ปีศาจโด
email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่7 คาดโทษ

ชื่อตอน : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่7 คาดโทษ

คำค้น : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ฟรองซัว โนวี่ ซัน เก้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 51

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2562 21:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่7 คาดโทษ
แบบอักษร

ตอนที่7 

คาดโทษ 

"เก้า ไอ้เก้า ไอ้เชี่ยเก้า" 

"เฮ้ย! ไอ้เชี่ยธีร์ มึงจะเรียกเสียงดังทำไมเนี่ย" ผมเงยหน้ามองเพื่อนรักที่ตะโกนเรียกเสียงดัง เล่นเอาซะแสบแก้วหู 

"กูเนี่ยนะเรียกมึงเสียงดัง กูเห็นมึงนั่งจ้องอาจารย์พิชิตตั้งแต่เขาเข้ามาสอน ยันเขาเดินออกไป จนนักศึกษาเดินออกไปกันหมดเหลือแต่พวกเรา มึงก็ยังไม่เลิกจ้อง จ้องห่าอะไรวะ" ไอ้ธีร์ร่ายยาวมาเป็นชุด ทำให้ผมได้สติ กวาดสายตามองไปจนทั่วห้องปรากฎว่าเหลือเพียงแค่กลุ่มของพวกเรา โดยมีเพื่อนอีก 4 คน สายตา 8 คู่จ้องมองมาที่ผม 

"นี่อย่าบอกนะว่าเก้าชอบอาจารย์น่ะ" บีพูดขึ้นยิ้มๆ หลังจากที่รู้ว่าเพื่อนในกลุ่มอย่างไอ้โชนคบกับน้องข้าวกล้า เธอก็เริ่มเปลี่ยนไป ที่ว่าเปลี่ยนไม่ได้หมายถึงการกระทำ รสนิยม หรือว่าอะไร แต่ที่ผมหมายถึงก็คือ เธอกลายเป็นสาววายไปแล้วครับ ชอบแอบจับคนโน่นมาจิ้นกับคนนี้ นับวันๆ อาการของเพื่อนผมก็ยิ่งหนักมากขึ้นเรื่อยๆ อยากรู้จริงว่าเคยแอบจิ้นแฟนหนุ่มของตัวเองกับผู้ชายคนไหนหรือเปล่า 

‘คริสของบี บีห่วง’ เสียงประกาศกร้าวแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของจากหัวใจของบีโชว์ 

"นี่ ยัยบ๊อง จิ้นไม่เข้าเรื่อง ดูสายตาที่ไอ้เก้ามองอาจารย์ซะก่อน แทบอยากจะฆ่ากันให้ตายไปข้าง" 

"โอ๊ย!" บีทำหน้ายู่ใส่ลูกพี่ลูกน้องเมื่อถูกธีร์เขกกะโหลก "ไม่คุยกับธีร์แล้ว ไปหาคริสดีกว่า" 

"เดี๋ยวสิ ไปด้วย" 

"จะไปหาน้อยหน่าก็บอก" แล้วสองพี่น้องก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินทะเลาะกันไปตลอดทาง 

"แล้วมึงจะเอาไงต่อวะ" เสือถามขึ้นหลังจากที่สองคนนั้นเดินออกจากห้องเรียนไป ทำให้ตอนนี้ภายในห้องเหลือเพียงแค่ ผม โชน และเสือ 

"กูว่าจะแวะไปทำความรู้จักอาจารย์ที่ห้องสักหน่อย" 

"แล้วมึงจะไม่บอกไอ้ซันก่อนหรอ" โชนถามด้วยความเป็นห่วง 

"ไม่ต้องหรอกมึง แค่นี้กูจัดการได้" ก็แค่พวกแวมไพร์ฝึกหัด 

"กูว่ากันไว้ก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งชะล่าใจ" เสือช่วยพูด 

"แต่กูกลัวว่ามันจะแอบส่งข่าวให้พวกของมันรู้" ผมก้มดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ ตอนนี้ก็เที่ยงกว่าแล้ว เป็นเวลาพัก กลัวไอ้แวมไพร์ชั้นต่ำนั่นจะเอาเรื่องที่ผมเข้ามาสืบในมหา'ลัยไปบอกพวกของมันให้ระวังตัว มันเองก็รู้ว่าผมเป็นใคร เพราะผมสังเกตเห็นมันจ้องมาที่ผมตอนนักศึกษาก้มหน้าก้มตาจดตามสไลด์ที่มันสอน 

