divitino-family

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 章三 (แก้คำผิด)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ค. 2562 16:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
章三 (แก้คำผิด)
แบบอักษร

章三

นับจากวันนั้นก็ผ่านมาถึง10ปี กับการฝึกที่แสนทรหดของจูเชวี่ย ทั้งยังหลอกกินเต้าหู้เขาวันละหลายสิบรอบจนเขาชินชา ทั้งกอดบ้างละ แอบลูบแขนบ้างละ แถมนางยังแนบริมฝีปากของนางบอกราตรีสวัสดิ์กับริมฝีปากของเขาทุกคืนเสียด้วย จนติดเป็นนิสัยในชีวิตประจำวัน จนเมื่อ3ปีก่อน ตอนที่หวังเหล่ยอายุถึง15ขวบปี นางก็เลิกกระทำทุกสิ่งที่เคยทำ แถมยังวางตัวให้ไม่ใกล้ชิดเขาเกินไป จากที่เคยอาบน้ำร่วมกัน ตอนนี้ก็แยกกันอาบเช่นแต่ก่อน จนทำเขาสับสนไปหมด เมื่อถามนาง นางก็ตอบว่า

'เจ้ามิใช่เด็กแล้ว หากข้าทำเช่นนั้น สตรีบ้านใดจะอยากได้เจ้าเป็นสามีกัน' นางช่างน่าตีนัก!!

นางพูดอย่างหน้าตาเฉย พลางจิบชาอย่างสบายอารมณ์ มันทำให้เขาหงุดหงิดแต่ทำสิ่งใดไม่ได้ จึงทำได้แค่ระบายผ่านการฝึกกระบี่

จูเชวี่ยนอนบนฟูกขนสัตว์อย่างดี ที่นำมาปูในศาลาแปดเหลี่ยม วันนี้จูเชวี่ยสวมใส่อาภรณ์สีแดงสดมีลวดลายของดอกเหม่ยปักมืออย่างปราณีตด้วยฝีมือของนาง ผมรวบขึ้นครึ่งศรีษะประดับด้วยปิ่นหยกเพียงชิ้นเดียว ใบหน้างดงามแต่งแต้มสีสันเพียงเล็กน้อยแต่กลับยิ่งเสริมให้ดูงดงามเข้าไปอีก ข้างตัวมีทั้งกาน้ำชาแสนหอมหวาน และขนมหวานแสนอร่อย ที่หวังเหล่ยทำให้นาง ตั้งแต่มีหวังเหล่ยที่ทำทุกอย่างให้นาง นางก็รู้สึกเกียจคร้านยิ่ง นางนอนตะแคงข้างจับจ้องหวังเหล่ยที่นับวันยิ่งหล่อเหลา นัยต์ตาสีดำคิ้วหนา จมูกโด่งรับใบหน้า ริมฝีปากบางๆสีระลื่นที่นางเคยสัมผัสมาหลายปี ผิวขาวสุขภาพดี ผมยาวสลวยที่ถูกเก็บด้วยปิ่นหยกอย่างดี ยิ่งสวมใส่อาภรณ์สีดำ ยิ่งขับเน้นให้ดูสง่า ที่ฝึกกระบี่อย่างบ้าคลั่งมา2ชั่วยามแล้ว

มิรู้จักเหน็ดเหนื่อยบ้างหรือ คนหนุ่มนี้ช่างมีพลังงานเหลือเฟื่อจริงๆ

นางมองหวังเหล่ยพลางหยิบขนมในจานขึ้นมากัดหนึ่งคำ

"หวังเหล่ย มาหาข้าหน่อย" จูเชวี่ยเรียกหวังเหล่ยด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนัก แต่ด้วยความเป็นผู้ฝึกยุทธ จึงทำให้มีประสาทการได้ยิน ดีกว่าคนที่ไม่ได้ฝึกสิ่งใด

"จูเชวี่ยมีอะไรกับข้าหรือ" หวังเหล่ยเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบตึง

