Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 3 : เหยื่อล่อรสเลิศ

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 3 : เหยื่อล่อรสเลิศ

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.2k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2562 13:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 3 : เหยื่อล่อรสเลิศ
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 3 : เหยื่อล่อรสเลิศ 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

อยู่ทะเลไม่ค่อยมีของกิน...?  

 

ผมว่านั่นเป็นประโยคที่ฟังดูไร้สาระที่สุด เพราะตั้งแต่ที่ผมมาอยู่ ผมไม่เคยขาดตกบกพร่องเรื่องของกิน ถึงเราจะไม่มีพื้นดินไว้ปลูกพืชผัก แต่การขึ้นฝั่งเดือนละครั้ง ผมจะซื้อของมาตุนเอาไว้ชนิดที่ว่าคุณจะไม่มีวันอดตายตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่

 

แต่ต่อให้ผมไม่มีชีวิต พวกเขาก็มีเรือให้ขับออกไปจากที่นี่ได้อยู่ดี ติดตรงที่พวกเขาจะดวงดีแค่ไหน

 

ถ้ารอดไปได้ผมก็ขอให้มีความสุขกับการกลับไป แต่ถ้ารอดไม่ได้...

 

ผมคงต้องแสดงความเสียใจที่พวกเขาคนใดคนนึงจะอยู่ในท้องของเมกาโลดอน

 

“งั่ม” ผมกัดแอปเปิ้ลสีแดงสด เพิ่งเอาออกมาจากตู้เย็นเมื่อห้านาทีก่อนตอนเดินไปเอาของสำหรับให้อาหารเจ้าปลาน้อยใหญ่ทั้งหลาย ผมยกยิ้มสวมชุดดำน้ำที่ไม่ได้จะดำไปไหน ไม่มีเครื่องช่วยหายใจ มีแค่ชุดที่จะทำให้ผมไม่หนาวตายตอนลงไปในบ่อปลา

 

กึก !

 

“คุณตื่นเร็วชะมัด” ถังใส่ปลาถูกวางไว้ด้านข้าง ขณะที่ผมทำหน้าแปลกใจที่เจอสตีฟอยู่ในบ่อลูกวาฬ ยกนาฬิกาข้อมือดูก็พบว่านี่มันเพิ่งเจ็ดโมงกว่า นอกจากเบอร์นาร์ดและเอริค ผมไม่คิดว่าจะมีคนที่ตื่นเร็วกว่านี้แล้ว “ผมไม่มีโบนัสให้คุณเพิ่มหรอกนะสตีฟ เว้นแต่คุณทำให้มันแข็งแรงขึ้นอีก ผมอาจจะเพิ่มเงินเดือนให้นิดหน่อย”

 

“ผมทำให้อยู่แล้ว ต่อให้คุณไม่เพิ่มเงินเดือนให้”

 

“หึ”

 

“อรุณสวัสดิ์นะครับเจ้านาย นั่นใช่สิ่งที่ผมอยากได้ไหม?” สตีฟชี้มาที่ถังสีเงินซึ่งบรรจุด้วยปลาตัวน้อยเต็มไปหมด มันคืออาหารสำหรับพวกโลมาและวาฬที่ผมกะจะเอามาให้ แต่ดูเหมือนว่าบ่อนี่มีคนทำงานไปแล้ว

 

“ถ้าคุณอยากได้ คงต้องโชว์อะไรให้ผมดูสักหน่อย” ผมยิ้มเจ้าเล่ห์ กอดอกมองเขาที่ยิ้มขำ เขาลูบหัวเจ้าวาฬน้อยไปมาก่อนที่มันจะส่งเสียงแหลมสูงเป็นการทักทายผม รูอากาศด้านบนพ่นน้ำกระเซ็นมาโดนนิดหน่อย ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้ผมประทับจนต้องปรบมือ

 

ถังสีเงินถูกยื่นให้สตีฟ ผมลูบหัวเจ้าวาฬน้อยที่เขาพามันมาหา จากนั้นก็เปลี่ยนมายีหัวคนที่เด็กกว่า

 

“ตั้งใจทำงานนะครับ” สตีฟส่ายหน้าเอ็นดูใส่ผม ไม่ถือสาที่ผมทำแบบนั้น ผมหยิบถังอีกใบเดินไปที่บ่อโลมา ทันทีที่กลิ่นคาวปลาลอยออกไป พวกมันทั้งหลายก็รีบว่ายมาหาผม “ไงเด็กๆ อาหารเช้ามาแล้ว”

 

“วิ้งงง” เสียงแหลมสูงของพวกมันเป็นการทักทายตอนผมหย่อนตัวเองลงในน้ำ ความเย็นของทะเลสีครามทำผมสะดุ้งนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้มากพอที่จะขับไล่ผมให้ขึ้นบกไปได้ ผมหยิบปลาเล็กปลาน้อยมาถือไว้ วางแอปเปิ้ลที่ยังกินไม่หมดไว้บนฝั่ง จากนั้นก็เอาปลาป้อนพวกมันที่ดุนหน้าดุนหลังผม เป็นความน่ารักที่ผมชอบพอๆ กับการลงไปล่อปลาฉลามเล่น

 

“ไงเอช แผลแกเริ่มหายแล้วนิ ว่ายเก่งขึ้นเยอะ”

 

“หวีดดดด” มันส่งเสียง ตอบรับตอนผมคุยด้วย แกล้งยู่ปากให้พวกมันมาจูบก่อนจะหัวเราะเมื่อปากลื่นๆ จุ้บปากผม พวกมันวนเวียนรอรับอาหารเช้าที่ผมมาป้อนให้ ตอนผมไม่อยู่สตีฟกับเบอร์นาร์ดจะเป็นคนจัดการให้ ผมเลยไม่ต้องห่วงว่าพวกมันจะอดตายไหม

 

กลับกันผมห่วงเจ้าอสูรกายที่เพิ่งตื่นนอนมากกว่า

 

ปึง !

