ปีศาจโด
email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่10 ชีวิตใหม่

ชื่อตอน : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่10 ชีวิตใหม่

คำค้น : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ฟรองซัว โนวี่ ซัน เก้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 66

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2562 21:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่10 ชีวิตใหม่
แบบอักษร

ตอนที่10 

ชีวิตใหม่ 

ข้าวกล้า 

ฟอดดดดด 

กลิ่นอะไรหอมน่ากินจัง 

ผมสูดจมูกดมกลิ่นหอมของอะไรบางอย่างรู้สึกว่ามันน่ากินชะมัด 

งื้อออออ อะไรหนักๆ เนี่ย  สงสัยเป็นแขนของพี่โชนอีกตามเคย ว่าแต่เท่าที่จำได้ตอนนั้นเราถูกพี่เก้าดูดเลือดนี่หน่า แล้วทำไมตอนนี้เราถึงมานอนอยู่กับพี่โชนได้นะ คิดจนหัวจะระเบิดก็คิดไม่ออกอยู่ดี 

จ๊อก จ๊อก 

หิวชะมัดเลย 

ฟอด 

จะว่าไป มันเป็นกลิ่นอะไรนะ ห้อมหอม แค่ได้กลิ่นก็ซี๊ดแล้ว 

ดังนั้นผมจึงฝังจมูกสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นที่พาน้ำลายสอ โคตรหิว กี่โมงแล้วไม่รู้ ลุกขึ้นไปหาอะไรกินดีกว่า เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นผมจึงลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าซีดๆ ของคนรัก ทั้งรอยช้ำรอยแดง 

นี่พี่โชนเขาไปเจออะไรมา แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกแฮะ 

และในระหว่างที่ผมกำลังขยับตัว พี่โชนก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น สงสัยผมคงทำให้เขาตื่น 

“ข้าว” พี่โชนตะโกนเรียกผมด้วยความดีใจ ทั้งยังคว้าตัวผมเข้าไปกอดแน่นจนผมหายใจแทบไม่ออก 

“อะ อื้ม พี่โชนข้าวหายใจไม่ออก” 

“พี่ลืมตัว พี่ดีใจไปหน่อยที่เราฟื้น” 

“ดีใจอะไรอ่ะพี่ ผมเป็นอะไรหรอ” ผมถามพี่เขาด้วยความสงสัย ผมก็ปกติดีนะมีแต่พี่โชนนั่นแหละที่ดูเพลียๆ ยังไงไม่รู้ บอกตามตรง ผมโคตรงง ผมรู้สึกว่าตัวเองมีแรงมหาศาล หรืออาจจะแข็งแรงกว่าเดิมก็ได้ 

ฟอดดดดดด 

“กลิ่นที่โชนห้อมหอม” ผมสูดดมกลิ่นกายพี่โชนอีกครั้ง น่ากินยังไงไม่รู้ ผมบอกตามตรง รู้สึกอยากจะกินพี่โชนชะมัด ถ้าผมไม่ได้คิดทะลึ่งนะ ที่ผมบอกว่าอยากกินคืออยากกินพี่เขาจริงๆ 

“คือ พี่มีอะไรจะบอก” พี่โชนทำหน้าอึดอัดใจ 

“มีอะไรหรือเปล่า” ยิ่งพี่โชนทำหน้าอึดอัดใจผมยิ่งอยากรู้ 

“ข้าวจำอะไรไม่ได้เลยหรอ” 

ผมคิดตามก่อนที่จะนึกอะไรขึ้นมาได้บ้าง 

“ใช่ ตอนนั้นพี่เก้าดูดเลือดผมนี่” ผมเอามือไปจับตรงบริเวณที่ถูกพี่เก้าดูดเลือด “แต่ตอนนี้หายแล้ว แล้วพี่เก้าล่ะ เขาเป็นอะไรไป” ผมถามกลับ พี่เก้าคนที่ทำร้ายผม ไม่เหมือนพี่เก้าคนที่ผมรู้จัก เขาทั้งโหดร้ายและน่ากลัว 

