สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 14

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 254

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2562 19:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14
แบบอักษร

ออกจากสุสานงักฮุย เดินทางต่อมาอีกชั่วโมงเศษเพื่อไปยังจุดหมายต่อไป สายฝนในช่วงเช้าแปรเป็นเกล็ดหิมะปลิวโปรยลงมาไม่ขาดสาย ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมเมืองโบราณอูเจิ้นบางตาไปด้วย  

สายพิณพาลูกทัวร์ไปคอยในอาคาร ขณะสินแยกไปชำระค่าผ่านประตู เขาหายไปครู่ใหญ่ก็กลับมาชูบัตรใบเล็กในมือให้ทุกคนดู พร้อมกล่าวว่า  

“ได้ตั๋วลงเรือแล้ว ตามผมมาเลย เดี๋ยวเราจะนั่งเรือเข้าไปกินข้าวกลางวัน แล้วก็เที่ยวหมู่บ้านกัน เอาละ ! เดินดี ๆ ระวังลื่นกันนะครับ” เขานำลูกทัวร์ออกจากอาคารไปหยุดที่ท่าเรือไม้ซึ่งไม่มีคนต่อคิวอยู่เลย 

เรือเล็กที่ลอยลำรออยู่นั้น ยาวสองเมตรและกว้างเพียงเมตรเศษ มีที่นั่งยาวเลียบกราบทั้งสองฝั่ง ตัวเรือไม่มีผนัง ใช้เพียงผ้าม่อฮ่อมพิมพ์ลายดอกสีขาวเล็ก ๆ คลุมกันลม ขณะที่หลังคามุงด้วยฟางบาง ๆ เท่านั้น 

หลังจากเรือลำแรกบรรทุกหกผู้อาวุโสและสินเบนหัวออกจากท่า อาจารย์เสน่ห์ และครอบครัวของกันต์ก็ลงเรือลำถัดไป ส่วนลำสุดท้ายจะเป็นกลุ่มของภูมิ รินรดา และสายพิณ ทว่าเมื่อเรือเทียบท่ามารอรับ ภูมิกลับบอกเจ้าหน้าที่ทัวร์ชาวไทย 

“รบกวนคุณจ๋าซื้อตั๋วเรือเพิ่มให้หน่อยครับ ผมอยากไปกับพลอยสองคน” เขาบุ้ยหน้าไปทางชนวีร์ “เก็บเงินที่คนนั้นฮะ” ภูมิไม่รอให้พี่ชายปฏิเสธ แต่รีบจูงแพรพลอยลงเรือแล้วให้สัญญาณคนแจวเรือออกเดินทางทันที 

รินรดายืนเหวอ ขณะที่ผู้เป็นพี่ชายส่ายหน้ากับนิสัยเอาแต่ใจของน้องที่นาน ๆ จะแผลงฤทธิ์สักหน เขาดึงธนบัตรใบใหญ่สุดส่งให้สายพิณ 

“รบกวนหน่อยครับคุณจ๋า น้องผมมันทำตัวเป็นหนุ่มเวนิส แยกไปนั่งเรือกอนโดล่าจู๋จี๋กันสองต่อสองซะแล้ว” 

ไกด์สาวยิ้มรับ บอกว่า “ไม่เป็นไรค่ะ คุณสองคนรอตรงนี้แป๊บเดียว เดี๋ยวจ๋ากลับมาค่ะ” 

เธอกลับเข้าไปในอาคารเพื่อซื้อตั๋วลงเรือเพิ่ม ปล่อยให้หนุ่มสาวยืนอยู่ด้วยกันตามลำพัง  

เกล็ดหิมะโปรยคว้างลงสู่ท่าเรือไม้ที่ว่างเปล่า มองเห็นเรือแจวลอยล้อระลอกคลื่นและกระแสลมเพียงเลือนราง แม้ทัศนวิสัยไม่ดีนัก แต่วินาทีนั้นรินรดากลับไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือโดดเดี่ยวเลย 

