ปีศาจโด
email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่2 ยิ่งใกล้ ยิ่งไกล

ชื่อตอน : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่2 ยิ่งใกล้ ยิ่งไกล

คำค้น : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ฟรองซัว โนวี่ ซัน เก้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 68

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2562 11:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ตอนที่2 ยิ่งใกล้ ยิ่งไกล
แบบอักษร

ตอนที่2 ยิ่งใกล้ ยิ่งไกล 

โนวี่ 

“ตื่น ตื่นได้แล้วครับ” 

“อื้อ” 

ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อเริ่มรู้สึกรำคาญเสียงเรียกของใครบางคนที่กำลังก่อกวนผม ใครกันที่บังอาจมารบกวนเวลานอนอันแสนสบายของผม เดี๋ยวพ่อจะตบให้กลิ้ง ผมคาดโทษในใจ 

“อะ...อื้อ” ผมที่ยังคงนอนหลับตาอยู่รู้สึกได้ถึงสัมผัสอ่อนโยนจากริมฝีปากของใครบางคนที่กำลังทาบทับอยู่บนริมฝีปากของผม เนิ่นนานกว่าสัมผัสนั้นจะผลักออก ผมยกยิ้มมุมปาก ถูไถใบหน้าไปกับหมอนหนุนหัวใบใหญ่ ผ้าห่มผืนหนาที่ให้ความอบอุ่น รู้สึกดีชะมัด! แต่เดี๋ยวนะ! ที่นี่ที่ไหน? แล้วเมื่อกี้ใครจูบผม? สมองของผมค่อยๆ นึกย้อนประมวลเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาล่าสุด เท่าที่จำได้นี่คือผมถูกอะลัวทำร้าย แล้วโชนกับข้าวกล้าก็เข้ามาช่วย จากนั้นก็สลบไปเพราะเสียเลือดมาก ฟรองซัวก็เข้ามาช่วยและเขาก็อุ้มผมไปที่ไหนสักแห่ง เมื่อนึกได้ดังนั้น ผมโผลงตาตื่นเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยความตกใจ สิ่งแรกที่ผมเห็นคือ ผนังห้องกับเฟอร์นิเจอร์คุ้นตาซึ่งผมจำได้ขึ้นใจว่ามันคือห้องของใคร 

‘ฟรองซัว’ ผมหันไปมองข้างกายก็เจอกับเจ้าของห้องที่กำลังนอนยิ้มหน้าระรื่นมองผมอยู่ มือของเขาข้างหนึ่งยกขึ้นมาท้าวศีรษะตั้งขึ้น 

“ขี้เซา” 

“เห้ย! อ๊ะ...อ๊า” ผมร้องเสียงหลงเมื่อถูกแขนแกร่งของฟรองซัวรั้งตัวผมให้นอนลงบนที่นอน เขาพลิกกายขึ้นมานอนคร่อมผมไว้ด้วยความรวดเร็ว ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากว่าหรือร้องห้าม ปากหนักก็กดลงมาจูบซับไปตามลำคอของผมจนเกิดความรู้สึกเสียววูบ 

“อะ..ยะ...อย่า” ผมห้ามเสียงกระเส่า สาบานว่านั้นคือการปฏิเสธ ผมอยากที่จะต่อต้านทุกสัมผัสของคนตรงหน้า แต่ร่างกายของผมมันกลับทรยศ มันตอบสนองทุกครั้งเพียงแค่ฝ่ามือหนาและริมฝีปากอุ่นร้อนลากผ่าน เหมือนกับว่าลึกๆ แล้วผมก็ต้องการเขาเหมือนกัน แค่เขาคนเดียว 

“อะ อึกๆ” ฟรองซัวเลื่อนข้อมือของเขามาจ่อที่ริมฝีปากของผม ซึ่งผมคงไม่รู้สึกอะไรถ้าหากไม่มีรอยกัดตรงข้อมือจนเลือดไหลออกมา ผมที่ร่างกายยังไม่สมบูรณ์แข็งแรงร้อยเปอร์เซ็นจึงถูกอำนาจแห่งความหิวกระหายเข้าครอบงำ ผมดูดเลือดจากข้อมือแกร่งตรงหน้าอย่างหิวกระหาย ผ่านไปซักพักจนรู้สึกได้ว่าร่างกายของฟรองซัวเย็นลงกว่าปกติผมจึงยอมผลักออก เพราะไม่อยากเอาเปรียบดื่มเลือดจากตัวเขามากเกินไป 

