SweirFeng | เสวี่ยเฟิ่ง

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บันทึกหน้าที่ 11 เล่นนอกบท (ตอนกลาง)

ชื่อตอน : บันทึกหน้าที่ 11 เล่นนอกบท (ตอนกลาง)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มิ.ย. 2562 15:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บันทึกหน้าที่ 11 เล่นนอกบท (ตอนกลาง)
แบบอักษร

บันทึกหน้าที่ 11 

เล่นนอกบท ตอนกลาง 

 

"เข้ามาได้เลยกวางน้อย ประตูไม่ได้ลงไม้ขัด"  

 

สองคนกับอีกหนึ่งตัวที่เกาะอยู่บนคานพร้อมใจกันกรอกตามองบน  

 

ว่าผู้อื่นหน้าไม่อาย แต่ตนเองนั่นแหละหน้าไม่อายที่สุด! 

 

เด็กสาวเจ้าของใบหน้ากลมยุ้ยน่ารักเปิดประตูเดินเข้ามา สั่งให้สาวใช้หรงหรงที่ตามติดดุจเงาตามตัวรอข้างนอก ก่อนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นชายสวมหน้ากากนอนตะแคงอยู่บนเตียง สาบเสื้อแหวกออกเล็กน้อยจนเห็นกล้ามอกตึงแน่น ดูน่าค้นหาว่าใต้ร่มผ้านั้นมีอะไรน่าสนใจซุกซ่อนอยู่อีกบ้าง  

 

"ท...ท่านลุง ท่าน..." ใบหน้างดงามของเด็กสาวแดงก่ำไปจนถึงใบหู กายบางสั่นระริกไปหมด 

 

"หึๆ..." ร่างสูงใหญ่หัวเราะชอบใจในลำคอ ก่อนลุกขึ้นนั่งและจัดแจงชุดให้เข้าที่เข้าทาง แม้การได้กลั่นแกล้งคนที่ชอบจะสนุกปานไหน แต่พอเท่านี้จะดีกว่า อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นเด็กสาวไม่ประสีประสาที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ประเดี๋ยวจะตกใจจนเตลิดหนีจากกันไปเสียก่อน  

 

"ยอดเลย นี่ท่านลุงมีรอยสักด้วยหรือ ขอเซียนเอ๋อร์ดูใกล้ๆหน่อยสิเจ้าคะ!!" เด็กสาวกรีดร้องเสียงหลง ก่อนพุ่งเข้าใส่ร่างบนเตียงด้วยอาการตื่นเต้น 

 

"ห...หืม? อุก!!" ร่างสูงใหญ่หงายท้องล้มลงบนเตียงหลังถูกจู่โจมกะทันหันโดยร่างเล็กบางที่กระโดดขึ้นมาทับร่างแล้วกระชากสาบเสื้อของชายสวมหน้ากากให้แหวกออกกว้างอย่างไม่เกรงใจกัน เกรงว่าถ้าไม่มีสายผูกที่ช่วงเอวคงเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว 

 

"เดี๋ยว...!" ร่างสูงใหญ่ตะลึงพรึงเพริดจนขวัญหนีดีฝ่อ ออกอาการประหนึ่งเด็กสาวที่กำลังถูกข่มเหงรังแกอยู่ไม่มีผิด แต่ซูเซียนที่นั่งคร่อมอยู่บนตัวชายสวมหน้ากากหาได้สนใจไม่ กระชากจนเสื้อของบุรุษที่ชอบทำตัวลึกลับร่นลงมากองอยู่ที่เอว เผยรอยสักช่วงลำตัวที่พอมองออกว่าเป็นรูปกิเลนฟ้าพันอยู่รอบลำตัวแข็งแกร่งของชายหนุ่มออกมา ฝีมือในการวาดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เรียกได้ว่าปราณีตงดงามและเหมือนจริงจนซูเซียนอดผิวปากชื่นชมในใจไม่ได้ 

 

"อุ๊ย ดูเหมือนรอยสักจะไม่ได้สิ้นสุดที่เอวนะเจ้าคะ" ดวงตากลมโตดุจลูกกวางฉายแววอยากรู้อยากเห็น ขณะหลุบมองช่วงล่างของชายหนุ่มที่ซึ่งรอยสักอีกครึ่งผลุบหายไป 

 

"ก...กว้างน้อย ใจเย็นๆ ใจเย็นก่อนนะ" ชายสวมหน้ากากเอ่ยเสียงสั่น มือใหญ่เอื้อมขึ้นมาจับสายรัดตรงเอวเอาไว้ กลัวถูกเด็กสาวตรงหน้ากระชากออกจนไม่เหลืออะไรให้ค้นหาตอนเข้าหอ 

 

"อุ้ย ขออภัยเจ้าค่ะ เซียนเอ๋อร์ตื่นเต้นไปหน่อย" ซูเซียนถอยออกไปนั่งตรงปลายเตียงด้วยท่าทางใสซื่อ เหมือนไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ปล่อยให้ชายสวมหน้ากากลุกขึ้นมาสวมชุดด้วยท่าทางเหมือนเพิ่งถูกข่มขืน 

 

"รอยสักของท่านดูน่าเกรงขามสุดๆไปเลยเจ้าค่ะท่านลุง ว่างๆขอข้าวาดภาพท่านลุงได้หรือไม่เจ้าคะ" 

 

"ที่อยากให้ตั้งใจมองไม่ใช่รอยสักเสียหน่อย" ร่างสูงพึมพำแผ่วเบา 

 

"อะไรนะเจ้าคะ" เด็กสาวคลานอ้อมมาถามบุรุษที่นั่งหันหลังให้ 

 

"ไม่มีอะไร แต่เจ้าดูไม่เขินอายกับ... กับ... กับการอยู่ใกล้บุรุษสองต่อสองเลยนะ" ชายสวมหน้ากากกลืนคำว่า 'เรือนกายใต้ร่มผ้า' ของบุรุษลงคอไป 

 

"สองต่อสองที่ไหนกันเจ้าคะ" เด็กสาวทำหน้าซื่อ ชี้นิ้วขึ้นเหนือศีรษะ  

 

"พี่เสี่ยวป๋ายกับพี่เสี่ยวฮุยแล้วก็หลงเซียนไม่ได้อยู่บนนั้นหรอกหรือเจ้าคะ?" 

