ปีศาจโด
email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ บทนำ

ชื่อตอน : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ บทนำ

คำค้น : อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ ฟรองซัว โนวี่ ซัน เก้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 174

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2562 11:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อ้อน(อ่อย)รักแวมไพร์ บทนำ
แบบอักษร

อ้อน(อ่อย)รัก...แวมไพร์ 

บทนำ 

นิยามคำว่า ‘แวมไพร์’ 

สำหรับคุณคืออะไร? 

เป็นอมตะ 

ดูดเลือด 

โหดร้าย 

แพ้แดด 

กลัวกระเทียม 

จากแวมไพร์ผู้อาภัพกลายมาเป็นแวมไพร์สายอ่อย แล้วจะสอยหัวใจให้เรียบ เห็นเงียบๆ ลีลาเพียบก็แล้วกัน 

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อแวมไพร์สายอ่อย 2 ตนมาเจอกัน งานนี้ใครจะอ่อยใครกันแน่??? 

 

ฟรองซัว 

ในวัฏจักรการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตล้วนย่อมมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย 

ผมเชื่อว่า... 

มนุษย์หลายคนต่างต้องการมีชีวิตที่ยั่งยืน มีทรัพย์สมบัติและเงินทองที่มากพอเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่สิ้นสุด 

ผมชื่อ ‘ฟรองซัว’ ผมเกิดมาจากความรักของท่านพ่อที่เป็นผู้นำสูงสุดแห่งอาณาจักรฟราน กับท่านแม่ที่เป็นแวมไพร์ชนชั้นสูงในการปกครอง 

การใช้ชีวิตที่สุขสบายอยู่ในคฤหาสน์หรูกลางป่า ชีวิตที่เป็นอมตะและมีพละกำลังอันแข็งแรง ใบหน้าหล่อเหลา ผิวหนังบึกบึนไม่มีวันเหี่ยวย่น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผมไม่ต้องการ 

ตำแหน่งท่านผู้นำที่ท่านพ่อต้องการสละให้ผมเป็นสิ่งที่ผมพยายามหลีกหนีมาตลอด ผมเพียงแค่ต้องการใครสักคนที่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันกับผมไปตลอดกาล 

ร้อยกว่าปีที่ผมต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้โดยปราศจากคนรัก ความรักของท่านพ่อกับท่านแม่ที่ทั้งสองแสดงต่อกันมันทำให้ผมรู้สึกอิจฉาและรู้สึกโหยหาในเวลาเดียวกัน 

และในที่สุด ผมก็เจอกับคนที่ผมอยากใช้ชีวิตร่วมกันกับเขาตลอดไป ความรู้สึกที่อยากจะดูแลและปกป้องใครสักคนมันทำให้ผมเลือกที่จะขึ้นรับตำแหน่งท่านผู้นำสูงสุดแทนท่านพ่อ เพื่อที่ผมจะได้มีอำนาจมากพอที่จะคุ้มครองชีวิตเขา แต่แล้วทุกสิ่งอย่างที่ผมทำมากับสูญเปล่าเมื่อคนๆ นั้นได้ทิ้งผมไป... 

ช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิตของผมผ่านไปอย่างยากลำบาก หลังจากที่ผมขึ้นรับตำแหน่งท่านผู้นำสูงสุดของอาณาจักรฟรานต่อจากผู้เป็นพ่อ ผมก็ไม่ได้เจอกับคนที่ผมรักอีกเลย เขาทิ้งผมไปโดยไม่ได้บอกอะไรสักคำ 

ตอนแรกผมยอมรับว่าโคตรเสียความรู้สึก ผมโกรธเขามากที่กล้าทิ้งผมไป ผมเอาความแค้นที่มีต่อเขามาลงกับงาน 

อาณาจักรฟราน คือ อาณาจักรที่เต็มไปด้วยเหล่าแวมไพร์ชั้นสูง ซึ่งเกิดจากความรักของคนทั้งสองไม่ว่าจะเป็นเพศใดหลอมรวมออกมาเป็นเหล่าแวมไพร์ตนน้อย 

โลกใบนี้เมื่อมีสีขาวย่อมต้องมีสีดำ แวมไพร์ทุกตนไม่ได้ดีเสมอไป 

เมื่อมีพละกำลังที่แกร่งกล้าและมีชีวิตที่เป็นอมตะ แวมไพร์บางตนมีความคิดที่อยากจะครองโลกจึงรวบรวมกำลังพลไปสร้างอาณาจักรขึ้นมาอีกแห่ง นั้นคืออาณาจักรไคล โดยมีอะลัวเป็นท่านผู้นำสูงสุดของอาณาจักรนั้น 

