ปีศาจโด
email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่6 อ่อย อ่อย

ชื่อตอน : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่6 อ่อย อ่อย

คำค้น : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ฟรองซัว โนวี่ ซัน เก้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 68

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2562 21:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่6 อ่อย อ่อย
แบบอักษร

ตอนที่6 

อ่อย อ่อย 

ข้าวกล้า 

เฮ้อ! ผมนอนกางแข้งกางขาถอนหายใจอยู่บนที่นอนเป็นรอบที่ล้านแปด ไม่รู้ป่านนี้พี่โชนอยู่ที่ไหนและทำอะไรอยู่ 

เป็นห่วงชะมัด 

ถึงแม้ตอนแรกจะอดน้อยใจไม่ได้ที่ถูกพี่เขาทิ้งไว้ให้อยู่ที่ปราสาท แต่พอคิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกันที่ทั้งคู่ตัดสินใจหนีออกไปก่อน ไหนจะเรื่องที่ท่านฟรานซิลพูดกับเราอีก มันจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นในอนาคตกันแน่ บางครั้งท่านก็พูดเหมือนรู้ชะตาชีวิตของผมยังไงยังงั้น 

เฮ้อ! แวมไพร์หรอ ตอนเด็กๆ ผมก็เคยไฝ่ฝันที่อยากจะเป็นนะ แล้วตอนนี้ล่ะ ผมยังอยากที่จะเป็นอยู่อีกหรือเปล่า? 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

ในระหว่างที่ผมกำลังคิดไม่ตกกับเรื่องที่เกิดขึ้น เสียงเคาะประตูห้องของผมก็ดังแทรกเข้ามาฉุดผมออกจากภวังค์ ทำให้ผมต้องลุกเดินไปเปิดประตู 

แกร็ก 

“พี่เอานมอุ่นๆ มาให้น่ะ” พี่ชายของผมยื่นแก้วนมอุ่นๆ ให้ผม พี่เขามักจะทำแบบนี้เสมอเวลาที่ผมกลับมาค้างที่บ้าน 

“ขอบคุณครับ” ผมรับแก้วนมมาถือไว้ก่อนจะเดินกลับมานั่งบนเตียงโดยมีพี่หมอนเดินตามเข้ามาในห้อง 

“เป็นอะไรเรา ทำไมหน้าบูดเป็นตูดลิง มีเรื่องอะไรที่อยากเล่าให้พี่ฟังหรือเปล่า” พี่หมอนถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ไม่เคยมีเรื่องไหนที่ผมปิดพี่เขาได้เลยจริงๆ 

“มีเรื่องให้ต้องคิดนิดหน่อยครับ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ” ผมเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้เอาไว้ ไม่อยากเล่าให้พี่หมอนฟัง ไม่ใช่ว่าผมไม่ไว้ใจ แต่ผมไม่อยากให้พี่หมอนต้องคิดมากหรือรู้สึกกลัว 

“ดื่มนมได้แล้ว เดี๋ยวเย็นหมด” พี่หมอนพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเอ๋ยเตือนเมื่อเห็นว่าผมยังคงถือแก้วนมไว้ในมือไม่ยอมดื่ม 

“ครับ อึกๆ” ผมส่งแก้วนมคืนพี่ชายหลังจากดื่มนมจนหมดแก้ว พี่หมอนยื่นมือมาเช็ดคราบนมที่ติดอยู่ตามมุมปากให้กับผม “ขอบคุณครับ ผมรักพี่หมอนที่สุดเลย” ผมยื่นแขนทั้งสองข้างไปรั้งเอวพี่หมอนเข้ามากอด 

“พี่ก็รักข้าวที่สุดเหมือนกัน” พี่หมอนบอกพร้อมลูบหัวของผมด้วยความอ่อนโยน 

“บางที ผมก็อยากให้พี่หมอนรักตัวเองบ้าง” ผมพูดในสิ่งที่อยากให้พี่หมอนทำ พี่หมอนดูแลผมกับพ่อมากเกินไปแล้ว ผมอยากให้พี่หมอนหันกลับไปดูแลตัวเองบ้าง อยากให้พี่เขาทำในสิ่งที่เขาต้องการ 

“ความสุขของพี่คือการได้อยู่ดูแลคนที่พี่รักแบบนี้ตลอดไป” พี่หมอนว่ายิ้มๆ 

“เฮ้อ! พี่หมอนเข้าไปทำงานที่บริษัทแทนพ่อเถอะนะครับ ผมอยากให้พี่มีชีวิตที่ดีกว่านี้” ผมลองพูดถึงเรื่องขึ้นรับตำแหน่งประธานบริษัทดูบ้าง พ่อเคยพูดเรื่องนี้กับผมและพี่หมอนหลายครั้งแล้วว่าท่านอยากเกษียนตัวเองแล้วมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านธรรมดาเหมือนเช่นคนทั่วไป ถึงแม้ว่าท่านจะมีอายุเพียงสี่สิบกลางๆ แต่ท่านก็อยากที่จะพักผ่อน 

