Sakuya Aika

พี่ไนท์จะไม่อ่อนโยนแล้ว~ ขอบคุณที่ยังไม่ลืมคู่นี้นะคะ เมนต์ติชมได้คร่า

ชื่อตอน : บทที่ 5 (1) Rewirte

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ส.ค. 2562 19:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 (1) Rewirte
แบบอักษร

5.1 - Rewirte 

Tawan 

ปัง!

ผมกระชากประตูปิดอย่างลืมตัว เสียงดังจนไอ้เอิร์ธที่นอนเล่นมือถืออยู่บนโซฟาหันมามอง

เห็นมันแล้วนึกถึงไอ้ไนท์... เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทำผมกระอักกระอ่วนจนไม่อยากมองหน้าไอ้เอิร์ธ ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับมันเลย

“ทะเลาะกับบีบีมาหรือไง” เสียงแขวะของเอิร์ธทำให้ผมรู้สึกตัว

“ทะเลาะเหี้ยไร”

“แล้วมึงหัวเสียเรื่องอะไร”

“เปล่า กูไม่เป็นไร”

ผมพูดเสียงห้วนๆ เดินผ่านโซฟาเข้ามาหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเข้าห้องน้ำ อาบน้ำเสร็จค่อยรู้สึกดีขึ้น กลับออกมาอีกทีไอ้เอิร์ธก็ไม่อยู่แล้ว ไปไหนของมันวะ ผมรู้สึกไม่ดีนิดหน่อยที่ก่อนหน้านี้หงุดหงิดใส่มัน ตั้งใจว่าอาบน้ำเสร็จจะชวนมันลงไปหาอะไรกินข้างล่าง พอมันหายไปไม่บอกกล่าวก็กังวลว่าผมอาจจะทำให้มันคิดมากอยู่ก็ได้ ผมจ้องโทรศัพท์อย่างลังเลก่อนทนไม่ไหวกดโทรหาไอ้เอิร์ธเพราะความเป็นห่วง

[ตะวันมีอะไร]

“มึงอยู่ไหน”

[ร้านเกม]

“หา?”

[กูอยู่กับพวกไอ้แต้ม มีอะไร]

“เปล่า แค่ไม่เห็นมึงที่ห้อง แล้วทำไมไปอยู่กับพวกเหี้ยนั่น” ผมแปลกใจเพราะปกติไอ้เอิร์ธมันไม่ชอบไปร้านเกมกับไอ้พวกนั้น “หรือว่ามึงโกรธอะไรกูหรือเปล่า”

[กูจะโกรธอะไรมึงวะ]

ปลายสายตอบกลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่น้ำเสียงราบเรียบของมันผมฟังแล้วไม่สบายใจเลยสักนิด

“เออๆ แล้วนี่มึงกลับตอนไหน กูว่าจะไปอยู่เป็นเพื่อนที่โรงบาล” ผมรู้สึกยุ่งยากใจที่พูดถึงเรื่องก่อนหน้า เลยตัดบทไปแบบนั้น ไอ้เอิร์ธเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนตอบออกมา

 [ไม่รู้เหมือนกันว่าจะกลับตอนไหน มึงไปเถอะ ไม่ต้องห่วงกูมีกุญแจ]

“อืม งั้นแค่นี้ล่ะ”

             หลังวางสาย ผมออกจากห้อง ขับรถมาที่โรงพยาบาลตามที่บอกไอ้เอิร์ธ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ช่วยให้ผมลืมเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ในหัวคิดวนเวียนแต่เรื่องไอ้ไนท์ไม่หยุด ผมแทบคลั่งเมื่อรู้ว่าทั้งหมดเป็นแผนของมัน สัส! หน้าไม่อาย มันคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ กล้าดียังไงมาปั่นหัวผมเล่น

 

โรงพยาบาล

ผมเหม่อมองตึกตรงหน้าอย่างลังเล ถึงแม้แม่จะหลับแล้วแต่ผมก็ไม่อยากขึ้นไปด้วยอารมณ์ที่ยุ่งเหยิงแบบนี้ ผมครุ่นคิดก่อนตัดสินใจผลักประตูออกไป   

             ทางเดินบนตึกเปิดไฟส่องสว่างแต่บรรยากาศก็เงียบเชียบจนน่าใจหาย ผมผ่านทางเดินที่ไร้ผู้คนตรงมาที่ห้องแม่ เปิดประตูเข้าไปข้างในอย่างไม่ได้คิดอะไร แต่กลับมีคนอื่นอยู่ในห้องด้วย

