ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [2]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 35.6k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มิ.ย. 2562 21:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [2]
แบบอักษร

-2- 

 

เวลาตีห้าตรงคนที่นอนหลับเป็นตายมาโดยตลอดลืมตาขึ้นตามความเคยชินอย่างเชื่องช้า กะพริบตาปริบๆ ได้สองสามทีชายหนุ่มก็ขยับกายลุกขึ้นนั่ง ไคบีบไหล่ที่ปวดเมื่อยเนื่องจากถูกใครบางคนนอนทับมาตลอดคืนอย่างเงียบงันและไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาทางสีหน้า แม้ยามหันไปพบว่าคนข้างกายยังคงอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าไปหมดทั้งตัว เขาก็แค่ดึงผ้าห่มขึ้นปิดผิวกายขาวเนียนให้อย่างไร้อารมณ์  

หลังจากไคเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองแล้ว มิคาเอลก็เปิดเปลือกตาขึ้นตามไร้วี่แววของความง่วงงุน เป็นเรื่องปกติสำหรับ ‘คนอย่างเขา’ ที่ต้องรู้สึกตัวไวกว่าชาวบ้านชาวช่อง ดังนั้นขอแค่ไคขยับตัวเพียงนิดเดียวเขาก็ตื่นเต็มตาแล้ว เพียงแต่ยังแกล้งหลับเหมือนเช่นทุกวันเพื่อรอการกระทำอันแสนอบอุ่นนั่นก็เท่านั้น 

ต่อให้เฉื่อยชาเพียงใด หากพบว่าตอนตื่นนอนมิคาเอลไม่มีผ้าคลุมกาย คนคนนั้นก็จะหันไปหยิบมันมาห่มให้เสมอ มันเป็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้มิคาเอลมีความสุขได้มากทีเดียว เพราะอย่างนั้นก่อนนอนเขาจึงมักจะถีบผ้าห่มในส่วนของตัวเองทิ้ง แล้วซุกอ้อมกอดแข็งแรงนั่นเพื่อรับความอบอุ่นแทน ตอนเช้ามาไคจะได้ช่วยห่มผ้าให้ในทุกวัน 

มิคาเอลไม่ได้แกล้งทำเป็นเพิ่งตื่นยามไคเดินออกมาจากห้องน้ำ แต่เขาแสร้งหลับแล้วแอบลืมตามองแผ่นหลังกว้างเปียกโชกกับกล้ามเนื้อสวยงามของอีกฝ่ายอย่างสบายใจ รอจนอีกคนแต่งตัวเสร็จแล้วจึงเนียนพลิกตัวหนึ่งครั้ง ทำให้ผ้าห่มหลุดจนเห็นเรือนร่างครึ่งท่อนบนอย่างตั้งใจ แล้วก็เหมือนทุกวัน... 

ไคตรงเข้ามาดึงผ้าห่มคลุมตัวให้คนแกล้งหลับดีๆ ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้องไปเงียบๆ 

“ให้ตายเถอะ” มิคาเอลลืมตาขึ้น รอยยิ้ม...แสยะที่ไม่ได้ตั้งใจให้ดูร้ายกาจปรากฏขึ้นบนใบหน้า อดคิดไม่ได้ว่าแม้เวลาจะผ่านมานานเพียงใด การได้รับความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ จากไคก็ยังทำให้รู้สึกดีเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน 

เมื่อก่อนเขาใช้เวลานานแค่ไหนกันนะ กว่าจะทำให้ไคเริ่มแสดงท่าทีแบบนี้ออกมาได้... 

“อา...  ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่าเมื่อก่อนไคแทบไม่เห็นฉันอยู่ในสายตาเลยมากกว่า” 

มิคาเอลขยับกายลุกขึ้นจากที่นอนอย่างเงียบงัน ขายาวพาร่างกายสูงสง่าสมบูรณ์แบบเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ใช้เวลาอยู่ตรงนั้นไม่นานก็พาตัวเองออกจากห้องในสภาพใส่เสื้อคลุมอาบน้ำหลวมโพรกเพียงตัวเดียว 

กิจวัตรประจำวันของมิคาเอลในทุกเช้าเป็นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะมีงานหรือไม่เขาก็ยังต้องทำสิ่งที่คิดว่าควรทำในตอนเช้าให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรในสายตาคนอื่น แต่กลับสำคัญที่สุดยิ่งกว่าเรื่องใดๆ ในสายตาของเขา 

นั่นคือการทำอาหารให้ไค...และหาโอกาสแสดงความรักต่ออีกฝ่ายในยามเช้า 

พื้นที่บนเพนท์เฮ้าส์สุดหรูที่มิคาเอลเลือกสรรมาเป็นอย่างดีและใช้ชื่อไคเป็นเจ้าของมาตั้งแต่แรก นอกเหนือไปจากความพิเศษด้านการป้องกันที่เขาทุ่มเงินเป็นจำนวนมากเพื่อเสริมให้ที่แห่งนี้ดูคล้ายเป็นป้อมปราการไปในตัว ยังมีเรื่องของความกว้างขวางและสวยงามที่เหมาะสมกับราคาแทบทุกประการที่ทำให้ที่แห่งนี้พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก 