 

“อาละวาดแต่เช้าเลย” ผมพึมพำส่ายหน้าให้กับแรงกระแทกที่ทำเอากรงสั่น เหลือบตาไปมองก็พบกับครีบพ้นน้ำยาวๆ ไล่ไปมาอยู่ไม่ไกล ตรงกลางครีบที่เว้าแหว่งเล็กน้อยทำให้ผมรู้ว่ามันคือตัวไหน

 

ถ้าเป็นดีแลนมันจะมีแผลเป็นที่แผ่นหลัง

 

“อรุณสวัสดิ์ดาย ฝันร้ายหรือไงถึงหงุดหงิดแต่เช้า”

 

ปึง !

 

“อ้อหรือว่าหึงที่ฉันจูบปากโลมา พวกเขาน่ารักนะ ไม่ดุร้ายเหมือนนาย” ผมแกล้งยั่วโมโหเจ้าฉลามโง่ที่ดีแต่เอาหัวพุ่งชน จับโลมาเงยหน้าแล้วจุ้บปากมันอีกครั้ง เสียงแหลมเล็กกระตุ้นให้ดายปั่นป่วน มันว่ายวนไปมาคาดว่าถ้าไม่มีอะไรมากั้นก็คงพุ่งมากัดผมแล้ว “อย่าเสียงดังสิ นายทำให้พวกมันตกใจ”

 

“วิ้งงง”

 

“ไม่เป็นไรนะเด็กๆ ก็แค่ฉลามอันธพาล” ผมยกยิ้มปลอบขวัญโลมาต่อหน้าดาย ป้อนปลาให้ระคนลูบหัวอย่างเอ็นดู เหลือบมองเจ้าอสูรกายที่พยายามเรียกร้องความสนใจไม่หยุด ดูเหมือนว่ามันจะไปปลุกให้ดีแลนตื่นมาช่วยชนราวกั้น

 

ผมก้มมองนาฬิกาอีกครั้งพบว่าอีกไม่นานก็ใกล้ถึงเวลาให้อาหารพวกมันแล้ว

 

“เอานี่ไปกินก่อนไป” ผมโยนปลาตัวน้อยใส่หน้าดาย ทว่ามันกลับหยิ่งใส่ มีการสะบัดหน้าหนีเหมือนไม่สนใจทั้งที่กลิ่นคาวเลือดของปลาน่าจะทำให้มันตื่นตัวได้บ้าง “เรื่องมากชะมัด”

 

บ่นอุบอิบมองเจ้าสองพี่น้องที่ว่ายเวียนกัน ผมโยนปลาใส่ดีแลน มันก็แว้งกลับมากัดเหมือนมีคนเอามีดไปปักหลัง เล่นใหญ่กว่าพี่ชายมันหลายเท่า ทำเอาผมหัวเราะร่าเพราะท่าทางของมันชวนตลกในสายตาผมมาก

 

“ก็โง่กันทั้งพี่ทั้งน้อง” เหมือนจะได้ยินเสียงขากรรไกรขบกัดตอนผมพูดคำนั้น เป็นสัญญาณเตือนว่าถ้าผมยังไม่หยุดว่าพวกมัน ไม่ตัวใดตัวหนึ่งก็ต้องกระโดดมากินผม ผมโยนปลาให้มันอีก คราวนี้ดีแลนไม่กิน มันว่ายหนีอย่างหงุดหงิดทิ้งพี่มันไว้

 

ผมยกยิ้ม รู้แล้วว่ามันกำลังรออะไร

 

ทุกวันอังคารผมจะมีของพิเศษให้มัน

 

“เบอร์นาร์ด เนื้อวัวที่ผมเอามาอยู่ไหน” ผมตะโกนถามคนที่กำลังทำความสะอาดอยู่ไม่ไกล แปลกใจเหมือนกันที่เขา นึกว่าจะนอนพักทำใจกับเหตุการณ์เมื่อวานนานกว่านี้ซะอีก “เนื้อชิ้นใหญ่เกือบทั้งตัว”

 

“อ้อ! อยู่ในโรงเก็บเนื้อครับคุณโซล”

 

“ช่วยไปเอามันมาให้หน่อยได้ไหม วันนี้วันอังคาร”

 

“อ้าววันนี้วันอังคารเหรอครับ! โอ้ยตายๆ ได้ครับๆ ได้ครับคุณโซล ผมจะรีบจัดการให้เลยครับ!” เบอร์นาร์ดถึงกับร้อนรนไปชั่วขณะ คำว่า ‘วันอังคาร’ สำหรับที่นี่ไม่ต่างจากคำสั่ง เวลาผมพูดว่าให้ไปเอาเนื้อแล้วย้ำว่าวันนี้คือวันอะไร ทุกคนจะรู้ดีว่าต้องทำอะไร

