ปีศาจโด
email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่4 เป็นอะไรของเขา

ชื่อตอน : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่4 เป็นอะไรของเขา

คำค้น : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ฟรองซัว โนวี่ ซัน เก้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 59

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2562 11:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่4 เป็นอะไรของเขา
แบบอักษร

ตอนที่4 เป็นอะไรของเขา 

ฟรองซัว 

“กล้า! กล้า! ไอ้กล้า!” ผมเขย่าตัวเพื่อนไปมาเพื่อปลุกให้ตื่นหลังจากเมื่อคืนที่วู้ดอุ้มข้าวกล้าซึ่งหมดสติมาส่งที่ห้องของผม หลังจากนั้นองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องเพื่อคุมไม่ให้ผมออกไปไหนก็พากันสลายตัวด้วยความรวดเร็ว 

“กล้า! กล้า! ไอ้กล้า!” ทำไมเพื่อนผมมันตื่นยากตื่นเย็นจัง เท่าที่สังเกตดูตามร่างกายก็ไม่มีร่องรอยของการถูกกัด ท่านพ่อกับท่านแม่น่าจะยังไม่ได้ทำอะไรเพื่อนของผม 

“อื้อ! ผมขอนอนต่ออีกนิดนะครับ” 

ฟอดดดดด 

“เห้ย! กูซัน ไม่ใช่ผัวมึง” ผมกระถดตัวหนีหลังจากที่ถูกเพื่อนเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นพี่โชนที่เป็นคนปลุกมัน มันจึงคว้าคอผมไว้แล้วยื่นหน้าขึ้นมาหอมแก้ม หึ้ยยย 

“ห๊ะ!!!” ข้าวกล้าเด้งตัวลุกขึ้นทันทีที่ได้ฟังดังนั้น มันมองมาที่ผมก่อนจะยกหลังมือขึ้นมาถูที่ปากแรงๆ 

“มึงไม่ต้องทำท่าขยะแขยงแก้มของกูขนาดนั้นเลย กูมากกว่ามั้ยที่ต้องเป็นฝ่ายทำ แก้มกูเสียหมด กุส่าทะนุถนอมไว้ให้โนวี่คนเดียว” 

“ถ้ากูรู้ว่าเป็นมึงกูก็ไม่หอมหรอก” 

“เออๆ เรื่องนี้ช่างแม่งก่อน ว่าแต่ทำไมมึงถึงสลบไปวะ” ผมขี้เกียจทะเลาะกับมันครับ ผมจึงเลือกที่จะถามถึงสาเหตุที่มันสลบไป 

“เออ นั่นดิ กูจำได้แค่ว่าคุยอยู่กับท่านพ่อท่านแม่ของมึงอยู่ดีๆ แล้วภาพมันก็ตัดไปเลยว่ะ” 

“อ้าว มึงนี่มัน” ผมล่ะอยากโบกกะโหลกเพื่อนจริงๆ 

“เฮ้ย!!! แต่มีเรื่องนึงที่กูจำได้ พ่อกับแม่ของมึงพูดอะไรแปลกๆ เกี่ยวกับกูด้วย ท่านบอกว่าสักวันกูก็ต้องกลายเป็นแบบพวกมึง อะไรสักอย่างเนี่ยแหละ” 

“ไม่มีทาง กูจะไม่ยอมให้มึงกับพี่โชนต้องกลายมาเป็นแบบกู” ผมจะไม่ยอมให้ท่านพ่อหรือใครหน้าไหนมาทำอันตรายมนุษย์สองคนนี้ได้ 

“ขอบใจมึงมาก” 

“มึงไม่ต้องขอบใจกูหรอก กูต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ ที่ต้องดึงพวกมึงสองคนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้” 

“ใครบอกว่าพวกกูลำบาก ก็อย่างที่บอก กูมาฮันนีมูนโว้ย ฮ่าๆๆ” 

“และไหนผัวมึง เมียกูพาหนีไปไหนก็ไม่รู้” 

“สัด กล้าพูดได้เต็มปากนะว่าเมีย” 

“ถึงตอนนี้ยังไม่ได้เป็น แต่อนาคตไม่แน่เว้ย!” ผมคุยอวดไปอย่างนั้นแหละครับ ตอนนี้แค่จะทำให้โนวี่กลับมาเป็นเหมือนเดิมยังแทบปาดเหงื่อ นับประสาอะไรจะจับเขามาเป็นเมีย “ไอ้กล้า กูมีเรื่องจะปรึกษามึงว่ะ” 

“ว่า?” 

“กูควรเอาไงต่อดีวะ” 

“เรื่อง?” 

“ก็เรื่องกูกับโนวี่ไง” 

“เออ กูสงสัยมันสักพักแล้ว สรุป ฟรองซัวก็คือมึง ส่วนโนวี่ก็คือพี่เก้า” 

“ใช่” 

“แล้วทำไมมึงไม่บอกกูอ่ะว่ามึงชื่อฟรองซัว” 

“มึงลองคิดดูดิ ถ้ากูบอกว่ากูชื่อฟรองซัว มันไม่แปลกไปหรอวะสำหรับเมืองมนุษย์” 

“เออ แม่งโคตรแปลก” 

“มึงอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง ช่วยคิดหน่อย ว่ากูจะเอายังไงต่อไปดี” ผมรบเร้าเพื่อน 

“ถ้ามึงชอบเขามึงก็จีบเขาสิวะ” 

“กูจีบแล้ว ทำทุกวิถีทาง โนวี่ก็ไม่ยอมใจอ่อน” 

“แต่เท่าที่เห็น พี่เก้าก็ดูมีใจให้มึงนะเว้ย แต่ทำไมพี่เขาถึงไม่ยอมรับรักมึงสักทีวะ” 

“เรื่องมันซับซ้อนว่ะ...” 

ผมตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟังอย่างละเอียดเพื่อให้มันช่วยกันวิเคราะห์และหาทางทำให้โนวี่ยอมทิ้งสัญญาบ้าๆ นั่นเพื่อตอบตกลงคบกับผมและกลับไปเป็นเหมือนเดิม 

“มันติดอยู่ที่นี่แหละ แต่กูว่าท่านพ่อกับท่านแม่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เท่าที่กูสัมผัสได้ พวกท่านออกจะรักมึง สายตาที่มองมาที่พวกกูถึงแม้ว่าจะโหดแต่ก็แฝงไปด้วยความเป็นห่วง” 

“กูไม่เห็นรู้เลย” ผมค้าน 

“เรื่องของมึง” 

“อ้าว สรุปมึงพวกใคร จะช่วยไม่ช่วย” 

“เออ กูเพื่อนมึง ก็ต้องช่วยมึงดิวะ ก่อนอื่นเลยอ่ะนะ มึงต้องทำยังไงก็ได้ให้พวกเราได้กลับมาเจอกัน แล้วนี่ พี่เก้ากับพี่โชนอ่ะ” ข้าวกล้าถามเพราะคิดว่าผมรู้ว่าพวกเขาทั้งสองคนหนีไปซ่อนตัวที่ไหน 

“นั่นแหละคือปัญหา เพราะกูก็ไม่รู้ว่าตอนนี้โนวี่กับพี่โชนอยู่ที่ไหน” 

“ห๊ะ! มึงพูดจริง” ข้าวกล้าตะโกนขึ้นเสียงดังจนแก้วหูของผมแทบขาด “โอ๊ย กูเครียด ป่านนี้พี่โชนของกูจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้” เพื่อนผมเริ่มโวยวายเมื่อมันไม่รู้ว่าคนรักของมันเป็นตายร้ายดียังไง และตอนนี้อยู่ส่วนไหนของป่า 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

ยังไม่ทันที่เราทั้งคู่จะพูดอะไรมาก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน 

“ขออนุญาตครับ ท่านฟรานซิลให้มาตามท่านผู้นำกับเพื่อนไปพบเดี๋ยวนี้” เสียงวู้ดดังแทรกเข้ามาภายในห้องก่อนเสียงฝีเท้าจะเดินไกลออกไป ผมกับกล้ามองหน้ากันด้วยความสงสัยก่อนที่เราสองคนจะออกไปพบท่านพ่อที่ห้องทำงาน 

“ท่านพ่อเรียกผมกับเพื่อนมาพบมีอะไรหรือเปล่าครับ” ผมถามท่านพ่อหลังจากที่เราสองคนนั่งลงที่เก้าอี้เรียบร้อยแล้ว 

“เพื่อนของเจ้าต้องเป็นแวมไพร์ เปลี่ยนเขาซะ” ท่านพ่อสั่งผมให้เปลี่ยนข้าวกล้าให้กลายเป็นเหมือนพวกเรา 

“ไม่ครับ” ผมปฏิเสธก่อนจะหันไปมองเพื่อนที่นั่งเงียบตัวแข็งทื่อ 

“เปลี่ยนเขา” ท่านพ่อสั่งเสียงดังมากขึ้นกว่าเดิม 

“ไม่ครับ” ผมยังคงยืนกรานคำเดิม ไม่ว่ายังไงผมก็จะไม่มีทางทำให้เพื่อนของผมต้องรู้สึกเจ็บปวดและโดดเดี่ยวเป็นอันขาด การเป็นแวมไพร์มันไม่ได้ดีเลิศเหมือนที่ใครคิด 

“ถ้าเจ้าไม่เป็นแวมไพร์ เจ้าก็ต้องตาย” ท่านพ่อหันไปพูดกับข้าวกล้า สีหน้าและแววตาของเพื่อนผมในตอนนี้แสดงออกถึงความกลัว 

ผมยื่นมือไปกุมมือทั้งสองข้างของเพื่อนผมที่ตอนนี้วางอยู่บนหน้าตักแล้วกำเข้าหากันแน่น ข้าวกล้าหันมาสบตากับผมด้วยความรู้สึกหลากหลาย 

“เรื่องบางเรื่องก็ไม่อาจฝืนชะตา” ท่านพ่อพูดเสียงอ่อนลง ผมสังเกตเห็นท่านถอนหายใจคล้ายกับมีเรื่องหนักใจให้ต้องคิด 

“มีเรื่องอะไรที่ท่านพ่อยังไม่ได้บอกผมหรือเปล่า” ผมถามออกไปด้วยความสงสัย ไม่บ่อยครั้งนักที่จะเห็นท่านกังวลใจ เพราะโดยปกติท่านเป็นผู้ที่จัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม 

“ตอนนี้ที่เมืองมนุษย์กำลังปั่นป่วน พวกแวมไพร์ชั้นต่ำกำลังออกอาละวาด” 

“ผมนึกไว้แล้วไม่มีผิด” หลังจากที่ผมได้พบกับอะลัว ผมคิดไว้แล้วว่ามันต้องทำอะไรบางอย่างในเร็ววัน แต่ไม่คิดว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วขนาดนี้ “เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ผมจะเป็นคนไปจัดการมันเอง” ผมเสนอตัวรับหน้าที่เป็นผู้จัดการกับปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น 