“พอแล้วหรอ” ฟรองซัวถามผมด้วยความเป็นห่วง แผลที่ข้อมือเขาจางหายไปช้าๆ 

“อืม” ผมตอบรับทั้งๆ ที่ยังต้องการเลือดมากกว่านี้ แต่ถ้าขืนดื่มเลือดจากร่างสูงมากไปกว่านี้ คนที่แย่ก็จะเป็นเขา “ถ้าโกหกไม่เนียนก็ไม่ต้องโกหก” ฟรองซัวพูดขึ้นอย่างรู้ทัน 

“ไปกัน” 

“จะไปไหน” ผมถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อถูกมือหนาคว้าแขนของผมให้ลุกลงจากเตียงแล้วเดินออกมาจากห้อง 

“ไม่อยากเจอเพื่อนหรอ” 

“จริงสิ โชนกับข้าวกล้าอยู่ที่นี่ด้วยหรอ” 

“ก็กำลังจะพาไปหาอยู่นี่ไงครับ” 

“จะไม่เป็นอะไรหรอ” ผมถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ทั้งๆ ที่คิดเอาไว้แล้วว่าฟรองซัวน่าจะพาทั้งสองคนมาด้วยเพื่อป้องกันอะลัวย้อนกลับมาทำร้าย แต่อย่าลืมนะว่าที่นี่ก็คืออาณาจักรแวมไพร์เหมือนกัน ถึงแม้จะเป็นพวกชนชั้นสูง แต่ทั้งสองก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดา มีเลือด มีเนื้อ มีอุณหภูมิ แน่นอนว่ามันต้องหอมหวานสำหรับพวกที่ชอบดูดเลือดแบบพวกเรา ขนาดผมคลุกคลีอยู่กับมนุษย์นานนับสิบปียังไว้ใจตัวเองไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ นับประสาอะไรกับแวมไพร์หัวค่ำคึที่ขลุกตัวอยู่แต่ในปราสาท  ในอาณาจักร ความอดทนต่อสิ่งเร้ายิ่งน้อยๆ วันดีคืนดีมาจับเพื่อนผมดูดเลือดจนหมดตัวจะทำไง 

“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ผมให้พวกเขาอยู่ในที่ๆ ปลอดภัยและไว้ใจได้ ทั้งสองก็เป็นเพื่อนผมเหมือนกัน” ฟรองซัวพูดอย่างหนักแน่นทำให้ผมรู้สึกเบาใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง 

เราสองคนเดินตามทางเดินของปราสาทมาเรื่อยๆ จนถึงปีกขวา ซึ่งบริเวรนี้ห่างออกมาจากตัวปราสาทไกลพอสมควร และพวกเจ้านายก็ไม่ค่อยได้ใช้ห้องแถวนี้ จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครผ่านมา แต่ถึงกระนั้นก็จะมาทำความสะอาดอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ที่ผมรู้ก็เพราะระหว่างทางฟรองซัวเป็นคนเล่าให้ฟัง 

ก๊อก ก๊อก 

ฟรองซัวเคาะประตูห้องไปสองครั้ง เขาบอกว่านี่คือโค้ดลับที่มีเพียงเขา โชน ข้าวกล้า และผม(ที่เพิ่งรู้) ถ้าเคาะมากหรือน้อยกว่านี้ประตูห้องก็จะไม่ถูกเปิดออกเพื่อความปลอดภัย ไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดขึ้น จะบอกว่าล้ำหรือใช้หัวแม่เท้าคิดมันก็จะดูแรงจนเกินไป 

แกร๊ก 

แต่มันก็ได้ผลอยู่นะ เมื่อประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก 

“ไอ้เก้า” โชนทักผมขึ้นด้วยความดีใจ 

“พี่เก้า ซัน” ข้าวกล้าที่ยืนหลบอยู่ข้างหลังเพื่อนของผมค่อยๆ โผล่หน้าออกมาทักทายผู้มาเยือน น้องดูกล้าๆ กลัวๆ อยู่เล็กน้อย 

