Rensaki
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP : 13 แผนการของเหล่าผู้อาวุโส

ชื่อตอน : EP : 13 แผนการของเหล่าผู้อาวุโส

คำค้น : Rensaki

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 725

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มิ.ย. 2562 20:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP : 13 แผนการของเหล่าผู้อาวุโส
แบบอักษร

 

 

EP : 13 แผนการของเหล่าผู้อาวุโส 

 

 

 

 

 

“ท่านพ่อ วันนี้ท่านพ่อจะไปทำธุระที่ไหนหรือเจ้าค่ะ” หรงซู่จินถามขึ้นในตอนเช้าวันถัดมาที่ได้ไม่อยู่ในโรงเตี๊ยมที่ตระกูลของตัวเอง หรงจินเฉินมองลูกสาวของเขาที่ลงมารอเขาที่ข้างล่างกับหวางชูที่นั่งนิ่งเงียบ ก่อนจะตอบลูกสาวตัวน้อยของเขาไป

“พ่อจะไปที่ร้านเครื่องประดับ”

“ร้านเครื่องประดับ ท่านพ่อจะไปสั่งทำอะไรหรือเจ้าค่ะ” หรงซู่จินถามอยากสงสัยพร้อมกับลุกขึ้นเตรียมจะไปตามท่านพ่อของเธอ หวางชูที่เห็นแบบนั้นก็ลุกขึ้นแล้วตามไปเงียบๆ

“ลูกจะไปช่วยท่านพ่อเจ้าค่ะ” หรงซู่จินพูดพลางกอดแขนของท่านพ่อของเธออย่างออดอ้อน แล้วเดินไปขึ้นรถม้าที่ถูกเตรียมเอาไว้ให้แล้ว

ทั้งสามขึ้นไปยังรถมาเสร็จ รถม้าก็ออกตัวไปทันทีและตรงไปยังจุดมุ่งหมาย รถม้ามาหยุดอยู่หน้าร้านเครื่องประดับที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมเท่าไร ทันทีที่เดินลงมาจากรถม้า หรงซู่จินก็มองไปยังด้านหน้าที่เป็นร้านขนาดใหญ่ที่มีคนทำกำลังทำงานด้วยสีหน้าสดใส ลูกค้าที่มาซื้อของต่างมีทั้งคนที่มากจากตระกูลใหญ่และเล็กชาวบ้านธรรมดาก็มี หรงซู่จินมองเครื่องประดับต่างๆ อย่างสนใจ พลางแอบคิดว่าจะทำเครื่องดับขึ้นมาขายดีหรือไม่

“คารวะท่านผู้นำตระกูลแล้วก็คุณหนูหรงซู่จินขอรับ” ชายหนุ่มที่ได้รับหน้าที่ในการดูแล้วร้านเครื่องประดับแห่งก็ก้มหัวให้ทั้งสองอย่างมอบน้อม

“รายได้เดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง” หรงจินเฉินถามพลางเดินไปยังห้องทำงานของเขา ร้านเครื่องประดับร้านนี้หรงซู่จินเป็นคนต้นคิดเมื่อตอนยังเป็นเด็กนางบอกเขาว่าอยากมีเครื่องประดับสวยๆ เยอะๆ เขาเลยต้องทำร้านเครื่องประดับนี้ขึ้นมาก็เพื่อนางทั้งนั้น

“ดีขอรับ วันก่อนมีคนจากไหนไม่รู้มาดูเครื่องประดับแล้วก็ซื้อไปเยอะเลยขอรับ” หรงฉางฉางพูดขึ้นอย่างนอบน้อมเพราะผู้นำตระกูลและคุณหนูผู้นี่มีบุญคุณกับเขามากมายนัก ถ้าไม่ใช่เพราะคุณหนูหรงซู่จินขอร้องให้ท่านผู้นำตระกูลช่วยเขาจากการที่ถูกทำร้ายมาอย่างสาหัส ปานนี้เขาก็คงไม่มีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้หรอก

และสิ่งที่เขาทำได้ในตอนนั้นก็คือตอบแทนบุญคุณทั้งสองคนแม้จะแลกด้วยชีวิตของเขาก็ตาม หลายวันก่อนตอนที่คุณหนูหายตัวไปเขาก็ได้ออกไปตามหาเงียบๆ แต่ก็ไม่พบ จนได้ข่าวว่าคุณหนูกลับถึงตระกูลอย่างปลอดภัย เขาก็หายห่วงแล้ว