 

มันคือสัญญาที่ตกลงกันไว้ว่าทุกวันอังคารเราจะมีเนื้อพิเศษให้ดาย

 

ดูเหมือนมันจะติดใจตั้งแต่เมื่อก่อนที่ผมเคยเอามาให้กิน

 

เบอร์นาร์ดไปลากเนื้อวัวชิ้นใหญ่ลงรถเข็น เข็นมันไปที่เครนซึ่งเราใช้มันสำหรับหย่อนเหยื่อล่อให้ดีแลนกับดายมาติดกับ มันดีกว่าการที่เราโยนลงไปเองและเสี่ยงแขนขาด เคยมีพนักงานคนนึงเกือบเป็นบ้า เพียงเพราะโยนลูกวัวลงน้ำแล้วดายกลับจะพุ่งเข้ามากัดเขาแทน

 

เนื้อตัวที่เปื้อนเลือดกับท่าทีตกใจ ย่อมดีกว่าซากศพที่ตายแล้วเป็นไหนๆ

 

ผมดันตัวเองขึ้นจากบ่อโลมา เดินเลียบทางเดินคู่กับดายที่ว่ายไป ฝากสตีฟจัดการให้อาหารโลมาต่อ ส่วนตัวเองก็ไปช่วยเบอร์นาร์ดเอาเนื้อใส่เครนเตรียมล่อดายมาหา ท่าทีงุ่นง่านบ่งบอกว่ามันอยากกินแค่ไหน แม้จะไม่มีเลือดหยดลงไป แต่ผมว่ากลิ่นก็น่าจะกระตุ้นได้ไม่ยาก

 

คงเหมือนกับพวกจระเข้ที่เขาเลี้ยงด้วยซากไก่ที่ตายแล้ว

 

“ผมจะขึ้นไปบนเครน”

 

“ไม่ได้นะครับ ถ้ามันกัดพลาดมันจะกัดขาคุณเข้าไป”

 

“ไม่หรอก...”

 

“ดีไม่ดีมันล้มเครนลงมา คุณโซลจะแย่เอานะครับ” เบอร์นาร์ดว่าอย่างจริงจังชี้ให้ผมเห็นเครนสีดำแดงตัวใหม่ มันดูแข็งแรงพอที่จะปีนป่ายได้ แต่ด้วยความที่มันยื่นไปในน้ำเลยไม่มีใครกล้าลองดี

 

เว้นผม 

 

“คิดมากน่าเบอร์นาร์ด พวกมันไม่กัดขาผมหรอก”

 

“คุณโซล!”

 

“เอาเป็นว่าผมจะนั่งห้อยขาล่อมันให้ คุณก็ดึงเหยื่อเองแล้วกัน” ผมตบบ่าเขาก่อนจะดื้อด้านฝืนคำเตือน กระโดดขึ้นไปบนเครนยักษ์ ตะกายไปถึงตรงกลางที่อยู่ใกล้กับตะขอเกี่ยว เกือบหงายหลังตอนที่พยายามจะเปลี่ยนมานั่ง ดีที่ผมทรงตัวได้ทันไม่งั้นดายคงกินผมแทนวัวที่เอามา

 

ขาขาวสะท้อนผ่านผิวน้ำที่มีสัตว์ร้ายใต้ร่างวนเวียนอยู่ ผมห้อยขามองความลึกที่ไม่รู้ว่าจะใช้อะไรวัดได้ กัดแอปเปิ้ลที่กินเหลือไว้พยักหน้าให้เบอร์นาร์ดยกเครนขึ้น

 

เสียงเครื่องจักรรั้งความสนใจของดายนิดหน่อย มันวนกลับมาจ้องมองเนื้อสีแดงซีด ผมยกยิ้มบอกให้เบอร์นาร์ดปรับลวดต่อตะขอให้มันชูเหยื่อล่อในระดับที่พอเหมาะ ถ้าเกิดดายพุ่งมาแบบพอดี มันจะกินเนื้อชิ้นนี้ได้อย่างอร่อย แต่ถ้ามันพุ่งแรงกว่านี้...

 

ขาของผมจะติดอยู่ในปากมัน

 

“มาสิ มากินเลย” ผมพูดเสียงแผ่วยกยิ้มท้าทายว่าคราวนี้จะเป็นไง “ถึงเวลาอาหารแล้วดาย!”

 

ผมตะโกนใส่ผิวน้ำมองเจ้าตัวร้ายที่ดำน้ำลงไปจนไม่เห็นแผ่นหลัง ผมกวาดตามองเผื่อว่ามันจะไปเริ่มต้นว่ายมาจากไหน แกล้งสั่นเครนแรงๆ เพื่อให้เหยื่อส่ายไปมาล่อมันมาให้ได้ ความเงียบคือสิ่งที่ผมได้รับ จ้องมองผิวน้ำที่เคลื่อนไหว

 

ทุกอย่างเงียบสงบมากราวกับไม่มีอะไร...

 

พลันมหาสมุทรก็กระจายเมื่อดายพุ่งขึ้นมาด้วยความเร็วสูง เร่งหัวใจผมให้เต้นแรงไม่เป็นส่ำ!

 

กัด !