“ไม่ต้องกลัวนะ” ฝ่ามือหนาของเพื่อนผมยกขึ้นไปลูบหัวทุยของคนรักอย่างให้กำลังใจ 

“ครับ” ข้าวกล้ายิ้มรับก่อนจะก้าวเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของผมกับฟรองซัว 

“เรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมใช่มั้ย” เสียงหวานถามฟรองซัวที่ยืนส่งยิ้มละมุนให้กับเพื่อน 

“กูก็เป็นไอ้ซัน เพื่อนสนิทของมึงเหมือนเดิมไง” ฟรองซัวตอบกลับอย่างเป็นกันเอง 

“อื้ม” 

พรึบ 

ข้าวกล้าโผเข้าไปกอดเพื่อนไว้ด้วยความดีใจ ฟรองซัวที่ถึงแม้จะตกใจแต่ก็กอดตอบเพื่อนกลับด้วยสัมผัสอ่อนโยน เวลานี้ข้าวกล้าคงกลัวและตกใจที่จู่ๆ ตัวเองต้องหนีมาอยู่ที่ไหนสักแห่งในป่าเพื่อหลบซ่อนจากการถูกล้าตัวจากแวมไพร์ แถมเพื่อนสนิทยังกลายมาเป็นแวมไพร์อีก ต่างจากไอ้โชนเพื่อนผมลิบลับที่มันรู้ความลับของผมตั้งแต่ต้น 

“พอๆ จะกอดอะไรกันนักหนา” โชนที่ยืนมองอยู่เงียบๆ จับตัวคนรักแยกออกจากเพื่อนเมื่อเห็นว่าทั้งคู่กอดกันนานเกินไป 

“อะไรของพี่เนี่ย” ข้าวกล้าโวยวายขึ้นเล็กน้อย “กอดกันนานเกินไปแล้ว” โชนว่าเสียงขุ่น นี่อย่าบอกนะครับว่ามันหึง กับเพื่อนกับฝูงก็ไม่เว้น “พี่จะมาหึงผมกับไอ้ซันทำไม มันเป็นผู้ชายนะไม่ใช่ผู้หญิง” 

“ก็เพราะเป็นผู้ชายไงพี่ถึงหึง” 

“พอๆ หยุดเลยทั้งคู่ นี่จะไม่ชวนเข้าไปข้างใน จะให้ยืนคุยกันหน้าประตูใช่มั้ย” ผมพูดแทรกขึ้นเพื่อห้ามทัพ ขืนปล่อยให้คู่รักสองคนนี้ยืนเถียงกันเรื่องหึงไม่หึง มีหวังเส้นเลือดขอดของผมขึ้นกันพอดี 

“พี่เก้าเข้ามาข้างในก่อนครับ” ข้าวกล้าจูงมือผมให้เดินเข้ามาข้างในห้องแต่สายตากับท่าทางแสดงให้ทุกคนเห็นได้ชัดว่ากำลังงอนเพื่อนผมอยู่ 

“พวกผมต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหนครับ” ข้าวกล้าถามขึ้นหลังจากที่พวกเรามานั่งคุยกันที่ห้องนั่งเล่น โซนปีกขวานี้ถึงแม้จะเป็นโซนที่เงียบสงบและห่างไกลจากผู้คน แต่ก็มีขนาดห้องที่ใหญ่โตและกว้างขวาง ในหนึ่งห้องใหญ่ประกอบไปด้วย 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ และ 1 ห้องนั่งเล่น ซึ่งข้าวของเครื่องใช้ก็มีครบครัน อย่างกับคอนโดที่ผมเคยเห็นในโทรทัศน์ตอนนั่งดูละครหลังข่าวกับพวกเด็กวัด ต่างกันก็ตรงที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ยามค่ำคืนก็มีเพียงแสงจันทร์กับตะเกียงที่ถูกจุดเพื่อให้ความสว่าง 