“งั้นรึ ช่างโชคดีเสียจริงๆ” หรงฉางฉางนำสมุดบัญชีมาวางบนโต๊ะพร้อมกับน้ำชามาให้กับคนทั้งสาม ถึงแม้จะสงสัยว่าชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหล่าคนนี้เป็นใครแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เพราะมันไม่ใช่เรื่องดีที่เขาจะไปยุ่งเพราะดูจากบรรยายกาศรอบตัวแล้วคนผู้นี้ไม่ธรรมดาแน่นอน

ถึงขนาดทำให้ท่านผู้นำตระกูลผู้ที่ขึ้นชื่อว่าหวงลูกสาวนักหนายอมให้ตามมาด้วยแบบนี้ ก็อาจจะเป็นคนรักของคุณหนูหรงซู่จินของเขาก็เป็นไปได้

“ใช่ขอรับ คือว่าท่านผู้นำตระกูลข้ามีเรื่องจะเรียน เอ่อ” หรงฉางฉางพูดขึ้นเมื่อหรงจินเฉินนั้นให้เขาไปสืบข้อมูลบางอย่างมาก็เลยจะรายงานให้อีกคนทราบ แต่เพราะไม่รู้จะพูดบอกตอนนี้เลยดีหรือไม่เพราะกลัวว่าท่านผู้นำตระกูลอยากจะให้มีเพียงแค่เขากับท่านผู้นำตระกูลเท่านั้นที่รู้

“พูดมาเถอะ คนกันเองทั้งนั้น” หรงจินเฉินเข้าใจหรงฉางฉางสิ่งที่พยายามจะสื่อสารดีว่าคืออะไร จึงพูดขึ้นมา แต่เพราะคำพูดของหรงจินเฉินที่พูดออกมาแบบนั้นยิ่งทำให้หรงฉางฉางเข้าใจผิดกว่าเดิมเมื่อผิดว่าหวางชูนั้นเป็นคนรักของคุณหนูหรงซู่จินจริงๆ

“ทางพวกผู้อาวุโสบางคนเริ่มจะวางแผนการแล้วขอรับ วันก่อนข้าได้ยินท่านผู้อาวุโสสิบที่ไปหอนางโลมพูดถึงแผนการที่ให้คุณหนูหรงซู่จินแต่งงานกับคุณชายกงกงเสี่ยวเพื่อที่จะได้ค่าสินสอดนั้นเข้ามาตระกูลขอรับ” ยิ่งหรงจินเฉินได้ยินหรงฉางฉางรายงายมากเท่าไร คิ้วหนาก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น อย่างไม่พอใจที่พวกนั้นจะใช้ลูกสาวตัวน้อยของเขาเป็นเครื่องมือในการหาเงินเข้ากระเป๋าของตัวเองแถมยังเป็นการขับไล่ลูกสาวของเขาไปในตัวอีกด้วย

หือ กงกงเสี่ยว อย่างนั้นหรือ คุ้นๆ

ปัง!

“บังอาจนัก! ถึงแม้ตระกูลของพวกเราจะสนิทกันก็เถอะ แต่ข้าไม่ยอมยกลูกสาวของข้าให้ใครทั้งนั้น!!” หรงจินเฉินตบโต๊ะดังปังแล้วก็พูดขึ้นมาอย่างโมโห ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้คนพวกนี้ไปง่ายๆ แน่ บังอาจมาลูบคมดาบของข้า

“ท่านพ่อใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ กงกงเสี่ยว นี่ใช่กงเสี่ยวที่เป็นน้องของพี่กุ้ยเสี่ยวใช่หรือไม่พี่ฉาง” หรงซู่จินที่ ลูบแขนแกร่งของท่านพ่อของเธอพลางพูดปลอบ ก่อนจะพูดขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นมาได้ พร้อมกับหันไปถามหรงฉางฉางที่หรงซู่จินคนก่อนสนิทด้วยพอสำควรและเป็นอีกคนที่ไว้ใจได้