“พ่ออยากให้เจ้าไปเดี๋ยวนี้เลย พวกอะลัวมันไม่ยอมหยุดอยู่แค่นี้แน่ เกือบ 10 ปีที่พวกเราประมาทเพราะคิดว่ากำจัดมันได้แล้ว พ่อไม่รู้ว่ามันสะสมกำลังไว้มากน้อยแค่ไหน” 

ผมพยักหน้ารับ ก่อนที่ผมกับข้าวกล้าจะเดินออกมาจากห้องทำงานของผู้เป็นพ่อ 

“ที่ว่าปั่นป่วน หมายความว่ายังไง” ข้าวกล้าถามขึ้นระหว่างทางเดินกลับห้อง 

“อะลัวมีแผนที่จะยึดครองโลก ป่านนี้คงเริ่มกวาดล้างพวกมนุษย์” 

“ห๊ะ! หมายถึงฆ่าน่ะหรอ” ข้าวกล้าตะโกนเสียงดังด้วยความตกใจ 

“หรือไม่ มันก็อาจจะเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นแบบมัน เพื่อที่จะได้มีกำลังพลที่มากพอเพื่อมาสู้กับพวกเรา” และผมคิดว่ามันจะต้องทำทั้งสองแบบ มันอาจจะฆ่าคนที่ต่อกรกับพวกมัน และเปลี่ยนผู้ที่มีจิตใจเหี้ยมโหดให้กลายเป็นเหมือนกับมัน 

“แล้วมันไม่มีวิธีแก้เลยหรอ” 

“มี แต่ตอนนี้ยังคิดไม่ออก” ผมตอบตามความจริง วิธีแก้ปัญหาของเรื่องนี้คืออะไรผมเองก็ยังคิดไม่ออก รู้แค่ว่าตอนนี้ผมต้องเข้าไปที่เมืองมนุษย์โดยด่วน 

“อ้าว แล้วอย่างนี้เราจะจัดการกับพวกมันยังไง” 

“เก็บของเถอะ เราต้องรีบไปกันแล้ว” ผมตัดบท ข้าวกล้าพยักหน้ารับก่อนจะไปเปลี่ยนชุดให้กลับมาใส่ชุดนักศึกษาเหมือนกับวันที่ใส่มาที่นี่ 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

“ใคร” ผมถามขึ้นหลังจากที่ได้ยินเสียงเคาะประตู มือก็ง่วนอยู่กับการเตรียมอาวุธที่จะใช้ในการสังหารพวกแวมไพร์ชั้นต่ำ ข้าวกล้าที่เห็นว่าผมกำลังยุ่งๆ จึงเป็นฝ่านเดินไปเปิดประตูแทน 

“พวกเราสองคนได้รับมอบหมายให้ตามไปคุ้มครองท่านทั้งสอง” เสียงเข้มของแวมไพร์ตนหนึ่งพูดขึ้น 

“อะ เอ่อ” ข้าวกล้าที่ยืนอยู่หน้าประตูอึกอัก ผมรูดซิบปิดกระเป๋าที่บรรจุอาวุธครบมือก่อนจะถือแล้วเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เพื่อน 

“ผมช่วยครับ” ชายร่างสูงอีกคนบอกเมื่อเห็นผมถือกระเป๋า 

“อืม ท่านพ่อล่ะ” ผมถามขึ้นอย่างแปลกใจ ปกติคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมต้องคอยอยู่ดูแลท่านพ่อแทบจะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง 

“ท่านฟรานซิลฝากบอกว่าไม่ต้องห่วง ทางนี้ท่านจะดูแลเอง ตอนนี้ท่านออกไปตรวจความเรียบร้อยรอบๆ เขตแดน” วู้ด องครักษ์คนสนิทของท่านพ่อรายงาน 

“เรารีบไปกันเถอะครับ” ไทน์ เพื่อนสนิทของวู้ดพูดขึ้น ก่อนที่เราทั้งสี่จะเดินลัดเลาะไปตามทางเดิน ไม่นานนักก็มาถึงจุดจอดรถ โดยมีไทน์ทำหน้าที่เป็นคนขับ วู้ดนั่งเบาะข้างคนขับ ส่วนผมกับข้าวกล้านั่งอยู่เบาะหลัง 

“กูเป็นห่วงที่บ้านว่ะ” ข้าวกล้าบอกผมหลังจากที่รถเริ่มเคลื่อนตัวออกมาจากป่า “จุดที่พวกแวมไพร์มันออกอาละวาดคือตรงไหน” 

“แถวๆ ที่พวกเราอยู่” 

“กูขอกลับไปที่บ้านได้มั้ย ก็อยากแน่ใจว่าคนที่บ้านปลอดภัย” 

“กูก็ว่าจะพามึงไปส่งที่นั่น” 

“แล้วมึงล่ะ” 

“ไม่ต้องห่วงกู กูต่างหากที่ต้องเป็นห่วงมึง” ผมว่า เพราะไม่ว่ายังไงเพื่อนผมก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ที่จริงผมไม่อยากให้เพื่อนของผมออกมาที่เมืองมนุษย์ด้วยซ้ำ แต่ถ้าจะปล่อยให้อยู่ที่นั้นเพียงคนเดียวผมก็ห่วง 

“เรื่องมันชักจะวุ่นวายไปกันใหญ่แล้ว ทั้งเรื่องอะลัวจะยึดครองโลก แล้วนี่พี่เก้ากับพี่โชนยังหนีหายไปไหนก็ไม่รู้” 