“จนกว่าจะแน่ใจว่าพวกมันจะไม่ย้อนกลับมาทำร้าย” ฟรองซัวตอบ 

“งั้นก็แสดงว่าผมกับพี่โชนก็ต้องอยู่ที่นี่อย่างไม่มีกำหนดสินะ” ข้าวกล้าพูดเสียงเศร้า 

“ก็คิดซะว่าเรามาซ้อมฮันนีมูลไงข้าว” โชนพูดขึ้นอย่างขบขัน ปากหนักกดจูบไปที่ขมับของคนรัก 

“อื้อ พี่โชน อายคนอื่นบ้างสิ” ข้าวกล้าเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย ใบหน้าใสขึ้นสีด้วยความเขินอาย 

“อายอะไร คนกันเอง” เพื่อนผมมิวายแกล้งคนรัก เห็นแล้วหมั่นไส้ในความหวานของคู่นี้จริงๆ ทีเมื่อก่อนทำหน้าเหมือนหมาหงอย เห็นนั่งเสิร์ชหาข้อมูลวิธีอ่อยยังไงให้ได้เขามาเป็นแฟนในเว็บไซด์ต่างๆ ไม่รู้ว่าไปทำอีท่าไหนถึงสำเร็จ 

“จริงด้วยครับ คนกันเอง จะทำอะไรก็ไม่ต้องอายกัน” ฟรองซัวที่ย้ายตัวเองจากโซฟาอีกตัวมานั่งอยู่ข้างๆ ผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ครับ มือหนาจับตัวของผมให้ลุกขึ้นไปนั่งช้อนทับอยู่บนตัก 

“เฮ้ย! ทำอะไรเนี่ย ปล่อยนะ” ผมร้องโวยวายพยายามดิ้นให้หลุดจากสองแขนแกร่งที่เกี่ยวรัดเอวผมไว้ 

“ผมก็อยากแสดงความรักกับพี่บ้างไงครับ เผื่อคู่ของเราจะหวานแข่งกับคู่นั้นได้บ้าง” 

ฟอดดดดด ฟอดดดดดดด 

“อื้อ ปล่อยนะ อ๊า” ผมยังคงแหกปากร้องโวยวาย แต่ร่างสูงกลับไม่สนใจฝังจูบมาที่แก้มของผมทั้งสองข้างอย่างถือวิสาสะ 

“ชื้นใจจัง” ไม่พูดเปล่า จมูกโด่งจังคงยื่นเข้ามาคลอเคลียไปตามลำคอของผม 

“อ๊ะ...จะทำอะไร...อื้อ” ผมเบี่ยงตัวหนี 

“ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” ว่าจบ ฟรองซัวก็ซบศีรษะมาที่ไหล่ของผม เปลือกตาคมปิดลงสนิทอย่างเหนื่อยอ้อน 

“ขออยู่แบบนี้สักพักได้ไหมครับ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถาม ผมไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ยังคงนั่งนิ่งๆ อยู่บนตักของร่างสูง  “ขอบคุณครับ” 

“อื้อ พี่โชน ข้าวไม่เล่นนะ” เสียงเล็กดุคนรัก ด้วยความอยากรู้ผมจึงค่อยๆ พลิกหน้าไปดูก็เห็นเพื่อนของตัวเองกำลังไล่จูบไปตามลำคอและใบหน้างามของคนรัก นี่ผมสองคนมาขัดจังหวะของพวกเขาใช่มั้ย 

“กลับกันเถอะ” ผมกระซิบบอกฟรองซัวเสียงแผ่วเบา รู้สึกหมั่นไส้คู่รักคู่นี้เสียจริง ไม่อยากจะอยู่เป็นก้างขวางคอของคนทั้งคู่แล้ว เผื่อเขาอยากที่จะทำอะไรต่อมิอะไรด้วยกันสองคนเพราะตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว 

“อืม” ฟรองซับตอบรับในลำคอ 

“กลับก่อนนะ” ผมบอก โชนพยักหน้ารับแล้วจัดการตวัดตัวข้าวกล้าขึ้นอุ้มพาดบ่าเดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องนอนเหมือนมันรอฟังประโยคนี้มานานแสนนาน 

“ไอ้พี่โชนบ้า ปล่อยข้าวลงเดี๋ยวนี้นะ” เสียงเล็กโวยวายก่อนที่จะหายไปพร้อมกับประตูบานใหญ่ที่ปิดลง 