พวกมันสร้างกำลังพลจากการเปลี่ยนมนุษย์ธรรมดาให้กลายเป็นแวมไพร์ด้วยการกัด ทั้งยังใช้อำนาจบาตรใหญ่กดขี้ข่มเหงพวกเดียวกัน ดังนั้นพวกผมจึงเรียกอาณาจักรไคลว่าเป็นพวกแวมไพร์ชั้นต่ำ 

หลังจากที่ท่านพ่อของผมเคยบุกไปทำลายล้างอาณาจักรไคลเมื่อหนึ่งเดือนก่อนและได้ฆ่าผู้นำสูงสุด ทุกคนคิดว่าอาณาจักรนี้จะล้มสลาย แต่เปล่าเลย ยังคงมีแวมไพร์ชั้นต่ำที่แอบหลบหนีไปได้ พวกมันพยายามสร้างอาณาจักรไคลขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้พวกผมต้องคอยออกตามล้าเพื่อกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก 

ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ผมสามารถกวาดล้างพวกมันจนหมดสิ้น ทำให้ผมเป็นที่รักและเคารพของเหล่าแวมไพร์ชนชั้นสูงในอาณาจักร ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตกำลังจะดีขึ้นอย่างที่ควรหากผมไม่แอบได้ยินพวกทหารคนสนิทของท่านพ่อคุยกันถึงสาเหตุของคนที่ผมรักทิ้งผมไป ผมตัดสินใจทิ้งงานทุกอย่างเพื่อออกตามหาคนๆ นั้น คนที่ผมมั่นใจว่ามีรักมั่นคงต่อเขา 

ผมใช้เวลานานหลายปีในการออกตามหาคนที่ผมรัก มันมืดแปดด้านไปหมด ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาหนีไปอยู่ที่ไหน มันทั้งเหนื่อยทั้งท้อ เคยคิดที่จะล้มเลิกหลายครั้ง แต่ผมก็ยังคงเชื่อว่าสักวันจะต้องตามหาเขาเจอ 

ผมเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนอย่างไร้จุดหมายเหมือนเช่นทุกวัน เกือบสิบปีแล้วที่ผมไม่เห็นแม้แต่เงาของร่างบาง โลกใบนี้แลดูกว้างใหญ่ขึ้นมาในชั่วพริบตา ต่อให้ต้องใช้เวลาอีกสักกี่สิบปี ร้อยปี หรือพันปี ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องหาครึ่งหนึ่งของหัวใจให้เจอ 

เวลาผ่านไปเนินนานจนดวงตะวันลาลับ ผมเดินมาหยุดพักอยู่ที่ป้ายรถเมย์ใกล้ๆ วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ว่างเปล่า เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมหาเขาไม่เจอ 

“อึก” 

หัวใจดวงน้อยของผมกระตุกขึ้นเร็วระรัวด้วยความดีใจเมื่อสายตาของผมเหลือบไปเห็นร่างบางแสนคุ้นตา ใบหน้างามที่ผมหลงใหลและจดจำได้ดีตั้งแต่วันแรกที่พบเห็น ไม่ผิด ไม่ผิดแน่ ในที่สุดผมก็หาเขาจนเจอ 

ผมวิ่งไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างบางด้วยความดีใจ และผมก็คิดว่าเขาน่าจะดีใจเช่นกันที่เจอผม แต่เปล่าเลยครับ ร่างบางเดินผ่านผมไปเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกัน 

“โนวี่” ผมตะโกนเรียกชื่อคนที่ผมเฝ้าตามหามาตลอดหลายปี พยายามคิดในแง่ดีว่าเมื่อกี้เขาอาจจะไม่เห็นผม แต่ร่างบางก็ยังคงก้าวเดินต่อไปเหมือนไม่ได้ยินเสียงเรียก ผมจึงวิ่งไปคว้าข้อมือบางไว้ 

“โนวี่” ผมเรียกเขาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาหันกลับมา แต่สายตาของเขาว่างเปล่า เหมือนไม่เคยรู้จักผม 