ชนวีร์ยึดแขนพยาบาลจำเป็นไว้มั่นด้วยกลัวลมแรงจะพาเธอพลัดลงแม่น้ำไป ทั้งที่ก็เดาได้ว่าเดี๋ยวแม่สาวแจ้วแว้ดคงไม่พ้นอาละวาดเขาตามเคย 

รินรดาก้มมองมือขาวสะอาดแล้วหันไปตั้งท่าเตรียมวีนเต็มที่ ทว่าดวงตาคู่สวยกลับเบิกโพลงขึ้น ริมฝีปากบางเผยอด้วยความตกใจ เมื่อปุยหิมะบางเบาโรยหล่นจากฟากฟ้า ทิ้งประกายวาววามแตะแต้มลงบนเส้นผมของชนวีร์ แนวไผ่หนาเบื้องหลังเขากำลังไหวเอนลู่ลม กิ่งใบระเริงเล่นสั่นระริกได้ยินเสียงซู่ชัดเจน  

ทว่าสิ่งที่ทำให้หญิงสาวขนลุกเกรียวก็คือ...สายตาคู่ที่ทอดมองเธอด้วยความเป็นห่วงอยู่ตรงหน้า ! 

เธอเคยเห็นดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นี้มาก่อน ! 

รินรดาสะบัดศีรษะแรง ไม่สนใจแล้วว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอคือความฝันหรือความจริง สิ่งเดียวที่เธอมั่นใจ ก็ดวงตาของชนวีร์เป็นคู่เดียวกับที่เธอฝันเห็นในเช้าวันสอบวันนั้น  

ชนวีร์คือเจ้าของดวงตาในภาพสเก็ตช์ที่เธอวาดเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ ! 

สัญชาตญาณของเธอไม่ผิดพลาดเลยสักนิดที่พยายามผลักไสเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน วันวานเธออาจไม่รู้สาเหตุ แต่วันนี้ทุกคำตอบรออยู่ตรงหน้าเธอแล้ว 

ชนวีร์คือผู้ชายที่อยู่ในความฝันของเธอมาตั้งแต่เล็ก คนที่เธอเคยเฝ้ารอวันที่จะได้พบพานและรักใคร่ กระทั่งยอมเลือกเส้นทางชีวิตไปกับกานน เพียงเพราะเชื่อว่าเขาคือคนในฝันคนนั้น ทว่าสุดท้ายแล้ว...เขาก็ไม่ใช่ ! 

แต่วันนี้...เธอพบแล้ว ! ผู้ชายที่เคยโลดแล่นอยู่ในความฝันกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอ การเดินทางที่แสนยาวไกล และการรอคอยที่เนิ่นนานสิ้นสุดลงแล้ว เธอได้พบผู้ชายในความฝันของเธอเสียที 

รินรดาเบือนหน้าไปยังท้องน้ำ กะพริบตาถี่ไล่หยาดน้ำร้อน ๆ ให้ไหลย้อนกลับคืน 

“เป็นอะไรหรือเปล่า คุณหลิว” น้ำเสียงอ่อน ๆ ของเขาถามด้วยความอาทร 

หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น ไม่อยากเชื่อว่าวันหนึ่งข้างหน้า เจ้าของคำพูดนี้จะบอกกับเธอด้วยน้ำเสียงหม่นเศร้า... 

ถ้ามันเป็นความต้องการของหลิว ผมก็จะหย่าให้ ! 

หญิงสาวส่ายหน้าแทนคำตอบ ขณะกล้ำกลืนรอยขมลงในลำคอ 

แม้จะหากันจนเจอ แต่สุดท้ายมันก็จะต้องจบลงอยู่ดี แบบนี้จะพบกันไปทำไม ! 