“เพื่อนผมจะไม่ปลอดภัยก็เพราะอยู่กับเพื่อนของพี่เนี่ย” ฟรองซัวก็คงจะรู้สึกเลี่ยนกับความรักของคนทั้งสองไม่ต่างจากผม “ไปหาอะไรกินกัน” ฟรองซัวเอ่ยชวนพร้อมส่งสายตาแพรวพราวมาให้ผม ผมพยักหน้ารับเพราะยังคงรู้สึกหิว 

เราทั้งคู่เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงระเบียง สายตาทอดมองเบื้องหน้าซึ่งถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวขจี บ้านเรือนทรงโบราณแต่ใหญ่โตของพวกชนชั้นสูงกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ กว้างไกล บ่งบอกให้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร ท้องฟ้าสีส้มยามเย็นสวยงามให้ความรู้สึกผ่อนคลาย 

“อยู่กับผมตลอดไปได้มั้ย” เสียงทุ้มวิงวอนเอ่ยถาม ฟรองซัวยืนกอดผมจากด้านหลัง ใบหน้าคมซบลงมาเกยไหล่ของผม 

“ถึงฉันจะตกลง แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้” ผมตอบกลับเสียงแผ่วเบา ทั้งๆ ที่เราสองคนอยู่ใกล้กันขนาดนี้ แต่กลับเหมือนเรายืนอยู่คนละฟากฟ้า ผมชอบที่นี่ ผมรักที่นี่ ผมอยากอยู่ที่นี่ อยากอยู่กับเจ้าของแขนแกร่งที่กำลังโอบกอดผม ผมไม่เคยคิดที่จะทิ้งเขาไป แต่ผมทำไม่ได้ ผมไม่มีสิทธิ์อะไรเลย ไม่ว่าจะกับสถานที่แห่งนี้ หรือแม้กระทั้ง...ตัวของเขา 

“ผมจะไปคุยกับท่านพ่อ เรื่องของเรา” แขนแกร่งกระชับอ้อมกอดผมแน่นขึ้นด้วยความหวงแหน ราวกับว่าเขากำลังกลัวว่าผมจะหนีเขาไปเหมือนครั้งก่อน ผมหลับตาพริ้ม ปล่อยให้สายลมเย็นสบายพัดพาเรื่องหนักใจให้ปลิวหายไป ตอนนี้ผมมีร่างสูงอยู่ข้างกาย 

ถึงแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หัวใจดวงน้อยของผมที่เฝ้าเรียกหาเขาทุกเช้าค่ำมานานหลายปี ดั่งผืนทะเลทรายแห้งแล้งที่รอคอยเม็ดฝน ขอเพียงแค่มีน้ำหนึ่งหยดไหลลงมาสู่เม็ดทราย เพียงเท่านี้ก็ทำให้รู้สึกชุ่มชื้นจนเปี่ยมล้น จนกระทั้งเวลาผ่านไปนานหลายสิบนาทีเราทั้งคู่ถึงได้ผละออกจากกัน 

“ไปกันเถอะ” ผมเอ่ยชวน ฟรองซัวพยักหน้ารับก่อนที่เราทั้งคู่จะกระโดดลงไปจากระเบียงของปราสาท ซึ่งอยู่สูงจากพื้นราวตึกสิบกว่าชั้น 

พรึบ 

พรึบ 

ฟอดดดด 

“อ๊ะ” เมื่อลงมาถึงพื้นดิน ฟรองซัวฉวยโอกาสขโมยหอมแก้มผมด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่ร่างสูงจะวิ่งละลิ่วหายวับเข้าไปในป่าใหญ่ 

“หนอย! ไอ้คนชอบฉวยโอกาส” ผมตะโกนบ่นไล่หลัง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปากอย่างห้ามไม่อยู่ ผมสะบัดหน้าเรียกอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติก่อนจะวิ่งตามฟรองซัวเข้าไปในป่า 