 

"...อยู่" 

 

"เห็นไหมล่ะ ไม่ได้อยู่สองต่อสองเสียหน่อย" เด็กสาวยิ้มแฉ่ง แต่ชายสวมหน้ากากหน้าบูดบึ้งไปเล็กน้อย อดก้มสำรวจตนเองไม่ได้ เพราะเด็กสาวยังเด็กเกินไป หรือเป็นตนที่ขาดเสน่ห์ของบุรุษเพศ อย่างใดกันแน่ 

 

"อ๊ะ แต่ถึงพี่ๆไม่อยู่ ให้ข้าอยู่กับท่านลุงสองต่อสองข้าก็ไม่มีปัญหาอันใดนะเจ้าคะ" 

 

"เพราะอะไร" หรือเพราะเขาไร้เสน่ห์จริงๆ นางจึงไม่รู้สึกอันใดด้วยเลย 

 

"ก็ท่านลุงรูปงาม แถมองอาจถึงเพียงนี้ มองเท่าใดก็ไม่เบื่อหรอกเจ้าค่ะ ให้นั่งมองทั้งวันทั้งคืนยังได้เลย"  

 

ร่างสูงใหญ่แข็งทื่อไปชั่วขณะหนึ่ง รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเคาะระฆังดังเหง่งหง่างอยู่ข้างหูจนพลานให้ทั้งใจทั้งร่างกายสั่นรัวไปหมด 

 

แม้ไม่ใช่ แต่ก็ใกล้เคียงมาก 

 

ใกล้เคียงกับอาการที่ท่านพ่อเคยพร่ำพรรณนาให้ฟังว่ายามตกหลุมรักท่านแม่เป็นเช่นไร แต่กรณีท่านพ่อ เหมือนจะรู้สึกเหมือนถูกลูกเกาทัณฑ์พุ่งทะลุกลางใจ 

 

"............เด็กประหลาด" ชายสวมหน้ากากหันไปพึมพำทางอื่นหลังนิ่งไปครู่หนึ่ง 

 

เฮ้ นายจะมาว่ากันแบบนี้ไม่ได้นะ นายไม่เข้าใจความรู้สึกของสาวน้อยที่เกิดมาในบ้านที่มีแต่ผู้ชายงานดีแบบฉันหรอก พี่ชายก็หล่อ เพื่อนของพี่ชายก็โคตรเท่ พ่อก็สุดจะแซ่บ นายควรภูมิใจสิที่ฉันยังเห็นว่านายหล่อสิ เพราะนั่นหมายความว่านายก็แซ่บไม่แพ้พวกนั้นไง 

 

"ว่าไปแล้ว... มีเรื่องด่วนอะไรหรือไม่ ถึงได้มาหากันในเวลาแบบนี้" 

 

"ไม่ใช่เรื่องด่วนอะไรหรอกเจ้าค่ะ ...ไม่สิ จะว่าเป็นเรื่องด่วนก็ไม่ผิดหรอกเจ้าค่ะ" เด็กสาวหลุบตามองต่ำ ขยับเข้าไปนั่งข้างๆ แล้วเอนกายพิงร่างสูงใหญ่ ท่าทางอ่อนแอแตกต่างจากเมื่อครู่ที่ยังดูร่าเริงสดใส เหมือนคนที่ฝืนทำตัวเข้มแข็งมาโดยตลอด ในที่สุดก็ค้นพบสถานที่ที่สามารถทำตัวอ่อนแอได้ 

 

"ข้ามีเรื่องอยากให้ท่านลุงช่วยเจ้าค่ะ จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่ข้าไม่ควรทำ เป็นเรื่องที่ข้าไม่ควรติดใจ ควรปล่อยวาง เพราะหากปล่อยวางได้ชีวิตคงสงบสุขขึ้น ...แต่มันทรมานเหลือเกินเจ้าค่ะที่ต้องทำเหมือนเรื่องในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ข้าคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายก็ปล่อยวางไม่ได้ ไม่รู้จะไปหาใคร รู้ตัวอีกทีข้าก็ยืนอยู่หน้าเรือนไผ่ของท่านลุงแล้วเจ้าค่ะ" 

 

"กวางน้อย" นิ้วชี้เรียวยาวของร่างสูงใหญ่เชยคางมนขึ้น ให้สองดวงตาสบกัน "มาหาข้า แสดงว่าอยากให้ข้ารู้ ดังนั้นบอกมาเถิด เพราะข้าเองก็อยากรู้" 

 

เด็กสาวเม้มปาก เพราะถ้าเล่า ก็จะปล่อยวางไม่ได้แล้ว และจะเข้าสู่หนทางของการแก้แค้น ชีวิตสงบสุขที่ใฝ่ฝันจะปลิวไปกับสายลม แต่ให้โดนกระทำฝ่ายเดียวน่ะ ไม่เอาด้วยหรอก! 

 

"...ฟังแล้วอย่าตกใจนะเจ้าคะ ข้าอยากให้ท่านลุงช่วยข้าดัดนิสัยสตรีในวังหลังกลุ่มหนึ่งเจ้าค่ะ" 

 

"?" ชายสวมหน้ากากทำหน้าเหมือนขอคำอธิบายเพิ่มเติม เพราะให้สององครักษ์ไปทำภารกิจอื่น ไม่ได้ให้ตามดูเด็กสาว จึงไม่ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ 

 

"วันนี้หลวนลู่เลี่ยนตั้งใจนำสำรับขนมสูตรใหม่เข้าวังไปถวายฮองเฮา นางขอให้ข้าไปเป็นเพื่อน แต่ระหว่างทาง พวกเราถูกสตรีกลุ่มหนึ่งเดินมาชนจนขนมที่นำไปเสียหายหมดเลยเจ้าค่ะ" 

 

"ฟังดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ" ชายสวมหน้ากากยกมือลูบเรือนผมนุ่มสลวยสีดำขลับของร่างเล็กบาง "เจ้าจะโกรธแค้นผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเจ้าไม่ได้นะกวางน้อย" 

 

ซูเซียนทำหน้าไร้อารมณ์ ขณะเลิกชายแขนเสื้อขึ้น เผยแผลพุพองที่ซ่อนเอาไว้ไม่บอกผู้ใดแม้แต่หลวนลู่เลี่ยน และแอบปฐมพยาบาลเองให้ชายสวมหน้ากากดู 

 

"!?" ดวงเนตรเรียวคมหลังหน้ากากเบิกออกกว้าง มองแขนที่เคยเรียบเนียนผุดผ่องของเด็กสาวด้วยสายตาเหมือนเห็นงานศิลปะชั้นสูงถูกทำให้มีตำหนิ 

 

"ตอนแรกข้าก็คิดว่าพวกนางไม่ตั้งใจเจ้าค่ะ แต่เพราะพวกนางลงมือเกินกว่าเหตุ ข้าจึงมั่นใจว่าพวกนางจงใจมาดักรอและหาเรื่อง นี่ถ้าข้าไม่ดึงหลวนลู่เลี่ยนหลบกาน้ำชาร้อนๆที่พวกนางถือมาและทำทีเป็นหลุดมือตอนเดินชน ป่านฉะนี้ที่จะเสียโฉมไม่ใช่แขนข้านะเจ้าคะ แต่เป็นหน้าของลู่เลี่ยน ยิ่งลู่เลี่ยนบอกข้าว่าจำหนึ่งในนางกำนัลพวกนั้นได้ว่ารับใช้ใคร ข้าก็ยิ่งมั่นใจว่าสตรีสวมผ้าคลุมหน้าที่ยืนหลบอยู่ไม่ไกล บงการให้นางกำนัลพวกนั้นเข้ามาหาเรื่องข้ากับลู่เลี่ยนแน่นอน" 

 

"น่าสงสาร เจ้าถูกดอกไม้มีพิษในวังหลังตำมานี่เอง" 

 

ร่างสูงใหญ่เอ่ยถาม ลูบแขนเด็กสาวอย่างทะนุถนอม พยายามเลี่ยงบริเวณที่เป็นรอยแดง คาดว่าเพราะแขนเสื้อยาว เลยกันน้ำร้อนได้นิดหน่อย แต่เพราะน้ำร้อนจัด จึงยังเกิดคงความเสียหาย 