 

ขากรรไกรของมันอ้ากว้างจนเห็นว่าภายในปากน่าลุ่มหลงแค่ไหน ความเร็วที่พุ่งมาทำให้ปลายจมูกมันแตะเข้าที่ปลายเท้าผมราวกับตอนนี้ผมเหยียบหน้ามันไว้ เราสบตากันผมมองเห็นความท้าทายในดวงตาคู่นั้น

 

แอปเปิ้ลที่ผมกินไว้ถูกโยนเข้าปากมันสั่งสอนให้รู้จักกินผลไม้แทนเนื้อบ้าง และอีกส่วนคือการให้รางวัล...

 

ก็ถ้ามันพุ่งมาแรงกว่านี้ ขาผมก็คงขาดไปแล้ว 

 

ผมยกยิ้มมองเจ้าปลาตัวใหญ่ที่ทิ้งตัวลงบนน้ำหลังได้ของที่มันต้องการ หยาดใสกระจายเต็มทั่วร่างเปียกเบอร์นาร์ดที่ยืนอยู่ตรงทางเดินและขาผมนิดหน่อย สัมผัสเย็นๆ ที่ฝ่าเท้าทำให้ผมใจเต้นแรงเล็กน้อยนึกถึงความหมายของการจูบที่เคยอ่านมา

 

จูบที่เท้าคือการแสดงถึงความสวามิภักดิ์ 

 

มันคือบอกให้รู้ว่าเขาจะเทิดทูนบูชาคนคนนั้นเพียงผู้เดียว

 

แต่กับดายแล้ว ผมว่ามันอาจจะแตกต่างออกไปนิดหน่อย

 

มันคือการเตือนว่าเขาฆ่าผมได้ทุกเมื่อที่อยากทำ เพราะอย่างที่ผมบอกไปถ้าเขาพุ่งตัวแรงกว่านี้ ระยะห่างแค่นี้เขาสามารถกระชากผมลงไปขย้ำได้

 

ทว่าเขาก็ไม่ทำ 

 

“ยังอยากเล่นอยู่สินะ ดาย”

 

ผมกลับมาที่ห้อง เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชื้นเนื่องจากไปให้อาหารโลมามา ดายไม่มากวนใจผมอีก คงเพราะมันได้สิ่งที่ต้องการไปแล้วเลยหยุดอาละวาด ส่วนดีแลน มันก็ว่ายไปมาตามประสาของมัน ส่วนใหญ่เจ้าตัวร้ายนี่จะอยู่ใต้มหาสมุทรลึกๆ มากกว่า

 

และขึ้นมาเมื่อมีเหยื่อให้กิน เช่นผมเมื่อวานนี้

 

“เลทห้านาที”

 

“ให้เวลาผมสูบบุหรี่บ้างสิ” ผมกลอกตาใส่เอริคที่ทักทายผมด้วยการจับผิดตอนผมเปิดประตูเข้ามาในห้องควบคุม ตอนนี้สิบโมงกว่า ก่อนหน้านั้นผมเสียเวลาไปกับการสะสางงานที่ค้างไว้ รวมถึงเตรียมเอกสารที่จะเอามาคุยกับทีมวิจัยวันนี้

 

เรื่องการส่งยูโฟลำที่สี่ของปีลงไปใต้ทะเล

 

“ผมเห็นรายงานเรื่องยูโฟแล้ว และวันนี้เราจะมาถกประเด็นนี่กัน” ผมว่าพลางวางเอกสารลงบนโต๊ะ ขยับตัวไปเลื่อนหน้าจอโฮโลแกรมเพื่อฉายพื้นที่สภาพใต้ทะเลล่าสุด ใช้ปลายนิ้วเลื่อนมันไปมาอยู่ในจุดที่จอร์แดนปักหมุดไว้

 

มันคือจุดที่ยูโฟตัวใหม่ถูกทำลาย นั่นคือการยียวนของดีแลน

 

“เท่าที่ผมรู้คือยูโฟพังไปเพราะโดนดีแลนกัด ทำให้เราไม่สามารถค้นหาสัญญาณได้ว่ามันไปตกอยู่ตรงไหน” ผมวาดวงสีแดงส่งผลให้ทีมวิจัยทุกคนหันมาสนใจ “แต่ถ้าเรามองตามทฤษฏีที่เขียนไว้ ดีแลนไม่ได้กินมันเข้าไป นั่นแปลว่ามวลที่ถูกทำลายอาจถูกน้ำพัดไปตรงบริเวณนี้”

 

ติ๊ด!

 

ผมปักหมุดลงบนภาพ ชี้ให้ทุกคนเห็นโครงสร้างที่จำลองมา พวกเขาย่นคิ้วเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าเข้าใจตามที่ผมบอก ผมวางระยะห่างจากศูนย์วิจัยไปถึงจุดนั้น มันเยอะพอสมควรสำหรับการจะดำน้ำลงไป ทว่าหากลองคิดใหม่ ก่อนหน้านี้เราส่งยูโฟไปข้างใต้ศูนย์วิจัย

 

มันเป็นพักอาศัยของดายกับดีแลน การบุกรุกย่อมทำให้เจ้าของบ้านไม่พอใจ

 

ถ้าเราพลิกเกมนิดหน่อย ยืดระยะห่างออกไป อาจจะดูเสียเวลาแต่มันก็น่าจะมีเปอร์เซนท์รอดกว่าจุดเดิม