“จบเรื่องนี้เมื่อไหร่กูจะจับโนวี่รวบหัวรวบหางแม่ง” คิดมาถึงเรื่องนี้แล้วก็เซ็ง ไม่รู้ป่านนี้พวกเขาหลบไปซ่อนตัวที่ไหนกัน 

“จริง จบเรื่องนี้จะรวบหัวรวบหางไม่ให้หนีหายไปไหนเลย” ข้าวกล้ากอดอกเชิดหน้าเป็นเชิงงอนที่พี่โชนหนีหายไป “ว่าแต่ กูจะป้องกันตัวยังไงไม่ให้ถูกพวกมันทำร้าย” ผมลืมสนิทว่ายังไม่ได้บอกวิธีป้องกันตัวเองจากการถูกจู่โจมจากพวกแวมไพร์ 

“กูลืมสนิท สิ่งที่มึงต้องทำคือห้ามไม่ให้พวกมันกัด เพราะถ้าถูกกัด มึงก็จะกลายเป็นแวมไพร์ และวิธีการเอาตัวรอดก็คือฆ่ามันซะ หาอะไรแหลมๆ แทงไปบริเวณหัวใจ” ผมบอก ข้าวกล้าทำหน้าขยาด 

“มันไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้เลยหรอ” 

“ถ้ามึงไม่ทำมันก่อน มันก็ต้องทำมึง ทำคนที่มึงรัก” มันอาจจะฟังดูโหดร้ายและเห็นแก่ตัว แต่การที่เราต้องปกป้องชีวิตของตัวเองและคนที่รักมันก็ดีกว่าไม่ใช่หรอ 

“อื้ม กูจะทำ” ข้าวกล้าพยักหน้ารับ แววตาหนักแน่นฉายชัดในดวงตาคู่สวย “แต่ตอนนั้น ตอนที่วู้ดทำร้ายพี่โชน” เพื่อนผมทักท้วงถึงตอนที่วู้ดใช้มีดพกเล่มสั้นทำร้ายแฟนหนุ่มถึงขั้นเลือดตกยางออก สายตาคู่สวยปรายไปมองแวมไพร์ตนที่ถูกกล่าวถึง ซึ่งนั่งเงียบมาตลอดทางเช่นเดียวกับไทน์ เพื่อนสนิทของเขาที่ทำหน้าที่ขับรถ 

“ผมเพียงแค่ทำตามคำสั่ง” วู้ดที่รู้ว่าตนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาเอ่ยอธิบาย 

“ชิ” ข้าวกล้าจิปากเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาพูดถึงเรื่องที่คาใจ “กูเห็นพี่โชนดื่มเลือกพี่เก้า แล้วแผลของพี่เขาก็หายสนิท แล้วแบบนี้พี่โชนจะกลายเป็น...” 

“หึหึ มันเป็นเพียงการรักษาเท่านั้น” ผมจับหัวเพื่อนโยกไปมา 

“อื้อ” ข้าวกล้าเบี่ยงตัวหลบ “ผมเสียทรงหมด” มันบ่นพร้อมจัดแต่งทรงผมให้เข้าที่เข้าทาง 

“จะว่าไปก็เป็นห่วงพวกเพื่อนๆ ของเราเหมือนกัน” 

“นี่จะเป็นห่วงทุกคนบนโลกเลยมั้ย แม่พระ!!!!!!” ผมอดที่จะกระแนะกระแหนเพื่อนไม่ได้ 

“หึ้ย! ก็คนมันเป็นห่วงนี่ ตาแก่เอ้ย!” 

“ดะ เดี๋ยวนะ ว่าใครแก่” 

“ก็มึงไง กูไปสืบมาแล้วว่ามึงอายุตั้ง 198 ปี แก่โคตร” 

“ถึงจะ 198 แต่กูก็ยังหล่อเหมือนเดิม” 

“แหวะ มั่นมาก” 

“เรื่องจริง” ผมยักไหล่ ถึงอายุผมจะเยอะแต่ร่างกายผมก็ปึ๋งปั๋งเหมือนหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ตลอดกาล 

“อาๆ ขี้เกียจเถียงเรื่องไร้สาระ นอนดีกว่า” ข้าวกล้าตัดบท ก่อนจะล้มตัวลงมานอนหนุนตักของผม 

“นี่ไม่ใช่หมอนนะ” ผมสั่นขาสองสามครั้งเพื่อแกล้งไม่ให้เพื่อนนอนสบาย 

“อื้อ มึงอย่าขยับสิ ถึงแล้วปลุกกูด้วย” ว่าจบเปลือกตาก็ปิดลง จึงทำให้ผมได้มีโอกาสก้มมองสำรวจโครงหน้าเพื่อนอย่างชัดๆ เป็นครั้งแรก 

ข้าวกล้าจัดว่าเป็นผู้ชายร่างบางที่มีโครงหน้าสวยมาก ใบหน้าขาวใสผุดผ่องเรียบเนียน ปากนิดจมูกหน่อย สมกับรางวัลป๊อปปูล่าโหวตจากการประกวดดาวเดือนปีที่แล้ว เพราะเป็นถึงขวัญใจของหนุ่มๆ ในมหา’ลัยหลายคน และยังเป็นผู้ที่กุมหัวใจของอดีตเดือนมหา’ลัย อย่างชนา คนที่ผมเคยไม่ชอบขี้หน้าเพราะคิดว่าจะมาจีบโนวี่ 