 

"เจ็บมากหรือไม่" มือใหญ่เลื่อนไปกุมมือเล็กแล้วบีบแน่น ความอบอุ่นซึ่งแผ่ซ่านที่ฝ่ามือ ทำให้เด็กสาวที่กำลังโกรธหลังจากที่อดทนอดกลั้นมานานใจเย็นลง 

 

"ตอนนี้แค่แสบๆเจ้าค่ะ แต่หากถามว่าเจ็บหรือไม่ เจ็บเจ้าค่ะ แต่ไม่ได้เจ็บแผล ข้าเจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเอ่ยขอโทษ และจำต้องปล่อยให้นางกำนัลที่มีเจ้านายคอยให้ท้ายพวกนั้นจากไปพร้อมชัยชนะที่ฝากไว้บนแขนข้า ไหนจะต้องห้ามไม่ให้หลวนลู่เลี่ยนโกรธทั้งๆที่ตัวเองก็โกรธไม่แพ้กันอีก ...ข้าเคยคิดว่าการอดทนเป็นเรื่องง่าย ง่ายกว่าการแก้แค้น แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าการอดทนต่อความอยุติธรรมเป็นเรื่องที่เหนื่อยและน่าสมเพชเหลือเกินเจ้าค่ะ" 

 

คนรอบข้างที่ดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆคงตัดสินไปเรียบร้อยแล้วว่าพวกเธออ่อนแอไร้ความสามารถ เพราะอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่นางกำนัล ส่วนทางนี้ คนหนึ่งเป็นหลานฮองเฮา อีกคนเป็นบุตรสาวราชครูที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปราน กลับทำไม่ได้แม้แต่ให้นางกำนัลคุกเข่าขอโทษ 

 

เหอะ เป็นหลานของฮองเฮา เป็นลูกสาวราชครูที่ฮ่องเต้โปรด อ้อ แล้วอย่างไรหรือ 

 

คิดว่าอำนาจพวกนั้นจะสามารถทำให้เราทำอะไรตามใจชอบในถิ่นของศัตรูก็ได้เช่นนั้นหรืออย่างไร เหอะ ถ้ามันง่ายขนาดนั้นจะมีสุภาษิตที่ว่า 'มังกรผลัดถิ่นหรือจะสู้งูดินเจ้าที่' เกิดขึ้นมาได้อย่างไรกันล่ะ นังนางกำนัลอวดดีพวกนั้นเข้ามาหาเรื่องทั้งๆที่รู้ว่าเธอเป็นใครและหลวนลู่เลี่ยนเป็นใคร แต่ก็ยังกล้า แสดงว่าเตรียมข้อแก้ตัวไว้หมดแล้ว ถ้าโกรธและเต้นไปบนกับดักที่พวกมันวางเอาไว้ก็ไม่ต่างจากฆ่าตัวตาย ถ้าเป็นนางเอกอย่างหม่าลี่จูหรือฮวาเหนียง เชื่อว่าคงเอาตัวรอดไปได้แบบสบายๆขนาดตัวร้ายยังงง แต่เธอมันเป็นแค่ตัวประกอบไง ฝืนสู้ไปก็มีแต่จะแพ้ 

 

อำนาจที่ได้มาก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าใช้อย่างไม่ถูกวิธี วันนึงมันก็จะย้อนกลับมาทำร้ายเรา วิธีป้องกันก็คือไม่ทำอะไรที่เราจะต้องเสียใจภายหลังตั้งแต่แรก ...หมายถึงไม่ทำ 'ต่อหน้า' น่ะนะ แต่ลับหลังนี่อีกเรื่อง เธอไม่ใช่นางเอกนิยายที่มีโชคมหาศาลไง ไม่สามารถหลบหลีกโทษทัณฑ์ได้ครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงแค่บีบน้ำตาหรือเชิดหน้าพูดความจริงแบบพวกนางเอกหรอก คนธรรมดาอย่างเธอ ถ้าอยากทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง ก็ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ รอบคอบชนิดที่ว่าต่อให้เหลือช่องโหว่ก็ต้องเป็นช่องโหว่ที่ใครก็คาดไม่ถึง รวมถึงมีพวกพ้องที่เชื่อใจได้คอยสนับสนุน  

 

หึ รอก่อนเถอะ เหล่าดอกไม้มีพิษทั้งหลาย วันของฉันมาถึงเมื่อไหร่ แม่จะเอาคืนทบต้นทบดอกเลย! 

 

"ขอโทษนะเจ้าคะท่านลุง มาหาทีไรเซียนเอ๋อร์ก็นำแต่ปัญหามาให้ หากท่านลุงรำคาญใจ ท่านลุงต้องบอกเซียนเอ๋อร์ตรงๆนะเจ้าคะ!" 

 

"ไม่เลย กวางน้อย เจ้าทำถูกต้องแล้วที่มาบอกข้า เจ้าไว้ใจข้า อยากพึ่งพาข้า เรื่องนี้ทำให้ข้ามีความสุข ว่ากันตามตรง หากเจ้านำเรื่องนี้ไประบายกับผู้อื่น ข้าคง... น้อยใจ" 

 

 "ข้าระบายได้แต่กับท่านลุงเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ มีแค่ท่านลุงเท่านั้นที่รู้ธาตุแท้ของข้า ทั้งเรื่องที่ข้าขโมยดอกกุหลาบของสนม ใส่ร้ายหม่าลี่จู เรื่องแบบนี้ข้าบอกท่านพ่อ ท่านแม่ หรือพวกพี่ๆไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ" 

 

"เจ้าอย่าลืมเรื่องที่เจ้ากระทืบไป๋ฮุ่ยฮวาจน..." 

 

"ใช่ๆ เรื่องนั้นด้วยเจ้าค่ะ ...หูยยยย จะว่าไป ท่านลุงแทบจะกุมความลับข้าไว้ทั้งหมดเลยนะเจ้าคะเนี่ย ท่านลุงเริ่มขยาดข้าแล้วล่ะสิ" 

 

"หึๆๆ เผยออกมาเถอะ ธาตุแท้ของเจ้ามีเท่าไหร่ก็จงเผยออกมาเสียให้หมด อย่างไรจากนี้ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่หักหลังเจ้า ไม่ไปจากเจ้า อยากเฝ้ามองเจ้าตลอดไป ...ขอแค่อย่าไล่กันก็พอ" 

 

"ไม่ไล่หรอกเจ้าค่ะ เอาเช่นนี้ ในภายภาคหน้า ข้าจะตอบแทนความช่วยเหลือของท่านลุงด้วยการช่วยท่านดูแลจวนของท่าน หากท่านมีภรรยา ข้าก็จะช่วยท่านดูแลนาง หากท่านมีบุตร ข้าก็จะช่วยท่านเลี้ยงดูบุตร" 

 

ถ้าเขามีลูกชาย แต่เธอมีลูกสาว ก็จับหมั้นกันซะเลย จะได้เกี่ยวดองและช่วยเหลือกันไปตลอด 

 

"...หากข้ามีแค่จวนกับบุตร แต่ไม่มีภรรยาล่ะ" 