“....” ผมยืนนิ่งมองคนที่ชะโงกหน้าขึ้นมาจากโซฟา รู้สึกแปลกใจเพราะจำได้ว่าแม่ไล่ตะเพิดทุกคนกลับหมด นึกว่าไม่มีคนเฝ้า

             “น้องตะวัน” คนคนนั้นลุกขึ้นนั่งพลางเอามือขยี้ตา มืออีกข้างถือโทรศัพท์มือถือเอาไว้ ผมมองแวบเดียวก็จำได้ว่าเป็นลูกน้องพี่เดือนที่เจอก่อนหน้านี้

             “โทษที ผมนึกว่าไม่มีใครอยู่” ผมยิ้มบาง แอบมองสำรวจใบหน้าของเขาระหว่างเดินมานั่งข้างๆ พี่เขาขยับเว้นระยะห่างพอประมาณ ก่อนยิ้มจางๆ ตอบ

             “ไม่เป็นไรครับ แต่ว่าทำไมมาดึกแบบนี้ล่ะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

             “เปล่าหรอก ผมไม่รู้ว่ามีคนเฝ้าแม่ก็เลยแวะมา ถึงจะดึกไปหน่อยก็เถอะ” ผมละอายใจเล็กน้อยที่แสร้งทำเป็นลูกกตัญญูเอาตอนนี้ คนข้างๆ พยักหน้า ท่าทางไม่คิดอะไรมากและก็ไม่พูดอะไรกลับมาเช่นกัน ก่อนที่บรรยากาศจะชวนให้อึดอัดไปมากกว่านี้ ผมหาเรื่องคุย

             “แล้วพี่เดือนล่ะ”

             “คุณเดือนกลับไปตั้งแต่หัวค่ำแล้วครับ”

             “อ่อ แล้วทำไมพี่อยู่นี่ล่ะ ผมไม่ถึงนี่มันไม่ใช่เวลางาน ทำไมเดือนถึงให้พนักงานอยู่เฝ้าแม่ คือผมแค่จะบอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงพี่สาวผมก็ทำไม่ถูกที่ใช้งานพนักงานมากเกินไป” ตอนแรกผมก็แค่สงสัยแต่ยิ่งพูดยิ่งฟังเหมือนผมกำลังดูถูกเขาอยู่และสุดท้ายก็ร้อนรนแก้ต่างแทบไม่ทัน

             “ไม่หรอกครับ ผมแค่ทำตามคำสั่ง” เขาตอบกลับมาแบบพนักงานผู้จงรักภักดี ผมยิ้มแหย ไม่รู้มาก่อนว่าบริษัททำกับพนักงานแบบนี้

             “แล้วพรุ่งนี้พี่ไม่ไปทำงานเหรอ”

             เขาส่ายหน้า “จนกว่าคุณผู้หญิงจะออกจากโรงพยาบาล ผมถึงจะกลับไปทำงานที่บริษัท”

             “อ่อ งั้นแปลว่าตอนนี้พี่มีหน้าที่เฝ้าแม่ผมเหรอ”

             “ครับ จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

             “งี้ก็สบายเลยดิไม่ต้องเข้าบริษัท” ผมแซวขำๆ คิดในแง่ดีงานไม่ต้องทำแค่เฝ้าคนป่วย อีกอย่างที่นี่ก็สะดวกสบายอย่างกับโรงแรม คิดว่ามาพักผ่อนก็ยังได้เลย

เขาไม่ตอบอะไรผม แค่ยิ้มบางๆ กลับมาเท่านั้น หรือว่าผมไม่ควรพูดแบบนั้นวะ ผมมองสีหน้าที่ยากจะอ่านออกของเขาแล้วลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่องคุย   

             “แล้วนี่เราจะนอนยังไง โซฟาตัวเดียว”

เขาหยุดคิดแวบหนึ่ง ก่อนลุกขึ้นเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง “เดี๋ยวผมนอนพื้นเอง”

ผมอ้าปากเหวอ รู้ว่าสุดท้ายเขาต้องเสียสละให้ผมแน่นอนแต่ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้ อย่างกับว่าผมกำลังเอาเปรียบพนักงานบริษัทอยู่เลย ผมมองผ้าห่มที่มีแค่ผืนเดียวสลับกับพื้นเย็นเยียบแล้วรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก

             “อะไรกัน ผมแค่ล้อเล่นน่ะ พี่นอนเถอะเดี๋ยวผมกลับแล้ว”

             “อ้าว” เขามองผมเลิ่กลั่ก “ไม่เป็นไรนะ ผมนอนพื้นได้”

             “ไม่ดีกว่า ตอนแรกผมไม่รู้ว่ามีคนเฝ้าแม่ แต่ตอนนี้ผมสบายใจละ ฝากดูแลแม่ผมด้วยแล้วกัน ผมไม่กวนพี่แล้วตามสบายเลยครับ”

             ผมกำลังจะเดินออกมาแต่จู่ๆ ก็นึกได้ หันกลับไปพูดกับเขาอีกรอบ คนตรงหน้าผมกำลังจะพูดอะไรสักอย่างพอเห็นผมกลับมาเขาก็หยุดเพื่อรอฟัง

             “ไม่ต้องบอกแม่ล่ะว่าผมมา”

“ครับ?”

“ถ้าแม่รู้ต้องบ่นผมแน่ๆ ที่มาดึกขนาดนี้ พี่ก็น่าจะรู้ว่าแม่ผมน่ะบ่นเก่งมาก”

“อ่อ... ครับ ไม่บอก” เขาพยักหน้าเออออไปกับผมด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ เดินมาส่งผมที่ประตู

“ผมไปล่ะ”

             แล้วคืนนี้จะไปนอนไหนวะ ผมครุ่นคิดหลังกลับเข้ามานั่งในรถ ก่อนตัดสินใจไปหาบีบีที่หอ ผมโทรหาบีบีตลอดทางแต่ไม่รับสายผมเลย ไลน์หาก็ไม่อ่าน ไม่รู้อยู่ห้องหรือเปล่า

ผมยืนรออยู่หน้าประตูทางเข้าหอพัก ระหว่างนั้นก็พยายามติดต่อบีบีไปด้วย เกือบจะถอดใจอยู่แล้วแต่มีคนลงลิฟต์มาพอดี ผมฉวยโอกาสตอนที่ประตูเปิดผ่านเข้ามาข้างใน โดยไม่ลืมค้อมศีรษะขอบคุณคนที่เปิดประตูให้ ตรงเข้าลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นที่บีบีอยู่

ผมยืนอยู่หน้าประตูห้องบีบี เคาะเรียกสักพักก็ไม่มีวี่แววว่าประตูจะเปิด สงสัยไม่อยู่จริงๆ ไม่รู้ไปไหน ผมมองประตูตรงหน้าอย่างคาใจก่อนหันหลังเดินออกมา     

             ผมกลับมาที่ห้องตัวเองอย่างไม่มีแต่ทางเลือก ส่วนไอ้เอิร์ธยังอยู่ร้านเกมกับพวกไอ้แต้ม ทำเอาผมแปลกใจไปเลย ผมอุตส่าห์อ้อมโลกเพื่อจะรักษาคำพูดที่บอกมันว่าจะไปเฝ้าแม่ แต่กลายเป็นว่าผมมีทิฐิมากเกินไป ให้ตายสิ ในเมื่อพวกมันอยู่กันพร้อมหน้ากันขนาดนั้นแล้วเรื่องอะไรผมจะมานั่งหดหู่อยู่ที่ห้องคนเดียว ผมคว้ากุญแจรถแล้วออกไปหาพวกมัน

             “พวกมึงจะนอนร้านเกมหรือไงวะ บ้านช่องไม่กลับ” ผมทักเสียงฉุนทันทีที่เข้ามาในร้าน ไอ้แต้มกับไอ้เก้าใส่หูฟังกำลังรัวคีย์บอร์ดทำเคาน์เตอร์ยิกๆ มันคงไม่ได้ยินที่ผมพูด มีแค่ไอ้เอิร์ธที่นั่งเล่นเกมไก่กาอยู่โต๊ะถัดไปเหลือบมามอง ดูมันไม่ได้มีส่วนร่วมกับไอ้เด็กติดเกมสองตัวนี่เลย

             “เล่นเกมอะไรของมึง” ผมเหลือบมองก่อนลากเก้าอี้มานั่งข้างไอ้เอิร์ธ “ยิงไข่ไดโนเสาร์? ถามจริง ถ้ามึงจะเล่นไอ้นี่มึงเล่นนอนเล่นในโน้ตบุ๊คที่ห้องไม่ดีกว่าเหรอวะ”