 

ผู้ประสานงานสาวชาวไทยหายไปไม่นานก็กลับมาสมทบพร้อมกับตั๋ว เธอนำหน้าลงเรือไปยื่นบัตรให้คนแจว แล้วส่งมือให้ชนวีร์ยึดเป็นหลักเพื่อก้าวตามมา โดยมีรินรดาลงเรือไปเป็นคนสุดท้าย หญิงสาวนั่งฝั่งเดียวกับสายพิณ ปล่อยให้ชนวีร์นั่งฟากตรงข้ามเพื่อเฉลี่ยน้ำหนัก นักโฆษณาสาวมองตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งผู้ช่วยหัวหน้าทัวร์กำลังบรรยายให้ฟัง โดยไม่หันมาทางชนวีร์สักนิด 

หมู่บ้านอูเจิ้นยังคงสภาพความเป็นเวนิสตะวันออกเอาไว้ครบถ้วน ภายในหมู่บ้านมีแม่น้ำลำธารไหลผ่าน โดยอนุรักษ์บ้านเรือน วิถีชีวิต รวมทั้งอาชีพทำมาหากินไว้ไม่เปลี่ยนแปลง 

หิมะปลิวเข้ามาทางหัวเรือที่เปิดโล่ง ลุงแจวเรือครวญเพลงพื้นบ้านก้องสะท้อนไปทั่วคุ้งน้ำ ทำให้บรรยากาศรื่นรมย์น่าประทับใจยิ่ง 

เมื่อเรือเทียบท่า รินรดาล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรจำนวนยี่สิบหยวน ส่งให้แก่ลุงแจวเรือ คนชรารับเงินด้วยสีหน้าสดใส ประกายตาเต็มไปด้วยความยินดี  

“คุณทิปเยอะไปหรือเปล่า ปกติเขาให้กันอย่างมากก็แค่ห้าหยวนเอง” ชนวีร์ถามด้วยความประหลาดใจ ตอนซื้อของเมื่อวาน เห็นต่อราคายุบยับราวกับคนขี้งก แต่บทจะทิป แม่คุณจ่ายทีละยี่สิบหยวน ! 

“ฉันจะให้เท่าไหร่ มันก็เงินฉันไม่ใช่เหรอ คุณนี่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” เมื่อยังคิดไม่ออกว่าควรจัดการกับความจริงที่เพิ่งค้นพบอย่างไรดี รินรดาจึงใช้โหมดมาตรฐานรับมือเขาไปพลาง ๆ ก่อน 

“ผมเปล่ายุ่งสักหน่อย ผมแค่เกิดอยากรู้ขึ้นมาว่าถ้าคนที่แจวเรือเมื่อกี้เป็นผม คุณจะทิปให้เท่าไหร่ ผมก็ร้องเพลงเพราะไม่แพ้ลุงแกเลยนะ ขอบอก ! ” เขาโอ่ 

“ให้ทิปก็เหมือนให้ทาน คุณไม่รู้หรือไงว่าเวลาให้ทานน่ะ มันต้องเกิดจากเจตนาบริสุทธิ์สามอย่าง หนึ่งคือให้ด้วยเงินที่หามาอย่างซื่อสัตย์ สองใจผู้ให้ก็ต้องบริสุทธิ์ ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และสุดท้ายก็คือทั้งผู้ให้และผู้รับจะต้องตั้งใจ ซึ่งถ้าต้องให้ทิปคนอย่างคุณเนี่ย แค่คิด...ผู้ให้อย่างฉันก็ไม่เต็มใจแล้วละ”  

คำตอบของรินรดาทำให้ชายหนุ่มแปลกใจ  

เห็นท่าทางหัวแข็งทันสมัยอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเป็นคนธรรมะธัมโมกับเขาด้วย !  

ชนวีร์นึกนิยมผู้หญิงคนนี้เพิ่มขึ้น กระนั้นเขาก็ยังคงรักษาคอนเซปต์ ‘จอมกวน’ ไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เมื่อเอ่ยว่า... 

“ไม่ใช่แค่คุณให้ผมไม่ได้ร็อก ผมเองก็คงรับทิปจากคุณไม่ได้เหมือนกัน” ชนวีร์ยียวนด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม ครั้นหญิงสาวหันมามองด้วยความสงสัย เขาจึงอธิบาย 

“ที่ผมรับทิปรับทานจากคุณไม่ได้ ก็เพราะผมน่ะมันชักจะ ‘ไม่บริสุทธิ์ใจ’ ซะแล้วน่ะสิ” ชนวีร์ตีโวหารทำหน้าเป็น มองรินรดาที่สะบัดหน้าหนีไปทางอื่นทันทีด้วยความขบขัน พร้อมกับรู้สึกสุขใจอย่างยิ่ง 

แซวนิดก็เขิน หยอกหน่อยก็งอนอย่างนี้ รับรองว่ารินรดาจะต้องใจอ่อนกับเขาในไม่ช้าแน่นอน ! 