“ตอนนั้นข้าวแย่มาก พี่ต้องเลือกว่าจะรักษาชีวิตข้าวไว้ หรือปล่อยให้ข้าวจากพี่ไป” พี่โชนเล่าด้วยความกล้ำกลืน แววตาของเขาเจ็บปวด 

ปึก 

“ไม่เป็นไรนะ ข้าวอยู่ตรงนี้แล้ว ข้าวจะไม่จากพี่ไปไหน” ผมรั้งร่างหนาเข้ามากอดเพื่อปลอบประโลม แต่ดูเหมือนว่าจะกอดแรงเกินไปแฮะ 

“ข้าวรู้มั้ย ว่าตอนนี้ข้าวไม่เหมือนเดิม” 

“หืม!?” ผมก็ยังเหมือนเดิมนะ 

“ข้าวตั้งใจฟังที่ดีๆ นะ” พี่โชนผละออกจากผมเล็กน้อยเพื่อให้เราสองคนนั่งสบตากัน นัยน์ตาคู่คมฉายชัดถึงความสับสน กังวลใจ และเหมือนจะกลัวอะไรบางอย่าง “ที่ข้าวยังนั่งอยู่ตรงนี้ อยู่กับพี่ตรงนี้ เพราะพี่เลือกที่จะเปลี่ยนข้าวให้เป็น...แวมไพร์” 

ฉึก 

เหมือนมีมีดนับร้อยกรีดลึกลงมากลางใจ 

แวมไพร์ 

แวมไพร์ 

แวมไพร์ 

ถึงแม้มันจะเป็นคำพูดที่เบาหวิว แต่กลับดังก้องอยู่ในโซนประสาทของผม ดังชัด ชัดมากจนเหมือนพี่โชนตะโกนใส่หน้าผม 

ท่าทางของพี่โชนบอกให้ผมรู้ว่า ทุกคำพูดนั้นคือเรื่องจริง ตอนนี้ผมไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว ผมไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิม 

“ผมอยากอยู่คนเดียว” นี่คือเพียงสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกตอนนี้ ผมไม่กล้าหันหน้าไปมองพี่โชนด้วยซ้ำ ความรู้สึกของผมหนักอึ้ง มันจุกไปหมด 

“ข้าว...” 

“ผมขอร้องนะครับพี่โชน ผมขออยู่คนเดียวสักพัก” เมื่อเห็นว่าพูดอะไรไปตอนนี้ผมคงไม่ฟังพี่โชนจึงยอมแพ้แล้วเลือกที่จะเป็นคนก้าวเดินออกไปจากห้องผมเงียบๆ ทิ้งให้ผมจมดิ่งอยู่กับห้วงความคิดเพียงลำพัง 

ผมไม่คิดว่าคนกับแวมไพร์เราจะรักกันได้ เพียงแค่ผมได้กลิ่นพี่โชนผมก็รู้สึก...อยาก 

ผมไม่เชื่อมั่นในตัวเอง 

ไม่เชื่อ ว่าตัวเองจะสามารถควบคุมสัญชาตญาณดิบเถื่อนไม่ให้ทำร้ายคนที่ผมรักได้ และนี่คือความจริงที่ผมปฏิเสธมาโดยตลอด ลึกๆ แล้วผมเชื่อในสิ่งที่ท่านฟรานซิลพูด ว่าสักวันผมจะต้องเป็นเหมือนพวกเขา แต่ผมไม่คิดว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วแบบนี้ ผมทำใจไม่ได้ที่จะต้องเลิกกับพี่โชน 

ผมทนไม่ได้หากวันนึงพี่โชนต้องเป็นอะไรไปเพราะตัวผมเอง 

ผมไม่โกรธที่พี่เขาเลือกรักษาชีวิตผมไว้ แต่ที่ผมโกรธ ผมโกรธตัวเองมากกว่าที่แค่ได้กลิ่นมนุษย์ก็รู้สึกอยาก 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