"งั้นเดี๋ยวกูโทรบอกข้าวก่อน" โชนหยิบโทรศัพท์ของมันขึ้นมากดโทรหาคนรัก ในระหว่างนั้นเราทั้งสามก็เดินออกมาจากห้องเรียน 

"ชิบ" ผมสบถเมื่อมองผ่านหน้าต่างลงไปด้านล่างเห็นอาจารย์พิชัยกำลังขับรถไปยังทางออกของมหา'ลัย "ไม่ทันแล้ววะ กูต้องรีบไปดักแม่งไว้ก่อน" 

"เห้ย! ไอ้..." 

พรึบ 

เสียงของไอ้เสือตะโกนเรียกไล่หลัง แต่ผมก็ไม่ทันได้ยินประโยคที่มันพูดตามมาเพราะผมกระโดดลงมาจากทางหน้าต่างและตอนนี้ผมอยู่ด้านล่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

กรี๊ดดดดด 

เสียงของเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียนอยู่ในคลาสเดียวกันกับผมกรีดร้องขึ้นด้วยความตกใจเมื่อเห็นผมกระโดดลงมาจากทางหน้าต่าง ทั้งๆ ที่คิดว่าจุดนี้เป็นมุมอับและไม่น่าจะมีใครเห็นแล้วแท้ๆ แต่เจ้าหล่อนก็ยังหูตาไวและยังจะมาเดินผ่านจุดนี้เพียงคนเดียวอีกนะ 

“กะ กะ เก้า นะ นาย” 

พรึบ 

“ลืมภาพที่เธอเห็นเมื่อกี้ ฉันแค่เดินผ่านมา” ผมพุ่งตัวไปประชิดตัวของเธอ เราสองคนยืนจ้องตากันครู่หนึ่งก่อนที่ผมจะเอ่ยออกคำสั่ง เธอกระพริบตาปริบๆ สองสามครั้ง ก่อนที่เหตุการณ์ทุกอย่างจะกลับไปเป็นปกติ ราวกับว่าสิ่งที่ผมพูดไปนั่นคือเรื่องจริง 

“อ้าว เก้า จะไปไหนหรอ” เธอทักขึ้นอย่างเป็นมิตร 

“จะรีบไปทำธุระ เราไปก่อนนะ” 

“อื้ม ไว้เจอกันนะ” 

หลังจากที่เสียเวลาไปกับการลบความจำของเพื่อนผู้หญิงคนนั้น ผมก็รีบวิ่งลัดเลาะหลบผู้คนเพื่อที่จะไปดักทางไม่ให้อาจารย์พิชัยขับรถออกไปนอกมหา’ลัยเพื่อไปส่งข่าวให้กับพวกของมัน 

พรึบ 

เอี๊ยดดดดดดด 

เสียงยางรถบดกับถนนดังแสบแก้วหู นัยต์ตาคมของคนขับจ้องมองมาที่ผมด้วยความอาฆาตแค้นอย่างปิดไม่มิด 

“อยากตายนักหรือไง” อาจารย์พิชิตเปิดกระจกแล้วชะโงกหน้าออกมาถาม 

“ผมก็แค่มาทักทาย ทำไมอาจารย์พูดไม่เพราะกับลูกศิษย์เลยล่ะครับ” ในเมื่ออีกฝ่ายอารมณ์บูดบึ่ง คิดหรือว่าผมจะยอมปล่อยผ่าน มันต้องเจอความยียวนกวนประสาท 

“อย่ามาเล่นลิ้น” ยิ่งได้ฟังน้ำเสียงขุ่นเคืองบวกกับคิ้วหนาที่ขมวดเป็นปมแล้วยิ่งทำให้ผมอยากที่จะแกล้งแวมไพร์ตนนี้มากยิ่งขึ้น 