“พี่ก็เคยบอกไปหลายรอบแล้วไงว่าพี่ไม่เหมาะกับงานแบบนี้ ข้าวเหมาะมากกว่าพี่ตั้งเยอะ” 

“โห่! พี่ก็พูดแบบนี้ทุกที อีกตั้งนานกว่าผมจะเรียนจบ ถ้าผมขอร้องให้ช่วงนี้พี่เข้าไปบริหารงานแทนผมก่อนจะได้มั้ยครับ นะครับ นะ นะ” ผมพยายามอ้อนวอนสุดฤทธิ์สุดเดช ไม่ว่ายังไงผมก็จะเปลี่ยนชีวิตของพี่หมอนให้ได้ ผมอยากที่จะตอบแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่เขาเคยมอบให้ผม 

“แต่พี่กลัวว่า...” 

“แสดงว่าพี่ตกลงแล้วใช่ไหมครับ” ผมรวบรัด 

“อะ อืม” 

“เย้!” ในที่สุดพี่หมอนก็ยอมใจอ่อน ไม่เสียแรงที่ผมกับพ่อช่วยกันพูดเรื่องนี้บ่อยๆ 

“แต่ถ้าพี่ทำบริษัทขาดทุนหรือเจ๊งขึ้นมาข้าวกับคุณพ่ออย่ามาว่าพี่นะ” 

“ไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน” ที่ผมกล้าพูดแบบนี้ก็เป็นเพราะพ่อได้แอบเตรียมเลขาผู้มากความสามารถแสตนบายรอพี่หมอนอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพ่อของผมเตรียมพร้อมที่จะวางมือมากแค่ไหน รอเพียงแค่พี่หมอนตอบตกลงท่านก็พร้อมที่จะเซ็นทุกอย่างยกให้พี่หมอนเป็นผู้ดูแล 

“ข้าวกับคุณพ่อไม่ได้มีแผนอะไรใช่มั้ย” พี่หมอนถามขึ้นอย่างไม่ไว้ใจเมื่อเห็นรอยยิ้มร้ายของผม 

“ไม่มีครับ นี่พี่คิดว่าผมกับพ่อร้ายขนาดนั้นเลยหรอ” ผมตีหน้านิ่งเรียบ นิ้วชี้กับนิ้กลางที่อยู่ด้านหลังของพี่หมอนเกี่ยวกันแน่น 

“แต่ข้าวต้องรีบเรียนให้จบด้วยล่ะ จะได้มาบริหารงาน ที่พี่ยอมทำก็เพื่อความสบายใจของคุณพ่อ เพราะพี่ก็อยากให้ท่านพักเหมือนกัน” 

“ครับๆ ผมจะรีบเรียนให้จบนะ” 

“งั้นคืนนี้นอนได้แล้ว ดึกมากแล้ว” พี่หมอนบอก ผมจึงลุกเดินไปส่งพี่หมอนหน้าประตูห้อง 

“ฝันดีครับ” ผมบอกพี่ชาย 

“ฝันดีเหมือนกันครับ” พี่หมอนบอกผมก่อนที่พี่เขาจะเดินลงไปชั้นล่างเพื่อนำแก้วนมที่ผมดื่มหมดแล้วไปเก็บ 

เมื่อประตูปิดลง ภายในห้องก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ต่อมความคิดถึงรู้สึกเหมือนจะทำงานหนักมากขึ้นว่าเดิม 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

ผมหันกลับไปมองประตูห้องของผมที่ถูกเคาะจากด้านนอกอีกครั้ง หรือว่าพี่หมอนจะลืมพูดเรื่องอะไรกับผมนะ ผมสะบัดหน้าไร้ความคิดถึงใครบางคนก่อนจะเปิดประตูอีกครั้ง 

แกร๊ก 

พรึบ 

ทันทีที่บานประตูเปิดกว้าง ร่างหนาคุ้นตาก็กระโจนเข้ามากอดผมไว้แน่น ผมกอดตอบเขาด้วยความรู้สึกคิดถึงระคนโหยหา ดีใจเหลือเกินที่ได้เจอเขา 

“ข้าวเป็นไงบ้าง สบายดีใช่มั้ย” เสียงทุ้มเอ่ยถาม เพียงแค่ประโยคสั้นๆ แต่มันกับทำให้อบอุ่นไปทั่วทั้งหัวใจ 