เสียงเคาะประตูห้องผมดังขึ้นทำให้ผมหลุดจากภวังค์ที่ผมกลัว 

“ผมอยากอยู่คนเดียว” ผมไม่รู้หรอกนะว่าคนที่เคาะประตูคือใคร แต่ตอนนี้ผมไม่พร้อมที่จะเจอใครทั้งนั้น 

“กูเอง” เสียงของเพื่อนผมดังขึ้นทำให้ผมรู้ว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือซัน คนที่ผมเป็นเหมือนเขา 

แกร๊ก 

ซันเดินเข้ามาโดยไม่รอให้ผมอนุญาต ในมือถือแก้วใสที่ภายในบรรจุน้ำสีแดงสด กลิ่นหอมชวนหิวจนผมนึกอยาก 

“ดื่มก่อนนะ” ซันบอกพร้อมส่งแก้วเครื่องดื่มมาให้ผม ผมรับไว้แล้วดื่มอย่างหิวกระหาย 

อึก อึก อึก 

“อร่อยจัง” ผมยื่นแก้วคืนเพื่อน 

“ชอบมั้ย” ซันถามผมด้วยรอยยิ้ม 

ผมพยักหน้ารับแทนคำตอบ “น้ำอะไรหรอ หอม หวาน อร่อย ละมุนลิ้น” 

“เลือด” ซันยังคงตอบผมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม 

กึก 

ผมพึ่งดื่มเลือดมนุษย์ 

“ไม่ต้องคิดมาก พี่หมอนเป็นคนไปซื้อเลือดมาจากโรงพยาบาล ไม่ใช่เลือดของพี่โชนหรอกนะ” 

“ซัน” 

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ๆ ผมก็เกิดบ่อน้ำตาตื้นขึ้นมาซะงั้น ผมปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ความรู้สึกมันผสมปนเปตีกันไปหมด 

“ไม่อยากเป็นแวมไพร์หรอ” สีหน้าของเขาแลดูผิดหวังที่เห็นผมร้องไห้ 

ผมส่ายหน้าปฏิเสธ 

“เกลียดพี่โชนหรอ” ซันยังคงถามหาต้นเหตุของความเศร้า 

ผมก็ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ 

“ไม่ใช่ไม่อยากเป็นแวมไพร์ แล้วก็ไม่ได้เกลียดพี่โชน แล้วเป็นอะไร” ซันคงเบื่อที่จะเดาจึงถามออกมาตรงๆ 

“กลัว เราไม่อยากเลิกกับพี่เขา” และผมก็ตอบเขาไปตรงๆ เช่นกัน ใช่แล้ว ความรู้สึกของผมตอนนี้คือ...ความกลัว 

“หืม เลิก?” 

“แค่เราได้กลิ่นพี่โชน เราก็รู้สึกอยาก จนกลัวว่าถ้าอยู่ใกล้ เราจะเผลอทำร้ายที่เขา” ผมพรั่งพรูสิ่งที่อัดอั้นตันใจออกไปให้เพื่อนรับรู้ อย่างน้อยเขาก็เป็นเหมือนผม เขาน่าจะเข้าใจความรู้สึกของผมดี 

“เรื่องแค่นี้เอง เด็กน้อย” ซันกั้นหัวเราะ 

นี่มันใช่เวลามาหัวเราะมั้ย ผมกำลังเครียดอยู่นะ 

“ไอ้เชี่ยซัน กูกำลังเครียดอยู่นะเว้ย” ผมเริ่มโวยวาย จากเครียดๆ จะกลายเป็นโมโหเพื่อนแล้ว 

“กูก็นึกว่ามึงไม่อยากเป็นแวมไพร์พาลโกรธพี่โชนเขา ที่ไหนได้แม่งไม่อยากเลิกกับผัว” 

ถึงแม้จะรู้สึกเขินอายกับคำว่าผัว แต่ที่ซันพูดก็ป็นเรื่องจริง 

“เรื่องนี้กูจริงจังนะ” 