             “มันไม่ได้บรรยากาศ”

             “บรรยากาศอะไรของมึง”

             เอิร์ธไม่ตอบ มันเมินผม ตั้งหน้าตั้งตาเล่นเกมอย่างไม่สนใจ เป็นอะไรของมันวะ ผมเลิกเซ้าซี้ไอ้เอิร์ธแล้วเลื่อนเก้าอี้มานั่งแทรกตรงกลางระหว่างไอ้เก้ากับไอ้แต้ม ดูพวกมันเล่นเพราะสนุกกว่าดูเกมที่ไอ้เอิร์ธเล่นตั้งเยอะ

             ปึ้ก!  

             “สัสตะวัน เกะกะ” แต้มสบถหลังจากเอาศอกกระแทกหัวผม แม่งตั้งใจหรือเปล่าวะ มันเล่นเกมใส่อารมณ์อย่างกับเป็นตัวละครในเกมจริงๆ เสียงกดคีย์บอร์ดกับเมาท์ปั่กๆ ไม่เจ็บนิ้วกันหรือไงวะ  

             “มึงถามกูก่อนว่าเจ็บไหม” ผมเอามือลูบหัวป้อยๆ พลางถลึงตาใส่มันอย่างประท้วง

             “ไม่ต้องสำออย หัวมึงแข็งขนาดนั้น เป็นห่วงศอกน้อยๆ ของกูไม่ดีกว่าเหรอ” แต้มพูดหน้าไม่อาย ไอ้เวรนี่ ผมล่ะเอือมกับมันจริงๆ

             ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาเถียงกับมันดี ตอนนั้นเสียงไอ้เก้าก็ดังขึ้น

             “ไอ้เอิร์ธบอกว่ามึงไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ”

             “เออ มีคนเฝ้าให้แล้ว กูเลยกลับมา”

             “ใครวะ” เก้าทำหน้าแปลกใจ

             “คนของพี่สาวกู”

             “แล้วเมียมึงอ่ะ ทำไมมาหาพวกกู ไม่ไปอยู่กับเมียมึง ไอ้เอิร์ธก็อยู่นี่ โอกาสดีนะเว้ย ไม่ต้องห่วงว่าจะมีคนขัดจังหวะ”

ผมยังพูดไม่ทันจบดีเสียงกวนๆ ของไอ้แต้มก็ดังขึ้นมา

             “ไม่รู้ โทรไปยังไม่รับสายกูเลย” ผมตอบฉุนๆ ไม่ใช่ว่าโมโหบีบีแต่ไม่ชอบคำพูดที่ไอ้แต้มมันใช้ อย่างกับว่าที่ผ่านมาไอ้เอิร์ธเป็นตัวปัญหาระหว่างผมกับบีบี ถึงผมจะรู้ว่าไอ้แต้มมันแค่ล้อเล่น แต่ก็กลัวว่าไอ้เอิร์ธมันจะเก็บไปคิดมาก  

             “มึงทำอะไรให้เค้าโกรธหรือเปล่าถึงไม่รับสาย” แต้มหยอดมาอีกระลอก ผมถลึงตาใส่มันทันที ไอ้เวรนี่ไม่รู้อะไรแล้วยังพูดจาซี้ซั้วอีก

             “โกรธอะไร กูไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”

             เอิร์ธเหลือบมองผมแวบหนึ่งเหมือนมีอะไร พอผมสบตา มันก็กลับไปเล่นเกมต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นอะไรของมันวะ นับวันยิ่งทำตัวน่าสงสัยเข้าทุกที

             “นี่พวกมึงจะอยู่ยันสว่างเลยหรือไง” มองถามอย่างทนไม่ไหว เบื่อจะนั่งดูอยู่เฉยๆ

             “ตานี้ก็เลิกแล้ว” แต้มตอบ

             “เหี้ย เกมเลย สัส!”

ไอ้เก้าสบถหลังจากที่แต้มพูดได้ไม่ถึงห้านาที

             ผมมองจอเกมของพวกมันที่ตัวละครตายกันเกลื่อนจอพร้อมกับคำว่า Game Over ตัวโตๆ ไม่นานพวกมันก็ล็อกเอาท์ออก ส่งสายตาให้ผมกับเอิร์ธออกจากร้าน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น