 

ฮีตเตอร์ในภัตตาคารทำให้อากาศอบอุ่นกว่าภายนอก ดังนั้นหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ลูกทัวร์จึงต้องทำใจกันพอสมควรเมื่อต้องกลับออกมาสู้กับอากาศเหน็บหนาวอีกครั้ง สินพานักท่องเที่ยวลัดเลาะทางเดินที่ทอดยื่นไปในแม่น้ำ ทะลุผ่านศาลาลอยทรงเก๋งจีน ซอกซอนตามตรอกเล็ก ๆ พร้อมกับบรรยายวิถีชีวิตของชาวบ้านให้ทุกคนฟังอย่างเพลิดเพลิน 

นักโฆษณาสาวปรายตาดูชนวีร์ที่อยู่เคียงข้างด้วยความหนักใจ 

เธอเคยคิดว่าการตามหาผู้ชายในฝันคนนั้นท่ามกลางคนหกพันล้านคนคือขั้นตอนยากที่สุดแล้ว แต่หญิงสาวเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าต่อให้ได้เจอเขาแล้ว เรื่องราวของเธอก็ไม่เห็นจะง่ายขึ้นตรงไหน เพราะการพบกันในวันนี้ไม่ยั่งยืน ไม่ว่าอย่างไรวันนึงข้างหน้าเธอก็ต้องบอกลาเขาอยู่ดี 

แล้วดูท่าทางมั่นอกมั่นใจของผู้ชายคนนี้เถอะ ปกติเธอก็แทบปฏิเสธเขาไม่ได้อยู่แล้ว ครั้นรู้ว่าเขาคือคนในฝัน ทำให้การพูด ‘ไม่’ กลายเป็นเรื่องยากลำบากทบเท่าทวีคูณ  

เธอรู้...การตกหลุมรักผู้ชายอย่างชนวีร์ไม่ใช่เรื่องยาก 

แต่วันข้างหน้าที่ต้องบอกลาเขาต่างหาก เธอต้องใช้ความเข้มแข็งมากมายแค่ไหน เพื่อตัดใจจากเขาได้สำเร็จ 

รินรดานึกอยากใช้เวลานิ่งคิดเรื่องที่เกิดขึ้นเงียบ ๆ คนเดียวสักพัก เผื่อว่าเธอจะมองเห็นทางออกแบบที่ไม่ต้องมีใครเสียใจ... 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ตัวเธอเอง ! 

“เป็นอะไรไปครับ ท่าทางเหมือนคุณไม่ค่อยสนุก ผมเห็นคุณถอนใจเฮือก ๆ ตั้งหลายรอบแล้วนะ”  

หญิงสาวแปลกใจ คิดไม่ถึงว่าชนวีร์จะสังเกตเห็นอาการของเธอ 

“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่เซ็งนิดหน่อยน่ะ” 

“เบื่อที่ต้องคอยดูแลผมหรือเปล่า” จอมมารยาทำเสียงอ่อย 

“ฉันไม่เสียมารยาทขนาดนั้นหรอกน่า”  

“แปลว่าถ้าไม่กลัวเสียมารยาท คุณก็คงเบื่อ” เขาตัดพ้ออย่างน่าสงสาร 

“อยากคิดอย่างงั้นก็ตามใจ” หญิงสาวเป่าปากอย่างแรง ทำใจว่าถ้ายังมีเขาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ อย่างนี้ เธอคงหาโอกาสสงบใจไม่พบแน่ “รีบเดินเถอะ เห็นสินว่าจะพาไปชิมเหล้าด้วยนี่ ขืนช้าเดี๋ยวก็อดกันพอดี”  

“คุณกินเหล้าเป็นด้วยเหรอ เก่งจัง จะว่าไปคุณนี่ก็เป็นผู้หญิงเก่งเหมือนกันนะ ดูสิถึงขนาดกล้ามาเที่ยวเมืองจีนคนเดียวอย่างนี้ด้วย ไม่ธรรมดาเลย”  