 

ห๊ะ ยังไง... อ้อ หมายถึงภรรยาด่วนจากไปน่ะเหรอ เออ ก็มีความเป็นไปได้นะ ได้ยินว่าสมัยนี้ผู้หญิงตายเพราะคลอดลูกเยอะเลยด้วย 

 

"ไม่มีปัญหา ข้าก็จะดูแลท่านแทนนางเอง หลังจากนี้ธาตุแท้ของท่านลุงเป็นเช่นไรก็เชิญเปิดเผยออกมาให้หมด ไม่ต้องกลัวว่าข้าจะรับไม่ได้เลยนะเจ้าคะ เพราะข้าเองก็ตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่เคียงข้างคอยสนับสนุนท่านลุงเท่าที่ทำได้ไปตลอดเลยเช่นกัน" 

 

ชายสวมหน้ากากหันมามองเด็กสาว ใบหน้าหล่อเหลาอาบแสงเทียนสีส้มภายในเรือน ทำให้แววตาดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ  

 

เงาบนผนังของสองร่างรวมกันเป็นหนึ่งเดียว  

 

"รอบตัวเรามีสิ่งศักดิ์สิทธิเต็มไปหมดนะกวางน้อย พูดสิ่งใดออกมาแล้วก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่พูด ไม่ชาตินี้ ก็ชาติอื่น" 

 

"บู่ๆ ข้าอาจไม่ได้ใสซื่อเหมือนหน้าตา แต่ข้ารักษาคำพูดเสมอนะเจ้าคะ" แต่ก็ต้องดูบรรยากาศด้วยล่ะนะว่าตอนนั้นจริงจังมากน้อยแค่ไหน ถ้าเป็นคำพูดเล่นๆเธอขอไม่นับก็แล้วกัน 

 

"ข้าเชื่อเจ้า" ร่างสูงใหญ่งอนิ้วชี้แล้วเคาะจมูกเชิดรั้นของเด็กสาวเบาๆ  

 

"เอาล่ะ ยืนแขนมาสิ จะทายาให้" 

 

ซูเซียนยื่นแขนให้อีกฝ่ายอย่างว่าง่าย ระหว่างนั้นก็คุยกันเรื่องแผนดัดนิสัยเหล่าดอกไม้มีพิษในวังหลังพวกนั้น 

 

"ท่านลุงว่าข้าควรสั่งสอนสตรีนิสัยเสียพวกนั้นอย่างไรดีเจ้าคะ"  

 

ไหนๆก็ดึงอีกฝ่ายเข้ามามีเอี่ยวด้วยแล้ว งั้นเธอก็ขอถามหน่อยละกันว่าควรเอาคืนประมาณไหน อย่างไรฝ่ายนั้นก็เป็นคนในวังหลัง ถ้าเสนอวิธีรุนแรงไป พวกท่านลุงอาจกลัวถูกประหารจนไม่อยากให้ความร่วมมือเอาได้ 

 

"ถ้าเป็นข้า ก็คงจับถ่วงน้ำ ถลกหนังทั้งเป็น ไม่ก็ย่างสดกระมัง" 

 

".........อะไรนะเจ้าคะ" สงสัยหูจะแว่วเพราะลมพัดเข้ามาทางหน้าต่าง 

 

"อะแฮ่ม ไม่มีอะไร" ชายสวมหน้ากากยิ้มเป็นมิตรคล้ายใบหน้านักบุญของราชครูซู "ข้าว่าทำตามวิธีของเจ้าแล้วให้พวกข้าคอยสนับสนุนน่าจะเหมาะสมที่สุด ...เก็บยาตลับนี้เอาไว้นะ นี่เป็นยาดีที่ข้าพกติดมาด้วยตอนย้ายเข้ามาที่จวนของเจ้า ข้ารับรองเลยว่าหากเจ้าใช้สมุนไพรของข้า ผิวพรรณของเจ้าจะต้องกลับไปเรียบเนียนดั่งเด็กทารกเหมือนเดิมแน่นอน" 

 

ร่างสูงใหญ่เดินกลับไปที่หีบสัมภาระ เตรียมจะปิด แต่ศีรษะเล็กๆยื่นเข้ามาเสียก่อน ดวงเนตรคมกริบหันไปมอง ก่อนยิ้มจนดวงตายิ้มตามไปด้วย 

 

ใบหน้ากลมยุ้ยเบียดไปกับไหล่ของชายสวมหน้ากาก แอบมองเข้าไปในหีบสัมภาระของอีกฝ่ายด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น ซึ่งร่างสูงใหญ่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงยิ้มแล้วรู้สึกว่าเด็กสาวข้างกายช่างคล้ายกับสัตว์ตัวเล็กๆที่มีความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นกับทุกสิ่งรอบกาย ...ช่างเหมือนตอนที่เอาเสี่ยวเฮยตอนยังเป็นเพียงลูกสิงโตมาเลี้ยงใหม่ๆ น่าเอ็นดูเหลือเกิน 

 

"ข้าแอบสงสัยมานานแล้วนะเจ้าคะท่านลุง ท่านลุงดูเป็นคนมีฐานะ เสื้อผ้าเอย ยาเอย ของดีๆทั้งนั้น ไหนจะพี่เสี่ยวป๋ายพี่เสี่ยวฮุยที่คอยตามรับใช้ไม่ห่างกายท่านลุงอีก" 

 

ไหนจะแมลงที่เอามาเลี้ยงลูกบุญธรรมเธอจนโตวันโตคืน จนเธอชักสับสนว่านี่ลูกตุ๊กแกหรือลูกตัว เฮ้! กันแน่  

 

"ท่านลุงเป็นคนว่างงานจริงๆหรือเจ้าคะ" ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายมาทำงานให้ เพราะไม่อยากปฏิเสธคำชวนเธอเฉยๆหรอกนะ เพราะนั่นเท่ากับเธอไม่ได้ทำบุญช่วยเหลือคน แต่ดันทำบาปเพิ่มด้วย 

 

"จริงแท้แน่นอน 'ยามนี้' ข้าว่างงาน" 

 

สองหนุ่มที่เกาะอยู่บนคานกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกสงสารคนที่นายเหนือหัวโยนงานไปให้ ได้ยินว่าทำงานลืมวันลืมคืน จนเริ่มบ่นแล้วว่าอยากจะตัดทางโลกแล้วหนีไปบวชให้สิ้นเรื่องสิ้นราว 

 

"เพียงแต่ถึงข้าจะว่างงาน ก็ใช่ว่าข้าจะไม่มีสมบัติเก่า(จำนวนมหาศาล)ติดตัว แต่เจ้าคงรู้ใช่หรือไม่ว่าการอยู่ไปวันๆ ไม่ทำมาหากิน ใช้แต่สมบัติเก่า(ทั้งที่เราหามาเอง แต่ตกทอดมา) สมบัติเหล่านั้นก็ย่อมมีวันหมดไป(ซึ่งก็คงไม่มีทางหรอก ต่อให้ผลาญ จะหมดหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย การเก็บกลายเป็นเรื่องยากลำบากแทนด้วยซ้ำ) ข้าจึงอยู่ระหว่างหางานใหม่ ซึ่งตอนนั้นเจ้าก็ถามพอดี และคงไม่มีงานใดทำแล้วสุขใจมากไปกว่าการได้ปกป้องคนสำคัญของเรา" 