“ผมสบายดีครับ แล้วพี่ล่ะ” ผมถามกลับ 

“คิดถึงข้าวใจแทบขาด” ร่างสูงบอกพร้อมกระชับอ้อมกอดผมแน่นกว่าเดิมจนผมหายใจไม่ออก 

“แฮ่กๆ พี่โชนครับ ผมหายใจไม่ออก” ผมบอกแล้วออกแรงดิ้น 

“พี่ขอโทษ ดีใจไปหน่อยที่รู้ว่าข้าวไม่เป็นอะไร คิดถึงทุกลมหายใจเลยรู้ไหมครับ” 

“แหวะ” ผมเริ่มรู้สึกเลี่ยนกับประโยคหวานหู 

“หืม ไม่ได้เจอกับแป๊บเดียวท้องแล้วหรอ” พี่โชนเอ่ยแซว 

“บ้า ข้าวไม่คุยกับพี่แล้ว” ผู้ชายอย่างผมจะไปท้องได้ไงกับเล่า 

“ไม่ต้องคุยก็ได้ครับ เพราะพี่ก็ไม่ได้อยากคุยกับข้าว” พี่โชนพูดขึ้นเสียงเรียบก่อนจะเดินเข้ามาในห้องแล้วล็อกประตูเสร็จสรรพ ผมหันกลับไปส่งค้อนวงใหญ่ให้กับคำพูดที่ออกมาจากปากร่างสูง 

“ไม่อยากคุยก็ไม่ต้องคุย กลับบ้านของตัวเองไปเลย” ผมไล่ ชิ! ถ้าไม่อยากคุยแล้วจะมาหาเราทำไม จะไปไหนก็ไม่เลยไป ไม่ห่วง ไม่คิดถึงแล้ว 

“ว๊ากกกกกกกกก” 

จู่ๆ ตัวของผมก็ลอยขึ้นกลางอากาศเมื่อพี่โชนจับผมอุ้มพาดบ่าแล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องน้ำ 

“ที่พี่บอกว่าไม่อยากคุยเพราะพี่อยากฟังเสียงครางมากกว่า” น้ำเสียงกรุ่มกริ่มดังขึ้นให้ได้ยินก่อนที่ร่างสูงจะจับตัวผมให้ลงไปนั่งในอ่างอาบน้ำ พี่โชนจัดการเปิดน้ำ เทสบู่และน้ำหอมใส่อ่าง 

“จะทำอะไรอ่ะ” ผมถามและกำลังจะเดินออกไปจากอ่างอาบน้ำ 

“พี่ก็จะอาบน้ำไง เหนียวตัวจะแย่” พี่โชนว่าจบก็สะลัดเสื้อผ้าออกจากร่างจนตอนนี้ร่างกายของพี่เขาเปลือยเปล่ายืนประจันหน้าผมอย่างไม่อาย ผมเสมองไปทางอื่นนึกเป็นฝ่ายเขินอายแทนผู้ชายหน้าด้านที่ยืนจังก้าอยู่ตรงหน้า ถึงแม้จะมีอะไรกันและเห็นเรื่อนร่างของคนตรงหน้าอยู่บ่อยครั้ง แต่มันก็ยังไม่ชินสักที 

“แต่ข้าวอาบน้ำแล้วนะครับ จะนอนแล้วด้วย” 

“พี่ก็ไม่ได้บอกให้ข้าวอาบน้ำใหม่อีกครั้งนี่ พี่แค่จะใช้ข้าวเป็นสบู่ ช่วยขัดร่างกายของพี่ทุกซอกทุกมุม” น้ำเสียงกระเส่าดังใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็มาหยุดอยู่ข้างหูพร้อมกับลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดใบหน้าของผม 

“ช่วยขัดให้พี่หน่อยนะ ทุกซอก ทุกมุม โดยเฉพาะตรงนี้” 

“อื้อ” พี่โชนว่าเสียงแหบพร่าแต่ถึงกระนั้นก็รับรู้ได้ถึงน้ำหนักเสียงที่พูดเน้นย้ำทุกถ้อยคำ มิหนำซ้ำยังจงใจบดเบียดอาวุธร้ายที่เริ่มแข็งชันมาที่หน้าท้องของผม ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตากับพี่โชนก่อนที่จะปล่อยอารมณ์ไปตามการชักนำของคนรัก 

“อื้อ” พี่โชนก้มลงมาจูบผมอย่างดูดดื่มก่อนที่รสจูบนั้นจะร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความปรารถนาของเราสองคน 

