ่งโดยเจาะจงควบคุมระยะ สิบเมตรรอบตัวไผ่ เพื่อให้มนุษย์ตรงหน้าได้รู้ว่าผู้ที่เขากำลังคุยอยู่คือใคร และอยู่ระดับไหน

ซึ่งแน่นอนว่าระดับพลังเกิน 25 ดาวเช่นเธอเมื่อปลดปล่อยออกมาตรงๆ แล้วทำให้ไผ่นั้นถึงกับทรุดลงกับพื้น

“อา ไม่ธรรมดาจริงๆ” เสียงที่ดูเหมือนกับว่าฝืนพูดเอ่ยออกมา แม้แรงกดดันจะมหาศาล ซึ่งระดับนี้มันเกินกว่าที่ไผ่จะรับมือได้ในตอนนี้ แต่หากร่างกายได้รับรู้แบบนี้แล้วล่ะก็ การปรับตัวกับแรงกดดันก็บังเกิดขึ้น สิ่งนี้เป็นความสามารถของร่างกายของไผ่

ยิ่งได้ปะทะกับสิ่งที่แข็งแกร่ง ร่างกายมันจะค่อยๆ ปรับตัวตามไปด้วย

ไผ่ไม่ได้ปลดปล่อยพลังของตนแต่อย่างใดเพราะอยากให้ร่างกายมันรับสภาวะอันตรายจากแรงกดดันนี้ เพราะนี่นับเป็นโอกาสทอง และเกรงว่ามีแววจะได้เจอแรงกดดันทำนองนี้อีก แม้ร่างกายจะรับรู้ความเจ็บปวดมากกว่าคนปกติหลายร้อยเท่า แต่มันก็แลกมากับพัฒนาการที่ยิ่งยวดเช่นกัน

“มนุษย์ชั้นต่ำอย่างเจ้าอย่าริอาจมาอวดฉลาดต่อหน้าเทพอาทีน่าเช่นข้า” เสียงของเธอที่พูดออกมาดูเกรี้ยวโกรธเป็นพิเศษ

และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คนข้างนอกจะเห็นเป็นภาพไผ่กับหญิงชาวบ้านคนหนึ่งกำลังขุดดิน อันเกิดจากอำนาจภาพลวงตาของเธอ

“เป็นเทพที่อารมณ์ร้อนจริงๆ นะ” ไผ่พูดพร้อมกับคิดในใจ นี่ถ้าหากตอนนั้นเจ้ารัชทายาทปีศาจมันปลดปล่อยพลังเต็มที่ จะกดดันขนาดไหนกัน

เสียงเปล่งออกมาจากปากไผ่หลังจากเงียบเพื่อปรับสภาพร่างกายกับแรงกดดันอันหนักหน่วง ทว่าการกระทำของเขาต่อจากนี้ยิ่งทำให้อาทีน่ารู้สึกหวาดหวั่นเป็นครั้งแรก

ไผ่ค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้นโดยไม่มีพลังเวทหรือพลังอะไรช่วยเลย แม้จะรู้ว่านี่เป็นการเจาะจงปล่อยแรงกดดันสำหรับขู่จักรพรรดิ แต่มันไม่น่าจะยืนได้นี่

เห็นท่าไม่ดีอาทีน่าจึงเพิ่มแรงกดดันเข้าไปอีก มวลพลังมหาศาลกระแทกไผ่ลงกับพื้นอีกครั้ง

“อั่ค” เสียงครางเบาๆ ของไผ่ดังออกมาเมื่อทรุดลงกับพื้นเป็นรอบที่สอง แต่ที่น่าฉงนใจที่สุดคือรอยยิ้มของเขา ทำไมถึงยิ้ม การโดนข่มขู่ด้วยแรงกดดันแบบนี้มันมีอะไรพิเศษงั้นหรือ สำหรับตอนนี้ต่อให้จักรพรรดิก็ไม่น่าจะรอด

อาทีน่าแม้รู้ว่าถ้าเผลอฆ่าคนไปจริงๆ แล้วเธอต้องถูกตัดสิทธิ์ แต่ในตอนนี้เธอคงไม่สน อีกอย่างเธอก็ไม่ได้ต้องการช่วงชิงตำแหน่งราชันเทพแต่อย่างใด นั่นเพราะมีขุมกำลังเทพที่แบ่งฝักฝ่ายจะขึ้นเป็นราชันชัดเจนอยู่แล้ว ตัวแทนที่เทพบางส่วนหาจึงนำไปเพื่อเป็นกำลังเสริมให้กับกำลังหลักเท่านั้น

แต่สำหรับมนุษย์ตรงหน้า เธอรู้สึกไม่สบอารมณ์กับรอยยิ้มแบบนั้นที่สุด

“ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทนได้สักแค่ไหน” เสียงอันทรงพลังของอาทีน่าดังขึ้น ทำให้ไผ่ยิ้ม

นี่ก็แสดงว่าเขาสามารถฉวยโอกาสให้ร่างกายได้ปรับสภาพกับแรงกดดันระดับเทพเจ้าแบบฟรี ๆ น่ะสิ

“ขอบคุณ ก็อยากรู้เหมือนกันว่าเทพเช่นท่านจะปล่อยแรงกดดันนี่ได้นานสักแค่ไหน อย่างมากสุดก็แค่ไม่กี่นาทีล่ะมั้ง” เสียงของไผ่พูดขอบคุณในคราแรกและเริ่มยั่วอาทีน่าในประโยคถัดไป

“เดี๋ยวเจ้าก็รู้ จักรพรรดิโง่”

 

’ ’ ’ ’ ’ ’ ’ ’ ’ ’ ’ ’ ’ ’ ’ ’

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น