“มึงรู้มั้ย มึงทำให้พี่โชนเขาเครียดมากขนาดไหน เพราะเขาคิดว่ามึงเกลียดเขาไปแล้ว” 

“เฮ้ย! ไหงงั้นวะ” ผมยังไม่ได้บอกเขาสักคำเลยนะว่าผมเกลียดเขา 

“ก็มึงเล่นได้พี่เขาออกไปจากห้อง ใครมันจะไม่คิดวะ” 

“ก็กูกลัวจะทำร้ายพี่เขานี่หว่า เชี่ย ดูมึงถีบไอ้พวกนั้นดิ ถีบทีเดียวเล่นปลิวเป็นติดต้นไม้ เกิดกูกอดพี่โชนแรงไปตัวหักตายห่าขึ้นมา และใครจะอยู่เป็นผัวกูวะ” ผมคิดอย่างงั้นจริงๆ นะ 

“อารมณ์ดีแล้วดิ” 

“อืม” 

“ไปๆ รีบลงไปง้อผัวมึงได้แล้ว เดี๋ยวพี่โชนน้อยใจคิดสั้นฆ่าตัวตายขึ้นมา มึงไม่มีผัวไม่รู้ด้วยนะ” 

“มึงแน่ใจหรอวะ กูจะไม่ทำร้ายพี่เขาใช่มั้ย” ผมยังคงลังเลใจ 

“ดื่มเลือดไปตั้งแก้วนึง มึงยังไม่อื่มอีกหรอวะ” 

“แต่...” 

“ไปเถอะ กูเชื่อว่ามึงจะไม่มีทางทำร้ายคนที่มึงรัก” 

และนั่นถือเป็นคำพูดที่ช่วยปลดล็อคอะไรในตัวผมบางอย่างจนต้องพยักหน้ารับ ก่อนจะวิ่งออกไปจากห้องเพื่ออธิบายเหตุผลให้พี่โชนเข้าใจ 

พึ่บ 

แม่งเอ้ย แป๊บเดียวถึงตัวพี่โชนแล้ว ยังไม่ทันได้ยืนทำใจอะไรเลย ถ้าผมจะวิ่งไวขนาดนี้นะ ชิบ 

“ข้าว” พี่โชนดูตื่นๆ ที่เห็นผมวิ่งลงมาหาเขาในห้องรับแขก “คือ…” 

“ข้าวไม่ได้โกรธพี่โชน แต่ที่ข้าวให้พี่ออกมา คือข้าวกลัว กลัวจะทำพี่แรง” 

“ห๊ะ” 

“ข้าวหมายถึง กลัวทำให้เจ็บ” 

เฮือก 

พี่โชนถอนหายใจออกมาดังเฮือก สงสัยคงจะโล่งใจที่ผมไม่ได้โกรธพี่เขา แต่จะว่าไปผมก็โล่งอกเหมือนกัน ผมคิดว่าจะอยู่ใกล้พี่เขาไม่ได้เสียแล้ว แต่เท่าที่เรายังยืนคุยกันอยู่ตอนนี้ ก็โอเคนะ 

“แล้วอีกอย่าง ข้าวกลัวว่าเราต้องเลิกกัน” 

“ไม่เลิก” พี่โชนสวนกลับทันทีที่ได้ยินคำว่า 

เลิก 

ไม่ใช่แค่ผมแล้วล่ะพี่กลัวคำๆ นี้ เพราะพี่เขาก็น่าจะกลัวเหมือนกัน 

“ยังไงข้าวก็ไม่เลิก ไม่เลิกกับพี่โชนนะ” ผมยืนยันความคิดของตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่มีทางยอมแพ้ และไม่มีทางเลิกกับพี่โชนเด็ดขาด 

“พี่ก็ไม่เลิก ยังไงพี่ก็จะไม่เลิกกับข้าว ไม่ว่าข้าวจะเป็นใคร หรือเป็นอะไร พี่ก็จะยืนตรงนี้ ยืนอยู่ข้างๆ ข้าว แล้วจะจับมือข้าวแบบนี้ตลอดไป” พี่โชนให้คำมั่นแล้วยื่นมือออกมาจับมือของผม เขากุมมือผมไว้แน่น เพียงแค่นี้ ก็เป็นกำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับผมแล้ว 