“อ๊า” ผมครางด้วยความรู้สึกเร้าใจเมื่อนิ้วแกร่งไล่ปลดกระดุมเสื้อนอนของผมทีละเม็ดจนในที่สุดพี่โชนก็สามารถโยนเสื้อนอนของผมทิ้งไปได้สำเร็จ ร่างสูงไล่จูบลงไปเรื่อยๆ จนมาถึงบริเวณหน้าท้องไร้ไขมัน ปากหนักจูบวนซ้ำๆ ที่เดิมก่อนจะงับมาที่กางเกงนอนแล้วใช้มือช่วยถอดมันออกจนตอนนี้ร่างกายของผมเปลือยเปล่าพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นสบู่ขัดถูไปตามร่างกายของร่างสูงทุกซอก ทุกมุมตามที่เขาว่า 

“คิดถึงที่สุดเลย” พี่โชนนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าของผม สายตาคมจับจ้องส่วนนั้นของผมที่มีขนาดเล็กกว่าของพี่เขา ก่อนที่ปากหนาจะครอบครองมันเข้าไปในปาก 

“อ๊า” ผมสะดุ้งไปทั้งตัวเมื่อส่วนนั้นของผมเข้าไปอยู่ในปากของพี่ร่างสูงก่อนที่ความเสียวซ่านจะแทรกเข้ามาแทนที่ “สะ เสียว” ผมครางบอกเสียงแผ่วเบาพยายามกัดปากตัวเองไว้เพื่อเก็บเสียงพร้อมเชิดหน้าหนีไม่อยากก้มลงไปมองภาพล่อตาล่อใจทีอยู่ด้านล่าง ซึ่งคือภาพของคนรักที่กำลังปรนเปรอความสุขให้กับผม 

“เซ็กซี่เป็นบ้า ทนไม่ไหวแล้วโว้ย” พี่โชนหยุดทุกการกระทำก่อนจะจับเราทั้งคู่ให้น้ำลงในอ่างอาบน้ำโดยที่ตัวของผมนั่งคร่อมทับตัวของพี่เขาอยู่ด้านบน 

“ช่วยทำความสะอาดส่วนนี้ให้พี่หน่อยนะ” ฟังดูเหมือนจะเป็นประโยคขอร้อง มือหนาจับสะโพกของผมยกขัดเล็กน้อยเพื่อให้ช่องทางด้านหลังตรงกับแก่นกายของพี่เขา ก่อนที่เราทั้งคู่จะสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน 

“อื้ออออ” 

“อื้มมมม” เสียงครางหนักของเราทั้งคู่ดังขึ้นพร้อมกันก่อนที่ผมจะเริ่มขยับตัวขึ้นลงเพื่อขัดถูส่วนนั้นของพี่เขาให้สะอาดเอื่อมอ่อง 

กว่าสบู่ก่อนนี้จะขัดถูร่างกายของพี่โชนจนสะอาดหมดจดก็ปาเข้าไปหลายชั่วโมงจนตัวแทบจะเปื่อยยุ้ยละลายไปกับน้ำ พี่โชนอุ้มผมออกมาจากห้องน้ำแล้วจัดการเช็ดตัวให้แห้ง หาเสื้อผ้าให้ใส่ ก่อนที่เราทั้งคู่จะนอนกอดกายกันอย่างมีความสุข (หมดแรง) อยู่บนเตียงและเคลิ้มหลับไปจากความเหนื่อยล้าที่สังสมมาตลอดทั้งวัน 

โนวี่ 

การได้ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นหน้าคนที่เรารักเป็นคนแรกมันมีความสุขแบบนี้นี่เอง 

ผมนอนมองหน้าหล่อคมของฟรองซัวยามหลับใหล ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ความรู้สึกของผมที่มีต่อเขาก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 

ฮึ้ย! ทำไมน่าฟัดขนาดนี้ 

ผมชักจะอดใจไม่ไหวไม่ให้ลักลับฟรองซัวซะแล้วซิ  รู้สึกเหมือนพอผมยอมทำตามใจ ปล่อยตัวปล่อยใจ อารมณ์ดิบเถือนที่ผมพยายามสะกดไว้ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง 

“คิดจะลักหลับผมหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างคนอารมณ์ดีไร้ซึ่งเสียงของคนง่วง นี่อย่าบอกนะว่าเขาตื่นนานแล้ว 

“ตื่นนานแล้วไม่เรียกว่าลักหลับ” 

“ผมก็นอนรอให้พี่ลักหลับผมอยู่ แต่ก็ไม่ยอมทำสักที” 

“ก็ว่าจะทำ แต่เสียดายดันตื่นซะก่อน อื้อ” ทันทีที่ผมพูดจบ ปากหนากดจูบหนักๆ ลงมาที่ปากของผม 