“ขอโทษครับ คุณทักคนผิด ผมชื่อ ‘เก้า’” เสียงหวานพูดเพียงแผ่วเบาแต่กลับดังสนั่นยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด ร่างบางแกะมือออกจากผมแล้วเดินจากไป 

ผมยืนงุงงงครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ อยู่เพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะแอบสะกดรอยตามโนวี่ไปจนได้รู้ว่าเขามาอาศัยอยู่ที่วัดใกล้ๆ 

ครั้นจะบอกว่าเป็นเพียงคนหน้าเหมือนก็ไม่ใช่ เพราะกลิ่นอายของความเป็นแวมไพร์นั่นแพร่กระจายออกมาจากร่างบางได้อย่างชัดเจน แต่เพราะอะไร เพราะเหตุใดกันที่ทำให้เขาเลือกเมินผม เลือกที่จะไม่ยอมรับความจริงว่าเขาคือโนวี่ ผมมั่นใจว่าคนที่ผมเจอในวันนี้คือคนๆ เดียวกับโนวี่ของผม แต่ทำไมเขาถึงบอกผมว่าเขาชื่อ ‘เก้า’ 

“เฮ้อ!!!!” 

ผมถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่ล้านแปด คิดให้ตายยังไงก็คิดไม่ออก หรือเป็นเพียงเพราะข้อตกลงบ้าๆ ที่ท่านพ่อสร้างขึ้นจึงทำให้เขาเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ 

ผมตัดสินใจเช่าห้องพักอยู่ใกล้ๆ กับวัดเพื่อสังเกต สำรวจ ตรวจสอบ และประเมินสถานการณ์ต่างๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผมจริงจังมากแค่ไหน ยิ่งกว่าพวกโรคจิตที่คอยแอบตามดารา และไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมผมถึงรู้จักดารา ตำนงตำนานแวมไพร์ มนุษย์หมาป่า พ่อมด หมอผี ผมรู้หมดครับ จริงบ้างไม่จริงบ้างผู้คนก็มโนกันไป 

ไม่ใช่ว่าพวกแวมไพร์จะต้องอยู่แต่ในป่าในเขา หรือคฤหาสน์หรู ทุกวันนี้แวมไพร์หลายกลุ่มที่สะกดกั้นความหิวกระหายอันดิบเถื่อนภายในกายสามารถออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป พวกเราสามารถถูกแสงแดดได้ หากเพียงแต่ต้องสูญเสียพลังมากกว่าปกติ 

และเหตุผลเพียงข้อเดียวที่พวกแวมไพร์ออกมาใช้ชีวิตร่วมกันกับพวกมนุษย์ก็คือ เบื่อ! 

อย่างที่รู้กันดีว่าแวมไพร์มีชีวิตที่เป็นอมตะ แน่นอนว่าการใช้ชีวิตนั้นค่อยข้างจำเจ ทำให้แวมไพร์หลายตนฝึกความอดกลั่นและออกมาใช้ชีวิตศรีวิไลในเมืองมนุษย์ 

มีหลายเรื่องที่มนุษย์มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับพวกเรา เช่น แวมไพร์ดื่มเลือดเพื่อดำรงชีพ อันนี้ผมไม่เถียง แต่พวกเราก็สามารถท่านอาหารเหมือนที่พวกมนุษย์ทานได้ทุกอย่าง แอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยชั้นเลิศในการบรรเทาความอยากดื่มเลือดที่ดีที่สุด ดังนั้นที่คฤหาสน์หรือบ้านพักที่มีแวมไพร์อาศัยมักจะมีเครื่องดื่มพวกนี้อยู่จำนวนมากเพื่อดับกระหาย หรือที่เรียกว่าดื่มแก้ขัดในยามที่รู้สึกอยากฝังเขี้ยวลงไปที่คอของใครสักคน 

และอีกข้อใหญ่ที่ผมรู้สึกตลกขบขันนั้นก็คือ แวมไพร์ไม่เคยหลับ ข้อนี้เป็นความเชื่อที่ผิดถึงผิดมากที่สุด เหล่าแวมไพร์ก็ต้องการการพักผ่อน เพียงแต่ใช้ระยะเวลาที่น้อยกว่าพวกมนุษย์หลายเท่า เพราะพวกเรานอนกันแค่สองถึงสามชั่วโมงต่อวัน นอกเสียจากว่าร่างกายสูญเสียพลังมากเกินไป เช่น ถูกแสงแดดเป็นเวลานานๆ 