พรึบ 

สองร่างกายวิ่งแล่นเข้าไปในป่าลึก กระโดดข้ามกิ่งไม้น้อยใหญ่ สัตว์ป่าตัวน้อยพากันส่งเสียงร้องหวาดกลัวเมื่อสัมผัสได้ถึงสิ่งของบางอย่างเคลื่อนตัวผ่านไปด้วยความรวดเร็ว เหลือไว้เพียงแรงลมที่สั่นไหวจางๆ 

พรึบ 

“อ๊ะ” 

เท้าผมแทบจะหยุดวิ่งไม่ทันเมื่อฟรองซัวยืนจังก้าขว้างทางอยู่ตรงหน้า ทำให้ผมเสียหลักพุ่งเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา 

“อื้อ” 

ปากหนักกดจูบลงมาที่ปากของผมเพื่อให้รางวัลที่ผมวิ่งตามเขาทัน 

“หึหึ” 

ร่างสูงหัวเราะในลำคอ แขนแกร่งตวัดกอดรัดรอบเอวของผมก่อนที่เขาจะดีดตัวขึ้นพาผมมายืนอยู่บนกิ่งไม้สูง 

“หลับตา” เสียงนุ่มทุ้มกระซิบบอกข้างใบหู จมูกโด่งสันมิวายคลอเคลียอยู่ข้างใบหน้าของผม ผมปิดเปลือกตาลงอย่างว่าง่าย ฟังเสียงต้นไม้เสียดสีกันอย่างสนุกสนาน สายลมพัดเอื่อยๆ ให้ความรู้สึกเย็นสบาย เสียงสัตว์ตัวจ้อยที่วิ่งเล่นจนลืมเวลา 

~โฮก ปิ๊ก~ 

ดวงตาแดงกล่ำของผมเปิดโพลงเมื่อได้ยินเสียงขู่คำรามของเสือดังมาแต่ไกล ผมปรายตามองฟรองซัวที่ยืนยกยิ้มมุมปากอยู่ข้างกาย ร่างสูงปล่อยมือออกให้อิสระแก่ผม 

พรึบ 

ไม่รอช้า ผมกระโดดลงมาจากต้นไม้สูง ออกตัววิ่งไปทางแหล่งกำเนิดเสียง และในไม่กี่นาทีต่อมา ผมได้มาหยุดยืนประจันหน้ากับเสือโคร่งตัวใหญ่ 

~โฮก ปิ๊ก~ 

เสียงขู่คำรามดังลั่น สัตว์สี่เท้าจ้องมองผมด้วยความหิวกระหาย แต่มีหรือที่แวมไพร์อย่างผมจะยอมให้เจ้าเสือแรงน้อยเขมือบลงไปเป็นอาหาร ผมไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะลงไปนอนเล่นในท้องของมัน 

~แฮ่~ 

เขี้ยวฟันของผมงอกออกมาพร้อมที่จะจัดการกับอาหารรสเลิศตรงหน้า ผมรับรู้ได้ถึงสายตาคมของฟรองซัวที่ยืนดูเหตุการณ์ต่างๆ อยู่บนกิ่งไม้สูง ผมออกตัววิ่งพุ่งไปหาเสือโคร่ง มันเองก็ออกตัววิ่งพุ่งเข้าหาผมเช่นกัน 

~โฮก ปิ๊ก~ 

~แฮ่~ 

ฉึก 

~โฮกกกกกกกกก~ 

“อึก อึก” 

เสียงเสือโคร่งคำรามลั่นป่าเมื่อผมฝังเขี้ยวอันแหลมคมเข้าไปในร่างของมัน ออกแรงดูดหนักๆ หลายทีกว่ามันจะสงบลงแล้วในที่สุดลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเสือใหญ่ก็ดับวูบ 

“อึก อึก อ้า” 

ผมล้มตัวลงนั่งไปกับพื้นหลังจากดื่มกินจนอิ่ม นานมากแล้วที่ผมไม่เคยได้กินเลือดสดที่ทั้งอร่อยและหอมหวานขนาดนี้ ตอนอยู่ในเมืองก็ทำได้เพียงแค่ซื้อเลือดไก่สดๆ มากิน นั่นจึงเป็นเหตุให้ผมต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพื่อดับกระหายอยู่บ่อยครั้ง 

ฟรองซัวเดินมาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ ร่างสูงชันเข่าก้มลงนั่งอยู่ข้างๆ ผมเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขาที่อยู่สูงกว่าผมเล็กน้อย ในตาคมจ้องมองผมด้วยแววตาหลงใหลจนผมรู้สึกขนลุกซู่ แสงจันทร์สีนวลสาดส่องกระทบผิวกายขาวผ่อง ใบหน้าหวานสีแดงระเรื่อ ผมรู้สึกประหม่าทุกครั้งเมื่อถูกฟรองซัวจ้องมองด้วยสายตาปรารถนา 

“งดงาม” หัวใจดวงน้อยของผมเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่เพียงได้ฟังประโยคคำชมจากคนตรงหน้า ใบหน้าคมโน้มลงมาหาผมอย่างช้าๆ ราวต้องมนต์ ผมที่ตอนแรกจะคัดค้าน แต่ก้อนเสียงนั้นถูกกลืนหายลงไปในลำคอเมื่อริมฝีปากของเราทั้งคู่สัมผัสกัน ลิ้นร้อนไล่ต้อนลิ้นเล็กด้วยความรู้สึกคิดถึงคะนึงหา เกือบสิบปีที่ต้องทนเดียวดายไร้ซึ่งร่างบางข้างกายมันทำให้เขารู้สึกอยากจะบ้าตายวันละหลายๆ รอบ 

จากที่ตอนแรกผมพยายามขัดขืน จนในที่สุดความอดทนของผมก็หมดลง ผมจูบตอบร่างสูงด้วยความรู้สึกโหยหาไม่ต่างไปจากเขา เนิ่นนานกว่าเราจะถอนจูบออกจากกัน 

“ขอจูบอีกได้ป่ะ ยังไม่อิ่มเลย” ร่างสูงพูดขึ้นอย่างอ้อยอิ่งหมายจะกดปากหนักลงมาจูบผมอีกครั้ง 

“อื้อ พอแล้ว” ผมยกมือขึ้นมาคั่นกลางระหว่างริมฝีปากของเราสองคนไว้ได้ทัน 

จุ๊บ 

“อื้อ” ปากหนักมิวายจูบมาที่ฝ่ามือของผมก่อนเขาจะยอมผลักออก “รีบกินจะได้รีบกลับ” ผมบอกฟรองซัว พยักเพยิดหน้าไปทางเจ้าเสือร้อยที่นอนสิ้นชีพอยู่ข้างกาย เขี้ยวแหลมคมของร่างสูงงอกออกมา ดวงตาสีดำขลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสด 

กว่าผมและฟรองซัวจะกลับมาถึงปราสาทก็มืดค่ำ เราทั้งคู่ใช้เวลาเดินทางกลับนานเป็นพิเศษเพราะเขาพาผมวิ่งไปเล่นตรงโน่นทีตรงนั้นที 

“ฮ่าๆๆ ก็บอกแล้วว่าผมจับพี่ทัน” ฟรองซัวหัวเราะร่าเมื่อวิ่งไล่ตามมาจับตัวของผมได้ทัน ร่างสูงอุ้มผมขึ้นและหมุนไปรอบๆ 

“ฮ่าๆๆ พอแล้ว เดี๋ยวตก” ถามว่ากลัวตกมั้ย? ไม่ครับ ตกไปก็แค่เจ็บเล็กน้อยไม่ได้เป็นอะไร แต่ผมแค่...(สำออย) จบนะ! 

“อะๆ ยอมๆ” ร่างสูงยอมปล่อยผมลงยืนกับพื้น แขนแกร่งพาดมาโอบเอวผมไว้ก่อนจะพากันเดินเข้าไปในปราสาท 

“อือ ฟรองซัว เดินดีๆ ไม่ได้หรือไง” ผมพยายามแกะแขนแกร่งออก 

“ผมกลัวพี่หนี” 

“ฉันจะหนีไปไหนได้ล่ะ ปล่อยก่อน เดินไม่ถนัด” 

“ไม่เอา ไม่ปล่อย” 