“’งั้นเรามาลักหลับกันเถอะ” ว่าจบร่างสูงก็พลิกตัวขึ้นมานอนคร่อมทับผมไว้ แต่ยังไม่ทันที่เราสองคนจะได้ลักหลับกันหรือทำอะไร เสียงโทรศัพท์ของฟรองซัวก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน 

ไอ้โทรศัพท์เฮงซวยยยยยยยย 

ผมไม่ได้อยากถูกฟรองซัวลักหลับเลยจริงๆ นะ 

“ถ้าไม่สำคัญผมจะเด็ดหัวมันจริงๆ ข้อหาทำให้ผมไม่ได้อึ๊บพี่” ฟรองซัวว่าอย่างเกรี้ยวกราดแต่ก็จำยอมลุกขึ้นนั่งแล้วเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์เครื่องจิ๋วที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาดูรายชื่อก่อนจะกดรับสาย 

“ว่า” 

(มีพวกของอะลัวแฝงตัวอยู่ในมหา’ลัยครับ มากกว่าสิบคน) วู้ดเป็นคนรายงาน ซึ่งผมเองก็ได้ยินชัดทุกถ้อยคำเพราะความสามารถในการฟังเสียงของพวกเรานั้นดีเลิศ จะบอกว่าเยี่ยมก็แลดูจะน้อยเกินไป (อวยกันเข้าไป) 

“เข้าใจแล้ว วันนี้จะเข้าไป” 

(ครับ ผมกับไทน์จะเฝ้าระวังและคอยหาข่าวอยู่ด้านนอก) 

ฟรองซัวพูดคุยและสั่งการวู้ดอีกนิดหน่อยก่อนที่จะวางสายไป 

“ผมว่า...” 

“เอาสิ งั้นฉันไปอาบน้ำก่อนนะ” ผมเด้งตัวขึ้นลุกลงจากเตียง 

“จะไม่ต่อให้จบก่อนหรอ” ฟรองซัวถามขึ้นอย่างยียวน ผมไม่ได้ตอบกลับอะไร เพียงแต่จ้องมองใบหน้าคมด้วยสายตาปรารถนาทั้งยังกัดริมฝีปากล่างเพื่อเพิ่มความเซ็กซี่เย้ายวนใจ เขาเองก็มองมาที่ผมด้วยสายตาปรารถนาเช่นกัน แต่เรื่องงานต้องมาก่อน จบ แยก 

หลังจากที่ขาดเรียนไปหลายวันหลังจากวันเปิดเทอมวันแรก วันนี้ผมกับฟรองซัวตั้งใจกลับมามหา'ลัยอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าจุดประสงค์หลักของเราทั้งคู่ไม่ใช่การมาเรียน แต่เพื่อมาสืบหาเบาะแสที่อาจจะเชื่อมโยงไปถึงอะลัว เนื่องด้วยวู้ดและไทน์ องครักษ์ที่ติดตามมาช่วยทำภารกิจนี้ของฟรองซัวสืบทราบมาว่าในมหา'ลัย มีพวกแวมไพร์ชนชั้นต่ำแฝงตัวอยู่แทบทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ นักศึกษา หรือแม้กระทั้งแม่บ้านและภารโรง เราทั้งสองจึงต้องเล่นบทเป็นนักศึกษาเพื่อแฝงตัวเข้ามาสืบหาว่าพวกมันเป็นใคร และทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดพวกนั้นทิ้ง 

"เราแยกกันตรงนี้นะครับ" ฟรองซัวโน้มหน้าลงมากระซิบบอกผมข้างหูหลังจากที่เราทั้งสองเดินมาถึงทางแยกของตึกเรียน 

"อื้ม" ผมยิ้มรับ 

"ผมไปแล้วจริงๆ นะ" ฟรองซัวบอกอีกครั้งแต่ถึงกระนั้นก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ที่เพิ่มเติมคือแก้มหล่อใสที่ภายในอัดแน่นไปด้วยลมจนมันโป่งพองยื่นเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นกว่าเดิม ผมยกยิ้มมุมปากเคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกอยู่ห่างจากแก้มของฟรองซัวเพียง 0.00001 เซนติเมตร ก่อนจะตัดใจถอยห่าง ไม่ใช่ผมไม่อยากจะหอมแก้มของเขา แต่หัวสมองของผมมันดันนึกขึ้นมาได้ว่าผมต้องอ่อยเขาและทำให้เขารักเขาหลงจนโงหัวจากผมไม่ขึ้น 