“แล้วพี่เก้า...” ในเมื่อเคลียร์เรื่องทุกอย่างเรียบร้อย ผมถึงนึกขึ้นได้ว่า คนที่ทำให้ผมต้องอยู่ในสภาพนี้คือใคร 

“เก้าไปแล้ว เขาเป็นพวกเดียวกับอะลัว” 

หลังจากนั้นพี่โชนก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ผมฟัง ผมรู้สึกเป็นห่วงซันขึ้นมายังไงไม่รู้ ผมรู้ดีว่าการถูกคนรักหักหลังมันเจ็บปวดขนาดไหน ก็ดูอย่างตอนที่ผมเข้าใจผิด คิดว่าพี่โชนรักคนอื่น ตอนนั้นผมรู้สึกแย่มากจริงๆ และซันก็คงจะเป็นเหมือนผมในตอนนั้น 

“ข้าวขอขึ้นไปดูซันหน่อยนะ” ผมบอกพี่โชน 

“ข้าว ค่อยๆ เดิน” พี่โชนย้ำ คิดแล้วก็ขำตัวเองเหมือนกัน กะจะวิ่งลงมาหาพี่โชน...ปรู๊ดเดียวถึงเขาเลย 

“ก็คนมันยังกะแรงไม่ถูกนี่” 

ผมยิ้ม พี่โชนยิ้ม ก่อนที่เราสองคนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน 

ฮ่า ฮ่า ฮ่า 

“สวีทกันสองคนไม่กลัวมดขึ้นเลยนะ” 

พี่หมอนเดินเข้ามาหาผมกับพี่โชนพร้อมเอ่ยปากแซวจนผมรู้สึกเขิน ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ผมก็ยังไม่ชินกับคำแซวของพี่เขาอยู่ดี 

“ที่หมอนก็” 

“หรือจะบอกว่าไม่จริง และเราอ่ะข้าว ทำอะไรก็เบาๆ หน่อยนะ พี่กลัวโชนจะกระดูกหักตาย” 

“งื้อออออ” พี่หมอนก็เป็นอีกหนึ่งคนที่กลัวว่าผมจะทำให้พี่โชนกระดูกหักตาย “ข้าวก็คิดว่าข้าวทำตัวปกติแล้วนะ แต่ทำไมทุกอย่างมันถึงดูเร็ว แรง ทะลุนรกยังไงก็ไม่รู้” ผมเริ่มจะเครียดขึ้นมาจริงๆ แล้วนะเนี่ย 

“ขนาดนั้นเลยหรอ” พี่หมอนทำหน้าประหลาดใจ 

“ข้าวพูดจริง เนี่ย” 

โครมมมมม 

ผมสาธิตให้พวกพี่เขาดูด้วยการกระโดดลงไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ซึ่งผลที่ได้ก็คือ...เก้าอี้หัก 

“เฮ้ย!!! ข้าว” พี่โชนร้องอย่างตกใจรีบวิ่งมาประคองผมให้ลุกขึ้น “เจ็บมั้ย” เขาถามด้วยความเป็นห่วง 

“ก็ เจ็บมั้งครับ แหะๆ” ผมยิ้มแห้ง อธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ถูก ไม่คิดว่าตัวเองจะแรงเยอะถึงขั้นทำเก้าอี้พัง ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงคิดว่าตัวเองอ้วนเกิน แต่ตอนนี้...สงสัยพลังแวมไพร์ในตัวผมจะเยอะไป 

คราวหลังผมจะระวังนะครับ ทั้งกับข้าวของ โดยเฉพาะพี่โชนต้องยิ่งระวัง...ก็พี่โชนมีคนเดียวนี่เนอะ หาซื้อเปลี่ยนไม่ได้ 

“เรานี่นะ” พี่หมอนส่ายหัว “เรื่องนี้ต้องเคลียร์กับพ่อยาว” 