 

“ผมคิดว่าเราควรจะลงไปให้ห่างจากจุดที่เราต้องการสำรวจสักหน่อย แล้วใช้โหมดอำพรางย้อนกลับมา แบบนั้นเราจะไม่เป็นจุดสนใจของมันมากนัก”

 

“แต่โหมดอำพรางมันคือเรือดำน้ำที่ต้องมีคนบังคับ” จอร์แดนแย้งใส่ ผมเลยเท้าแขนกับโต๊ะแล้วกระตุกยิ้มร้ายให้

 

แสดงถึงการท้าทายอันน่ากลัว

 

“ได้โปรดอย่ายิ้มแบบนี้”

 

“หึ”

 

“นี่คุณคงไม่คิด...จะส่งพวกเราเป็นอาหารล่อฉลามหรอกใช่ไหม?” เขากลืนน้ำลายลงคอ ใบหน้าบ่งบอกถึงความหวาดหวั่น ประจำผมจะเห็นสีหน้าทะเล้นของเขา เว้นตอนนี้ที่ดูจะไม่เห็นด้วยอย่างมาก “คุณใจดีจะตาย ใช่ไหมครับ?”

 

“ผมจะใจร้ายก็ต่อเมื่อผมต้องทำ จอร์แดน”

 

“…”

 

“และถ้าเราไม่สำรวจ งานวิจัยของเราก็จะไม่เดินหน้าสักที” ผมกระตุกยิ้มขณะที่ทุกคนทำหน้าเหยเกใส่ ไม่มีใครอยากลงไปข้างใต้นั่นเป็นเหตุผลว่าเราสร้างยูโฟขึ้นมาทำไม อย่างน้อยถ้ามันเสียหาย ก็ไม่มีใครตาย แต่ถ้าเอามนุษย์ลงไปแล้วโดนเมกาโลดอนจับได้...

 

เราจะตายทั้งสองทาง

 

“เสร็จงานนี้ผมจะสร้างยูโฟตัวใหม่ เอาที่มีโหมดอำพรางเมกาโลดอนได้”

 

“แต่นั่นมันคงไม่ทัน เพราะคุณทำท่าเหมือนจะส่งเราไปวันนี้”

 

“คุณนี่ควรลาออกไปเป็นหมอดูนะ จอร์แดน”

 

“อ๊ะ!”

 

“เตรียมอาจีโฟร์ลงน้ำ คุณและสตีฟจะต้องลงไปกับผม”  

 

ไม่มีการโต้แย้งแม้ว่ามันจะเสี่ยงแค่ไหน ทว่าอย่างที่ผมบอกไป ถ้าเราไม่เลือกสักทางเราก็ต้องย่ำอยู่กับที่ ไม่ต่างจากเจ้าสองตัวที่วนเวียนอยู่แถวนี้ ผมให้จอร์แดนกับสตีฟไปเตรียมตัวสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ ที่เลือกสองคนนี้เพราะพวกเขามีความสามารถที่แตกต่างออกไป

 

จอร์แดนเก่งเรื่องระบบคอม หากเราโดนโจมตีเครื่องมือใช้ไม่ได้ เขาย่อมรู้วิธีแก้ไข ส่วนสตีฟเขาเก่งเรื่องกายภาพของสัตว์น้ำ เป็นหูเป็นตาผมที่เป็นคนขับเรือดำน้ำได้ และที่ผมอาสาจะลงไปทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องไปก็เพราะว่าถ้าเมกาโลดอนทั้งสองจับพวกเราได้...

 

พวกเขาก็มั่นใจได้ว่าจะไม่ตาย ต่อให้มีเปอร์เซนท์การรอดแค่ห้าสิบเปอร์เซนท์เท่านั้น

 

ตราบใดที่เราไม่เตะตาหรือไปล่อมัน ก็หวังว่าจะขึ้นมาก่อนค่ำได้

 

“เอาเหยื่อลงน้ำล่อพวกมันไปไกลๆ แสงไฟจะดึงดูดพวกมัน” ผมสั่งเอริคที่เป็นผู้คุมทางบก ทุกคนที่นี่จะต้องช่วยกันล่อให้ดีแลนกับดายไปให้ห่างจากเรือผม เพราะถ้ามันรู้ว่าเราจะไป มันจะพุ่งใส่ทันทีที่เราลงน้ำ

 

พวกมันไม่ได้อยากกินเราหรอก มันแค่อยากแกล้งเพื่อความมันส์

 

มันร้ายกาจกว่าที่เราคิดเยอะ

 

“แน่ใจนะว่าคุณจะทำแบบนี้”

 

กึก !