"รีบเรียน จะได้รีบ 

เสร็จ 

" ผมเลือกที่จะกระซิบบอกเขาที่ข้างใบหูหนาด้วยเสียงแหบพร่า 

“ผมไม่ได้คิดไปเองใช่มั๊ยว่าพี่กำลังยั่วผม” ฟรองซัวจงใจก้มน้าลงมาหมายจะหอมแก้มผม แต่ผมไวกว่าเพราะเบี่ยงตัวหลบทัน 

"ไม่ใช่ทั้งคู่หรอ" ผมยังคงยั่วยวนไม่เลิก 

ว่าจบ ผมเขย่งปรายเท้าพร้อมเชิดหน้าขึ้นเพื่อหวังให้ใบหน้าของเราสองคนเฉียวกัน แต่หารู้ไม่ว่าฟรองซัวผู้ไม่ยอมเสียเปรียบใครได้ยกมือข้างหนึ่งมารั้งต้นคอของผมไว้แล้วกระชากเข้าหาทั้งยังกดจูบหนักๆ ลงมาที่ริมฝีปากของผมเพื่อเป็นการลงโทษแกมสั่งสอนว่าอย่าริอาจเล่นกับไฟ 

"อื้อ" แทนที่ผมจะรีบผลักออก เปล่าเลย ผมกลับเอื้อมมือทั้งสองข้างไปรั้งต้นคอของฟรองซัวให้โน้มลงมามากกว่าเดิม ทั้งยังเป็นฝ่ายแทรกเรียวลิ้นเข้าไปควานหาความหวานจากโพรงปากหนา 

"อ๊ะ!" ฟรองซัวสะดุ้งเมื่อผมเผลอออกแรงดูดดึงหนักๆ จนฟันคมบาดโดนริมฝีปากหนาจนเลือดซึม ยิ่งผมรับรู้ถึงรสเลือดอันหอมหวาน ความรู้สึกบางอย่างดิ้นพล่านไปทั่วกายจนผมอดใจไม่ไหวที่จะหยอกล้อ ไล่เลีย ขบเม้ม และดูดดื่มเลือดสดแสนหวาน 

"อื้ออออ พะ พอก่อน" ฟรองซัวถึงกับเป็นฝ่ายถอนจูบออกเมื่อถูกผมรุกหนัก ทั้งๆ ที่ตอนแรกกะจะหยอกล้อร่างสูงเล่นแท้ๆ แต่เมื่อได้ลิ้มลองแล้วกลับหยุดไม่อยู่ 

"ขอโทษ" ผมมองริมฝีปากหนาด้วยความรู้สึกสับสน ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเป็นอะไร ยิ่งตัวเองได้ลิ้มรสเลือดมากเท่าไหร่ ร่างกายมันเหมือนจะควบคุมไม่ได้ทุกที เหมือนโนวี่คนเดิม คนที่เคยอ่อนโยน คนที่เคยระงับความอยาก ความต้องการของตัวเองได้เริ่มหายไป 

"ไม่เป็นไร ผมรู้ว่าผมน่ากิน" ฟรองซัวที่เหมือนจะรับรู้ได้ถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับตัวผม เขาพูดขึ้นอย่างขบขันเพื่อให้ผมรู้สึกคลายกังวล และมันก็ได้ผลจริงๆ ผมสะลัดความสงสัยนั้นทิ้งก่อนที่เราทั้งคู่จะแยกกันไปเข้าเรียนในวิชาของตน 

"เก้า คิดถึงที่สุดเลยยยยย" เสียงสดใสของ 'บี' เพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงหนึ่งเดียวในกลุ่มตะโกนทักผมเสียงดังด้วยความดีใจเมื่อผมเดินเข้ามาในห้องเรียนก่อนที่เธอจะวิ่งมากอดผม 

พรึบ 

ฟอดดดดด 

'วันนี้ตัวบีหอมจัง' 

นี่คือความรู้สึกแรกที่ผมได้กลิ่นของบีที่โชยเข้ามาเต็มจมูก 

"อะ อื้อ คิดถึงเหมือนกัน" ผมส่ายหัวไล่ความคิดบ้าๆ ทิ้ง 

"ไปที่โต๊ะกัน" เธอดึงมือผมให้เดินตามไปยังโต๊ะเรียนโต๊ะประจำซึ่งอยู่แถวหลังสุด 

"ไงมึง" ธีร์ เพื่อนในกลุ่มถาม แน่ล่ะว่า 2 คนนี้ไม่รู้ว่าผมเป็นใคร ทั้งสองรู้เพียงว่าผมเป็นเด็กวัดธรรมดาๆ คนหนึ่ง 

"ติดธุระนิดหน่อยว่ะ" ผมไม่ได้โกหกเพื่อนนะ ก็ธุระที่ว่าของผมคือหนีแวมไพร์ แต่ตอนนี้ไม่หนีแล้ว 

"แล้ว..." 