“ไหน ใครเล่นลิ้น ลิ้นมันเล่นได้ด้วยหรอ” ผมไม่เก่งเรื่องกวนประสาทคนก็จริง แต่ผมไม่ได้บอกนี่ว่าผมกวนแวมไพร์ด้วยกันไม่เป็น ‘ไอ้แวมไพร์ฝึกหัด’ 

“จะหลบไปดีๆ หรือต้องให้ใช้กำลัง” 

“ถ้ากล้าก็ใช้เลย แถวนี้...” ผมท้าทายพร้อมทั้งปรายตามองสองข้างทางที่มีผู้คนเดินผ่านประปราย 

“ขึ้นรถ” อาจารย์พิชิตว่าเสียงเข้ม ผมมองไปรอบๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินไปเปิดประตูรถแล้วแทรกตัวขึ้นไปนั่งลงตรงเบาะข้างคนขับ ที่ผมยอมขึ้นไปนั่งก็ไม่ใช่เพราะอะไร ผมเองก็ต้องการที่จะคุยกับมันในที่ลับตาคนก็เท่านั้น 

รถคันหรูแล่นออกมาจากมหา’ลัยครู่หนึ่งก็เลี้ยวไปจอดในซอยตันใกล้ๆ ซึ่งซอยนี้เป็นซอยร้าง ไร้หอพัก ไร้ร้านอาหาร ทำให้เป็นที่ๆ ดีที่สุด เหมาะแก่การที่แวมไพร์สองตนจะฟาดแขนฟาดขาใส่กัน 

พรึบ 

ทันทีที่มันดับเครื่อง ผมพุ่งตัวไปล็อกคอมันไว้พร้อมปลายปากกาแหลมคนที่ถูกดัดแปลงขึ้นมาให้เป็นอาวุธป้องกันตัวทั้งยังเป็นอาวุธสังหารในยามฉุกเฉินจ่ออยู่เหลือหัวใจของแวมไพร์ฝึกหัดเพียงไม่กี่เซนฯ 

“อึก ลอบกัด” 

“หล่อๆ อย่ากูเขาเรียกว่ากันไว้ดีกว่าแก้” ผมพูดขึ้นอย่างมั่นหน้า 

“เขาไม่ได้เรียกว่าหล่อ เขาเรียกว่าสวย” 

“หึ จะตายอยู่แล้วยังปากดี” ผมล็อกคอของมันให้แน่นกว่าเดิม รู้สึกขัดหูแปลกๆ เวลามีใครชมว่าสวย แต่ไม่รวมฟรองซัวนะ ยิ่งฟังยิ่งเขิน 

“อย่าทำหน้าแบบนั้น” 

“ห๊ะ!!” ผมเลิกคิ้วสงสัย ผมยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยนะ 

“ก็อย่า...” อาจารย์หนุ่มจงใจพูดค้างไว้ ก่อนที่มันจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมอย่างไม่เกรงกลัว 

“นี่” ผมออกแรงรัดคอมันมากกว่าเดิมทั้งยังกดปลายแหลมของปากกาให้แทงโดนเนื้อจนเลือดซึมออกมาเล็กน้อย 

“แค่จะบอกว่า อย่าทำหน้าอยาก เพราะฉันกลัวจะอดใจสนองไม่ได้” คำพูดหยาบๆ ที่หลุดออกมาจากปากหยักมันทำให้ผมนึกโมโหจนอยากจะกดปากกาฝังลงไปให้ทะลุขั้วหัวใจของมัน 

“หยุดพูดเพ้อเจ้อได้แล้ว บอกมาว่าพวกของแกซ่อนตัวอยู่ที่ไหน” ผมเริ่มหมดความอดทนกับมัน ขี้เกียจเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ 

“หึ ไม่เล่นต่อแล้วหรอคนสวย” คราวนี้กลับเป็นมันที่ยื้อเวลา พูดจากวนโอ้ยจากผม 

“บอกมาได้แล้ว” 

“ถ้าอยากรู้ก็ต้องทำให้พอใจก่อน” 

“แกไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรทั้งนั้น รีบบอกมา” 

“โอ๊ะโอ อยู่ไหนหนอ” 