แต่มีเรื่องที่น่าตลกกว่านั้นที่ผมแอบเห็นมานั่นก็คือ อาการหึงขั้นรุนแรงของแฟนเพื่อนผมครับ พี่โชนจัดเป็นผู้ชายที่ขี้หึงมาก ก็เข้าใจเขาครับว่ามีแฟนสวย ข้าวกล้ามักจะทำอะไรไม่ระวังเนื้อระวังตัว ยิ้มร่าหน้าบานให้กับคนโน่นคนนี้ไปทั่ว จนทำให้ผู้ชายหลายคนละลาย และคิดเกินเลยกับข้าวกล้าอยู่บ่อยครั้ง แต่พี่โชนแกก็มีไม้เด็ดมาจัดการ นั่งคือการแอบไปนัดเคลียร์ (ข่มขู่) พวกที่ชอบมองแฟนชาวบ้าน ซึ่งผมไม่ขอเล่าถึงวิธีการก็แล้วกัน มันจะโหดเกินไป อยากให้ทุกคนจดจำพี่เขาในโหมด พี่โชนสายอ่อย! ไม่อยากให้จำในโหมด พี่โชนสายโหด! 

ยิ่งสำรวจโครงหน้าของเพื่อนสนิท มันก็ยิ่งทำให้ผมคิดถึงใบหน้าของใครอีกคนที่สวยไม่แพ้กัน จู่ๆ ภาพใบหน้าขอโนวี่ก็ปรากฏขึ้นซ่อนทับใบหน้าของข้าวกล้า ผมจ้องมองอย่างแสนรัก พลางนึกในใจหากคนที่กำลังนอนหนุนตักของผมในเวลานี้คือคนที่ผมเฝ้าคิดถึงคะนึงหาก็คงจะดี 

ไม่รู้ว่าตอนนี้ทั้งคู่หนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ผมอยากจะออกไปตามหาใจแทบขาด แต่ด้วยภาระและหน้าที่มันบีบบังคับให้ผมต้องทำแบบนี้ อยากจะทิ้งงานทุกอยากแล้วออกตามหาเหมือนครั้งก่อน แต่การปกป้องบ้านเมืองให้สงบสุขนั้นสำคัญกว่า ชีวิตของมนุษย์ที่บริสุทธิ์ไม่ควรต้องมาแปดเปื้อนเพราะพวกแวมไพร์ชั้นต่ำ 

ผมละสายตาขึ้นมาจากในหน้างามแล้วทอดมองสองข้างทาง พลางคิดหาวิธีต่อกรกับพวกอะลัว พวกนี้มีจิตใจที่โหดเหี้ยมเกินกว่าจะหาสิ่งใดเปรียบ การที่จะกำจัดอะลัวทิ้งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผมไม่รู้ว่ามันใช้วิธีอะไร มันถึงได้ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งๆ ที่ผมเห็นกับตาว่ามันถูกท่านพ่อฆ่าตายไปแล้ว ผมแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นมันจริงๆ ในวันที่มันปรากฏตัวขึ้นที่มหา’ลัยและลงมือทำร้ายโนวี่ ถ้าวันนั้นผมไม่ได้สู้กับมัน ผมคงคิงว่าเป็นเพียงแวมไพร์หน้าเหมือน แต่ผมจำวิธีการต่อสู้ของมันได้ดี เพราะผมฉะกับมันบ่อย 

“ถึงแล้วครับท่านฟรองซัว” ผมหลุดออกจากภวังค์หลังจากที่นั่งคิดหาวิธีกำจัดพวกแวมไพร์ชั้นต่ำให้สิ้นซาก 

“รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปข้างในกับเพื่อน” ผมบอกกับองครักษ์ทั้งสอง ก่อนจะปลุกเพื่อนให้ตื่น 

“กล้า ถึงแล้ว” ผมกระซิบบอกข้างหูเล็ก ตอนเพื่อนผมหลับก็น่ารักดีเหมือนกันนะครับ ดูไม่มีพิษมีภัย แต่พอตื่นขึ้นมาแล้วชอบอารมณ์เสีย โหวกเหวกโวยวาย และที่สำคัญมันชอบทำร้ายร่างกายผม 

“หื้ม! ถึงแล้วหรอ” ข้าวกล้างัวเงียตื่นขึ้นมาพร้อมชะโงกหน้ามองผ่านกระจกใสทะลุออกไปมองข้างนอก รั้วบ้านขนาดใหญ่สีขาวอันแสนคุ้นตาบอกให้เพื่อนของผมรู้ว่าตอนนี้เราทั้งสี่กำลังอยู่ตรงหน้าบ้านของมัน 

“ทำไมไม่เข้าไปข้างในล่ะ” ข้าวกล้วสงสัยว่าทำไมไทน์ถึงไม่ยอมขับรถเข้าไปในบ้านทั้งๆ ที่รั้วหน้าบ้านก็เปิดรอต้อนรับ ผมชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกอะไรบางอย่างที่สำคัญให้เพื่อนฟัง 

“ที่จริง พวกเราเข้าไปไม่ได้หรอก ถ้าไม่ถูกเชิญ แล้วกูก็ไม่อยากให้มึงชวนใครเข้าบ้านมั่วๆ เพื่อความปลอดภัยของตัวมึงและครอบครัว” พูดจบผมก็ลงมาจากรถพร้อมๆ กับเพื่อน 

“อืม แค่ไม่เชิญเข้าบ้านก็จะเข้าไม่ได้ใช่ป่ะ” ข้าวกล้าทวนสิ่งที่ผมบอกแล้วเดินนำเข้าไปในบ้าน ส่วนผมก็จะเดิมตามเข้าไปแต่ก็เหมือนมีกำแพงกระจกใสมาปิดกั้นไว้ 