บนพื้นที่ชั้นสามซึ่งเป็นชั้นบนสุดของเพนท์เฮ้าส์เป็นพืื้นที่โล่งกว้างทำจากกระจกทั้งผนังและเพดาน สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ภายนอกได้สามร้อยหกสิบองศา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องใช้จินตนาการในการทำงานและคนที่ต้องการความผ่อนคลาย นี่คือพื้นที่พิเศษที่มิคาเอลมอบให้ไคโดยเฉพาะ 

และเพราะแบบนั้นบริเวณรอบชั้นจึงมีภาพวาดทั้งที่เสร็จแล้วรวมถึงยังไม่เสร็จกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด จะยกเว้นก็แค่กลางห้องที่มีชุดวาดภาพกับเก้าอี้ตัวหนึ่งซึ่งมีใครบางคนนั่งอยู่เท่านั้นที่ดูจะโล่งกว่าบริเวณอื่นนิดหน่อย 

“หิวหรือยัง” มิคาเอลวางมือข้างหนึ่งลงบนไหล่กว้างของคนที่นั่งนิ่งอยู่หน้าภาพวาดของตัวเอง โดยไม่ลืมใช้มืออีกข้างขยับเสื้อคลุมอาบน้ำตัวหลวมเบาๆ ให้กลิ่นอาหารที่เพิ่งทำมาลอยเข้าจมูกของคนเฉื่อยชา “วันนี้ฉันทำไก่ทอด ไคได้กลิ่นหรือเปล่า” 

คนตัวสูงที่นั่งสติหลุดอยู่บนเก้าอี้นิ่งไปพักใหญ่ แต่แล้วดวงตาที่ว่างเปล่าก็ค่อยๆ ฉายประกายบางอย่าง พร้อมกันกับที่เจ้าตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และหันหน้าช้าๆ ไปหามิคาเอลซึ่งเอาแต่ยืนมองมายิ้มๆ 

“หอม” ไคเอ่ยเพียงแค่นั้นแล้วสูดลมหายใจเข้าเบาๆ ส่วนคนที่เห็นจมูกโด่งดุกดิกเพราะจะสูดกลิ่นไก่ทอดที่ติดตัวเขาอยู่ให้ได้เกือบเป็นลมตายคาที่ 

น่ารัก... 

มิคาเอลกัดริมฝีปาก ก่อนจะจับสองมือใหญ่มาวางลงบนเอวตัวเอง แล้วใช้มือข้างหนึ่งกดท้ายทอยของไคให้แตะลงบนซอกคอของเขา โดยไม่ลืมเอียงหัวให้คนตัวสูงซุกไซ้ได้ถนัดขึ้นด้วย 

“หอมมากไหม” 

“อืม” คนฟังส่งเสียงตอบรับในลำคอ ปลายจมูกกดลงบนผิวเนื้อนิ่มหอมกลิ่นอาหารจานโปรดมากกว่าเดิมและถูไถไปมาอย่างชอบใจ แต่ทำเอามิคาเอลตัวสั่นไปทั้งร่าง ความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างอยากดันใบหน้าคมมาประกบจูบกับอยากผลักอีกฝ่ายลงบนพื้นแล้วกระชากเสื้อผ้าน่ารำคาญออกให้หมด 

แต่ไม่ได้...ยังก่อน 

“ไค…” สองมือของคนที่กำลังคิดอะไรในใจสารพัดเผลอยกขึ้นเกาะบ่ากว้างของไคโดยอัตโนมัติ เมื่อจู่ๆ ก็ถูกอ้อมแขนแข็งแรงรัดเอวเข้าไปแนบชิด เท่านั้นไม่พอ เพราะคนพูดน้อยยังแลบลิ้นเลียซอกคอของเขาเบาๆ จนมิคาเอลอ่อนระทวยไปหมดทั้งร่าง รู้สึกไม่ทันตั้งตัวเล็กน้อยกับความคืบหน้าเกินคาดอันเกิดจากการลงทุนยื่นหัวยื่นตัวไปรมควันตอนทอดไก่ในครั้งนี้ 

“ไก่” 

“ไค...ฉันไม่ใช่ไก่”  

มิคาเอลส่ายหน้าน้อยๆ อย่างอ่อนใจ แต่ก็ยอมผละออกเพราะถือว่าวันนี้ได้กำไรมาเยอะแล้วและไคก็คงหิวมากด้วย ต่อให้ตัวเองมีความสุขขนาดไหน แต่อะไรที่จะทำให้ไคต้องทรมาน ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางยอมทำแน่นอน แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องกินก็เช่นกัน 

ถ้าไคอยากได้หรือต้องการอะไร เขาก็พร้อมจะสนองความต้องการให้ทุกอย่าง... ขอแค่ไม่บอกว่าต้องการคนอื่นก็พอ 

ตอนเดินลงไปถึงด้านล่างแล้วพบว่ามีปีกไก่ชุบแป้งทอดของโปรดวางอยู่บนโต๊ะ เจ้าของใบหน้าเฉื่อยชาไร้อารมณ์พลันเพิ่มจังหวะก้าวเดินให้ไวกว่าเดิมเล็กน้อย เล่นเอาพ่อครัวประจำตัวถึงกับหัวเราะหึในลำคอ ยินยอมปล่อยมือใหญ่ที่เกาะกุมอยู่ออกอย่างเสียดาย แล้วตามไปเอนกายพิงโต๊ะ กอดอกจ้องใบหน้าของคนสำคัญนิ่งๆ แทน 