พรึบ 

“แก” ผมถลึงตาใส่แวมไพร์ฝึกหัด 

“เผื่อคุณจะยังไม่รู้ โลกนี้มันไม่ได้มีแต่พวกคุณที่มีโทรศัพท์” ผมอยากจะผ่ากะโหลกของตัวเองออกแล้วดึงสมองออกมาตากแห้งให้กากิน ผมลืมคิดสนิทว่าพวกมันก็อาจจะมีหรือใช้โทรศัพท์เพื่อติดต่อสื่อสารกัน 

“ฮ่าๆๆ ฉันอยากจะถ่ายรูปตอนนี้ของแกเก็บไว้จริงๆ ไม่รู้จะเรียกว่าโง่หรือโง่” อะลัวที่กระโดดมายืนอยู่ตรงกระโปรงรถก้มหน้าลงมาพูดกับผม 

ใช่แล้วครับ อะลัวตัวเป็นๆ พร้อมลูกน้องอีก 2 คน ที่ยืนขนาบสองฝั่งประตูรถ เรียกได้ว่าตอนนี้ผมถูกพวกมันล้อมไว้หมดแล้ว ขอกราบให้กับความโง่เขลาของตัวเอง 

แชะ แชะ 

ไม่พูดเปล่า อะลัวมันควักโทรศัพท์เครื่องจิ๋วออกมาจากกระเป๋าแล้วกดถ่ายรูปหน้าผม ส่วนอาจารย์พิชิตนั่นได้อาศัยจังหวะที่ผมกำลังเหวอสะลัดตัวหลุดออกจากพันธนาการไปเรียบร้อย ตอนนี้ผมไม่มีอะไรจะสู้มันได้เลย 

“ลงมาหาฉันเดี๋ยวนี้ เด็กโง่ของฉัน” อะลัวสั่งเสียงเข้ม ซึ่งเข้ากับรอยยิ้มร้ายๆ ของมัน ผมหันซ้ายแลขวาเพื่อสำรวจทางหนี 

“จะคิดหนีตอนนี้ก็สายไปมั้ย” อาจาย์พิชิตแสยะยิ้ม นัยต์ตาแสดงออกถึงความสมเพช ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองโง่ได้เท่าครั้งนี้มาก่อนที่พลาดท่ายอมตกลงมากับมัน 

“ลงมาซิ เด็กโง่ของฉัน” อะลัวย้ำ รู้สึกเกลียดคำพูดที่มันใช้เรียกผมชะมัด 

ปัง 

เสียงปิดประตูรถอย่างแรงจนรถแทบจะปลิวคงบ่งบอกถึงอารมณ์โกรธจัดของผมได้อย่างชัดเจน 

“ทำอะไรรุนแรง ไม่น่ารักเลยนะเด็กโง่” 

ปัก 

พรึบ 

สิ้นเสียงเตือนของอะลัว ผมรับรู้ได้ถึงฝ่าเท้าใหญ่โตที่ยันเข้ามาเต็มท้องจนตัวของผมลอยละลิ้วมาชนกับต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะตกลงไปนอนแอ้งแม้งอย่างหมดสภาพ พูดสรุปให้ฟังง่ายๆ และได้ใจความก็คือ 

มึงถีบกู ไอ้อะลัววววววว 

‘จุกสัด!’ ผมคอดค้อนในใจ 

“โอ๊ยๆ เท้ามันลั่น” 

‘ลั่นพ่องงงงงงง’ 

“ไปเอาตัวมันมา” สิ้นคำสั่ง ลูกน้องสองคนก็วิ่งมาหิ้วปีกของผมไปหามัน 

“สำหรับที่มึงทรยศกู” 

ผลั๊ว 

หมัดหนักๆ ดอกที่หนึ่ง 

“สำหรับที่พ่อผัวมึงทำกับกู” 

ผลั๊ว 

หมัดหนักๆ ดอกที่สอง 

“สำหรับที่ผัวมึงคิดจะฆ่ากู” 

ผลั๊ว 

หมัดหนักๆ ดอกที่สาม 

“แล้วมึงอย่าคิดว่าเรื่องวันนั้นกูไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของมึง กับไอ้หมาขี้เรื้อน” 

ผลั๊ว 

หมัดหนักๆ ดอกที่สี่ 

“อันนี้กูแถม ฮ่าๆๆๆๆ” 