“เข้ามาสิ” ข้าวกล้าที่หันกลับมาเห็นว่าผมเดินเข้าไปไม่ได้จึงเอ่ยอนุญาต ทำให้กำแพงกระจกใสหายไป ผมจึงสามารถเดินตามเพื่อนเข้าไปในบ้านได้ 

“ข้าว” ชายร่างบางคนหนึ่งที่กำลังปัดกวาดเช็ดถูสิ่งของต่างๆ ภายในบ้านตะโกนเรียกเพื่อนผมด้วยความดีใจเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นข้าวกล้าที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน 

พรึบ 

“หายไปไหนมา รู้มั้ยว่าพี่กับพ่อเป็นห่วงเรามาก” คนที่มีศักดิ์เป็นพี่วิ่งเข้ามากอดข้าวกล้าด้วยความห่วงใย สีหน้าที่แสดงออกถึงความดีใจเมื่อได้พบผู้เป็นน้อง 

“อื้อ พี่หมอนครับ ข้าวหายใจไม่ออก” เพื่อนของผมดิ้นเล็กน้อยเมื่อถูกพี่กอดแน่นมากเกินไปจนหายใจไม่ออก “พ่อยังไม่กลับหรอครับ” 

“พ่อยังไม่กลับ ก็พี่ดีใจนี่ แล้วโชนไม่กลับมาด้วยหรอ” พี่ของเพื่อนผมยอมผลักออกจากน้องชาย ก่อนจะสอดส่องสายตาหาผู้ที่ถามถึง “แล้วนี่?” เขาถามขึ้น เมื่อสายตามาหยุดอยู่ที่ผม ผมส่งยิ้มมิตรภาพไปให้เขาเล็กน้อย 

“นี่ซัน เพื่อนของผมเองครับ” ข้าวกล้าแนะนำผมให้พี่รู้จัก แล้วแนะนำพี่เขาให้ผมรู้จักเช่นกัน “นี่พี่หมอน พี่ชายกูเอง” 

“สวัสดีครับพี่หมอน” ผมกล่าวทักทายแล้วยกมือไหว้ตามแบบฉบับของชาวไทย 

“สวัสดีครับ” พี่หมอนรับไหว้ 

“แล้วโชนล่ะ ไม่ได้กลับมาพร้อมกันหรอ แล้วไปทำงานวิจัยกันที่ไหน” พี่หมอนยังคงถามถึงแฟนของเพื่อนผม ข้าวกล้าเงียบไปครู่หนึ่งพลางคิดหาคำตอบ 

“อ๋อ ไม่ได้กลับมาพร้อมกันครับ พวกเราเข้าไปทำวิจัยกันในพื้นที่ค่อนข้างแออัดและห่างไกล ทำให้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลยไม่ได้ติดต่อกลับมา” ข้าวกล้าอธิบาย เหมือนพี่โชนเคยบอกกับผมไว้ว่าบอกกับที่บ้านว่าต้องไปทำวิจัยหรือโครงงานอะไรสักอย่างที่ต้องตัดขาดจากการเชื่อมต่อ และให้พี่เสือ เพื่อนสนิทในกลุ่มของพี่โชนเป็นคนจัดการธุระต่างๆ แทน 

“กลับมาเหนื่อยๆ เข้าไปพักก่อนเถอะ” พี่หมอนชวนแล้วเดินแยกไปที่ครัวเพื่อเอาน้ำมาเสิร์ฟ จากนั้นก็กลับไปทำความสะอาดบ้านต่อเพื่อให้น้องชายได้อยู่คุยกับเพื่อน 

“บ้านนี้อยู่กันกี่คน” ผมเริ่มถามถึงรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลในบ้าน 

“10 กว่าคน มีกู พี่หมอน และพ่อ ที่เหลือก็เป็นพวกแม่บ้าน คนสวน และคนขับรถ” 

“มึงอย่าลืมกำชับทุกคนเรื่องไม่ให้เชิญคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านนะ” ผมย้ำ เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเพื่อนและทุกๆ คน 

“อืม รู้แล้วน่า” 

“ดี งั้นกูไปล่ะ” ถึงเวลาที่ผมต้องไปแล้วเหมือนกัน 

“แล้วมึงจะไปนอนที่ไหน มีอะไรให้กูช่วยหรือเปล่า” 

“กูว่าจะกลับไปนอนที่หอ คืนนี้ก็คงออกตะเวนขัดขวางพวกแวมไพร์ชั้นต่ำไม่ให้มันทำอะไรทรามๆ” 

“ระวังตัวนะมึง กูเป็นห่วง” 

“อืม มึงก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นก็อย่าออกไปไหน ยิ่งอะลัวมันรู้ว่ามึงรู้จักกู มันยิ่งต้องการตัวมึงมากเป็นพิเศษ” 