"ใครให้เจ้าเรียกชื่อข้าห้วนๆกัน เรียกท่านน้าสิ เมื่อก่อนออกจะน่ารักน่าเอ็นดูแท้ๆ" นางบ่นอุบอิบ โดนที่มิได้มองเห็นสายตาวาววับดังสัตว์ป่าที่จับจ้องนางราวกับจะจับนางกินเสียให้ได้

"ช่างเถอะ อีก2วันแคว้นหลงจะรับสมัครทหาร ข้าอยากให้เจ้าไปสมัคร ตอนนี้เจ้าก็โตพอที่จะทำอะไรได้แล้ว เรื่องใดๆเจ้าล้วนเก่งกาจ ในอนาคตข้าว่าเจ้าต้องรุ่งโรจน์เป็นแน่" นางพูดอย่างเกียจคร้าน

"ท่านจะไปกับข้าหรือไม่"

"ไม่ละ ข้าจะอยู่ที่นี่ แต่หากข้าคิดถึงข้าจะไปหาเจ้าเอง วันคัดเลือกข้าก็จะไปกับเจ้า หากเจ้านึกถึงข้าก็มาหาข้าที่จวนแห่งนี้ได้" นางตอบอย่างรวดเร็ว

พร้อมลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามยิ่งกว่านางพญา เดินเข้าจวนทันที

วันรุ่งขึ้น

นางและหวังเหล่ย เดินทางมาถึงเมืองหลวงแคว้นหลง ก่อนยามเฉิน (07:00น.-08:59น.) โดนใช้สัตว์อสูรพยัคฆ์เมฆา ของหวังเหล่ยมา เมื่อนางเห็นว่ายังพอมีเวลาอยู่บ้าง นางกับหวังเหล่ยจึงเลือกโรงเตี้ยมเพื่อรับอาหารเช้าก่อน

เข้ายามซื่อ (09:00น.-10:59น.) นางก็ให้หวังเหล่ยไปลงชื่อในใบรับสมัคร โดยที่นางบอกจะไปทักทายเพื่อนเสียหน่อย หวังเหล่ยทำสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็ยินยอมทำตามที่นางบอก

จูเชวี่ยใช้วิชาตัวเบามาหยุดยืนหน้าพระราชวังแห่งแคว้นหลง

"แม่นาง ท่านมาหาผู้ใด" ทหารหน้าประตูวังเอ่ยถามตามหน้าที่

ไม่รอช้า นางก็ชูป้ายหยกให้เหล่าทหารผู้เฝ้าประตูดู เมื่อทหารได้เห็น ก็รีบให้นางเข้าไปทันที

เมื่อนางเข้ามา ก็เดินไปยังห้องทรงงานของฮ่องเต้แคว้นหลงทันที

นางเดินด้วยมาดนางพญาที่มิได้ปรุงแต่ง ด้วยอาภรณ์สีแดงของนาง ทำให้นางยิ่งดูหน้าเกรงขาม ไหนจะดวงตาสีทองประกายนั้นอีก มันยิ่งขับให้นางทั้งน่าเลื่อมใสและน่าเคารพย่ำเกรง

เมื่อมาถึงห้องทรงงาน นางก็เปิดประตูเข้าไป โดยไม่ฟังเสียงร้องของขันทีเลยแม้แต่น้อย

"หลงเฟยหลง ข้ามาเยี่ยม สบายดีหรือไม่" ไม่รอช้านางก็เอ่ยถ่อยคำที่หากเป็นผู้อื่นคงโดนอาญาประหารเป็นแน่

"คารวะท่านจูเชวี่ย ขอบใจที่ห่วงใยเรา" แม้จะกล่าวอย่างนอบน้อม แต่ก็ไว้ซึ่งศักดิ์แห่งผู้ครองแคว้นอยู่

"ท่านมีอะไรหรือ ถึงมาหาเราถึงห้องทรงงานของเรา หากเรากำลังคุยเรื่องการเมืองกับขุนนาง มันจะไม่แย่สำหรับเราหรือ ที่ท่านเปิดประตูมาเช่นนี้"

หลงเฟยหลงกล่าวอย่างตำหนิ แต่มีหรือจูเชวี่ยจะใส่ใจ ก็เห็นพูดแบบนี้ทุกครั้งนิ

"ข้ามาหาชิงหลง เขาอยู่ไหน"