พูดถึงตรงนี้แล้วผมขอตัวไปนอนพักเอาแรงบ้างดีกว่า เดี๋ยวต้องตื่นขึ้นมาแอบดูโนวี่อีกทั้งวัน ไม่รู้ว่าสิบปีที่โนวี่หายไป เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างไรและทำอะไรบ้าง 

วันต่อมา...ผมตั้งใจไปพบโนวี่อีกครั้ง หลังจากที่แอบเฝ้าสำรวจกิจวัตรประจำวันช่วงเช้าอยู่นานสองนาน ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก ตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงเที่ยงวัน โนวี่มาช่วยพวกเพื่อนๆ ที่คณะทำอุปกรณ์ร่วมกิจกรรมอะไรบ้างอย่างอยู่ที่ใต้ตึกบริหาร2 (มีตึกบริหาร 2 ตึกครับ) 

จากเท่าที่แอบฟัง ผมคิดว่าโนวี่น่าจะเรียนอยู่คณะบริหารที่มหาลัยXXX แต่ไม่แน่ใจว่าอยู่ปีอะไร และทุกคนในที่นี้ก็รู้จักโนวี่ในนามของ ‘เก้า’ 

“ทุกคน ไปกินข้าวกันเถอะ บีหิวแล้ว” ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มของโนวี่ที่น่าจะชื่อ ‘บี’ พูดขึ้น เธอละมือจากงานตรงหน้า 

“งั้นพักก่อนก็ได้ ไปกินข้าวกันก่อนนะทุกคน” ผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่กลุ่มข้างๆ ตะโกนบอกเสียงดังให้เพื่อนๆ ได้ยินกันทุกคน เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งหญิงชายที่มาช่วยทำอุปกรณ์วันนี้ต่างพากันแยกย้ายออกไปทานอาหารมื้อกลางวัน 

“วันนี้กินอะไรดี ก๋วยเตี๋ยวมั้ย” ผู้ชายที่นั่งติดกับโนวี่ทางซ้ายมือเสนอเมนูอาหาร ก่อนจะหันไปถามโนวี่อย่างต้องการเอาอกเอาใจ ผมรู้สึกไม่ชอบเพื่อนคนนี้ของโนวี่เลยครับ ลืมบอกไปว่ามันชื่อ ‘เสือ’ เห็นสาวๆ หลายคนเรียกขาน ทั้งยังส่งสายตาหวานเยิ้มมาให้ ท่าทางน่าจะเจ้าชู้ 

“เรายังไม่ค่อยหิวเลย ทุกคนไปกินกันก่อนเลย” โนวี่ปฏิเสธแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ 

“แน่ใจหรอว่าไม่หิว” เพื่อนผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ โนวี่ทางขวามือถามย้ำ ดวงตาคมฉายแววของความเป็นห่วงเป็นใย 

“แน่ใจซิ โชนไม่ต้องห่วงนะ” โนวี่ยืนยันพร้อมส่งยิ้มพิมพ์ใจให้กับเพื่อนที่ชื่อว่า ‘โชน’ เห็นแล้วหงุดหงิดลูกตาชะมัด! 

“งั้นไปกันเถอะ กูอยากพักจะแย่อยู่แล้ว” เพื่อนผู้ชายในกลุ่มอีกคนบอกพร้อมบิดขี้เกียจ 

“แล้วจะฝากซื้ออะไรหรือเปล่า” คนที่ชื่อโชนถามโนวี่ 

“ขอน้ำแดงแล้วกัน อยากกินแก้ขัดไปก่อน ฮ่า” 

โชนกระตุกยิ้มมุมปากก่อนที่เพื่อนๆ ในกลุ่มของโนวี่จะเดินออกไปจากซุ้มกิจกรรม ผมจึงสบโอกาสตอนที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้นเดินเข้าไปหาโนวี่ วันนี้ผมต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมเขาต้องทำเป็นไม่รู้จักกับผมด้วย 

ตึก ตึก 

“ก็บอกว่าไม่หิ..” โนวี่ที่ได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาพูดปฏิเสธเพราะคิดว่าเพื่อนกลับมาตามตื้อชวนไปกินข้าว 

โนวี่ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นผม ผมยิ้มบางๆ ส่งไปให้อย่างเป็นมิตร แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือสายตาว่างเปล่ากับใบหน้าเรียบตึง 