เสี้ยววินาทีหนึ่งไคชะงักมือที่กำลังจะเอาช้อนเข้าปากกะทันหัน ดวงตาคู่คมที่ยังคงทำให้มิคาเอลใจสั่นไหวได้เฉกเช่นทุกครั้งเบนขึ้นมองหน้าเขาอย่างไร้อารมณ์ แต่เพียงแค่นั้นก็มากพอจะทำให้คนทำอาหารดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว 

“ฉันยังไม่ค่อยหิว มีนี่รองท้องแล้ว” มิคาเอลยกแก้วน้ำผลไม้ปั่นขึ้นให้ไคดู จากนั้นก็เขย่ามันไปมาแล้วหัวเราะ ยามพบว่าคิ้วเข้มของคนมองขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น “ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันแข็งแรงมาก แล้วเจ้านี่ก็ให้พลังงานครบถ้วนด้วย” 

มือขาวยกขึ้นแตะแก้มซีดเซียวของคนไม่ค่อยออกแดด ก่อนจะลูบไล้ไปมาอย่างอ่อนโยน โดยที่ไคก็ไม่ได้ต่อว่าหรือหันหน้าหนีแต่อย่างใด 

ระหว่างพวกเขาก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด... ไคไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ ทว่าก็ไม่เคยขัดขวางหรือปฏิเสธการกระทำถึงเนื้อถึงตัวของมิคาเอลเลยสักครั้ง 

“วันนี้ฉันไม่มีงาน ว่าจะไปสนามสักหน่อย ไคอยากไปด้วยกันไหม” 

“…” 

“จริงด้วยสิ วันนี้เป็นวันนัดส่งงานของไคนี่นา” 

“…” 

“งั้นเราไปกันเลยเถอะ” คนถามที่พูดเองเออเองอยู่คนเดียวพยักหน้าน้อยๆ ตามองนาฬิกาเสร็จแล้วก็หันกลับไปคอยเช็ดปากให้ไคอย่างเป็นธรรมชาติ ท่าทางเหมือนพ่อบ้านส่วนตัวกำลังรับใช้เจ้านาย  

แต่เชื่อเถอะว่าถ้าคนนอกมาเห็นภาพนี้เข้า... ต้องมีหัวใจวายกันไปข้างแน่ 

มิคาเอลรอจนไคกินข้าวเสร็จจึงเอาจานไปวางไว้ที่อ่าง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่บ้านอายุเยอะที่ไว้ใจได้เพราะทำหน้าที่นี้มานานมาจัดการต่อ ส่วนตัวเองจูงไคพาเดินขึ้นไปที่ชั้นบนเหมือนเดิม 

“ไคไปเตรียมของรอก่อน เดี๋ยวฉันอาบน้ำเสร็จเราจะได้ออกไปพร้อมกัน” 

เจ้าของชื่อเพียงพยักหน้ารับเงียบๆ ครั้งเดียวแล้วหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้นสาม มิคาเอลมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปจนมองไม่เห็นถึงยอมเดินเข้าไปในห้องนอน เตรียมข้าวของเข้าไปอาบน้ำเพียงไม่นานก็ออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไปรเวทธรรมดาๆ ที่ดูดีขึ้นสิบเท่าเมื่ออยู่บนร่างของตน 

เขาเดินออกจากห้องอีกครั้งพร้อมกันกับที่ไคเดินลงมาพร้อมภาพวาดภาพใหญ่ที่ถูกห่อเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มิคาเอลตรงเข้าไปช่วยฝ่ายนั้นถืออีกแรง ก่อนพวกเขาจะพากันเดินออกไปจากห้องเพื่อเอางานของไคไปส่ง และไปสนามด้วยกันตามที่ตั้งใจไว้ 

ปกติไคเป็นพวกอยู่ติดที่ เขาไม่ค่อยชอบออกไปไหน มิคาเอลรู้เรื่องนี้ดีที่สุด เพราะแบบนั้นในเพนท์เฮ้าส์สุดหรูจึงมีห้องออกกำลังกายและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับไคพร้อมสรรพโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องลงลิฟต์ไปใช้งานร่วมกับคนอื่น มิคาเอลเตรียมพร้อมทุกอย่างสำหรับคนที่เขาให้ความสำคัญ ทว่าก็มีบางเรื่องที่ทำไม่ได้และน่าหงุดหงิดใจพอควร 

ยกตัวอย่างเช่นเรื่องทำงาน... 

แม้ว่าในแต่ละเดือนไคจะมีผลงานออกมาไม่กี่ชิ้น หรือบางชิ้นก็ใช้เวลาหลายเดือน ทว่าเขาก็ยังเป็นศิลปินที่มีคนจับจ้องอยากได้ผลงานเป็นจำนวนมาก และที่น่าหงุดหงิดใจที่สุดก็คือการที่มีลูกค้าบางส่วนอยากได้ผลงานเพราะอยากเห็นหน้าเจ้าของที่เก็บตัวเงียบเสียยิ่งกว่าเงียบทั้งที่มีผลงานดังๆ ออกมามากมาย 