“ใช่แล้วขอรับ” หรงฉางฉางตอบกลับไป เพราะกงกงเสี่ยวนั้นค่อนข้างจะเก็บตัว แต่ไม่ว่าจะรูปร่างตานั้นหล่อเหลามากทีเดียวไม่แพ้พี่ชายตัวเองสักนิด

“ลูกมีแผนเจ้าค่ะ ท่านพ่อ” หรงซู่จินเอ่ยขึ้นพร้อมกับทำหน้าเจ้าชั่วร้ายแวบหนึ่งก่อนจะหายไป แต่มีหรือจะพ้นสายตาของหวางชูไปได้

“แผนรึ! ไม่เอานะ พ่อไม่ให้ลูกแต่งงานกับใครทั้งนั้น!” หรงจินเฉินที่ได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้นมาทันทีเพราะคิดว่าลูกสาวตัวน้อยของเขาจะวางแผนแต่งงานกับกงกงเสี่ยว เขาไม่ยอมเด็ดขาด เด็กคนนั้นอายุเท่ากับลูกสาวของเขา แต่เด็กคนนั้นก็นิ่งเงียบจนน่ากลัว เพราะไม่มีใครรู้ภายใต้ใบหน้านิ่งๆ นั้นกงกงเสี่ยวคิดอะไรอยู่ ถ้าเป็นกงกุ้ยเสี่ยวนั้นก็ว่าไปอย่างอีกคนนั้นก็ไม่เท่าไรหรอก แถมยังเหมือนจะเป็นหนุ่มแสนสุภาพและหัวอ่อนด้วยซ้ำ

“ไม่ใช่เจ้าค่ะๆ ลูกเพียงจะทำทีเป็นว่าเราสนิทกันขึ้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นพี่กุ้ยเสี่ยวนั้นน่าจะดีกว่าเจ้าค่ะ” หรงซู่จินรีบเอ่ยบอกคนเป็นท่านที่กำลังหวงเธออยู่ตอนนี้

“แต่มัน…” หรงจินเฉินแย่งเพราะไม่เห็นด้วยมันอันตรายต่อลูกสาวตัวน้อยๆ ของเขายิ่งนัก

“เชื่อใจลูกสิเจ้าค่ะ พี่ฉางต่อไปนี้ข้าฝากท่านจับตาดูแลพวกผู้อาวุโสด้วยนะเจ้าค่ะ” หรงซู่จินจ้องตากับท่านพ่อของเธอก่อนจะหันไปสั่งหรงฉางฉาง คิดจะจับเธอแต่งงานงั้นหรือ หึหึ

“ขอรับคุณหนู”หรงฉางฉางรับคำอย่างยินดีที่จะทำงานให้กับคุณหนูของเขา

“ข้าตรวจบัญชีเสร็จก็จะกลับตระกูลทันที เจ้ากลับไปทำงานเถอะ” หรงจินเฉินกล่าวขึ้นแล้วก็โบกมือไล่หรงฉางฉางให้ไปทำงานต่อ ไม่มีใครรู้ว่าหรงฉางฉางนั้นทำหน้าอื่นนอกจากเป็นผู้ดูแล้วร้านเครื่องประดับแห่งนี้เท่านั้น

“ขอรับท่านผู้นำตระกูล” หรงฉางฉางรับคำพร้อมกับก้มหัวให้ทั้งสามแล้วออกจากห้องไปเงียบๆ หลังจากที่หรงฉางฉางเดินจากไปได้ไม่ทันไร หวางชูที่เงียบมาตลอดก็พูดขึ้นมาเมื่อเห็นหรงจินเฉินถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ

“ดูเหมือนคนในตระกูลของเจ้าจะแอบตามพวกเรามานะ”

“แอบตามมาได้ยังไง ข้าไม่เห็นรู้สึกตัวเลย” หรงจินเฉินถามเพราะเขานั้นไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อยว่ามีใครแอบตามพวกเขามา

“พวกนั้นแค่บังเอิญเท่านั้น และยังมาแอบเราฟังเราด้วย” หวางชูเอ่ยก่อนจะจิบน้ำชาที่ถูกหรงซู่จินรินน้ำชามาให้ หรงจินเฉินนั้นตกใจเพราะกลัวว่าจะมีคนรู้สิ่งมีที่พวกเขาพูดคุยกัน หรงจินเฉินที่กำลังจะลุกขึ้นไปตามหาคนที่มาแอบฟังพวกเขา แล้วเค้นถามว่าใครส่งมาก่อนจะจำกัดทิ้งไป