“พ่อต้องช็อกตายแน่นอนเลยอ่ะที่รู้ว่าข้าวเป็นแวมไพร์” คิดแล้วก็ตลกถ้าพ่อรู้ขึ้นมาจริงๆ ต้องทำหน้าเหวอแน่นอนเลย 

“จะขึ้นไปดูซันไม่ใช่หรอเรา” พี่โชนเตือน ผมถึงนึกขึ้นได้ 

“ใช่ๆ งั้นข้าวขึ้นไปดูซันก่อนนะ ป่านนี้ร้องไห้ขี้มูกโป่งไปแล้วมั้ง” คิดได้ดังนั้นผมจึงพยายามค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นไปหาเพื่อนที่น่าจะอยู่ในห้องนอนของผมล่ะมั้ง 

อยู่จริงๆ ด้วยแฮะ 

“ขอบใจมึงมากนะที่ช่วยกูไว้” อันดับแรกผมต้องขอบคุณเพื่อนผมคนนี้ก่อนครับ ถ้าเขาไม่เลือกที่จะช่วย ไม่เลือกที่จะเปลี่ยนผม ผมคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ 

“เจ็บว่ะ” ซันนั่งอยู่ตรงปลายเตียงของผม มันเงยหน้ามามองผมแวบนึงแล้วเลือกที่จะบอกความรู้สึกของตัวเองภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่ง 

กูเข้าใจความรู้สึกของมึงนะ มึงอยากทำอะไรมั้ย ผมคิดว่าการชวนมันออกไปหาอะไรทำบ้าๆ อาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มันรู้สึกดีขึ้น 

“อยากเสียเหงื่อ” 

ผมพยักหน้ารับ ตั้งใจว่าจะตามใจเพื่อนทุกอย่าง 

“ที่ไหนอ่ะ” เผื่อมันจะมีสถานที่ในใจ 

“ที่ไหนก็ได้” 

“งั้นกูคิดออกและ มีที่นึง ภูมิใจนำเหนอ” ผมยิ้ม ซันมองผมด้วยความสงสัย “ตามพี่มาไอ้น้อง” 

“ใครน้อง กูเกือบร้อยยี่แล้ว” จ้า พ่อคนอยู่มานาน นานจนเกือบร้อยยี่สิบปี 

“มึงก็อยู่นานเกิน” 

“คนดีนรกยังไม่ถามหา” 

“แหวะ” บทสนทนาชวนทะเลาะของผมกับเพื่อนดำเนินไปอย่างลื่นไหล แต่เราทั้งคู่ก็ไม่มีใครคิดที่จะโกรธกันเพราะลึกๆ แล้วก็รู้กันดีว่าอีกฝ่ายพูดเล่น อาจจะจริงบ้างบางเรื่อง แต่มันก็ชวนขำมากกว่าชวนโกรธ 

ผมเดินนำซันลงมาชั้นล่าง ผ่านห้องรับแขกเพื่อไปยังที่หมายแต่ในระหว่างนั้นเองพี่โชนที่นั่งคุยกับพี่หมอนอยู่ก่อนแล้วก็ตะโกนถามขึ้น 

“จะไปไหนกัน” 

ผมหันไปยิ้มให้กับพี่โชน ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทะเล้น 

“ไปเสียงเหงื่อ” 

“เฮ้ย จะไปทำอะไรกัน” น้ำเสียงที่ถามเข้มขึ้นถนัดตา จะไม่ให้พี่เขาดุได้ยังไง ก็คำว่า ‘เสียงเหงื่อ’ ตีได้หลายความหมาย และคนหื่นๆ อย่างพี่โชนอะหรอ จะคิดเรื่องอะไรได้นอกจากเรื่องอย่างว่า 

“ไม่บอก ปล่อยให้งง” ผมยิ้มกวนประสาทก่อนจะจูงมือซันวิ่งหายเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง และหลังจากนั้นก็เกิดเสียงอื้ออ้าและบทสนทนาชวนเสียวดังออกมาระลอกใหญ่ 