"อยู่ที่ศาลาแปดเหลี่ยมในสวนของเรา คาดว่าคงกำลังบรรเลงกู่ฉินอยู่" หลงเฟยหลงตอบ พร้อมเดินกลับไปนั่งประจำที่ทำงานต่อ

"ขอบใจ ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว" พูดจบ นางก็เดินออกไปทันที

ราชวงค์แห่ง4แคว้นใหญ่ จะรู้ตัวตนความมีอยู่ของสัตว์เทพ เพราะสัตว์เทพจะประจำที่วังในแคว้นของตน มีแค่นางกับเสวียนอู่ ที่ไปสร้างจวนอยู่ เพราะไม่ชอบความวุ่นวาย

พอเดินมายังเขตสวนหวงห้ามของโอรสสวรรค์ ก็มุ่งตรงไปยังศาลาแปดเหลี่ยม ที่มีบุรุษผู้หนึ่งอยู่

เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นนาง จึงยิ้มออกมาอย่างดีใจที่สหายมาเยี่ยมเยือน

ชิงหลง บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลา นัยต์ตาสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งรับใบหน้า คิ้วหนา ริมฝีปากบางสีอ่อน ผิวขาวในอาภรณ์สีขาวสะอาดตายิ่งขับเน้นให้ดูสว่าง รวบผมสีดำสนิทเป็นหางม้าครอบด้วยกวานสีทอง ปักปิ่นสีเดียวกัน

"เป็นอย่างไรชิงหลง อยู่ในวังคงน่าเบื่อมากสินะ ถึงได้มาอยู่ที่นี่ผู้เดียว" นางนั่งลง พลางรินชาขึ้นดื่ม

"ก็ไม่แย่ ข้าก็อยู่มาหลายร้อยปี มีเรื่องสนุกๆเกิดขึ้นมากมายไม่รู้เบื่อเลยละ" ชิงหลงตอบ พร้อมหยุดมือจากการบรรเลงกู่ฉินลง แล้วยกชาขึ้นจิบบ้าง

"เหอะ เรื่องอันใดที่ว่าสนุก เรื่องพระสนมวางยาพิษกันน่ะหรือสนุก ช่างวุ่นวายเสียจริงวังหลัง อืมชาดี"

"เจ้าอยากได้หรือไม่ ข้ายังมีมันอีกมาก" ชิงหลงเสนอ เนื่องจากดูท่าทางแล้วจูเชวี่ยจะชอบไม่น้อย

"อืม งั้นข้าขอสัก2เหลี่ยง(1เหลี่ยง=500กรัม) ขอบใจเจ้ามากชิงหลง ช่างรู้ใจข้าเสียจริง " นางตอบอย่างอารมณ์ดี จิบชาไปฟังเสียงกู่ฉินที่ชิงหลงเริ่มบรรเลงไป จนได้เวลาที่ต้องกลับไปหาหวังเหล่ย จูเชวี่ยก็เอ่ยลาชิงหลง แล้วออกจากวังทันที

 

 

ช่วง สาระที่ไม่คาดว่าจะมี

สวัสดีค่ะ ไรท์มาบอกความแตกต่างระหว่าง กู่เจิง และ กู่ฉิน นะคะ

สำหรับกู่เจิง เป็นพิณที่มี21สาย มีขนาดใหญ่

 

 

ส่วนกูฉินนั้นเป็นพิณที่มีเพียง7สายมีขนาดเล็กสามารถพกพาได้

 

 

แยกความแตกต่างง่ายๆเลยใช่ม้า

ยกตัวอย่างอาวุธของหลางหวังจี ในปรมจารย์ลัทธิมาร เป็นกู่ฉินไม่ใช่กู่เจิงค่ะ ใครจะแบกเอากู่เจิงไปไหนมาไหนละจริงไหม

สำหรับหน่วยการชั่ง ตวง วัด ของจีนที่นำมาใช้ในตอนนี้

จิน คือหน่วยวัดขนาดเล็ก เทียบเท่า 50กรัม

เหลี่ยง เป็นหน่วยวัดที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย เทียบเท่า 500กรัม

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น