ต้นเหตุทุกอย่างเกิดจากการที่ปกติมิคาเอลจะจ้างคนเอาผลงานของไคที่ถูกจับจองไปส่งให้ลูกค้าที่ชนะการประมูล ทว่ามีครั้งหนึ่งพวกเขาจะออกไปกินข้าวพอดีแล้วพบว่าสถานที่ที่ลูกค้าอยู่ไม่ได้ห่างไกลมากนัก เลยพากันเอาของไปส่งด้วยตัวเอง มิคาเอลสวมแว่นใส่หมวกปกปิดใบหน้าของตัวเองเอาไว้เลยไม่ได้รับความสนใจ แต่คนของเขา...ไคของเขากลับถูกจ้องตาค้าง 

นับจากนั้นมาเลยมีข่าวลือเรื่องหน้าตาของไคแพร่กระจายไปทั่ว ลูกค้าที่มีมากอยู่แล้วเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ส่วนใหญ่ที่ส่งอีเมลมาประมูลผลงานล้วนแล้วแต่เขียนหมายเหตุขอให้เจ้าของภาพไปส่งด้วยตัวเอง มิคาเอลที่เป็นคนดูแลเรื่องการติดต่อทุกอย่างแทนเจ้าของภาพที่ไม่แคร์โลกแต่ก็ยืนยันจะขายผลงานหัวแทบลุกเป็นไฟ หากก็ยังยอมทำตามความต้องการของไคอยู่ดี 

ส่วนที่จะเอาภาพไปส่งเองนี่ก็ไม่ใช่ว่าไคหรือเขายอมทำตามคำขอร้องของผู้ชนะการประมูล แต่เป็นเพราะผู้ที่แลกเปลี่ยนในคราวนี้เป็นคนรู้จักที่กล้าใช้เหตุผลบางอย่างมาอ้าง และยอมจ่ายเงินสูงลิ่วชนิดไม่เหลือโอกาสเผื่อให้ใครประมูลต่อตั้งแต่เขาลงประกาศต่างหาก มิคาเอลจึงยินยอมพาไคไปส่งงานด้วยตัวเองเช่นนี้ 

ครืด ครืด 

มิคาเอลปรายตามองโทรศัพท์ของตัวเองอย่างเย็นชาแล้วหยิบขึ้นมากดรับสาย ในเวลาเดียวกันกับที่รถยนต์คันหรูของเขามาหยุดอยู่หน้าตึกบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งเข้าพอดี  

[ไม่ปลอดภัยแล้ว นำไปที่อื่นเลย ฉันอยู่หลังนาย] 

คนฟังไม่ได้แสดงท่าทีแตกตื่นใดๆ ออกมา เพียงเหลือบมองกระจกหลังจนเห็นรถยนต์สีขาวติดฟิล์มมืดหน้าตาธรรมดาๆ ที่ด้านหลังจึงเปลี่ยนเกียร์ ทำตามคำพูดนั้นโดยไม่เสียเวลาคิด 

“เราจะเปลี่ยนไปส่งของที่สนามกันเลย ลูกค้าอยู่ในรถสีขาวด้านหลังแล้ว” มิคาเอลหันไปบอกคนข้างกายพร้อมรอยยิ้มนิดๆ ท่าทีดูอ่อนโยนไม่เคยเปลี่ยน ทว่ากลับไม่อาจปกปิดประกายเย็นชาน่ากลัวที่วาบผ่านดวงตาไปได้ 

ไคไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เมื่อเห็นสีหน้าของคนขับรถ เขาเพียงกะพริบตาปรือปรอยช้าๆ คล้ายง่วงนอน ก่อนจะส่งของที่กำไว้ไปให้มิคาเอล จ้องมองสีหน้าประหลาดใจของอีกฝ่ายอย่างรอคอย จนเมื่อรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเย็นชานั่นอีกครั้งยามพบว่าของที่เขาให้ไปคืออะไรจึงหลับตาลงเงียบๆ เพื่อพักผ่อน 

ทิ้งให้คนได้รับ ‘ลูกอม’ ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี รีบเก็บของที่ได้มาใส่กระเป๋าเสื้ออย่างทะนุถนอม ความหงุดหงิดยามได้รับสายโทรศัพท์เมื่อครู่จางหายไปในเสี้ยววินาที 

นี่เป็นครั้งแรก...ครั้งแรกเลยที่เขาได้รับของจากไค 

มิคาเอลอารมณ์ดีไปตลอดทางจนกระทั่งถึงจุดหมาย พอเขาจอดรถ รถสีขาวที่ตามมาตลอดทางเองก็จอดลงที่ลานด้านข้างเช่นเดียวกัน คนที่เดินนำลงมาก่อนเป็นผู้ชายตัวใหญ่ในชุดสูทสองคน ส่วนที่ลงมาหลังสุดเป็นชายหนุ่มต่างชาติหน้าตาดี ดูมีราศีชนิดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะขับรถเก่าๆ แบบนี้มา 

แล้วก็เป็นเช่นนั้น... คนระดับ ‘เบนจามิน เอลิสัน’ ไม่มีทางใช้รถเก่าๆ แน่นอนหากไม่จำเป็น 

“แลกของกันก่อนแล้วไปคุยด้านในเถอะ” เบนจามินยกมือปาดเหงื่อเมื่อเห็นสายตาเย็นชาคล้ายอยากฆ่ากันให้ตายของคนรู้จัก แต่แล้วเมื่อได้เห็นสินค้าที่ทุ่มเงินจำนวนมากซื้อมาในมือเจ้าของผลงาน อาการหวาดกลัวก็จางหาย กลายเป็นความตื่นเต้นแทนแทบจะทันที 