“โนวี่” ผมเรียกชื่อร่างบางตรงหน้าเสียงแผ่วเบา จากที่คิดไว้ว่าทำใจได้หากร่างบางแสดงตอบมาเช่นนี้ ผมคงไม่รู้สึกอะไร หน้าอกข้างซ้ายกลับรู้สึกหน่วงๆ มันเหมือนกับว่าผมไม่เคยมีตัวตนอยู่ในห้วงความทรงจำของเขาเลย 

“ขอโทษครับ ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณพูด” น้ำเสียงนิ่งเรียบตอบกลับมาอย่างสุภาพแต่มันกลับบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ 

“ต่อให้โนวี่จะปฏิเสธอีกสักกี่ครั้ง ยังไงโนวี่ก็คือโนวี่ ต่อให้ชื่อเก้า ชื่อสิบ หรือว่าจะชื่ออะไร ไม่ว่ายังไงโนวี่ก็หนีตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไม่พ้น” 

ปึง 

“หยุดพูดสักที ต้องให้ฉันหนีนายไปไกลถึงแค่ไหน” เสียงของที่โนวี่ถืออยู่ในมือวางกระทบพื้นอย่างแรงดังขึ้น ก่อนที่ร่างเล็กจะโผลงความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจออกมาอย่างเหลืออด 

“ไม่นะ อย่าหนี” ผมถลาตัวเข้าไปกอดรัดร่างบางไว้ พยายามเหนี่ยวรั้งไม่ให้โนวี่ลุกเดินหนี กว่าผมจะหาเขาเจอมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และครั้งนี้ผมจะไม่ยอมปล่อยให้โนวี่หลุดมือไปเด็ดขาด 

“ถ้านายยังไม่เลิกตามตอแย ยังไม่เลิกพูดถึงเรื่องในอดีต ก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นหน้าฉันอีก” โนวี่ยื่นคำขาด ผมพยักหน้ารับอย่างเสียมิได้ ไว้ค่อยหาโอกาสเหมาะๆ เกลี่ยกล่อมให้ร่างบางกลับไปอยู่ที่ปราสาทด้วยกันกับผมทีหลังยังทัน ตอนนี้ขอเอาใจคนขี้น้อยใจให้อารมณ์ดีขึ้นก่อน 

“ถ้าเข้าใจก็ปล่อยได้แล้ว ฉันกับนายเราไม่ได้เป็นอะไรกัน” 

ฉึก 

เหมือนโนวี่หยิบลิ่มเหล็กแหลมมาแทงผมเลยครับ เจ็บจังกับคำพูดที่ได้ยิน ผมจำใจเปล่ามือที่กอดรั้งร่างบางทั้งสองข้างแล้วยอมนั่งลงตรงที่ว่างข้างๆ ใจจริงอยากจะจับร่างบางให้ขึ้นมานั่งอยู่บนตักเสียด้วยซ้ำ แต่ผมก็ทำได้แค่คิดและมโนอยู่ฝ่ายเดียว 

“โนวี่” ผมเรียกร่างบางที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่สนใจผมแม้แต่น้อย 

“ชื่อเก้า” เสียงแข็งเอ่ยย้ำเตือนให้ผมเรียกชื่อเขาให้ถูก 

“ครับเก้า ไม่สนใจผมหน่อยหรอ” นิ้วชี้สะกิดไหล่เล็กจึกๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ร่างบางก็ยังคงนิ่งเฉยทำราวกับว่าผมเป็นอากาศธาตุ 

“ไม่เป็นไร ผมจะทำให้เราสองคนกลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้” 

“นี่!” 

“โอเค ไม่พูดเรื่องในอดีตแล้วครับ แต่ผมจะเริ่มจีบคุณใหม่อีกครั้ง” ผมยกเมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของการยอมแพ้เมื่อเผลอพูดถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมาและพบสายตาขุ่นเคืองของอีกฝ่าย แต่ก็อย่างที่ผมบอก ผมจะเริ่มจีบโนวี่ใหม่อีกครั้ง 

“ครั้งที่แล้วนายจีบฉันตอนไหนกันห๊ะ!” โนวี่วีนใส่ แต่จะว่าไป เขาก็หลุดพูดถึงเรื่องในอดีตเหมือนกันนะ เพราะเมื่อก่อนผมก็ไม่ได้จีบเขา รวบหัวรวบหางแล้วมัดมือชก 

“หึหึ” ผมหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ 

“ขำอะไร” โนวี่ถามเสียงขุ่น ดูท่าน่าจะยังไม่รู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกมา 