 

"แต่ค่าจ้างในฐานะคนคุ้มกันมันน้อยนะเจ้าคะ ท่านลุงพอใจกับรายได้ในตอนนี้แล้วหรือ" 

 

ชายสวมหน้ากากอดทอดถอนหายใจไม่ได้ อุตส่าห์หยอดคำหวาน แต่คนฟังกลับให้ความสำคัญที่ส่วนอื่นเสียได้ 

 

"เจ้าอย่าได้ดูถูกตนเองนักเลยกวางน้อย เจ้าเป็นถึงบุตรีคนเล็กของราชครูคนโปรดของฮ่องเต้ หนำซ้ำตระกูลเจ้ายังทำการค้าใหญ่โต มีกิจการในครอบครองมากมาย ค่าจ้างในฐานะคนคุ้มเจ้าไม่ได้น้อยอย่างที่เจ้าคิด" 

 

"ก็...ถ้าท่านลุงพอใจ ข้าก็ไม่ขัดเจ้าค่ะ" 

 

"เจ้าพูดเรื่องค่าจ้างของข้าขึ้นมาก็ดีแล้ว นี่เป็นค่าจ้างล่วงหน้าสำหรับเดือนนี้ของข้า เจ้าช่วยเก็บเอาไว้ให้หน่อยจะได้หรือไม่ เอาไว้ในเรือนแห่งนี้ข้าก็กลัวจะมีคนเข้ามาขโมยยามที่ข้าไม่อยู่ ของในหีบ ถ้าหายไปยังตามกลับมาได้ แต่ถ้าเงินหายคงตามกลับมาลำบาก" 

 

ซูเซียนพยักหน้าอย่างจริงจัง "เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ถึงข้าจะมั่นใจว่าจวนข้าไม่มีบ่าวนิสัยแบบนั้น แต่ถ้ามีโอกาส คนเราอาจจะยับยั้งชั่งใจไม่อยู่ เช่นนั้นถ้าท่านลุงต้องการใช้เงินก็ให้มาบอกข้านะเจ้าคะ ข้าไม่รบกวนท่านลุงแล้วเจ้าค่ะ ท่านลุงพักผ่อนเถิด" 

 

"เดี๋ยวก่อนกวางน้อย เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยนะว่าดอกไม้มีพิษที่พาพวกมาดักทำร้ายเจ้ากับสหายเป็นใคร" 

 

จริงด้วย! 

 

ฮึ่ม นึกถึงแล้วก็ของขึ้น ก่อนหน้านี้ถึงอีกฝ่ายจะสวมผ้าคลุมหน้าบางๆบังเอาไว้ แต่เธอก็เห็นอยู่ดีว่าอีกฝ่ายแอบหัวเราะเยาะตอนที่เธอเกือบหลุดร้องไห้ออกมาหลังน้ำร้อนสาดมาโดนแขน 

 

ซูเซียนเคยเห็นนังดอกไม้พิษนั่นในงานเลี้ยงก่อนหน้านี้ นังนั่นนั่งอยู่ข้างยัยแก่ไร้ประโยชน์(ไทเฮา) เป็นสหายสนิทของฮวาเหนียง และหากสนิทกับหม่าลี่จูในภายหลังตามเนื้อเรื่อง ทั้งสามก็จะถูกเรียกว่าสามเทพธิดาแห่งแผ่นดิน ชิชะ หมันไส้! 

 

แต่พอรู้ว่าเป็นใครก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงได้หน้าใหญ่ใจกล้าได้เบอร์นี้ ก็เล่นเป็นพระธิดาเพียงหนึ่งเดียวของฮ่องเต้ แถมยังมีแม่เป็นถึงเฝิงหวงกุ้ยเฟยเลยนี่นา 

 

ซึ่งนามของดอกไม้มีพิษนางนั้นก็คือ... 

 

"โอวหยางหมิงซิน!" 

 

 

 

"หมิงซิน เหตุใดเจ้าถึงทำตัวก้าวร้าวได้ถึงเพียงนี้ ทำแบบนั้นกับหลวนลู่เลี่ยนและคุณหนูสกุลซูได้อย่างไร หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ!" 

 

"ลูกไม่ได้ทำอะไรไม่ดีนะเพคะเสด็จแม่ เพียงแต่ต้องมีคนสั่งสอนพวกสกุลซูให้รู้เสียบ้างว่าผู้ใดคือผู้ที่อยู่เหนือกว่า เรื่องที่เสด็จพ่อทรงทำกับฮวาเหนียง...สหายสนิทของลูก ลูกพอทน แต่ที่เสด็จพ่อทรงปล่อยให้เสด็จแม่คุกเข่าอยู่หน้าตำหนักเฉียนชิงตั้งนานสองนาน สุดท้ายก็ไปหาเสด็จย่าโดยไม่เหลียวแลเสด็จแม่เลย จนพวกสนมชั้นต่ำมันเอาไปนินทากันสนุกปากว่าเสด็จพ่อทรงเบื่อเสด็จแม่แล้ว เรื่องนี้เท่านั้นที่ลูกทนไม่ได้ ลูกไม่สนหรอกนะเพคะว่าเสด็จพ่อทรงเห็นราชครูซูเป็นเหมือนพี่ชายหรืออะไร แต่ยามนี้เสด็จพ่อต้องใส่ใจพวกเราเป็นอันดับแรก ต้องรักพวกเรามากกว่าใคร เสด็จแม่อาจจะยอม แต่ลูกไม่ยอมให้เสด็จพ่อเห็นใครดีกว่าพวกเราหรอกเพคะ!" 

 

พระธิดาเพียงหนึ่งเดียวในรัชสมัยฮ่องเต้โอวหยางไฉหลงเชิดคางขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างามแฝงความดื้อรั้น แต่ก็ไม่ถึงกับก้าวร้าว เพราะเบื้องหน้าคือเฝิงหวงกุ้ยเฟย...มารดาอันเป็นที่รัก  

 

"เจ้าจะคิดอะไรตื้นๆแบบนั้นไม่ได้นะหมิงซิน ไม่เช่นนั้นเจ้าจะ... แล้วนั่นเจ้าจะไปไหนน่ะ แม่ยังพูดกับเจ้าไม่จบนะ!"  