“ไม่ต้องหวงหรอกข้ากางม่านอักขระเอาไว้แล้วไม่มีใครได้ยินหรอก” หวางชูเอ่ยขึ้นในตอนที่หรงจินเฉินที่กำลังจะเดินออกไปจากห้องพอดี ทำเอาหรงจินเฉินนั้นหงุดหงิดนิดๆ ที่หวางชูไม่ยอมพูดให้หมดทั้งแต่แรก แต่ก็โทษหวางชูไม่ได้เพราะหวางชูก็เป็นคนพูดแบบนี้อยู่แล้ว เลยได้แต่เดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ก่อนจะนั่งตรวจบัญชีเงียบๆ จนเสร็จก็พากันกลับไปที่โรงเตี๊ยมเพื่อเก็บของก่อนจะพากันขึ้นรถม้ากลับไปยังตระกูลทันที

 

ณ. ตระกูลหรง

“ยินดีตอนรับกลับตระกูลขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านผู้นำตระกูล คุณหนู” ทันทีที่ทั้งสามเดินลงมาจากรถม้าเหล่าบ่าวไพร่ที่ทำงานกันอยู่แถมนั้นก็หยุดทำงานทันทีพร้อมกับแล้วก็ก้มหัวให้กับผู้นำตระกูลและคุณหนูไร้ประโยชน์

“ไปทำงานต่อเถอะ” หรงจินเฉินพูดขึ้นแล้วก็พากันเดินออกไปจากตรงนั้นแล้วตรงไปยังเรือนของตัวเองทันที บางคนที่เป็นสายข่าวของผู้อาวุโสของแต่ละคนก็รีบวิ่งไปรายงานทันที และไม่นานเมื่อตอนเย็นมาถึงเหล่าผู้อาวุโสก็ได้พากันเชิญหรงจินเฉินมาประชุมเพราะบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะต้องปรึกษา

หึ ปรึกษาอย่างหรือ หรงซู่จินได้แต่มองผู้อาวุโสที่กล้าพูดคำพูดนี้ออกมา ส่วนหรงจินเฉินนั้นแม้ภายนอกจะดูนิ่งแต่ภายในนั้นเดือดดาลแน่ไหน ถ้าไม่เห็นว่าถูกลูกสาวตัวน้อยของเขานั้นขอเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วละก็ คงได้ระเบิดออกใส่พวกผู้อาวุโสเหล่านี้เป็นแน่

“พวกเจ้ามีเรื่องอะไรจะปรึกษาข้าก็พูดมา” น้ำเสียงราบเรียบพูดขึ้น พลางจ้องไปยังผู้อาวุโสที่สิบที่ออกอาการคันปากเหลือเกิน และเมื่อถูกท่านผู้นำตระกูลจ้องมอง และผู้อาวุโสที่สิบนั้นคิดว่าคงเป็นโอกาสที่ดีแล้วที่จะพูดขึ้นมาเสียที

“ข้าแค่อยากจะเสนอเรื่องดีๆ กับท่านนิดหน่อยนะขอรับท่านพูดนำ” ผู้อาวุโสที่สิบเกริ่นขึ้นมาพลางแอบยิ้มในใจ ว่าพวกเขาคงจะมีรายได้เข้ากระเป๋าและได้กำจัดคุณหนูผู้ไร้ประโยชน์ออกไปจากตระกูลอีกด้วย

“เรื่องดีๆ อย่างนั้นหรือ” หรงจินเฉินถามพลางแอบกำหมัดแน่นก่อนจะคายออก ก่อนจะมองผู้อาวุโสที่สิบนิ่ง มันผู้นี้เลี้ยงเอาไว้ไม่เชื่องสงสัยต้องกำจัดเร็วๆ ทิ้งเสียแล้วสิ

“ขอรับ ข้ามีความคิดว่าตอนนี้คุณหนูหรงซู่จินคงถึงเวลาออกเรือนแล้วขอรับ” ผู้อาวุโสที่สิบพูดพลางแอบยิ้มในใจทันทีที่เห็นหรงจินเฉินนั้นนิ่งไปเลย