เสียงชวนเสียวในห้องลับ 

อะ...อื้อ...อ้า...แฮก...แฮก 

โอ้ว...อ้า...อื้ม...ฮ่า...แฮก 

ข้าว : ซัน ท่านี้มึงทำกูเจ็บนะ 

ซัน : ก็มึงเล่นท่ายาก 

ข้าว : ก็กูอยากลองอ่ะ อยู่กับพี่โชนไม่เคยทำ 

ซัน : ติดใจท่ายากแล้วอ่ะดิ 

ข้าว : เอาอีกๆ โคตรมันเลย 

ซัน : แน่ใจหรอ 

ข้าว : พูดมาก จัดมาเถอะ หนักแค่ไหนกูรับได้ 

ซัน : มึงแน่ใจนะ เล่นท่ายากจนของพังไปเยอะแล้วนะ 

ข้าว : ทำไงได้วะ ก็คนกำลังมัน อะไรก็ห้ามไม่อยู่ 

ซัน : งั้นคราวนี้มึงอยู่บน เผื่อมึงจะไม่เจ็บ 

ข้าว : แต่กูอยากได้ท่าใหม่ เผื่อจะเอาไปใช้กับพี่โชน 

ซัน : เชื่อกูเถอะ ทำกับพี่โชนก็ไม่มันเท่าก็ 

ข้าว : รู้ได้ไง พี่เขาอาจจะเด็ดกว่ามึง 

ซัน : งั้น...กูจะทำให้มึงติดใจ จนร้องขอชีวิต 

ข้าว : อะ..อ้า..ซัน...อื้อ...ระ...แรงไปแล้วนะ 

โชนคงไม่คิดที่จะโกรธ จะหวง จะห่วง หรือจะหึง ถ้าบทสนทนาของแวมไพร์ทั้งสองไม่ได้ส่อไปทางสองแง่สองงาม แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งสงบจิตสงบใจ แล้วฟังทั้งสองคุย (คราง) กัน 

พึ่บ 

ปั่ก 

ตุบ 

“ข้าว” โชนตะโกนเรียกด้วยความเจ็บใจ จะไม่ให้เขาเจ็บใจได้ไง ทั้งๆ ที่พยายามไม่หันไปมองแล้ว แต่นี้อะไร ข้าวกลับลอยละลิ้วกระเด็นมาชนผนังข้างๆ ตัวแถมยังหล่นตุบลงไปนอนกองกับพื้น 

“โอ้ย! พี่โชน ช่วยข้าวหน่อยครับ” ผมร้องเสียงอ่อนเสียงอ้อน เจ็บชะมัดกับท่านี้ ทั้งๆ ที่คิดว่าอยู่ด้านบนแล้วจะเหนือกว่า แต่ไหงผมกลับถูกไอ้ซันเตะจนลอยละลิ้วมานอนอืดตรงนี้ 

ฟังไม่ผิดหรอกครับ มะเตะผมจริงๆ ลูกตะของมันทำผมปวดร้าวไปทั้งตัว 

“พี่ทนไม่ไหวแล้วนะ” โชนพยายามอดทนแล้วจริงๆ แต่เขาทนเห็นคนรักเจ็บไม่ไหวแล้ว และดูสภาพห้องสิ 

พัง ไม่ เป็น ท่า 

“งื้อ ข้าวไหว ขออีกชั่วโมงนะ” ผมรีบค้าน นี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่พี่โชนบอกให้ผมหยุด 

“แค่นี้เราทั้งคู่ก็เสียเหงื่อแทบจะหมดตัวแล้ว ถ้าข้าวไม่หยุดไม่ต้องมาคุยกับพี่” พี่โชนยื่นคำขาดจนผมต้องเป็นฝ่ายยกธงขาว 