เห็นหรือยังว่าเธอคงหาความสงบสุขไม่ได้แน่ ในเมื่อคนข้าง ๆ ช่างพูดผิดนิสัยผู้ชายขนาดนี้ 

“มีอะไรไหมที่คนเก่งอย่างคุณทำไม่ได้น่ะ” ชนวีร์ก้มลงมามองหน้าเธอด้วยสีหน้าอยากรู้ 

รินรดาพยักหน้า  

ชายหนุ่มจึงทำท่าตั้งใจรอฟังคำตอบเต็มที่ 

“มีสิ ก็ทำให้คุณไปอยู่ไกล ๆ ฉันไง ทำไมคุณถึงพูดมากขนาดนี้เนี่ย น่ารำคาญที่สุดเลย รู้ตัวหรือเปล่า” หญิงสาวบ่นแล้วจ้ำหนีไปอย่างรวดเร็ว 

“พูดน้อยก็ว่าเป็นใบ้ พูดมากก็หาว่าน่ารำคาญ ผู้หญิงนี่เอาใจยากที่สุดเลย รู้อย่างนี้นายชนวีร์มันน่าจะหนีไปเป็นเกย์เสียให้รู้แล้วรู้รอดดีกว่า” เสียงคนแขนเจ็บบ่นกระปอดกระแปดดังไล่หลังมา  

หญิงสาวเกือบจะเผยอยิ้มออกมาอีกครั้ง ทว่าเมื่อระลึกถึงความจริงที่ยังคงหม่นมืดอยู่ในใจ หัวใจรินรดาก็กลับห่อเหี่ยวลงช้า ๆ ด้วยความสับสน ละห้อยโหย  

ทำไมต้องหย่าร้าง ทำไมต้องเลิกรา ! 

ถ้าเพียงแต่ไม่มีความฝันพวกนั้น เธอคงเปิดใจรับเขาเข้ามาได้ไม่ยากเย็นเท่านี้ ! 

 

บริกรสาวหรือเสี่ยวเม่ยในภาษาจีน สวมชุดพื้นเมืองเสื้อคอจีนกับกางเกงขาก๊วยสีน้ำเงินลายดอกขาวเล็ก ๆ ประคองถาดที่มีจอกกระเบื้องสีขาวเรียงรายมาเสิร์ฟลูกทัวร์ที่เข้าชมโรงกลั่นเหล้าพื้นเมืองของอูเจิ้น 

สินอธิบายว่า “นี่เป็นเหล้ากลั่นพื้นเมือง ลองชิมดูได้ แต่ต้องระวังนะครับ เพราะดีกรีค่อนข้างสูง” 

ผู้อาวุโสและหนุ่ม ๆ รับจอกเหล้ามาชิมด้วยความครื้นเครง รินรดาเหลือบมองแพรพลอย ก็เห็นฝ่ายนั้นกำลังจิบเหล้าทีละนิด เธอจึงยกจอกขึ้นดม ทำจมูกฟุดฟิด ก่อนแตะเข้าที่ริมฝีปากบ้าง 

เหล้าจีนในจอกนั้นไม่มีสี แต่มีกลิ่นหอมนิด ๆ อวลอยู่บนปลายลิ้น อากาศที่อุณหภูมิลดต่ำทำให้เหล้าเย็นเฉียบคล้ายเพิ่งนำออกจากตู้แช่ ทว่าเมื่อล่วงผ่านลำคอลงไป กลับร้อนวาบเป็นสายจนรู้สึกได้  

เพียงจิบเดียวที่ได้ชิมน้ำใสกลิ่นหอมอ่อน ๆ รินรดาก็ชะงัก ถอนริมฝีปากทันที  

”แรงจัง” เธอพึมพำและวางจอกเหล้าคืนลงบนถาด 

“อะไรกัน จิบไปนิดเดียวเองเสียดายของ กินไม่หมดทำไมไม่ยกให้ผมล่ะ” ชนวีร์บ่นพลางชะโงกไปดูจอกของหญิงสาวที่ยังมีเหล้าเหลืออยู่เต็มแก้ว 