“ก็ขำคนปากไม่ตรงกับใจ ทั้งๆ ที่บอกไม่ให้เราพูดเรื่องในอดีต แต่ตัวเองกลับเป็นฝ่ายพูดเอง” 

“ฉันพูดตอนไหนไม่ทราบ” คนปากไม่ตรงกับใจยังคงค้านหัวชนฝา 

“ก็ที่พูดออกมา เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้จีบโนวี่สักหน่อย แต่ตอนนี้ผมจะจีบอย่างจริงจัง” ผมพูดไปพลางรอบสังเกตปฏิกิริยาของคนข้างกาย เขาดูอึ้งเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าเผลอหลุดอะไรออกมา 

“อื้อ! ธีร์! อย่าแกล้งบีสิ” เสียงพูดกับเสียงฝีเท้าของใครหลายคนดังใกล้เข้ามา เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าผมต้องรีบไป 

“ไว้เจอกันครับ” 

ฟอดดดด 

“อ๊ะ!” 

พรึบ 

ผมบอกร่างบางพร้อมยื่นหน้าไปขโมยหอมแก้มขาวใส ไม่รอให้ร่างบางบ่นได้ทันผมก็วิ่งหายออกมาจากตรงนั้นด้วยความรวดเร็ว 

หลังจากวันนั้น ผมแอบตามดูพฤติกรรมของโนวี่อยู่ห่างๆ จนรู้ว่าตอนนี้โน่วี่เรียนอยู่ปี2 คณะบริหารอย่างที่ผมคิดไว้ ผมจึงทำเรื่องสมัครเข้าเรียนที่นี่และเลือกเรียนคณะเดียวกันกับโนวี่ เพราะมีวิธีนี้วิธีเดียวที่จะทำให้ผมเข้าใกล้ร่างบาง 

ซึ่งวิธีการก็แสนจะง่ายดาย ไม่ต้องใช้เส้นหรือจ่ายเงินใต้โต๊ะเหมือนที่ครอบครัวใครหลายคนชอบทำกัน เพียงแค่... 

“ผมต้องการเข้าเรียนที่นี่ คณะบริหาร” ผมบอกกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบเอกสารการสมัครเข้าเรียนของมหาลัยXXX 

“จบที่ไหนมาคะ ขอดูเอกสารหน่อย” 

“ไม่มีครับ” ผมจะไปมีเอกสารที่ว่านั้นได้ยังไงกัน 

“ถ้าไม่มีก็สมัครไม่ได้ค่ะ” 

“ให้ผมเข้าเรียนที่นี่ คณะบริหาร” ผมจ้องตาเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยประโยคที่ผมต้องการ 

“ค่ะ คุณได้เข้าเรียนที่นี่ในคณะบริหาร ส่วนเรื่องเอกสารเดี๋ยวดิฉันจะจัดการให้” 

และนี่คืออีกหนึ่งความสามารถที่แวมไพร์อย่างเราๆ ทำได้ นั่นคือการสั่งให้มนุษย์ทำในสิ่งที่เราต้องการได้ 

ในที่สุดวันเปิดเรียนก็มาถึง ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันนี้มากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเจอกับโนวี่ที่ผมวาดฝันไว้ ผมยังได้เริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหม่ในรั่วมหา’ลัย เกิดมาจนอายุเกือบร้อยยี่สิบปี ยังไม่เคยมีเพื่อนเป็นมนุษย์เลยสักคน 

“มึงชื่อไรวะ” เสียงหวานของผู้ชายร่างบางที่นั่งอยู่แถวข้างๆ ผมทักขึ้นในขณะที่กำลังนั่งรอนักศึกษาปีหนึ่งมาร่วมกิจกรรมกันจนครบ 

“ฟร..” ผมเกือบจะเผลอบอกชื่อจริงออกไป แต่ต้องชะงักค้างและคิดหาชื่อเรียกง่ายๆ ทันสมัย และไม่เด่นสะดุดหูจนเกินไป การที่ผมออกมาตามหาโนวี่ในเมืองหลายปี ทำให้ผมคุณชินกับภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งผมนึกขอบคุณเพราะมันเป็นผลดีและมีประโยชน์มากในเวลานี้ 

ผมมองไปรอบๆ ก่อนที่แสงจากดวงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมาแยงสายตา และชื่อนี้ก็ผุดขึ้นมาในความคิดของผม 

“ซัน” 

“อ๋อ กูกล้า แล้วทำไมมึงไม่เขียนชื่อลงไปที่ป้ายชื่อวะ” เพื่อนที่นั่งข้างผมแนะนำชื่อ พร้อมถามถึงสาเหตุของป้ายชื่อที่มันว่างเปล่าไร้ซึ่งตัวอักษร 

“คือ...” 