“เดี๋ยว” เสียงเย็นชาพร้อมมือที่ยื่นมาขวางตรงหน้าไคทำให้คนที่ดีใจจนเนื้อเต้นหยุดชะงัก ต้องรีบกระแอมเก็บอารมณ์ตามประสาคนบ้างานศิลปะลงไป แล้วหันกลับไปส่งสัญญาณให้การ์ดด้านหลังหยิบของแลกเปลี่ยนออกมาแทน 

“นี่เงินสดตามที่ต้องการ ฉันไม่มีทางโกงอยู่แล้ว นายก็น่าจะรู้นี่มิคาเอล” 

“อย่าแกล้งโง่” มิคาเอลเสียดสีด้วยสีหน้าเย็นชา มือรับกระเป๋าใบใหญ่จากลูกน้องของเบนจามินมาเปิดดู กวาดมองเงินสดที่อัดแน่นอยู่ในนั้นได้เพียงครู่เดียวก็จัดการเปิดหลังรถ เทเงินพวกนั้นเข้าไปด้านในอย่างไร้ซึ่งความสนใจ ราวกับเป็นสิ่งของไม่มีค่า เสร็จแล้วจึงโยนกระเป๋าบรรจุเงินกลับไปให้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็วโดยใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที 

“จะละเอียดเกินไปแล้ว” เบนจามินถอนหายใจ แต่เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าคนคนนี้คือใคร เขาจึงไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก 

มิคาเอลไม่ได้กลัวว่าเขาจะโกง แต่กลัวว่าจะแถมอะไรมากับของแลกเปลี่ยนมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นเครื่องดักฟังหรือเครื่องติดตามเป็นต้น 

ถามจริงเถอะ… ใครมันจะกล้า 

หรือถ้าจะมีคนกล้าหาเรื่องมิคาเอลจริงๆ อย่างน้อยต้องไม่ใช่เบนจามิน เอลิสันคนนี้แน่นอน 

“ไค”  

งานศิลปะที่อยากได้เป็นเจ้าของมาโดยตลอดถูกยื่นมาให้เมื่อมิคาเอลหันไปพยักหน้าบอกเจ้าของผลงาน ใจจริงเบนจามินอยากจะพูดคุยกับไคอีกสักนิด เพราะเขาเป็นแฟนผลงานของอีกฝ่าย โชคร้ายที่รู้จักกันช้าไปหน่อยเลยเพิ่งได้งานชิ้นนี้เป็นชิ้นแรก ตอนแรกก็มีคิดบ้างเหมือนกันว่าอยากจะตีสนิทเอาไว้หน่อย เผื่อจะได้ขอซื้องานชิ้นต่อไปก่อนชาวบ้าน แต่พอรู้ว่าสถานะระหว่างไคกับมิคาเอลไม่น่าใช่สถานะเพื่อนธรรมดา เขาก็โยนความคิดนั้นทิ้งทันที  

ไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างมิคาเอลจะมาหลงศิลปินธรรมดาๆ คนหนึ่ง แถมยังหลงจนถึงขั้น... 

“รีบๆ พูดธุระแล้วไสหัวไปสักที” 

นักธุรกิจหนุ่มยกมือปาดเหงื่ออีกครั้งเมื่อถูกจ้องด้วยสายตาแบบเดิมที่ทำยังไงก็ไม่เคยชินได้เลย ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือเมื่อก่อนก็ตาม ทว่าสุดท้ายก็ยังทำใจดีสู้เสือ สูดหายใจเข้าจนสุดแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม 

“ตรงนี้ไม่เหมาะ เข้าไปด้านในก่อนเถอะ นายจะมาซ้อมมืออยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” พอเห็นมิคาเอลขมวดคิ้วคล้ายจะไม่พอใจ เบนจามินก็รีบพูดต่อ “เห็นแก่ที่เราเคยเรียนด้วยกัน...ไม่สิ เห็นแก่ความปลอดภัยของคนข้างๆ นาย เชื่อที่ฉันพูดเถอะ” 

เป็นไปตามคาด... 

ทันทีที่พูดถึงไค ดวงตาเย็นชาน่ากลัวของเทวทูตก็อ่อนแสงลงแทบจะทันที มิคาเอลหันไปมองคนข้างกายที่ยืนทำหน้าเฉื่อยชาไม่มีเปลี่ยน จากนั้นก็พยักหน้าทีหนึ่ง จูงมือพาไคเดินเข้าไปด้านในโดยไม่พูดอะไรอีก ทิ้งให้เบนจามินถอนหายใจเฮือกอยู่เบื้องหลังกับการ์ดอีกสองคนที่ขนลุกไปหมดทั้งตัวแต่ต้องพยายามเก็บงำอารมณ์เอาไว้ 

“ฉันบอกแล้วว่าเขาน่ากลัว” เบนจามินพึมพำบอกการ์ดทั้งคู่เบาๆ แล้วก้าวเท้าตามหลังมิคาเอลไปเงียบๆ ขณะคิดอะไรในใจไปเรื่อยเปื่อย 

จริงอยู่ที่ตอนนี้ก็น่ากลัว แต่ว่า... 