ผลั๊ว 

หมัดหนักๆ ดอกที่ห้า 

‘สัด’ กูไม่ได้ต้องการของแถม 

“พูดจบยัง มึงมีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่มั้ย” ผมถามพร้อมทั้งส่งยิ้มที่คิดว่ากวนเบื้องล่างไปให้มัน 

“เพราะเจ้าเป็นแบบนี้ไง ข้าถึงได้รักเจ้า” อะลัวถลาเข้ามากอดผมไว้ อ้อมกอดที่ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันอบอุ่นเลยสักครั้ง “กลับไปอยู่ด้วยกันเถอะโนวี่ ข้าจะให้ทุกอย่างที่เจ้าต้องการ” นี่ผมไม่ได้ฟังผิดไปใช่มั้ย ผมได้ยินอะลัวชวนผมให้กลับไปอยู่กับมัน 

“เจ้าก็รู้ว่าข้ารักเจ้า แต่เจ้ากลับคิดทรยศ” 

“รักหรอ เจ้ามันรักตัวเองมากกว่า” ผมพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการกอดของอะลัว แต่มันทำได้ยากเหลือเกิน เพราะสองแขนของผมถูกพวกของมันขึงเอาไว้ 

“เพียงเจ้าตอบตกลง ข้าจะแสดงทุกอย่างให้เจ้าเห็น ว่าข้ารักเจ้ามากแค่ไหน” อะลัวกอดกระชับผมแน่นขึ้นจนผมรู้สึกหายใจไม่ออก 

“แค่กๆ ข้าหายใจไม่ออก” ผมพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุม 

“ข้าพูดดีๆ กับเจ้าแล้วนะ” 

ฉึก 

“อึกๆ” 

ว่าจบ อะลัวก็ฝังเขี้ยวลงมาที่ซอกคอของผม มันดูดกินเลือดของผมอย่างหิวกระหาย จนอุณหภูมิของผมลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว คล้ายกับเลือดจะหมดตัว ลำคอแห้งผาด ริมฝีปากซีดเผือด ผิวหนังสีขาวซีดยิ่งกว่ากระดาษ 

เลือดของผมกำลังจะหมดตัว 

“กัดซิ” เสียงทุ้มกระซิบบอกข้างหู ก่อนที่ผมจะฝังเขี้ยวเพื่อดื่มกินเลือดของชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า 

ฉึก 

“อึกๆ” 

“โนวี่” 

“อึกๆ” 

“โนวี่” 

“อึกๆ” 

“โนวี่” ผมสะดุ้ง รู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูตะโกนเรียกจากทางด้านหลัง ก่อนที่ผมจะผลักออกจากซอกคอของอะลัวแล้วหันหลังกลับไปมอง 

“ฟรองซัว” เหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดที่ขาดหายไปกลับคืนมา ผมออกแรงสะบัดเพียงเล็กน้อย สมุนของอะลัวที่จับผมไว้ก็กระเด็นกันไปคนละทิศคนละทาง เมื่อหลุดจากการจับกุมผมจึงวิ่งไปกอดฟรองซัวที่อ้าแขนรับด้วยความห่วงใย 

พรึบ 

ผมรู้สึกว่าตัวเองวิ่งมาเร็วและแรงมากจนเราทั้งคู่เซเล็กน้อย มีแว้บหนึ่งที่คิดว่าพลังของตัวเองมีเยอะขึ้น แต่จะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อผมถูกอะลัวดูดเลือดจนจะหมดตัว แต่ผมกลับดูดเลือดคืนมาแค่นิดเดียว 

“ท่านครับ” อาจารย์พิชิตเรียกอะลัว เหมือนต้องการถามว่าจะเอายังไงต่อ ผมเองที่เอาแต่ดีใจเพราะเห็นฟรองซัวมาช่วยก็หันหลังกลับไปมองอะลัว อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเอายังไง มาสู้กันให้จบๆ ไปเลยมั้ย 

“ลุยเลยมั้ยครับท่านฟรองซัว” วู้ดกับไทน์ที่เพิ่งวิ่งตามมาสมทบถามผู้เป็นเจ้านาย เราทั้งสี่จ้องมองไปที่อะลัวด้วยความเคียดแค้น แต่มันกลับส่งยิ้มอย่างผู้มีชัยมาให้ผม เห็นแล้วมันน่าโบกกระโหลกสิ้นดี 