“เราชื่อพลอยนะ” ในระหว่างที่ผมกำลังคิดหาข้ออ้าง เสียงสดใสของผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างหน้าของกล้าก็หันกลับมาแนะนำตัวให้ผมรู้จัก 

“เอ่อ เราซัน” 

“หวัดดี” เสียงใสของผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมหันหลังกลับมาทักอย่างกล้าๆ กลัวๆ 

“น้อยหน่า ชื่อน่ารักจัง” พลอยอ่านชื่อของเพื่อนผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ 

“ขอบคุณครับพี่เก้า” เสียงเข้มของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาใกล้ๆ ซึ่งผมจะไม่ใส่ใจอะไรถ้าหากชื่อที่ผมได้ยินไม่ใช่ ‘พี่เก้า’ 

ผมหันกลับไปมองก็เห็นเป็นชายร่างสูงกำลังโค้งตัวขอบคุณพี่เก้าแล้วเดินเข้ามานั่งรวมแถวกับเพื่อนๆ ซึ่งเป็นที่ว่างข้างๆ ผม ผมจึงตัดสินใจที่จะตีสนิทกับมันเผื่อจะรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับพี่เก้า 

“มึงชื่อไรวะ กูซัน” ผมก็อปประโยคเดียวกับที่กล้าถามผมเมี่อกี้มาถามเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ 

“กูคริส” ผมพยักหน้ารับรู้ แล้วเอาไงต่อดีวะ ถามแค่ชื่อเนี่ยนะ ผมมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจและสังเกตว่าพวกมนุษย์เขาทำความรู้จักกันยังไง 

“น้อยหน่า นี่ข้าวกล้าเพื่อนพลอยเอง” เสียงพลอยแนะนำชื่อเพื่อนให้น้อยหน่ารู้จัก ผมทำบ้างดีกว่า 

“เออ! คริส นี่ไอ้กล้า พลอย น้อยหน่า” ผมแนะนำให้คริสรู้จักกับเพื่อนทุกคนที่หันมาทักผม 

และในไม่กี่นาทีต่อมา พวกเราทั้ง 5 คนก็กลายเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน จากที่ตอนแรกผมไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาพูด แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นผมที่พูดเยอะที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากไม่เคยมีเพื่อนเป็นมนุษย์มาก่อนจึงทำให้เรื่องราวต่างๆ ที่ฟังเพื่อนเล่าน่าสนุก และกลายเป็นว่าผมได้รู้จักกับตัวเองในแบบที่ไม่เคยได้เป็นมาก่อน 

ชีวิตที่ไม่ต้องตีหน้าขรึม เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีเพื่อนให้ความสำคัญ ไม่ต้องมียศถาบรรดาศักดิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกวันต้องมาเรียน ตอนกลางวันไปกินข้าวที่โรงอาหาร (ตอนกลางคืนแอบไปหาเลือดกิน) 

และที่โชคดีไปกว่านั้นคือผมมีพี่เก้าเป็นพี่รหัส ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรจนต้องแอบไปกระซิบถามคริส แต่พอมารู้ความหมายของพี่รหัสแล้วก็ทำผมยิ้มหน้าบาน ก็อย่างว่า คนเรามันเป็นเนื้อคู่กัน ต่อให้ทำเป็นไม่สนใจหรือพยายามหนีแค่ไหน แต่ถ้ามันใช่ ยังไงมันก็ต้องเจอกันอยู่ดี 

 

กุลณัฐ|koonlanut 

​ฝากติดตามเรื่องใหม่ของเราด้วยนะ สำหรับบางคนก็ได้อ่านไปแล้วเนอะ แต่ไรทฺก็อยากให้อ่านอีก เพราะไรท์ได้เพิ่มบางฉาก บางประโยคเข้าไป ช่วงแรกๆ ก็ยังคล้ายๆ แบบเดิม เขายังไม่ได้อ่อยกัน แต่รับรองความแซ่บของคู่นี้ รอลุ้นนร้าาาา 

ความคิดเห็น