“ออกเรือน?” หรงจินเฉินถามย้ำผู้อาวุโสที่สิบออกครั้ง สายตาแข็งกร้าวขึ้นจนผู้อาวุโสที่สิบนั้นถึงกับเหงื่อตกน้อยๆ เมื่อได้รับแรงกดดันจากหรงจินเฉิน

“ข้าว่ามันคงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไรนะเจ้าคะ เพราะถ้าอยากนั้น พี่อี้จินคงจะต้องออกเรือนไปแล้ว จะให้ข้าออกเรือนก่อนพี่สาวของข้าได้ยังไงกันล่ะเจ้าคะ” หรงซู่จินพูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มๆ แต่นั้นมันก็เท่ากับว่าเป็นการสาดน้ำเย็นๆ ใส่หน้าของผู้อาวุโสที่สิบเข้าจังๆ

“ระ…เรื่องนั้น” ผู้อาวุโสที่สิบนั้นหาคำพูดไม่ออกเลยทันที ไม่คิดว่ายัยคุณหนูไร้ประโยชน์ผู้นี้จะกล้าพูดขึ้นมาขัดแผนการของเขาแบบนี้

“ข้าเห็นด้วยนะ คุณหนูยังเด็กนักและอีกอย่างจะให้ออกเรือนก่อนพี่สาวก็คงจะไม่ดีนัก” ผู้อาวุโสที่สามพูดขึ้นก่อนจะมองไปยังผู้อาวุโสที่สิบนิ่งๆ ก่อนจะหันไปมองท่านผู้นำตระกูลแล้วก็พูดขึ้น

“อีกไม่กี่วันคุณหนูหรงอี้จินก็จะกลับมาตระกูลแล้ววันนั้นเราค่อยหาลือกันดีหรือไม่ขอรับท่านผู้นำตระกูล” ผู้อาวุโสที่สามนั้นมีแผนการที่เตรียมเอาไว้สำรองเพื่อความผิดพลาดอยู่แล้ว

“อืม ก็ดี พวกเจ้ามีเรื่องจะบอกข้าแค่นี้ใช่หรือไม่” หรงจินเฉินตอบก่อนจะถามอย่างรำคาญเรียกเขามาเพื่อจะพูดกันแค่นี้หรือ เสียเวลาชะมัด

“เอ่อ ยังหรอกขอรับ เรามีเรื่องจะถามนิดหน่อยนะขอรับ” ผู้อาวุโสที่สี่พูดขึ้นอย่างรวบรวมความกล้าเพราะสองวันมานี้พวกเขาต่างพากันอยากจะรู้เป็นอย่างมาก พากันสืบหากันจนหัวหมุนก็ไม่รู้อะไรเลย

“พูดออกมา” ทันทีที่หรงจินเฉินพูดแบบนั้น มีหรือที่ผู้อาวุโสที่สี่จะไม่รีบถามในสิ่งที่ใครๆ ต่างก็พากันอย่างรู้กันถ้วนหน้า

“เด็กผมขาวคนนั้นเป็นใครหรือขอรับ” ทันทีที่ผู้อาวุโสที่สี่พูดจบหรงจินเฉินก็คิ้วกระตุกขึ้นมานิดๆ แต่คนที่ยืนหลบสายตาจากผู้คนทั้งสิบนั้นตอนนี้กำลังหางตากระตุกไม่หยุด บังอาจนักเจ้ามนุษย์ชั้นต่ำพวกนี้กล้าเรียกข้าว่าเด็กอย่างนั้นรึ! บังอาจเกินไปแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าหรงซู่จินขอขาเอาไว้ว่าอย่าทำอะไรคนพวกคนนี้ละก็ รับรองได้ว่ามันไม่ตายดีแน่

“เขาคือสหายของข้าเอง” เพราะไม่อยากจะบอกความจริงกับใครเลยจำเป็นต้องพูดแบบนี้ออกไป เพื่อไม่ให้ทุกคนสงสัยและรู้ว่าลูกสาวตัวน้อยของเขากำลังฝึกวรยุทธ