 

“มันอาจดีกว่าถ้าเราใช้ยูโฟทำตามแผน อย่างน้อยคุณก็จะไม่ต้องเอาชีวิตใครไปเสี่ยง” เอริคพูดกับผม ทาบมือลงกับขอบประตูเรือดำน้ำที่ผมกำลังจะปิดมัน ดวงตาของเราสบกันและผมเลือกที่จะยิ้มท้าทาย “อย่าทำเหมือนว่ามันสนุกได้ไหม นั่นไม่ใช่ฉลามที่เราไล่ได้ง่ายๆ นะโซล”

 

“แต่พวกมันจะไม่กินผม”

 

“…”

 

“ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตพวกคุณทุกคนจะปลอดภัย เพราะงั้นทำตามแผนที่วางไว้ ถ้ามีอะไรผิดพลาดผมจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด” ผมตบบ่าเขา ก็รู้หรอกว่าเป็นห่วง แต่มาถึงขั้นนี้แล้วจะถอยกลับก็ไม่ได้ ผมอุตส่าห์ให้เวลาจอร์แดนทำใจเป็นชั่วโมง

 

ถ้าบอกเขาว่าเราจะส่งยูโฟไปแทน ผมกลัวว่าเขาจะรู้สึกเสียดายเวลาที่เสียไป

 

เอริคถอนหายใจใส่ผม คงเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้น ผมก็เลยดึงคอเสื้อเขากระชากเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะกระซิบชิดริมฝีปากเขาว่า

 

“ผมจะไม่ตายจนกว่าจะได้มีเซกส์กับคุณอีกครั้ง”  

 

“โซล...!”

 

“หลังผมกลับมาผมจะทวงรางวัล เมื่อถึงตอนนั้น...อย่ากลัวก็แล้วกัน” ผมหัวเราะปล่อยคอเสื้อเขา แล้วมุดเข้าเรือดำน้ำไป ไปนั่งประจำที่ชูนิ้วให้เขาเป็นเชิงว่าพวกเราทำได้ เล่นเอาเอริคถึงกับเสยผมระคนลูบหน้าอย่างหน่ายใจ เมื่อกี้เขาคงตกใจไม่น้อยเลยผมคิด

 

“ช็อตเมื่อกี้ผมควรถ่ายรูปลงทวิต”

 

“เป็นการอำลาการมีชีวิตเหรอจอร์แดน”

 

“คุณโซล!” ผมยิ้มขำมองคนหน้าตาตื่นที่โดนผมสวนกลับ “มันไม่ตลกนะครับ อย่าทำให้การทำใจของผมเสียเปล่าสิ”

 

“ไม่เสียเปล่าแน่จอร์แดน ผมจะทำให้คุณสนุกกับทริปนี้”

 

“...”

 

“เตรียมระบบให้พร้อม เรากำลังจะลงน้ำกันแล้ว” ผมสั่งพวกเขาทั้งสอง สตีฟเลยยกนิ้วให้เป็นการบอกว่าฝั่งเขาพร้อมแล้ว ได้ยินเสียงบ่นจิ๊จ๊ะจากปากของจอร์แดนนิดหน่อย ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ผมหันกลับมามองผิวน้ำตรงหน้า ตอนนี้พวกเราอยู่ในอาจีโฟร์ เรือดำน้ำที่ดำได้ลึกมาก เช็คอากาศ ระบบเสียงและอื่นๆ อีกมากมาย

 

พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เราก็จับจ้องทีมของเอริคที่กำลังล่อฉลามไว้ ครีบยาวๆ สองอันกำลังลอยตามน้ำไป ไปหาเนื้อชิ้นใหญ่ที่มีเสียงของลูกวาฬเป็นตัวล่อ เมื่อพวกมันอยู่ในจุดที่พร้อม แนชลีย์ก็ปล่อยพวกเราลงทะเล

 

ตู้ม !

 

เสียงน้ำกระจายตามแรงปะทะเคล้ากับเสียงชิ้นเนื้อที่ถูกกระชากจากเครนยักษ์ ผมอาศัยจังหวะที่สองพี่น้องกำลังสวาปามเนื้อวาฬที่ตายแล้ว รีบเร่งเครื่องเรือดำน้ำ เดินหน้าไปให้ไกลก่อนจะมุดลงไปใต้มหาสมุทร ไม่วายแอบเสตามองว่าทั้งสองสนุกกับการกินแค่ไหน หรี่แสงนำทางลงเล็กน้อยไม่ให้พวกมันสังเกตได้

 

เพราะถ้ามันรู้ว่าพวกเรากำลังออกจากศูนย์วิจัยเมื่อไหร่...

 

เนื้อชิ้นใหญ่จะกลายเป็นพวกเราสามคนทันที 

 

“คอยเช็คเซนเซอร์ด้วยนะว่ามีอะไรเข้ามาใกล้หรือเปล่า”

 

“ครับผู้การ” สตีฟทำมือแบบพวกทหารรับคำสั่ง ผมเลยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินเครื่องให้เคลื่อนไปด้านหน้า ความเร็วอยู่ในระดับปกติ เราจำเป็นต้องไปอย่างช้าๆ ไม่งั้นมันจะดึงดูดพวกนักล่ามากเกินไป คอยจับตามองทั้งสองฝั่ง จับจ้องภาพจำลองที่โหลดใส่ไหม

 

บางทีถ้าเราเข้าไปใกล้จุดที่ผมบอกไว้ เราน่าจะพอจับคลื่นแม่เล็กจากยูโฟที่เสียไปได้

 

ผมเลียปากผ่านชั้นบรรยากาศหนาที่ไม่ต่างจากม่านหมอกสีดำกั้นไว้ พื้นที่ข้างล่างเป็นส่วนที่ไม่เคยมีใครเข้ามาได้ มันลึกเกินไปและอันตราย ไม่มีใครรับรองได้ว่าเราจะรอดกลับไปหาคนข้างบน

 