"มึงมาก็ดีแล้ว รีบปั่นงานเลย ไอ้โชนกำลังทำอยู่" เสือพูดขัดขึ้นก่อนที่สองลูกพี่ลูกน้องจะถามอะไรต่อ (ธีร์กับบีเป็นลูกพี่ลูกน้องกันครับ) พร้อมทั้งส่งสมุดจดงานมาให้ผม โดยมีไอ้โชนนั่งก้มหน้าก้มตาปั่นงานไม่สนใจผมแม้แต่นิดเดียว ก็อย่างว่า มันก็ไปกับผมด้วยนี่ครับ รู้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรต้องถามต้องคุย ตอนนี้เรื่องที่มันควรห่วงมากที่สุดก็คือการบ้านกับคะแนนเก็บ 

อันที่จริงผมก็คิดไว้แล้วแหละว่ายังไงวันนี้มันก็ต้องมาเรียน และน่าจะรวมถึงน้องข้าวกล้า แฟนของมันด้วย ก็นะ ขาดเรียนไปตั้งหลายวัน นี่ยังแอบรู้สึกผิดที่ต้องดึงพวกมันสองคนเข้ามาเกี่ยวเรื่องนี้อยู่เลย 

"ขอบใจมากนะ" ผมบอกเสือก่อนจะก้มหน้าก้มตาปั่นงานแบบหลอกๆ โดยที่บีกับธีร์นั้นเลิกสนใจผมไปแล้ว แบบนี้ค่อยโล่งอกหน่อย 

“เออ ไอ้เก้า ไอ้โชน วิชานี้เปลี่ยนอาจารย์ผู้สอนคนใหม่นะ จู่ๆ อาจารย์พัชรีก็หายตัวไป” ธีร์บอกผมกับโชนที่เพิ่งเข้าเรียนคลาสนี้เป็นครั้งแรก 

“อ้าว แกหายไปไหนวะ” โชนถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะปกติแล้ววิชาหลักการวิจัยทางธุรกิจเป็นวิชาบังคับของคณะบริหารจะมีอาจารย์ประจำอย่างอาจารย์พัชรีเป็นผู้สอน และเป็นวิชาที่โคตรหิน ซึ่งนั้นก็เป็นที่กล่าวขานกันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่าถ้าผ่านของอาจารย์พัชรีด้วยเกรดที่เอได้ ชีวิตก็จะเจริญรุ่งเรืองนับสืบไป 

“ไม่รู้เหมือนกัน แกหายไปอย่างไร้ร่องลอย แต่อาจารย์คนใหม่ที่มาแทนก็โคตรแปลก” ธีร์ 

“แล้วมันแปลกยังไงวะ” โชน 

“โห้ย! อาจารย์แกดูน่ากลัวยังไงก็ไม่รู้ หน้าตาไร้อารมณ์ ดูดุๆ อย่างกับปีศาจ ผิวนี่ก็ซีดๆ เวลามองมาที่พวกเราทีก็อย่างกับจ้องจะกินพวกเรา ถ้าแกจับพวกเราหักคอแล้วดูดเลือดได้คงทำไปนานแล้ว นี่นักศึกษาก็หายกันไปทีละคนสองคน จนเขาเอาไปเม้าว่าคลาสนี้มีอาจารย์กินเด็ก หึ้ยยยย พูดแล้วขนลุก” บีเป็นคนที่แย่งลูกพี่ลูกน้องของเธอเล่าอย่างออกรสออกชาติ ทั้งน้ำเสียง ท่าที และสีหน้าของเธอนั้นบอกให้รู้ว่าอาจารย์ผู้มาสอนคนใหม่แปลก และเธอก็รู้สึกกลัวจริงๆ 

ผม โชน เสือ มองหน้ากันอย่างสงสัย เสือเองก็คงจะสงสัยเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว เพราะระหว่างทางที่เรานั่งรถออกมาจากป่า มันได้เล่าให้ผมกับโชนฟังว่าพบคนที่มีท่าทีแปลกๆ ในมหา’ลัยหลายคน และไม่ว่าจะเป็นครู หรือนักศึกษาก็พากันหายตัวไปอย่างไร้ร่องลอย 

แกร๊ก 

เสียงลูกปิดของประตูดังขึ้น ก่อนที่บานประตูห้องเรียนจะถูกเปิดออก ภายในห้องที่จากปรกติจะดังแซดไปด้วยเสียงนักศึกษาพูดคุยกันเงียบสนิทราวกับมีใครมาปิดก๊อก คล้ายเส้นเสียงของทุกคนได้อันตธารหายไปพร้อมกัน ทั้งห้องเงียบสนิทไม่มีแม้แต่เสียงกระดาษที่พริ้วไหว มีเพียงเสียงจากเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำหน้าที่ของมันอย่างขันแข็ง 