“อยากได้ก็เอาไปสิ ฉันยกให้”  

“ยกให้ผมจริงนะ” คนขี้งกทำหน้าตามีเลศนัย 

กว่าจะรู้ตัวว่าเสียท่าจอมเจ้าเล่ห์เธอก็เปลี่ยนใจไม่ทันแล้ว ชนวีร์หยิบจอกเหล้าของเธอไปหมุนจนเจอรอยลิปสติกบาง ๆ เขาสบตาหญิงสาวอย่างท้าทาย ขณะจรดริมฝีปากทับรอยสีชมพูจางนั้นแล้วดื่มรวดเดียวหมดแก้ว 

“หวาน...” คนพูดเติมรอยชื่นใจลงบนใบหน้า แต่ท่าทีบอกชัดว่าที่เขาเอ่ยชมน่ะไม่ใช่เหล้าแน่ ๆ ! 

รินรดาหน้าร้อนจี๋ กำแพงใสที่ก่อไว้ปลาสนาการจากใจจนหมดสิ้น ประโยคแหวแว้ด ๆ ที่เคยคล่องปรื๋อชินปากก็หายไปจากพจนานุกรมเช่นกัน 

ตาบ้า ! คน... คน... นั่นสิ คนแบบนี้ควรให้เธอเรียกว่าอะไร เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ไอ้วิธีทำหน้าระรื่นทั้งยังจงใจจิบเหล้าทับรอยริมฝีปากของเธอนั่นน่ะ เจตนาไม่ดีชัด ๆ ! 

เพลย์บอยหนุ่มก้มศีรษะลงจนสายตาอยู่ระดับเดียวกับคนแก้มแดงระเรื่อ ยิ้มมุมปาก “ขอบคุณครับ สำหรับเหล้าหวาน ๆ ของหลิว” 

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่จำได้เจนตาจากในฝันเรียกสติของหญิงสาวให้กลับคืน เธอหายใจเข้าลึก แล้วเหยียดริมฝีปากเย้ยหยัน 

“คงจะดีกว่านี้นะ ถ้าคุณจะรู้จักให้เกียรติผู้หญิงบ้าง” เธอกล่าวแล้วหมุนกายออกจากโรงกลั่นเหล้าไปอย่างรวดเร็ว  

ชนวีร์งันไปชั่วครู่ เห็นถนัดว่าดวงตาคู่นั้นฉายแววเศร้าอย่างประหลาด เขารีบตามเธอไปติด ๆ “ผมขอโทษ ถ้าสิ่งที่ผมทำหรือพูดทำให้คุณไม่พอใจ”  

หญิงสาวขยับจะตอบโต้ แต่ในสมองกลับว่างเปล่า เนื่องจากรู้แก่ใจว่าทั้งวาจา ท่าทางและสายตาที่เขาก้ำเกินเธอไม่ได้ร้ายแรงเพียงนั้น หากทำใจกล้า ๆ อีกนิด เธอคงยอมรับว่าเขินกับสายตาของเขาด้วยซ้ำ แต่... 

‘เราจำเป็นต้องทำร้ายกันแบบนี้จริงเหรอ’ น้ำเสียงเศร้าและเอกสารการหย่าใบนั้นก็ชัดตานัก 

ชั่วขณะที่หญิงสาวอยากรู้ เรื่องอะไรที่หนักหนาถึงขนาด ‘จำเป็นต้องทำร้ายกัน’ ด้วยการหย่า 

เอ๊ะ ! 

รินรดาขมวดคิ้ว ในฝันเสียงเขาเศร้าหมอง เท่ากับที่หัวใจเธอก็ขมปร่าเช่นกัน คนหมดรักกันแล้ว ถ้าจะหย่ากัน ไม่น่าจะมีอาการแบบนั้นนี่นา... 

อนุสติด้านหนึ่งร้องเตือน เธอกำลังหาข้ออ้างให้ตัวเองยอมเปิดโอกาสใกล้ชิดกับผู้ชายคนนี้ล่ะสิ ! 