“เออ กูจะระวัง” ข้าวกล้ารับปากก่อนจะเดินมาส่งผมหน้าประตูบ้าน 

“ส่งกูแค่นี้พอ” ผมบอก ไม่อยากให้เพื่อนต้องเสียเวลาเดินออกไปส่งผมถึงประตูรั้ว “เรื่องพี่โชนไม่ต้องกังวลไป จบเรื่องนี้เมื่อไหร่กูจะรีบออกตามหา รับรองว่าพี่เขาต้องปลอดภัย” ผมย้ำคำกับเพื่อนเพื่อให้มันสบายใจขึ้น ถ้าแม้เพื่อนผมจะแสดงออกมาว่าไม่เป็นอะไร แต่ผมก็รู้ดีว่าลึกๆ แล้วมันเป็นห่วงพี่โชนมากขนาดไหน เพียงแค่ไม่อยากแสดงออกมาให้ใครได้รับรู้ มันพยักหน้ารับก่อนที่ผมจะเดินออกมาจากบ้านแล้วตรงไปขึ้นรถที่จอดรอผมอยู่ใต้ร่มไม้อีกฟากของถนน                “ไปที่หอพัก” ผมสั่งหลังจากขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อย ไทน์พยักหน้ารับก่อนที่รถจะมุ่งหน้าไปยังหอพักของผมที่อยู่แถวหน้ามหา’ลัย ที่ผมเคยเรียน แต่ตอนนี้คงไม่จำเป็นที่ผมต้องเข้าเรียนอีกต่อไปแล้ว 

“เตรียมตัวให้พร้อม คืนนี้มาเจอกันที่นี่ตอนสี่ทุ่ม” ผมนัดหมายเวลากับองครักษ์ทั้งสองเมื่อรถจอดสนิทตรงหน้าหอก่อนจะลงมาจากรถแล้วเดินเข้าหอไปด้วยความเคยชิน จากที่ฟังสรุปรายงานคร่าวๆ บนรถและเตรียมแผนการกันเรียบร้อย คืนนี้พวกผมตัดสินใจที่จะไปเฝ้าระวังตลาดนัดแถวมหา’ลัย เพราะเป็นแหล่งรวมผู้คนมากมายที่ชอบออกมาช้อปตอนกลางคืน 

เมื่อถึงเวลานัดหมาย ผมเดินลงมาขึ้นรถที่จอดรออยู่หน้าหอพัก ไทด์กับวู้ดหันหลังกลับมาคร่อมหัวทำความเคารพก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวไปยังตำแหน่งที่สามารถสังเกตการได้อย่างชัดเจน 

เราทั้งสามนั่งอยู่บนรถเฝ้ามองนักช้อปยามราตรี ถึงแม้จะมีประกาศเตือนจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่ามีสัตว์ป่าออกมาทำร้ายผู้คนในยามค่ำคืน แต่บริเวณตลาดนัดแห่งนี้กับมีคนเดินพลุกพล่านไม่สนใจคำเตือนใดๆ 

เวลาเลยผ่านไปหลายชั่วโมง ตลาดจึงวาย เหล่าขาช้อปพากันกลับไปยังที่พักของตนทิ้งไว้เพียงพวกพ่อค้าแม่ค้าบางรายที่ยังคงเก็บร้านไม่เรียบร้อย แต่พวกเขากับร่าเริงเมื่อรู้ถึงจำนวนค่าตอบแทนที่ยอมทนอดรับอดนอนเพื่อมาขายของในวันนี้โดยไม่รู้เลยว่าหากไม่รีบกลับ พวกเขาจะไม่มีชีวิตอยู่รอดจนได้ใช้เงินจำนวนนั้น 

ภัยร้ายได้คืบคลานเข้ามาใกล้ตัวของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ เราทั้งสามหันไปมองหน้ากันอย่างรู้ถึงความผิดปกติ 

“ได้เวลาแล้ว” ผมบอกพร้อมหยิบอาวุธออกมาจากกระเป๋าที่เตรียมไว้ ไทน์กับวู้ดเองก็เช่นกัน 

กรี๊ดดดดดดดด 

เสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องดังขึ้นสร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนที่ยังหลงเหลืออยู่ในบริเวณนี้ เราทั้งสามรีบลงจากรถแล้ววิ่งไปทางต้นเสียง แต่ก็ช้าไป ดูก็รู้ว่าเธอไม่มีชีวิตอยู่แล้ว น่าเสียดายที่เธอไม่มีโอกาสได้ใช้เงินจากน้ำพักน้ำแรงที่เธอกุส่าเบิกตาอยู่ขายของเสียดึกดื่น 

ไทน์เดินไปพลิกร่างไร้วิญญาณที่นอนคว้ำหน้าให้นอนหงาย ผิวกายซีดขาวยิ่งกว่ากระดาษเนื่องจากร่างกายสูญเสียเลือดเป็นจำนวนมาก ต้นเหตุของการเสียชีวิตมาจากรอยกัดบริเวณซอกคอที่พวกเรารู้กันดีว่าใครเป็นคนทำ แต่พวกที่ปิดหูปิดตาก็คงจะประกาศออกไปดังเดิมว่าถูกสัตว์ป่าทำร้าย 

“รีบไปดูคนที่เหลือกันเถอะ” ผมเร่งเร้าให้พวกเรากลับไปดูพวกพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆ รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย ที่ไม่มีใครวิ่งตามต้นเสียงเพื่อมาดูเหตุการณ์ เพราะมันผิดวิสัยทัศน์ ‘ไทยมุ่ง’ 

กึก 

เราทั้งสามชะงักฝีเท้าพร้อมกันเมื่อวิ่งกลับมาทางเดิมแล้วเห็นเหตุการณ์อะไรบางอย่าง 

“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าคิดอีกที ใครอยากเป็นใหญ่ให้ก้าวออกมา ส่วนถ้าใครอยากตายก็จงยืนอยู่นิ่งๆ รอรับความตายซะ” เสียงทรงอิทธิพลหน้าหวาดกลัวของอะลัวตะโกนก้อง พ่อค้าแม่ค้าบางคนยกมือไหว้อ้อนวอนร้องขอชีวิต ส่วนบางคนเลือกที่จะก้าวเดินออกมาข้างหน้าเพื่อบอกให้รู้ว่าตนนั้นอยากที่จะเป็นใหญ่ 