ส่วนหวางชูนั้นเหมือนกำลังถูกเจ้ามนุษย์ตัวน้อยๆ พวกนี้ลูบคมดาบเข้าให้แล้วก็ยิ่งไม่ชอบใจนัก นี่เขาต้องถูกอ้างนั้นอ้างนี้ไปถึงเมื่อไรกัน ทำไมเขามีหน้าที่เยอะแบบนี้

“สะ…สะหายของท่านผู้นำรึ!” ผู้อาวุโสทั้งสิบต่างพากันร้องอุทานขึ้นมาพร้อมเพียงกัน เพราะไม่เคยรู้ว่าท่านผู้นำตระกูลของเขานั้นไปมีสหายแบบนั้นเมื่อไร และคนที่ตกใจมากที่สุดคงไม่พ้นผู้อาวุโสที่สี่ที่พูดออกไปก่อนหน้านั้น ทำเอาเหงื่อไหลไปตามกรอบหน้าและแผนหลังจนชุ่มไปหมด และที่สำคัญเลยคือเขาดันกลัวว่าถ้าสหายของท่านผู้นำตระกูลมาได้คำพูดเมื่อกี้จะเกิดอะไรขึ้น

“ใช่ ข้าขอเตือนพวกเจ้าทุกคน ถึงเขาจะนิ่งแต่เขาก็โหดเหี้ยมฆ่าพวกโดยไม่กระพริบตาเลยทีเดียว ถ้าเจ้าทำอะไรให้เขาไม่พอใจขึ้นมา ถึงเป็นข้าก็ห้ามเขาไม่ได้” หรงจินเฉินไม่วายลากหวางชูขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ และถ้าหรงซู่จินอยู่ใกล้กับหวางชูนั้นก็เท่ากับว่าหรงซู่จินของเขานั้นมีหวางชูค่อยดูแลอยู่ และนั้นทำให้พวกผู้อาวุโสต่างไม่กล้าเข้ามารังแกลูกสาวตัวน้อยของเขาอย่างแน่นอน

“ขอบคุณท่านผู้นำตระกูลที่เตือนพวกเราขอรับ พวกเราจะไม่ทำให้สหายของท่านผู้นำตระกูลไม่พอใจเป็นอันขาดของรับ” ผู้อาวุโสที่หนึ่งที่เงียบมานานก็พูดขึ้น พลางคิดหนักกับปัญหาที่เจออยู่ตอนนี้ ทำไมมันเริ่มจะยุ่งยากขึ้นมาทุกที

“เข้าใจก็ดีแล้ว” หรงจินเฉินพูดแค่นั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องประชุมไปทันทีโดยมีหรงซู่จินนั้นเดินตามไปพร้อมกับหวางชูที่หายตัวไปจากตรงนั้นแล้วมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายของหรงซู่จิน

“พวกเจ้าสองพ่อลูกชอบเอาข้าไปแอบอ้างอยู่เรื่อย” หวางชูพูดเรียบๆ อย่างไม่ชอบใจเท่าไร หรงซู่จินที่ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะเบาๆ ขึ้นมาทันที

“งั้นข้าทำเนื้อย่างให้ท่านทานดีหรือไม่”

“ดี!” เขาเปล่าเห็นแก่เนื้อย่าง แต่หรงซู่จินบอกเอาไว้อยู่แล้วว่าจะทำให้เขาทานอยู่แล้ว สงสัยเขาคงต้องไปหาล่าสัตว์มาเยอะๆ เพื่อให้หรงซู่จินจะได้ทำเนื้อย่างให้เขาทานเยอะๆ เสียแล้ว

“ท่านหาข้ออ้างให้ข้าทำเนื้อย่างให้ทานก็บอกว่าเถอะเจ้าค่ะ” หรงซู่จินพูดอย่างรู้ทันที พลางเดินเข้าไปกระแซะหวางชูอย่างหลอกล้อ ก่อนจะถอยห่างจากหวางชูเมื่อท่านพ่อของเธอหันกลับมามอง

  

  

หวงจริงๆ นะหรงซู่จินเนี่ย ถึงขนาดจะไม่ยกให้ใครเลยอะ โธ่ ท่านหรงจินเฉินท่านนี่ช่างตามลูกสาวของท่านไม่ทันเลยจริงๆ อะแฮมๆ หวางชู แค่อยากทานเนื้อย่างจริงๆ นะหรือเจ้าค่ะ 

ความคิดเห็น