ตึก ตึก 

เสียงฝีเท้าของอาจารย์หนุ่มดังแว่วมาในโสตประสาท เพียงย่างกายเข้ามาในห้องเท่านั้น รังสีอำมหิตได้แพร่กระจายออกมาเป็นวงกว้างจนผมรับรู้ได้ทันทีว่าอาจารย์ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นแวมไพร์ชั้นต่ำ ซึ่งดูท่าแล้วน่าจะเพิ่งถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพวกดูดเลือกเพียงไม่นาน เพราะผมสัมผัสได้ถึงพลังอ่อนๆ ที่ฉายออกมาจากตัวของเขา 

ทั้งโชนและเสือหันหน้ามาหาผม แววตาของเพื่อนรักทั้งคู่ฉายชัดซึ่งคำถามและความสงสัย ‘คนนี้ใช่หรือเปล่า’ ไม่รอช้าให้เพื่อนเสียเวลา เพราะผมได้พยักหน้าตอบรับไขความกระจ่างให้แก่คนทั้งคู่ 

“โอ๊ย!” 

ฟอดดดด 

ฟอดดดด 

จู่ๆ เสียงของบีก็ร้องขึ้นพร้อมกับกลิ่นคาวเลือด ผมและอาจารย์ผู้สอนสูดกลิ่นหอมหวนเข้าไปเต็มปอด ก่อนที่เราทั้งคู่จะจ้องไปที่นิ้วชี้ของเธอซึ่งถูกกระดาษบาดจนมีเลือดไหลซึมออกมา 

“ระวังหน่อยซิบี” ธีร์ดุและควานหากระดาษทิชชูในกระเป๋าสะพายข้างของบีเพื่อจะนำมันมาซับเลือด แต่เหมือนฟ้าจงใจแกล้งเมื่อซิปของกระเป๋าดันกินกัน ทำให้ธีร์ต้องเสียเวลากับการรูดเปิดซิปกระเป๋า 

ผมพยายามหันหน้าหนีภาพที่เห็น พยายามสะกดกั้นอารมณ์ดิบเถือนของตัวเองที่นับวันมันยิ่งมีมากขึ้น และต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก อาจารย์ผู้สอนเองก็เช่นกัน ผมแอบเห็นดวงตาคู่คมแดงกล่ำ แต่โชคดีหรือเปล่าไม่รู้ที่มีเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของนักศึกษาคนหนึ่งดังขึ้นมาขัด ทำให้อาจารย์คนนั้นเบนสายตาไปทางอื่น 

“มันชื่อว่าอะไร” ผมพยายามสนใจเรื่องอื่น ถามถึงข้อมูลของแวมไพร์ชั้นต่ำที่แอบอ้างว่าตนนั้นเป็นอาจารย์ 

“อาจารย์พิชิต” 

กุลณัฐ|koonlanut 

วันนี้ไรท์ขอมาอัพให้อ่านก่อนครึ่งนึงนะ (แต่งไม่ทันง่ะ5555) ขอไถ่โทษด้วยฉากเบาๆ ของพี่โชนกับน้องข้าว งุงิงุงิ 

พรุ่งนี้มีเรียนทั้งวันเลย ถ้าแต่ทันจะมาอัพให้ต่ออีกครึ่งนึงนะ แต่ในหน้านี้นะคะ มันจะไม่ได้เด้งขึ้นไปหน้าอัพใหม่ ให้กดเข้ามาดูนะคะ จะเขียนว่า (100%) แต่ถ้าพรุ่งนี้แต่งไม่ทันขอเลื่อนไปเป็นวันศุกร์นะ 

มาแล้วค่ะ อีกครึ่งที่เหลือ ตอน อ่อย อ่อย จะให้อ่อยเดียวก็ไม่ได้ ก็ทั้งโนวี่และฟรองซัว เขาอ่อยเบาๆ กันที่ไหน อ่อยแรงกันขนาดนี้ งานนี้ไม่รู้ใครจะเสร็จใครก่อน 

ตอนท้ายแอบทิ้งระเปิดไว้ให้ติดตามตอนต่อไป แอบสปอยว่าตอนหน้าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับหนูโนวี่ของเรา จะเกิดอะไรขึ้นนะ แล้วจะมีคนมาช่วยทันมั้ยอ่ะ (เหมือนเดิมนะ อาจจะมาลงที่ละครึ่งตอน) 

อ่านจบแล้วอย่าลืมคอมเม้นด้วยนะคะ จุ้บ 

ความคิดเห็น