“ข้าวยอมแล้วครับ อย่าโกรธนะ” ผมอ้อน 

“จะไม่ให้โกรธได้ไง ซัน นายดูเพื่อนนายนะ สะบักสะบอมไปทั้งตัว” มันน่าตีนัก รู้ว่าฝีมือการต่อสู่ของตนมีน้อยนิดแต่ก็ยังคิดปีนเกลียวไปสู้กับแวมไพร์รุ่นใหญ่ 

“พี่ครับ อย่าลืมซิว่าไอ้กล้ามันไม่ได้อ่อนแอเหมือนเดิมแล้วนะ มันมีชีวิตใหม่แล้ว” 

หงึกๆ 

ผมพยักหน้าเห็นด้วย อยู่ข้างซันสุดใจ 

“ข้าว” พี่โชนเรียกเสียงแข็ง จนผมต้องย้ายฝั่งมาอยู่ข้างพี่โชน “พี่คงไม่สำคัญสำหรับข้าวแล้ว” ว่าจบพี่โชนก็สะบัดก้นเดินหนีออกไปจากห้องออกกำลังกาย 

“ไม่ใช่นะพี่โชน” ผัวงอนต้องรีบง้อ คติประจำใจผมเลยแหละ 

“พี่โชนคราบ” ผมเรียกพี่โชนเสียงอ่อนเสียงหวาน ไม่ใช่แค่พี่โชนที่มีสเต็ปการอ่อยผม ผมเองก็มีสเต็ปการอ้อนพี่โชนเหมือนกัน คบกันมาตั้งนานทำไมจะไม่รู้ว่าพี่โชนแพ้เสียงสองของผม 

“ไม่ไปอยู่กับซันล่ะ เห็นชอบ” นั่นไง ประชดประชันขนาดนี้ งอนหนักมาก 

“ใครบอก ข้าวชอบอยู่กับพี่โชนที่สูดดดดด” 

“ไปซิ ไปสอนให้ซันทำท่ายาก ทำกับพี่คงเด็ดไม่ถึงใจ” กระแนะกระแหนขนาดนี้ พี่โชนไปเอานิสัยแบบนี้มาจากใครวะ แต่ไม่เป็นไร ข้าวอารมณ์ดี ไม่โกรธ 

“ก็ข้าวรู้ว่าพี่โชนจะไม่มีทางทำให้ข้าวเจ็บ หรือพี่โชนคิดที่จะทำให้ข้าวเจ็บ” 

สเต็ปที่สองของการง้อ...แกล้งว่าร้ายพี่เขา 

“ข้าวก็รู้ว่าพี่ไม่เคยคิดที่จะทำร้ายข้าว” นั่นไง เสียงอ่อนลงแล้ว “แต่พี่ก็ยังไม่ชอบอยู่ดี” 

งั้นต้องจัดสเต็ปที่สาม...รุกโลด 

ผมยกแขนสองข้างขึ้นไปคล้องคอพี่โชน จงใจบดเบียดเรือนร่างของเราให้แนบชิดกัน เขย่งปลายเท้าขึ้นนิดเพื่อกระซิบประโยคชวนเคลิ้ม 

“’งั้นพี่ก็...ทำให้ข้าว ‘ลุก’ ไม่ขึ้นสิครับ” 

“แต่พี่รู้มาว่า...แวมไพร์ท้องได้นะ” พี่โชนกระซิบกลับเสียงพร่า ทั้งยังงับเข้าที่ใบหนูเล็ก จนขนของผมตั้งชัน “แล้วพี่ก็ไม่มี เพราะพี่ไม่เคยใช้มันกับข้าว” 

“อ๊ะ พี่โชน อย่างเพิ่ง” ไม่ทันแล้วครับ ตัวผมลอยละลิ้วเพราะพี่โชนอุ้มผมพาดบ่าแล้วเดินดุ่มๆ ขึ้นไปชั้นสองเรียบร้อย และเป้าหมายคงไปจบที่ห้องนอนของผม ท้ายที่สุดคือผมต้องคลานลงมาจากเตียง 

ไม่น่าเลยไอ้ข้าว 

“แล้วถ้าผมท้องล่ะครับ” 

“หึหึ” 

ความคิดเห็น