“ทะ ท่านผู้นำ” ขาของผมหยุดก้าวเดินเมื่อเงยหน้าขึ้นมองทาง สายตาของผมสบประสานกับสายตาแห่งความขุ่นเคืองของท่านผู้นำคนก่อน ซึ่งก็คือท่านพ่อของฟรองซัว ที่ยืนดักรอพวกเราสองคนอยู่หน้าทางเข้าปราสาท ผมรู้สึกหนาวเย็นไปถึงขั้วหัวใจ 

“ถ้าวู้ดไม่ส่งข่าวไปบอกฉันที่ต่างแดน ฉันคงไม่รู้ซินะว่าเจ้าลูกชายตัวดีที่มันหายหน้าหายตาไปเกือบสิบปี ยอมทิ้งอาณาจักร ทิ้งงานทุกอย่างเพื่อไปตามแวมไพร์ชั้นต่ำกลับมาแล้ว กลับมาพร้อมกับแวมไพร์ชั้นต่ำที่พวกเราไม่ยอมรับและไม่ต้องการ แถมยังพามนุษย์กลับมาด้วยถึงสองคน” ผมรู้สึกหน้าชาวาบ ยืนตัวแข็งทื่อเมื่อได้ฟังคำพิพากษาของอดีตท่านผู้นำที่ดูเหมือนจะต้องกลับมารักษาการแทนท่านผู้นำคนใหม่ที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อออกตามหาผม 

ประโยคที่ว่า 'กลับมาพร้อมกับแวมไพร์ชั้นต่ำที่พวกเราไม่ยอมรับและไม่ต้องการ แถมยังพามนุษย์กลับมาด้วยถึงสองคน' ฟังดูแล้วเหมือนท่านผู่นำคนก่อนจะเอ่ยปากไล่ให้พวกเราออกไปจากอาณาจักรนี้ 

ทั้งๆ ที่เตรียมใจรอรับคำกล่าวว่าร้าย แต่เมื่อถึงเวลาที่ได้ฟัง ได้ยินมันออกมาจากปากของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของคนรัก มันกลับรู้สึกจุกและเจ็บแสบประดุจลิ่มเหล็กร้อนแทงตัดขั้วหัวใจ แต่แวมไพร์ตนนั้นกลับโง่เขลาและไม่ยอมตายง่ายๆ ยอมทนยืนอยู่ตรงที่เดิมให้ลิ่มเหล็กแหลมร้อนแทงอยู่อย่างนั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

“ใจเย็นๆ นะคะคุณ” สุภาพสตรีหญิงงามท่านหนึ่งนามโรชินีเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างสามี เธอมีจิตใจที่อ่อนโยนและงดงามเกินกว่าหญิงใดในอาณาจักร 

“คุณยังจะบอกให้ผมใจเย็นอีกหรอ ดูลูกชายตัวดีของคุณซิ” ฟรานซิลหันกลับไปถามภรรยาด้วยความขุ่นเคือง 

“เข้าไปคุยกันข้างในเถอะค่ะ เข้ามาข้างในก่อนเถอะลูก” โรชินีเดินมาจับตัวลูกชายให้เดินเข้าไปด้านใน ส่วนผมก็ยังคงยืนแข็งค้างอยู่ที่เดิมไม่กล้าก้าวเท้าเดินตามเข้าไป 

“มาเถอะจ๊ะ” มือเล็กบอกบางจากมือของแม่ฟรองซัวยื่นมาดึงมืออันเย็นเฉียบของผมที่ปกติจะเย็นอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันไม่ปกติ ผมรู้สึกว่ามือของผมถ้านำไปวางไว้ในแก้วน้ำร้อน จากน้ำร้อนจะกลายเป็นน้ำเย็นเพียงชั่วพริบตา 

“คะ ครับ” ผมพยักหน้ารับก่อนจะก้าวเท้าเดินตามหญิงงามผู้อ่อนโยน เธอเป็นเพียงคนเดียวในอาณาจักรที่ไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจผม 

กุลณัฐ|koonlanut 

​งุ้ย!!! ท่านพ่อพูดกับหนูโนวี่แรงเกินไปแล้วนะ แล้วมนุษย์สองคนนั้นจะรอดไหมเนี่ย เอาใจช่วยพี่โชนกับน้องข้าวของเราด้วยนร้าาาา 

ความคิดเห็น