รินรดาสะบัดศีรษะแรง ๆ ขับไล่ตะกอนขุ่นให้กลับไปซุกซ่อนตัวอยู่ใต้ก้นบึ้งของหัวใจดังเดิม และฝืนยิ้ม 

“ช่างมันเถอะ”  

“เวลาผู้หญิงบอกว่า ช่างมันเถอะ แปลว่าจริง ๆ แล้วเธอคิดมากกับเรื่องนั้น” คาสโนว่าแย้งด้วยมาดผู้รู้ 

“เชี่ยวชาญเรื่องผู้หญิงจริงนะ” เธอประชด 

“คุณนี่ก็รู้ทันไปหมด แสนรู้จริงจริ๊ง ! ” ชายหนุ่มทำท่าเขิน 

“ฉันไม่ใช่หมานะยะ” ดวงตาเรียวเบิกกว้างด้วยท่าทางเอาเรื่อง 

“ใครจะกล้าบอกว่าคุณเป็นหมา”  

“ทำไมจะไม่กล้า คุณเพิ่งพูดเมื่อกี้นี้เอง” หญิงสาวเริ่มแผ่รังสีอำมหิตทีละน้อย 

“เฮ้ย ! อันนั้นผมไม่ได้ตั้งใจ มันแค่ประโยคคล้อยตามเอง ว้า...คุณอย่าทำหน้าดุสิ ผมกลัวจนตัวสั่นแล้ว” 

“คุณเนี่ยนะกลัว หาว่าฉันเป็นหมาเนี่ยนะ กลัว ! ” คนพูดเท้าสะเอวถามเตรียมวีนเต็มที่ ดวงตาวาววับ ริมฝีปากเม้มแน่น ครั้นเห็นแววตาของชายหนุ่มมีรอยยิ้มวางไว้ชัดเจนก็ถอนหายใจ เธอโดนหมอนี่ปั่นหัวอีกแล้ว 

“ผมผิดเองที่พูดจาไม่คิด ขอโทษสักร้อยหนเลยเอ้า ! ขอโทษ ๆ ๆ อย่าโมโหเลยน้า” หากหยุดคิดสักวินาที ชนวีร์คงตกใจถ้าพบว่าตั้งแต่รู้จักรินรดา เขาเอ่ยคำนี้กับเธอบ่อยกว่าที่เคยใช้กับผู้หญิงทุกคนในชีวิตรวมกันเสียอีก ! 

“เห็นว่าคุณสำนึกผิดหรอกนะ ฉันจะยกโทษให้ก็ได้” เจ้าทุกข์มีสีหน้าพอใจ  

พลันแพรพลอยก็เข้ามาสมทบได้ถูกจังหวะพอดี ภรรยานักการทูตชวนเธอไปชมโรงเตี๊ยมที่อยู่ด้านหน้าของโรงกลั่นเหล้า รินรดาจึงพยักหน้ารับคำชวนเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างรวดเร็ว 

ชนวีร์แลตามไหล่บอบบางที่เชิดตั้งอยู่เบื้องหน้า เป่าปากด้วยความโล่งอก 

ชีวิตก็แค่นี้เอง ไม่รู้จะเศร้าอะไรกันนักหนา ! 

ชายหนุ่มลืมไปแล้ว ว่าเมื่อเช้าเขาบอกตัวเองว่าสิ่งที่รินรดาแสดงออกนั้น ไม่สำคัญเท่ากับการที่เธอเป็นผู้หญิงในฝันของเขา แต่ในยามที่เขาปล่อยใจเผลอเรอ ความรู้สึกเบื้องลึกที่สุดกลับปรารถนาอยากปัดเป่าเรื่องทุกข์โศกของเธอให้หมดไป ! 

ชนวีร์ทะนงตนว่าสั่งหัวใจตัวเองได้ ชายหนุ่มจึงไม่ตระหนักว่า... 

จุดเริ่มต้นของความรัก...เกิดขึ้นที่ความห่วงใย...เสมอ ! 

 

 . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

 

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

 

อีบุ๊กภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >>>http://bit.ly/2U5XWXu 

ookbee >>>http://bit.ly/2YTz2Oh 

Hytexts >>>http://bit.ly/2I59t7z 

 

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

 

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น