“ข้าจะรอวันที่ใจเจ้าตอบตกลง ถึงคราวนั้นเจ้าจงมาพบข้าที่นี่” สิ้นคำพูด อะลัวกับพวกของมันก็วิ่งหนีไป วู้ดกับไทน์หมายจะวิ่งตามแต่ก็ถูกฟรองซัวห้ามเอาไว้ 

“ไม่ต้องตาม วันนี้ไม่ใช่วันของเรา” ฟรองซัวก็ยังเป็นฟรองซัว ถ้าเขามองไม่เห็นชัยชนะ เขาจะไม่มีทางยกกองทัพออกตี ชีวิตต้องสำคัญเสมอ 

“เป็นอะไรหรือเปล่า มันทำอะไร ทำไมโนวี่ถึงเป็นแบบนี้” ฟรองซัวดึงผมเข้าไปกอดปลอบ ก่อนจะผละออกเล็กน้อยแล้วเช็ดคราบเลือดที่ติดอยู่มุมปากออกให้ผม 

“กลับกันเถอะ” ผมเลี่ยงที่จะไม่ตอบ 

“ก็ดีเหมือนกัน เพราะผมยังมีเรื่องที่ต้องเคลียร์กับพี่อีกเยอะ” 

อุ้ย! สายตาดุๆ คาดโทษลอยมาแต่ไกล 

ผมกระพริบตาปริบๆ คิดว่าน่ารักที่สุดแล้วนะ เผื่อจะเรียกคะแนนเห็นใจแล้วไม่ถูกลงโทษ 

“ทำไมไม่รอ รู้มั้ยว่ามันอันตรายมากแค่ไหน” ทันทีที่เราสองคนเข้ามาในห้องพัก ฟรองซัวก็เริ่มบ่น ทั้งๆ ที่ตอนอยู่ในรถพยายามทำตัวน่ารักแล้วแท้ๆ 

“ก็กลัวว่าจะตามไปไม่ทันนี่หน่า” ผมเลือกที่จะทำเป็นใจดีสู้แวมไพร์ร้าย เดินเข้าไปกอดฟรองซัวจากทางด้านหลัง ก็ให้ทำไงได้ ฟรองซัวไม่ยอมมองหน้าผมเลย 

“แล้วเป็นไง ถูกพวกมันทำอะไรไปบ้าง” อารมณ์มาเต็ม แต่ก็อย่างว่า ฟรองซัวยืนหันหลังให้ผม ทำให้ผมไม่เห็นรอยยิ้มร้ายกับดวงตาคมที่ฉายแววตลกขบขันเมื่อได้แกล้งผม 

“ก็ไม่ได้เป็นอะไร เห็นมั้ย” งานออดอ้อนต้องมา ถูใบหน้าไปกับแขนล่ำๆ เลยจ้า ต้องอ้อนให้ถึงที่สุด แอบเห็นเวลาที่ข้าวกล้าอ้อนไอ้โชนแล้วมันได้ผล ครั้งนี้ต้องลองทำตาม และเช่นเคยซึ่งผมไม่มีทางได้เห็นริมฝีปากคมที่ยกยิ้มพอใจกับการถูกออดอ้อน 

“แล้วเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” นั่นไงได้ผล เสียงเข้มเริ่มอ่อนลง แบบนี้เราต้องตอบว่าอะไรดีนะ ขอคิดแป๊บ ตอนนั้นไอ้โชนมันสอนว่าอะไรนะ 

‘ถ้าเขาถามว่าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ถึงมึงไม่เจ็บ มึงก็ต้องบอกว่าเจ็บ คนรักกัน ถ้ารู้ว่าคนรักเจ็บหรือเป็นอะไรไป เขาก็ต้องเป็นห่วงแล้วดูแลเราดีมากกว่าเวลาปกติสิบเท่า’ 

เสียงเพื่อนรักลอยมาแต่ไกล 

“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เสียงเข้มถามย้ำเมื่อเห็นว่าผมนิ่งไปนาน 

“เจ็บ” 