แต่ผมจะทำให้เรารอดกันทั้งหมดให้ได้

 

“เพิ่มแสงหน่อยจอร์แดน แล้วเปลี่ยนโหมดเป็นลอยต่ำ”

 

“ได้ครับ”

 

“หันหัวเรือไปทางขวา ถ้าพวกคุณจับอะไรต้องรีบบอกเรานะ” ผมพูดกับจอมอนิเตอร์ที่ไว้สื่อสารกับศูนย์วิจัย ได้ยินเสียงพวกเขาตอบมานิดหน่อย อย่างน้อยก็พอให้วางใจได้ว่าสัญญาณไม่ขาดหาย แสงสว่างถูกเพิ่มขึ้น สาดไปทั่วพื้นทรายด้างล่าง ผมร้องว้าวหน่อยๆ เนื่องจากพื้นที่ต้องห้ามมีความอุดมสมบูรณ์กว่าแนวปะการังที่เคยเห็นมาซะอีก

 

ผมฉายไฟ เร่งเครื่องเล็กน้อยขณะที่เหล่ตามองมอนิเตอร์

 

ยังไม่มีอะไรเข้ามาใกล้เรา

 

“เซนเซอร์จับอะไรบางอย่างได้ครับคุณโซล” สตีฟบอกแล้วปัดหน้าจอเลื่อนมาตรงหน้า “เหมือนเป็นชิ้นโลหะขนาดใหญ่ บางทีอาจเป็นยูโฟที่ถูกทำลาย”

 

“งั้นวางหมุดปักไว้ แล้วเปิดโหมดอำพราง เราจะค่อยๆ ล่องไปดูกัน”

 

“มืดขนาดนี้เราจะมองเห็นกันยังไงครับ?”

 

“คงต้องใช้สัญชาตญาณ” ผมยกยิ้มให้เขา ปิดไฟส่วนหน้าและเริ่มโหมดอำพรางที่เตรียมไว้ โหมดนี้เสียงเครื่องจะเบาลง ส่วนที่ไม่จำเป็นจะถูกปิดใช้ เว้นใบพัดที่จะช่วยให้เราเคลื่อนตัวไป ผมสูดลมหายใจเข้ารู้สึกว่าการหายใจเริ่มลำบากทั้งที่มีอากาศเหลือเฟื่อให้เราหายใจ

 

หรือไม่คงเพราะตอนนี้เราปิดไฟ เลยไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรอยู่ข้างหน้า

 

ผมกัดปากพาลูกทีมล่องเรือไปหา ภาพจากจอมอนิเตอร์บ่งบอกว่าเราใกล้ถึงจุดนั้น ใช้คลื่นความร้อนแสกนพาเพื่อตรวจสอบว่าแถวนี้มีอะไรไหม ทุกอย่างเงียบมาก สงบจนน่าตกใจราวกับว่ามันกำลังเชื้อเชิญให้เราเข้าไป

 

“คุณเห็นอะไรไหม” ผมกดไวเลตติดต่อกับทีมทางบก “มีอะไรที่พวกเราต้องระวังหรือเปล่า”

 

[ตอนนี้เรายังไม่พบการเคลื่อนไหวอะไรเลยค่ะคุณโซล บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีก็ได้นะคะ]

 

ผมผ่อนลมหายใจคำพูดนั้นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีเท่าไหร่นัก ตราบใดที่เราอยู่ใต้น้ำไม่มีคำว่าสัญญาณที่ดีหรอกผมรับประกันได้ อยู่ที่ว่าเรื่องร้ายจะมาเร็วหรือมาช้าก็เท่านั้น

 

จอร์แดนเอามือทาบกระจก พยายามมองฝ่าความมืดออกไป

 

“ผมมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากพวกโขกหิน”

 

“...”

 

“คุณว่ามันมีอะไรอยู่ข้างนอกไหม” เจ้าตัวถามในสิ่งที่ผมคิดในใจ มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่งานเราจะราบรื่นขนาดนี้ ผมเอามือแตะไวเลตที่ติดหูสื่อสารกับแนชลีย์ที่ดูพวกเราจากจอมอนิเตอร์อีกที ถามถึงสิ่งที่น่าจะอันตรายที่สุดในทะเลนี่

 

“เจ้าสองตัวเป็นไง”

 

[ฉะ...ฉันไม่แน่ใจ บางทีมันอาจดำน้ำเล่น]

 

“ว่าไงนะ”

 

[แดรกเกอร์ที่ติดตัวมันบอกว่ามันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่]

 

ผมได้ยินเสียงแป้นพิมพ์คาดว่าเธอน่าจะคีย์ข้อมูลอะไรสักอย่าง

 

[พิกัดบอกว่ามันอยู่ตรงห้องนอนของคุณ เหมือนจะอยู่นิ่งๆ บางทีมันอาจหลับ]

 

“นี่ไม่ใช่เวลานอนของมันแนชลีย์ ผมรู้จักมันดีกว่าใคร”

 

[แล้วคุณคิดว่ามันอยู่ไหน]

 

“บางทีอาจเป็น...”

 

ปึง !