 

"เสด็จแม่อาจจะยังพูดไม่จบ แต่ลูกพูดจบแล้วเพคะ เรื่องนี้เราสองคนมีความคิดเห็นแตกต่างกัน มีมุมมองที่แตกต่างกัน พูดคุยกันไปก็รังแต่จะเถียงกัน เสียทั้งเวลา เสียทั้งความรู้สึก สู้เก็บไว้คุยกันในเรื่องที่เห็นตรงกันไม่ดีกว่าหรือเพคะ"  

 

"ไยเจ้าถึงเติบโตมาเป็นคนคิดอะไรตื้นเช่นนี้ เฮ้อ เพราะอะไรกันนะ หรือเพราะยามเป็นเด็ก แม่ตามใจเจ้ามากจนเกินไปใช่หรือไม่ เจ้าถึงได้เติบโตมาเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองเช่นนี้" 

 

"...ลูกไม่ทราบเพคะ" องค์หญิงหมิงซินไม่ได้โง่ แต่เป็นคนตรงไปตรงมามากจนเกินไป คิดสิ่งใดก็ลงมือกระทำโดยวางแผนเพียงชั้นเดียว ไม่รอบคอบสมเป็นสตรีในวังหลังที่ควรมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และมีความคิดอันฉลาดซับซ้อน เฝิงหวงกุ้ยเฟยจึงห่วงพระธิดาของตนเองเหลือเกิน  

 

"เอาล่ะ ลูกมีนัดกับสหาย ลูกขอตัวก่อนนะเพคะ" 

 

"สหาย? ฮวาเหนียงหรือ" 

 

"ไม่ใช่เพคะ ฮวาเหนียงเก็บตัวเงียบตั้งแต่หลังมีการประกาศราชโองการฉบับนั้น วันนี้ลูกมีนัดกับสหายใหม่เพคะ ดังนั้นลูกขอตัว" 

 

"ฮวาเหนียงก็ด้วยหรือ" เฝิงหวงกุ้ยเฟยค่อนข้างเป็นกังวล เพราะตั้งแต่เมื่อวานซืนที่มีการประกาศแต่งตั้งฮวาเหนียงเป็นชายารองของชินอ๋อง ก็มีข่าวลือหนาหูว่าฮวาฮูหยินผู้เป็นสหายสนิทกับเฝิงหวงกุ้ยเฟยทะเลาะกับอัครมหาเสนาบดีฮวาจนล้มป่วย จึงได้แต่ส่งจดหมายขอโทษกับของบำรุงไปให้ เพื่ออธิบายว่านางไม่รู้เห็นใดๆด้วยเลยจริงๆ  

 

แต่ถึงรู้นางก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถเกลี้ยกล่อมให้ฝ่าบาทเปลี่ยนพระทัยได้ เพราะฝ่ายตรงข้ามในยามนี้ไม่ใช่สกุลหลวน หรือสกุลใดที่เป็นปฏิปักษ์กับสกุลเฝิงและสกุลฮวา แต่เป็นสกุลซูที่สกุลฮวาไปทำให้ไม่พอใจ 

 

เป็นเพราะว่าตลอดมาสกุลซูอยู่แบบเงียบๆ ไม่เคยทำตัวโดดเด่น เฝิงหวงกุ้ยเฟยจึงไม่เคยนึกระแวง และคาดเดาไม่ถูกว่าในใจฝ่าบาท สกุลซูมีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน  

 

มาวันนี้นางรู้แล้ว และไม่คาดคิดเลยว่าในใจของฝ่าบาท สกุลซูจะมีค่ามากกว่าสกุลฮวาอันเก่าแก่  

 

หรืออาจจะมีค่ามากกว่าแม้กระทั่งตัวนางเองเลยด้วยซ้ำ  

 

ภาพพระสวามีเดินผ่านกันไปอย่างไม่ไยดีก่อนหน้านี้ เฝิงหวงกุ้ยเฟยไม่อาจสลัดหลุดจากความคิดได้เลย ถึงกับเก็บไปฝันร้ายมาแล้วด้วยซ้ำ ลึกๆแล้วกระทั่งยอมรับและอิจฉาบุตรสาวที่มีความกล้าพอจะทวงความเป็นที่หนึ่งจากผู้เป็นฮ่องเต้ ในขณะที่นางไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าจะมีวันที่นางได้เป็นที่หนึ่งในใจของสามีได้หรือไม่ 

 

มิน่า เสด็จแม่ถึงได้กังวลและระแวงสกุลซูมาโดยตลอด นางพลาดเองที่คิดว่าเสด็จแม่ทรงมองสกุลซูในแง่ร้ายมากเกินไป จึงมองข้ามสกุลซูมาจนถึงวันที่มันสายเกินแก้ 

 

แต่ดูจากสถานการณ์ ดูเหมือนแม้แต่เสด็จแม่ไทเฮาก็ไม่อาจเปลี่ยนใจฝ่าบาทได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นราชโองการของฮวาเหนียงคงถูกยกเลิกไปแล้ว แสดงว่าในใจของฝ่าบาท สกุลซูมีค่ากว่าไทเฮาผู้เป็นมารดาเลยเชียวหรือ!? 

 

 

 

ตำหนักฉางชุน 

 

หญิงชรานั่งเท้าศีรษะลงกับฝ่ามือด้วยท่าทางเคร่งเครียด อดเป็นห่วงอนาคตของลูกหลานไม่ได้ ในสายตาของไทเฮา ต่อให้สกุลซูเป็นเสาหลักในการผลักดันโอวหยางไฉหลงขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้สำเร็จ และนางพลอยได้ตำแหน่งไทเฮาไปด้วยก็เพราะสกุลซู แต่นางก็ยังรู้สึกว่าราชครูซูเป็นพวกไม่น่าไว้ใจอยู่ดี 

 

ไทเฮายิ่งรู้สึกระแวงหนัก เมื่อเตือนบุตรชายแล้วบุตรชายโกรธเกรี้ยวหนักขึ้นทุกครั้ง เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าสกุลซูควบคุมฮ่องเต้ได้อยู่หมัด จนไม่เชื่อฟังแม้แต่มารดาตนเองแล้วใช่หรือไม่ น่ารังเกียจเหลือเกิน! 

 

และที่น่าคับแค้นใจที่สุดก็คือ ต่อให้ระแวงพวกมันแค่ไหนก็แตะต้องอะไรพวกมันไม่ได้เลยแม้แต่ปลายเส้นผม! 

 

หญิงชราหวนนึกไปถึงบทสนทนาระหว่างฮ่องเต้ผู้เป็นบุตรเมื่อวานซืน นางถึงกับลงทุนแกล้งป่วยไข้ เพื่อดึงตัวบุตรชายมา แต่แทนที่บุตรชายจะรีบมา กลับเป็นหลังจากที่จัดการอัครเสนาบดีฮวาที่นางต้องการช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว เรื่องนั้นทำให้นางรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก เมื่อบุตรชายมาหาจึงอดไม่ได้ที่จะโมโหใส่ 

 

"มาแล้วหรือไฉหลง ต้องให้มีคนไปแจ้งว่าข้าใกล้ตายแล้วก่อนหรืออย่างไร เจ้าถึงจะมาได้!!"  