ความน่ากลัวของมิคาเอลในตอนนี้น่ะ... เทียบกับเมื่อก่อนแทบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ 

สนามที่มิคาเอลเรียก แท้จริงแล้วคือสนามยิงปืนที่เขามาใช้บริการบ่อยๆ เพราะมีห้องวีไอพีส่วนตัวของเขาคนเดียวและยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการระบายอารมณ์และการซ้อมมือสำหรับคนที่ไม่ได้จับอาวุธมานานพอควร ประกอบกับการที่เจ้าของสนามให้การต้อนรับ รวมถึงจัดพื้นที่ให้เขาเป็นอย่างดี ไม่ได้เข้ามายุ่งวุ่นวายให้รำคาญใจ มิคาเอลจึงกลับมาใช้งานอยู่บ่อยครั้ง 

ส่วนเหตุผลที่สำคัญที่สุดมีอยู่สองอย่าง 

ข้อหนึ่งคือมิคาเอลได้รับอภิสิทธิ์พิเศษ ทำให้เอาอาวุธของตัวเองเข้ามาใช้ที่นี่ได้ ทั้งที่ปกติมันเป็นเรื่องผิดกฎ 

และข้อสองที่สำคัญยิ่งกว่า... 

“ผ้าห่มกับหมอนพวกนั้นซักหรือยัง” มิคาเอลหันกลับไปถามพนักงานชายที่เดินตามอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าแข็งกระด้าง ขณะรั้งแขนไคไว้ไม่ให้เดินไปเอนกายลงบนเตียงประจำตัวในห้องวีไอพีที่เขาใช้งานอยู่คนเดียว 

“ซะ...ซักเรียบร้อยแล้วครับ” 

“เงยหน้า” 

“คะ…ครับ?” 

“ฉันบอกให้เงยหน้า” น้ำเสียงกดดันเย็นเยียบของผู้ที่ดูสูงส่งแม้ไม่ต้องทำอะไรทำให้เบต้าหนุ่มหน้าซีดเซียว รีบเงยหน้าตามคำสั่งของคนเรียกทันควัน แล้วก็ต้องตัวแข็งเป็นหิน ยามสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นที่ดูราวกับจะฆ่าคนได้ “มีใครเข้ามาใช้ที่นี่หรือเปล่า” 

“ไม่…ไม่มีใครใช้จริงๆ ครับ” 

“แล้วกลิ่นแปลกๆ นี่มาจากไหน” 

“เรื่องนั้น...แม่บ้านของเราทำน้ำหอมประดับขวดใหม่แตกครับ คุณทินพยายามให้ทำความสะอาดแล้วก็ไล่เธอออกไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าคุณจะยังได้กลิ่นอยู่” เบต้าหนุ่มตัวสั่นไปหมดทั้งร่าง ไม่ว่าจะได้เจออีกสักกี่ครั้ง เขาก็ยังไม่เคยชินกับความน่ากลัวของคุณมิคาเอลเสียที หากไม่ใช่เพราะเป็นหัวหน้าและถูกคุณทินที่เป็นเจ้าของที่นี่สั่งการให้ดูแลอีกฝ่ายให้ดีที่สุด เขาไม่มีทางยอมออกมารับหน้าด้วยตัวเองแน่ 

“อืม…” มิคาเอลถอนสายตาออกเมื่อรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก เพียงเท่านั้นความกดดันก็จางหายไปในพริบตา “เอาน้ำกับขนมมาวางไว้ให้ไคแล้วไม่ต้องให้ใครเข้ามารบกวนอีก” 

“รับทราบครับ” เบต้าหนุ่มรีบรับคำแล้วพาแข้งขาสั่นๆ ของตัวเองเดินผ่านเบนจามินกับการ์ดทั้งสองออกไปอย่างรวดเร็ว ภายในห้องยิงปืนวีไอพีที่ถูกซื้อขาดและไม่อนุญาตให้ใครเข้าใช้ตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อนจึงเหลือคนเพียงห้าคนเท่านั้น 

ไคนั่งลงบนเตียงนอนทรงกลมขนาดเจ็ดฟุตสุดหรูเมื่อมิคาเอลส่งสัญญาณบอกให้นั่งได้ พอจัดที่จัดทางอย่างพอดิบพอดีแล้วก็เอนกายพิงพนักอย่างสบายใจ ดูเหมือนคนมาเที่ยวพักผ่อนมากกว่ามาออกกำลัง ซึ่งก็ดูเข้ากับห้องวีไอพีที่ดูเหมือนห้องนอนขนาดย่อมแห่งนี้ดี ต่างเพียงแค่ที่นี่มีผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใสที่เปิดออกไปเป็นสนามยิงปืนส่วนตัวโดยเฉพาะก็เท่านั้น 

เมื่อมิคาเอลมองจนมั่นใจว่าจะไม่มีใครเข้ามารบกวนคนของเขาแล้ว ชายหนุ่มก็หันไปมองเบนจามินด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะพาร่างสูงสง่าก้าวเท้านำออกไปนอกห้องกระจก ทอดสายตามองสนามเขียวขจีที่มีเป้ารูปคนต้ังอยู่ไกลๆ ครู่หนึ่งจึงหันกลับมาสนใจของบนโต๊ะแทน  

มิคาเอลไล้มือไปตามกระสุนและแม็กกาซีนชนิดพิเศษที่ทินกร เจ้าของสนามยิงปืนแห่งนี้จัดเตรียมไว้ให้ช้าๆ ก่อนจะดึงอาวุธประจำตัวที่พกติดตัวไว้ตลอดโดยไม่มีใครรู้ออกมาจากเอว 