 

“เหวอ!” ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบ จู่ๆ เรือดำน้ำของเราก็ถูกชนจนหมุนออกนอกเส้นทาง แรงกระแทกหนักหน่วงมากไม่ต่างจากเอาช้างวิ่งชนตึก วินาทีนั้นผมพยายามประคองเรือไว้ อยากเปิดไฟดูแทบขาดใจว่าอะไรชนเรือเราอยู่ แต่ถ้าทำแบบนั้นมีหวังเราคงได้เจอเรื่องไม่ดีเข้า

 

เพราะขนาดนี้ก็แย่แล้ว !

 

[เกิดอะไรขึ้นโซล มีอะไร!]

 

“อะไรไม่รู้ชนเรือเราเอริค อาจเป็นโขกหิน...!”

 

ติ๊ดๆ !

 

เสียงเซนเซอร์ดังรบกวนเตือนให้รู้ว่ามีบางอย่างอยู่ที่นี่ เราสามคนรีบหันไปมองจอมอนิเตอร์ มันปรากฏรูปเป้าหมายเป็นลูกศรตัวใหญ่ที่หันท้ายเข้าหากันสี่อัน มันอยู่ไม่ไกลจากเรามาก แต่ด้วยความเร็วที่เคลื่อนมาทำให้ผมรีบดับเครื่องยนต์ ต่อให้เราจะเปิดระบบอำพรางไว้ก็ตาม จอดเรืออยู่กับโขกหินต่ำเป็นที่ว่างพอจะจอดได้

 

เราปิดไฟในเรือ ปล่อยให้ความเงียบกลืนกินเราไว้ ได้ยินเสียงถามจากไวเลตมาเป็นระยะๆ ทว่าผมก็ไม่ได้ตอบกลับ ผมใช้สมาธิมองผ่านความมืดออกไป

 

หัวใจผมเต้นระรัวไม่ต่างจากตอนโดนฉลามไล่กิน

 

“คะ...คุณคิดว่ามันคือตัวอะไร”

 

“…”

 

“มันใช่เมกา...”

 

“ชู่ว” ผมเอานิ้วชี้แนบปากส่งเสียงชู่ให้จอร์แดนสงบคำ ผมไม่รู้ว่าสัตว์ด้านนอกประสาทสัมผัสดีแค่ไหน ถ้ามันมองไม่เห็นเราก็ดีไป แต่ถ้าเราพูดเสียงดังจนระบุตำแหน่งได้ว่าเราอยู่ไหนก็ไม่ควร ผมกัดปากจ้องมองความมืดที่สงบอีกครั้ง หัวใจของผมเต้นแรงไม่เป็นส่ำ ถึงอย่างนั้นผมก็จะไม่มีวันทำให้ลูกเรือผมขวัญเสียแน่

 

ผมชี้ไปที่เครื่องมือติดต่อสื่อสาร มันเหมือนไอแพดแต่โครงสร้างเป็นอีกแบบ เราจะต้องเช็คว่ายูโฟที่เรามาหาอยู่ตรงไหน

 

“ปักหมุดระยะทางใหม่ บางทีมัน...”

 

ปึง !

 

“อ๊ะ!” เรือของเราถูกกระแทกอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงจนผมหลุดออกจากเบาะ ทุกคนตีลังกาหมุนรอบเรือที่กลิ้งหลายตลบ หัวของผมกระแทกกับคอนโทรล สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งมา “โอ้ย...บ้าจริง”

 

“คุณโซล!”

 

“ตายล่ะ คุณเป็นไรไหม?” สตีฟกับจอร์แดนรีบเข้ามาพยุงผม ความเจ็บทำผมนิ่วหน้านิดหน่อยขณะที่พยายามทรงตัวให้อยู่ ตอนนี้เรือเราหยุดหมุน ผมไม่รู้ว่าเราอยู่ส่วนไหน แรงปะทะเมื่อกี้ทำให้ระบบไฟตัดไป ไวเลตที่ใช้ก็ติดต่อคนข้างบนไม่ได้ “โอ้พระเจ้า หัวคุณเลือดไหล ต้องรีบหาผ้ามาห้ามเลือดไว้ก่อน!”

 

“ชู่ว” ผมเอานิ้วทาบปาก ตะครุบปากจอร์แดนเอาไว้ เสียงของความตกใจจะเรียกนักล่าเข้ามาหา “อย่าส่งเสียง เราไม่รู้ว่าอะไรอยู่ข้างนอกนั่น”

 

“อื้อ”

 

“ใจเย็นไว้ ผมบอกแล้วไงว่าเราจะต้องปลอดภัย”

 

“ละ...แล้วคุณคิดถึงเรื่องนี้ไหม”

 

“อะไร?”

 

“นั่น” ผมย่นคิ้วไม่เข้าใจในสิ่งที่สตีฟกำลังจะสื่อ เขาชี้ไปที่ด้านหน้าใบหน้าซีดขาวเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น วินาทีนั้นหัวใจของผมเต้นแรงมาก เผลอกลั้นหายใจเลื่อนสายตาไปมองตามแล้วพบว่ามีบางอย่างกำลังจ้องมองเราอยู่

 

ดวงไฟที่ยื่นยาวจากส่วนหัว เผยให้เห็นคมเขี้ยวน่ากลัวที่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่ามันกินเราหมดได้ในคำไหน

 

นาทีนั้นผมคล้ายโดนบีบคอไม่ให้หายใจ...

 

อสูรกายตรงหน้าน่ากลัวไม่ต่างจากเมกาโลดอนเลย 

 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น