 

ไทเฮากล่าวเสียงดัง น้ำเสียงแหบแห้งเจือด้วยความโกรธและความน้อยอกน้อยใจ 

 

"โธ่... เสด็จแม่ ทรงอย่าโกรธลูกเลย และทรงเลิกพูดอะไรเป็นลางไม่ดีเถิด ท่านยังต้องอยู่กับข้าไปอีกนาน" ฮ่องเต้ผู้เป็นบุตรโผเข้าโอบกอดมารดาด้วยท่าทางเหมือนต้องการเอาอกเอาใจ 

 

ทว่าภายในใจนั้นไม่ได้อบอุ่นเหมือนอารมณ์บนใบหน้า 

 

ดวงเนตรมังกรหลุบมองหญิงชราในอ้อมแขนด้วยแววตาเย็นชา  

 

คนดีเท่านั้นที่ตายเร็ว ส่วนคนอย่างท่านและข้ายังต้องดิ้นรนมีชีวิตบนโลกเน่าเฟะไปด้วยกันอีกนาน  

 

"หึ ราชครูที่แสนจะวิเศษวิโสของเจ้าคงจะรั้งเจ้าเอาไว้ ไม่ให้มาหาแม่ จะได้ให้เจ้าช่วยรังแกผู้อื่นให้ล่ะสิ ต้นตอของเรื่องก็ออกจะเล็กน้อยเพียงนั่นแท้ๆ แต่ราชครูของเจ้ากลับต้องการทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ขุนนางน้ำดีอย่างอัครมหาเสนาบดีฮวาที่ซื่อสัตย์กับเจ้ามานานเดือดร้อน มันสมควรแล้วหรือ แม่ว่าราชครูของเจ้าคนนี้ชักจะแปลกเกินไปแล้วนะไฉหลง หรือเจ้านั่นมีเจตนาไม่บริสุทธิ์อะไรแอบแฝงอยู่กันแน่" 

 

'เฮ้อ...' ไฉหลงฮ่องเต้ลอบทำหน้าเบื่อหน่ายเบื้องหลังหญิงชรา แววตาที่หลุบมองนั้นดูว่างเปล่าเกินกว่าจะเป็นแววตาที่ผู้เป็นบุตรใช้มองผู้เป็นมารดา แต่เมื่อหญิงชราหันมา ก็เห็นเพียงใบหน้าอ่อนโยนที่มองเหมือนต้องการเอาอกเอาใจนางของผู้เป็นบุตร จึงไม่ได้ตกใจหรือติดใจอันใด และบ่นต่อ 

 

ความไร้เสน่ห์ของผู้เป็นมารดาทำให้ผู้เป็นบุตรรู้ซึ้งแล้วว่าเหตุใดพระบิดาถึงไปเยือนตำหนักเก่าของมารดาเพียงครั้งเดียวและไม่ได้ไปหาอีกเลย  

 

"เสด็จแม่ตรัสเช่นนี้ แสดงว่าทรงเชื่อในผู้อื่นมากกว่าข้า 'อีกแล้ว' ใช่หรือไม่" โอรสสวรรค์กล่าวตัดพ้อ จนไทเฮาตัวแข็งทื่อไป 

 

"นั่นสินะ จนถึงตอนนี้เสด็จแม่ก็ทรงยังคงคิดใช่หรือไม่ว่าข้านั้นไร้ความสามารถ มองขุนนางของตัวเองไม่ออก เหมือนยามล่าสัตว์ครานั้น ที่มีคนมาแจ้งท่านว่าข้าตาย ท่านก็คิดว่าข้าตายแล้วจริงๆ เพราะข้ามันไม่มีความสามารถ จะตายก็ไม่แปลก จึงเรียกร้องให้มีการจัดพิธีศพให้ข้าเร็วที่สุด ไม่เฝ้ารอการกลับมาของข้า ไม่เชื่อว่าข้าสามารถเอาตัวรอดกลับมาได้พร้อมสัตว์โบราณ" 

 

"ก...ก็ตอนนั้น... โอกาสรอดของเจ้ามัน..." ใบหน้าของหญิงชรามีแต่ความละอาย 

 

"แต่ลูกก็กลับมา ลูกหายไปก็จริง แต่ก็กลับมาพร้อมสัตว์โบราณที่แม้แต่เสด็จพี่ใหญ่กับเสด็จพี่รองก็ยังหากลับมาไม่ได้ และลูกคงทำไม่สำเร็จ อาจไม่มีชีวิตกลับมาเลยด้วยซ้ำ หากไม่ถูกช่วยเหลือเอาไว้โดยสกุลซู โดยเฉพาะซูฮูหยินที่ยามนั้นปฐมพยาบาลข้าจนหาย นางสละสมุนไพรหายากมากมายไป เพื่อไม่ให้ข้ากลายเป็นคนขาพิการ ยามนี้นางลำบาก โดนเอาเปรียบ เสด็จแม่กลับต้องการให้ข้าทอดทิ้งไม่ช่วยเหลือผู้มีพระคุณ และไปช่วยคนที่ยามนั้นสนับสนุนเสด็จพี่ใหญ่" 

 

"แต่เจ้าก็แต่งตั้งสตรีนางนั้นเป็นฮูหยินตราตั้งไปแล้วไม่ใช่หรือ เพียงเท่านั้นก็น่าจะพอแล้วกระมัง อีกอย่างสกุลฮวาก็หันมาภักดีกับเจ้าตั้งนานแล้ว ไยเจ้าจึงยัง..." 

 

"เสด็จแม่ ท่านคิดว่าตอบแทนด้วยตำแหน่งฮูหยินตราตั้งก็ถือว่าจบแล้วเช่นนั้นหรือ ทั้งๆที่แค่นั้นยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกนางทำให้ข้า เสด็จแม่คงไม่ได้เห็นชีวิตข้าเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างที่พูดจริงๆใช่หรือไม่" 

 

"เจ้า..." ไทเฮาถึงกับพูดอะไรไม่ออก จ้องหน้าบุตรชายที่จ้องมาเหมือนคาดคั้นเอาความรู้สึกที่แท้จริงของนางอยู่นาน และในที่สุดไทเฮาก็ยอมแพ้ เพราะกลัวถูกผู้เป็นบุตรเอาใจออกห่างกันมากไปกว่านี้ 

 

"เข้าใจแล้ว แม่เข้าใจแล้ว! อยากจะทำอะไรก็เรื่องของเจ้า แล้วอย่ามาเสียใจภายหลัง อย่ามาหาว่าแม่ไม่เตือนเจ้าเรื่องเจ้าราชครูไม่น่าไว้ใจนั่นก็แล้วกัน!!"  

 

หญิงชรากล่าวประชด และหันไปมองทางอื่นอย่างหัวเสีย ทำให้ไม่เห็นรอยยิ้มที่ฉีกออกกว้างของฮ่องเต้ผู้เป็นบุตร 

 

เสด็จแม่ ทรงคิดว่าตนเองบีบน้ำตาเล่นละครชวนหัวเป็นผู้เดียวหรืออย่างไร 

 

ขอให้รู้เอาไว้ ข้าเองก็เก่งในศาสตร์ไม่น้อยเลยเช่นกัน 

 

"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นลูกขอตัวลา เสด็จแม่ทรงพักผ่อนเถิด" 

 

"เฮ้ออออ หากจะผิดก็คงผิดที่แม่เลี้ยงเจ้าให้เติบโตมาจิตใจอ่อนโยน ไม่รู้จักมองผู้ใดในแง่ร้ายกระมัง!" 