“ปืนนั่น...” เบนจามินซึ่งเดินตามมาแบบติดๆ กลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก เมื่อเห็นปืนสีเงินยวงสวยงามราคาแพงระยับของอีกฝ่าย โชคดีที่เขาเป็นพวกบ้าศิลปะอย่างเดียวเลยไม่ได้นึกอยากยื้อแย่งปืนกับคนตรงหน้า มิเช่นนั้นชีวิตคงจะดับเอาตรงนี้แน่ 

เมื่อหลายปีที่แล้วปืน ‘ซิลเวอร์’ ตรงหน้าถูกนำสู่เข้าท้องตลาดที่แน่นอนว่าไม่ใช่ตลาดธรรมดาและมีคนแย่งชิงกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นปืนรุ่นพิเศษที่คนผลิตทำออกมาเพียงกระบอกเดียวเท่านั้น ลำพังแค่ความสวยงามก็กินขาดแล้ว นี่ยังไม่นับเรื่องความรุนแรงและน้ำหนักเหมาะมือนั่นอีก 

เขายังจำได้ดีว่ามิคาเอลต้องเสียเงินไปมากมายขนาดไหนเพื่อให้ได้มันมาครอบครอง 

อา... แต่สำหรับมิคาเอลในตอนนั้น นั่นก็เป็นแค่เศษเงินแหละนะ 

‘สมบูรณ์แบบ’ คือคำนิยามที่เกิดมาเพื่อมิคาเอลอย่างแท้จริง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้หมายถึงรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมไปถึงสติปัญญา และความสามารถในทุกด้านของเขาด้วย 

“พูดเรื่องของนายมาได้แล้ว” น้ำเสียงราบเรียบของคนที่กำลังบรรจุกระสุนเงินสั่งทำพิเศษใส่แม็กกาซีนอย่างเชื่องช้าทำให้เบนจามินได้สติอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกไป ดวงตาสีเขียวเย็นชาคู่นั้นก็ตวัดขึ้นมอง ทำเอาเบนจามินขาสั่นไปหมดอย่างยากจะต้านทาน 

“…” 

“บอกฉันทีว่าอะไรคือเรื่องสำคัญที่ทำให้นายกล้าใช้คำว่า ‘เกี่ยวข้องกับชีวิตของไค’ มาบีบให้ฉันพาเขามาเจอ” 

“ระ...เรื่องนั้นฉันอธิบายได้นะ” นักธุรกิจหนุ่มยกสองมือขึ้นทำท่าทางยอมแพ้ ถึงตอนนี้อยากจะร้องไห้จริงๆ แล้ว เพราะท่าทางของมิคาเอลดูน่ากลัวมากชนิดที่เขามั่นใจว่าหากพูดอะไรผิดไปต้องโดนเชือดทิ้งแน่นอน 

“พูดมา” 

เบนจามินสูดลมหายใจเข้าจนสุด ขณะรับยาดมจากการ์ดด้านหลังมาสูดเข้าปอดเฮือกใหญ่ เตรียมพร้อมเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้คนตรงหน้าฟังโดยไม่หมกเม็ด 

เขายังไม่อยากโดนยิงทิ้งคาสนามปืนหรอกนะ... 

“ดูเหมือนว่าทางนั้นจะเริ่มลงมือกันแล้ว” พูดไปแล้วก็ลอบมองสีหน้ามิคาเอลอย่างหวาดเกรงน้อยๆ “ที่ฉันต้องเอารถเก่าๆ ของพนักงานในบริษัทมาใช้ เป็นเพราะมีคนของทางนั้นจับตาดูอยู่ คงคิดว่ายังไงฉันก็ต้องนัดเจอกับนายเข้าสักวัน” 

ส่วนเรื่องที่รู้แล้วทำไมไม่ยกเลิกนัด นั่นคงต้องบอกว่าเขาก็แอบเห็นแก่ตัวอยู่นิดหน่อย เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ยังต้องการภาพของศิลปินคนนั้นมาสะสม ก่อนจะต้องชิ่งหนีไปไกลโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่ แถมนี่ก็ได้เห็นตัวจริงแล้วด้วย... เท่านี้ก็สำเร็จตามเป้าหมายทุกประการแล้ว 

เอาน่า นี่ก็ป้องกันด้วยการแอบเปลี่ยนรถแล้วไง 

“…ผู้นำเป็นอะไร” 

“เอ่อ...เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันนะ แต่มีข่าวลือว่าท่านผู้นั้นล้มป่วย” เบนจามินขยับเท้าถอยหลังเล็กน้อยเมื่อพูดจบ เพราะรู้สึกหวาดเสียวว่าจะโดนปืนนั่นเล็งหัวยังไงไม่รู้ ทว่าเหมือนเขาจะคิดไปเอง เพราะมิคาเอลไม่แม้แต่จะแสดงท่าทีตกใจด้วยซ้ำ 

แปลก ทั้งที่ท่านผู้นั้นเป็น... 