“หึ พวกเจ้าคิดถูกแล้ว” อะลัวหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ 

ผม ไทน์ และวู้ด มองไปรอบๆ เพื่อพิจารณาหาช่องโหว งานนี้มีชีวิตของมนุษย์เป็นเดิมพัน ซึ่งก็หมายความว่า พลาดไม่ได้! แต่พวกแวมไพร์ชั้นต่ำที่ถูกอะลัวสร้างขึ้นมีเยอะเกินกว่าพวกเราจะรับไหว พวกมันมีมากเกินกว่าในแผนที่เรากำหนด 

“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าคิดอีกครั้ง อำนาจ เงินทอง และความเป็นอมตะ พวกเจ้าไม่ต้องการกันหรือไง เจ้าพวกมนุษย์หน้าโง่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างเย้ยหยัน ยิ่งสร้างความรู้สึกกลัวให้กับผู้ที่ได้ยิน 

“ได้เวลาอาหารค่ำแล้ว” 

ฉึก 

พรึบ 

สิ้นเสียงของอะลัว ลูกธนูแหลมคมก็พุ่งไปตัดขั้วหัวใจของแวมไพร์ชั้นต่ำตนหนึ่ง พวกมันพากันแตกตื่นเมื่อเห็นร่างของเพื่อนล้มลงไปนอนกองกับพื้นพลางมองหาต้นทางของอาวุธที่ใช้สังหารพวกมันแต่ก็ไม่พบ 

ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก 

พรึบ พรึบ พรึบ พรึบ 

ลูกธนูสี่นัดจากสี่ทิศทางพุ่งไปปลิดชีพแวมไพร์อีกสี่ตน ทำให้พวกแวมไพร์กลัวหัวหดจนต้องรีบทิ้งเหยื่ออันโอชะแล้วสลายตัวเพื่อหนีตายรวมถึงผู้นำของมันที่อาจจะเผ่นแน่บไปเป็นตนแรก 

ผมมองย้อนกลับไปยังต้นทางที่ลูกธนูวิ่งผ่านมาในแต่ละทิศทาง ผู้ยิงทั้งสี่จุดซ่อนตัวอยู่ในตำแหน่งที่สูงพอควร พลันสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นร่างบางแสนคุ้นตา 

ไม่รอช้าให้เสียเวลา ผมรีบวิ่งไปยังทางที่ร่างบางอยู่ ก่อนจะกระโดดขึ้นไปหาคนๆ นั้นที่ซ่อนตัวอยู่บนดาดฟ้าของทาวเฮาส์ 

พรึบ 

“อ๊ะ!” เขาอุทานขึ้นด้วยความตกใจเมื่อถูกผมจู่โจมด้วยการพุ่งตัวเข้าไปกอดอย่างแสนรักแสนคิดถึง 

“ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” ผมผลักออกเล็กน้อยพลางสำรวจไปตามร่างกายของอีกฝ่าย 

“คิดถึงจัง” ร่างบางเอื่อนเอ่ยคำหวาน ผมชะงักค้างครู่หนึ่งเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้ออกจากปากของคนที่พยายามปฏิเสธความรักจากผม 

พรึบ 

“อืม” ผมครางขึ้นอย่างชอบใจเมื่อถูกร่างบางโผลเข้ามากอด แถมยังบนเบียดสัดส่วนของเราเข้าหากัน ทำไมวันนี้ผมถึงรู้สึกว่าเขาเซ็กซี่และยั่วยัวจริงนะ! 

“คริๆ หอมจัง” เสียงหัวเราะเล็กน้อยดังขึ้นพร้อมกับหน้างามที่เชิดขึ้นเล็กน้อยมาสูดดมซอกคอของผม 

“อ๊า พอก่อน” ผมผลักร่างเล็กออก กลัวอะไรต่อมิอะไรที่มันหลับใหลจะตื่นขึ้นมาเสียก่อน 

“ไม่ได้ผลหรอ” เสียงหวานพึมพำอะไรบางอย่าง ซึ่งผมได้ยินไม่ถนัดเพราะกำลังพยายามรวบรวมสมาธิไม่ให้จับคนตัวเล็กกดตรงนี้ 

“ไปกันเถอะ” น้ำเสียงขุ่นเคืองบอก ก่อนที่เขาจะกระโดดลงไปข้างล่าง 

“เดี๋ยวสิโนวี่” ผมร้องเรียกแต่ก็ไม่ทันเมื่อคนตัวเล็กกระโดดลงไปถึงข้างล่างเรียบร้อบแล้ว “เป็นอะไรของเขา” ผมยืนเกาหัวตัวเองด้วยความงุนงง เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย แล้วทำไมถึงดูไม่พอใจก็ไม่รู้ ใครรู้ก็ช่วยไลน์มาบอกผมด้วยนะครับ จะว่าเป็นวันนั้นของเดือนก็ไม่ใช่ เพราะโนวี่ไม่ใช่ผู้หญิง เฮ้ย! แต่ก็ช่างเถอะ ผมขี้เกียจคิด รีบตามลงไปหาร่างนุ่มนิ่มดีกว่า 

กุลณัฐ|koonlanut 

โอ้ย!!! เรื่องมันชักจะวุ่นวายไปกันใหญ่แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับหนูข้าว แล้วนี่พี่โนวี่ของเราเป็นอะไร ใครรู้ก็ช่วยไลน์ไปบอกตาแก่ฟรองซัวทีนะ...จุ๊บ 

ความคิดเห็น