 

ร่างสูงใหญ่ในฉลองพระองค์สีทองหยุดชะงักไปชั่วครู ดวงเนตรมังกรตระหวัดมองผู้เป็นมารดาตาขวางในยามที่นางกำลังรำพึงรำพันกับตนเอง 

 

เลี้ยงหรือ? สตรีซึ่งรอดชีวิตมาถึงตอนนี้ด้วยการมุดหัวอยู่แต่ในตำหนักของตัวเองน่ะหรือเลี้ยงข้า อย่ามาทำให้ขำน่า! หากเลี้ยงข้าจริง ข้าจะเติบโตมาเป็นบุตรเนรคุณเช่นนี้หรือ 

 

"เสด็จแม่ทรงรีบพักผ่อนเถิด ประเดี๋ยวจะล้มป่วยลงอีก" 

 

ไฉหลงฮ่องเต้กล่าวทั้งรอยยิ้มเอาใจเป็นครั้งสุดท้าย ทว่ายามหมุนกายเดินจากไป ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความเย็นชาที่ยากจะเข้าใจ 

 

โอรสสวรรค์อดครุ่นคิดไม่ได้ว่าการที่มารดาซึ่งเคยเป็นเพียงไฉเหรินผู้หนึ่งได้มีโอกาสปรนนิบัติอดีตจักรพรรดิเพียงค่ำคืนเดียว ทั้งยังเป็นเพียงค่ำคืนสั้นๆ เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ในขณะที่สนมซึ่งมีตำแหน่งสูงกว่าและเป็นที่นิยมกว่ากลับไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ไม่ว่าจะบำรุงร่างกายด้วยสมุนไพรหายากตัวใด มันช่างน่าพิศวงเสียเหลือเกิน แต่เพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าสวรรค์นั้นไร้ซึ่งความยุติธรรม มิหนำซ้ำไฉเหรินผู้นั้นยังโชคดีได้เป็นถึงไทเฮา ได้มีชีวิตสุขสบายโดยไม่ต้องทำอะไร ทำเพียงมุดหัวหลบซ่อนอยู่ในตำหนักของตัวเองดั่งสตรีขี้ขลาด เมื่อผู้เป็นบุตรได้นั่งบัลลังก์ จึงค่อยเสนอหน้าออกมาเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆนานาที่ควรได้รับเหมือนหน้าไร้ซึ่งยางอาย  

 

ต้องการเล่นบทแม่ และให้เลือดเนื้อเชื้อไขที่เคยทอดทิ้งไว้ท่ามกลางศัตรูทำตัวให้สมเป็นบุตร  

 

เช่นนี้ไม่ละโมบไปหน่อยหรือ 

 

มารดาคือผู้ที่ให้ชีวิต ผู้ที่เลี้ยงดู อบรมสั่งสอน หาข้าวหาน้ำให้กิน และเป็นห่วงเป็นไย 

 

ซึ่งนอกจากมอบชีวิตให้ สตรีนางนั้นล้วนไม่เคยทำสิ่งใดให้เลย อย่างน้อยก็เท่าที่จำความได้ และเรื่องเลี้ยงดูก็เป็นความชอบของแม่นม 

 

แน่นอนว่าสตรีนางนั้นเคยมอบชีวิตให้เขาก็จริง แต่ก็ได้ถีบส่งเขาออกไปตายแล้วหนหนึ่งเช่นกัน แล้วแบบนี้ยังจะให้เขานับนางเป็นมารดาเหมือนเดิมได้อย่างไร  

 

ตำแหน่งไทเฮากับชีวิตสุขสบายในตอนนี้คือการทดแทนบุญคุณที่เคยอุ้มท้องเขา แต่หากยังทำตัวเอาแต่ได้ไปมากกว่านี้ ก็คงต้องบอกให้นางรู้ว่าเขาได้มารดาคนใหม่มาตั้งนานแล้ว 

 

 

 

ตำหนักเฉียนชิง 

 

โอรสสวรรค์รู้สึกอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เมื่อวานซืน ซึ่งจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งหลังกลับมาจากตำหนักฉางชุนของไทเฮา ดีที่วันนี้ราชครูคนโปรดมีข่าวดีมาทำให้จิตใจแจ่มใสขึ้นบ้าง  

 

"เจ้าตัวแสบจะเอาจริงแล้ว เจ้าอยากสั่งเสียหรือเตือนอะไรองค์หญิงหมิงซินก่อนหรือไม่" 

 

"เชิญเลยๆ จัดไปอย่าได้ปรานี เดิมทีข้าไม่ได้อยากมีบุตรคนที่สองกับเฝิงหวงกุ้ยเฟย แต่นางเป็นคนเช่นไรท่านก็รู้ดี นางเคยอยู่เหนือสตรีทั้งแคว้น ย่อมไม่ต้องการอยู่ในระดับเดียวกับสตรีอื่น หากฮองเฮาหรือสนมขั้นเฟยต่างคลอดบุตรออกมาหนึ่งคน นางก็เอาแต่คิดว่าตนเองต้องมีบุตรอย่างน้อยสองคน นางถึงขั้นไปขอให้เสด็จแม่ช่วยออกหน้า หมิงซินจึงเกิดมา แถมถอดแบบนิสัยมารดามาทุกกระเบียดนิ้ว ข้าคิดมานานแล้วว่าอยากให้ 'พวกนาง' ได้รับการสั่งสอน"  

 

โอรสสวรรค์กล่าวโดยสายตาไม่ละออกจากกองงานเลยแม้แต่น้อย เหมือนกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศกันอยู่เสียมากกว่า 

 

"พวกนางที่ว่าเจ้าหมายถึงองค์หญิงหมิงซินกับเฝิงหวงกุ้ยเฟย หรือเฝิงหวงกุ้ยเฟยกับไทเฮา" 

 

รอยยิ้มประหลาดกระตุกขึ้นตรงมุมปากของโอรสสวรรค์  

 

"ก็ทั้งหมดนั่นแหละ" 

 

 

 

เก๋งแห่งหนึ่งกลางสระน้ำขนาดใหญ่ในวังหลัง 

 

องค์หญิงหมิงซินนั่งลงเบื้องหน้าคู่สนทนาด้วยท่วงท่าสง่างาม ทุกกิริยาท่าทางแฝงความอ่อนโยนชดช้อย กระทั่งยามยกพัดจีบปิดริมฝีปากอิ่มแต้มชาดบางๆยังแฝงไปด้วยกิริยาไว้เนื้อไว้ตัวของสตรีชนชั้นสูง 

 

"เปิ่นกงจู่ไม่มีเวลามากนัก ดังนั้นจะถามพวกเจ้าแบบไม่อ้อมค้อมเลยนะ"  

 

ใบหน้างดงามของบุตรีแห่งมังกรขึ้นสีระเรื่อเด่นชัด แววตาไร้ความยโสอย่างหาได้ยากยิ่ง  

 

"คุณชายสกุลซูมีสตรีในดวงใจแล้วหรือยัง หม่าลี่จู ไป๋ฮุ่ยฮวา" 

 

 

 

จบตอน 

องค์หญิงหมิงซินไม่ได้โง่นะคะ แค่เป็นคนประเภทโลกต้องหมุนรอบตัวเอง (ปวดหัวแทนคนรอบข้าง) 

มีคนคิดจะมาทำครอบครัวร้าวฉาน น้องกวางไม่ได้ทำตัวจืดจางอีกแน่ๆ คนเขียนว่าน้องเทินเป็นตัวร้ายเถอะ ไม่ต้องเป็นมันแล้วตัวประกอบ ๕๕๕๕ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น