“แล้วเรื่องที่ให้ไคมาเจอด้วยหมายความว่ายังไง” 

“เรื่องนั้น...” คนที่กำลังจะถอยหลังไปยืนหลบหลังการ์ดหัวเราะเสียงแห้ง “จริงๆ ส่วนหนึ่งฉันก็อยากเจอศิลปินเจ้าของผลงานชื่อดังคนนั้นสักครั้ง...เดี๋ยว! อย่าเพิ่งมองกันแบบนั้น เรื่องนี้เกี่ยวกับเขาจริงๆนะ!” 

“…” 

“นอกจากเรื่องข่าวท่านผู้นั้นล้มป่วย ยังมีเรื่องที่คนทางนั้นกำลังตามหานายกับใครอีกคนด้วย” 

“…ไค” 

“อืม เรื่องนี้ฉันมั่นใจ” 

“ถ้าอย่างนั้นข่าวเรื่องผู้นำคงเป็นความจริง” มิคาเอลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เผลอๆ อาจจะตายไปแล้วก็ได้ ไอ้พวกสวะพวกนั้นถึงบ้าขึ้นมา” 

“มะ...มิคาเอล” เบนจามินยิ้มแหย ไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดี เพราะคำพูดไร้ความใส่ใจของอีกฝ่ายทำให้เขาเงิบไปหมด ไม่คาดคิดว่าความสัมพันธ์ของมิคาเอลกับท่านผู้นั้นจะย่ำแย่ถึงขั้นนี้ ไหนจะเรื่องที่เรียกคนทางนั้นว่าสวะอีก 

ให้ตายเถอะ... 

“นายบอกว่าพวกมันจับตาดูอยู่... หมายความว่ามาที่นี่แล้วสินะ” 

“ใช่ เรื่องนี้ฉันมั่นใจ คิดว่ามาเตือนนายกับมาเอาของเสร็จก็จะลี้ภัยแล้ว” ไม่มีความจำเป็นต้องโกหกใดๆ อยู่แล้ว จริงอยู่ที่เบนจามินเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง แต่เขาไม่ใช่พวกที่มีอำนาจในด้านมืดมากมายเหมือนคนพวกนั้น เลยได้แต่คอยดูสถานการณ์และสืบข่าวอยู่ห่างๆ  

แต่ถ้าท่านผู้นั้นล้มป่วยหรือตายแบบที่มิคาเอลว่าจริงๆ... นี่จะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป และความปลอดภัยในชีวิตของเขาก็น่าจะลดน้อยลงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกมองว่าอยู่ฝั่งนี้ไปแล้ว 

มิคาเอลละสายตาออกจากเบนจามินแล้วมองทะลุกระจกใสเข้าไปด้าน เขาเผยรอยยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติเมื่อพบว่าเจ้าของดวงตาสีเทากำลังมองมาทางนี้ แต่แล้วรอยยิ้มที่มีก็เริ่มจางหายไป ยามสายตาเบนไปเห็นอะไรบางอย่างทางด้านหลังไคเข้าพอดี 

“ถือเป็นค่าตอบแทนที่อุตส่าห์เอาข่าวมาบอก... รีบออกไปทางประตูหลังซะ”  

มิคาเอลไม่อธิบายอะไรต่อ เพียงก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าไปหาไคด้านใน ขณะที่เบนจามินผู้คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานานเองก็ไม่ได้เสียเวลาตั้งคำถาม เขากวักมือเรียกการ์ดทั้งคู่เสร็จแล้วก็รีบวิ่งแจ้นไปที่ประตูอีกบานซึ่งเชื่อมต่อกับหลังสนามแทบจะทันที 

เจ้าของดวงตาสีเขียวคู่สวยเบนสายตาลงมองคนที่จ้องกันอยู่ก่อนแล้วอย่างอ่อนโยน จากนั้นก็ส่งยิ้มไปให้อีกฝ่าย พร้อมกับกดศีรษะไคให้จมลงบนเตียงกว้าง 

“อยู่อย่างนี้ก่อนนะ” 

แกร๊ก 

ไคมองคนที่สไลด์ลำปืนเตรียมพร้อมยิงอย่างเงียบงัน ก่อนจะยอมเอนกายแนบไปกับที่นอนทรงกลมโดยไม่ได้ถามอะไร และในวินาทีนั้นเองที่เสียงประตูห้องค่อยๆ เปิดออกช้าๆ พร้อมกันกับที่คนข้างกายเขายกอาวุธแสนอันตรายเล็งไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าเย็นชา 

ปัง! 

ไม่มีวี่แววของความลังเล ไม่มีอาการมือสั่นใดๆ ให้เห็น กระสุนนัดแรกพุ่งออกจากรังเพลิงของปืนสีเงินเย็นเยียบ เจาะทะลวงเข้ากลางหน้าผากของผู้มาใหม่อย่างแม่นยำจนไม่มีโอกาสให้ร้องขอแม้กระทั่งชีวิต 

“ที่ทำนี่...มั่นใจแล้วใช่ไหม” 

“…” 

“ไม่ตอบ...” มิคาเอลขยับแขนเปลี่ยนองศาปืนเล็กน้อย คราวนี้เล็งมันไปยังกำแพงข้างประตูที่น่าจะมีคนอีกหลายชีวิตยืนอยู่แทน “แสดงว่ามั่นใจสินะ" 

แน่นอนว่าการคิดจะเปลี่ยนคำตอบในตอนนี้นั้น... 

ไม่ทันแล้ว 

 

 

--------------------- 

ความคิดเห็น