“ตรงไหน” ได้ผลดีเกินคาด เมื่อฟรองซัวพลิกตัวกลับมามองหน้าผม มือแกร่งจับตัวของผมหมุนไปมาเพื่อสำรวจว่าผมเจ็บตรงไหน แล้วผมจะตอบไปว่าอะไรดีล่ะ ในเมื่อตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรเลย ที่ถูกอะลัวซ้อมไปก่อนหน้านั่นก็หายเจ็บไปแล้ว รอยแผลสักนิดก็ไม่มี แต่น่าแปลกตรงที่ผมไม่รู้สึกอะไรเนี่ยแหละ เพราะโดยปกติถ้าโดนหนักขนาดนั้นก็น่าจะรู้สึกเพลียๆ บ้าง แต่ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองมีพลังเพิ่มมากขึ้น 

“เจ็บตรงไหน” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล 

“ตรงนี้” ผมแกล้งเอามือกุมท้อง ก็คิดออกแค่ฉากที่ถูกถีบจนกระเด็นลอยละลิ้วปลิ้วไปกระแทกกับต้นไม้นี่หน่า ตีนหนักชะมัด 

“งั้นนั่งนี่ก่อน ขอดูหน่อย” ฟรองซัวจับผมนั่งที่ปลายเตียงก่อนจะเลิกเสื้อนักศึกษาขึ้นเพื่อจะดูตรงที่ผมเจ็บ แต่การกระทำของเขากลับทำให้เลือดในกายของผมสูบฉีด 

มือหน้าที่ลูบไล้บริเวรหน้าท้องไร้ไขมันของผมมันทำให้ผมคิดอกุศลกับเขา แค่มือยังรู้สึกฟินขนาดนี้ 

“ไม่เจ็บแล้วหรอ” ฟรองซัวถามด้วยความสงสัย 

“ทำไมถึงคิดว่าไม่เจ็บล่ะ” 

“ก็เห็นทำหน้าฟิน” 

“เอ่อ!” ผมอ้าปากค้าง คิดหาคำแก้ตัวไม่ออก นี่ผมทำหน้าเสียว เอ้ย! ฟินขนาดนั้นเลยหรอ 

“ไม่เนียนไปเรียนมาใหม่” ฟรองซัวว่าก่อนจะขยับตัวขึ้นมานอนคร่อมตัวผมไว้ 

“คือ” 

“เด็กดื้อต้องถูกลงโทษ แล้วถ้าคนแก่ดื้อต้องทำยังไง” เดี๋ยวนะ ทำไมฟรองซัวทำหน้าหื่นใส่ผม นี่เขารู้หรอว่าผมไม่ได้เจ็บ แล้วอย่าบอกนะว่ารวมไปถึงเรื่องที่เขาแกล้งดุผมด้วย 

“นี่อย่าบอกนะ...” 

“ก็ดื่อก่อนทำไมล่ะ รู้มั้ยว่าหวง” 

“ก็...” 

“จูบกับมันหรือเปล่า” 

“ห๊ะ!” 

“ถาม” 

“เปล่า” 

“แล้วทำไมถึงดื่มเลือดมัน” 

“ไม่มีอะไร” 

“ตอบ” 

“อะ อ๊า อย่าสะกิด” 

ร้าย เด็กมันร้ายที่สุด ก็ฟรองซัวจะสอดมือเข้าไปในเสื้อแล้วสะกิดตุ่มไตของผมทำไม 

“อ๊า มันเสียว” 

กุลณัฐ|koonlanut 

เค้ามาแล้ว ขอโต๊ดดดดดดดดดดดด 

ต่อไปเค้าจะไม่นัดวันและ รู้สึกช่วงนี้ชีวิตยุ่งๆ แต่จะมาอัพตลอดๆ นะครัช ตอนนี้เค้าไม่ได้มาทำให้ค้างใช่มั้ย คุคิคุคิ รอตอนต่อไปนะฮับ ตอนหน้าต้องเตรียมทิชชูมามั้ยง่ะ จะมีใครมาขัดเขาสองคนมั้ยนะ ตอนนี้แยกไม่ออกแล้วว่าใครร้ายกว่ากัน555 ช่วยไรท์คิดหน่อยว่าใครร้ายกว่าใคร ใครอ่อยกว่ากัน 

ความคิดเห็น