AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 25 เสียงสะอื้นไห้

ชื่อตอน : ตอนที่ 25 เสียงสะอื้นไห้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 60

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มิ.ย. 2562 20:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25 เสียงสะอื้นไห้
แบบอักษร

ตอนที่ 25 เสียงสะอื้นไห้ 

ความมืดมิดยามราตรี ค่ำคืนที่ภายนอกดูเงียบสงบ แต่ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ของขุนนางส่วนใหญ่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยอำนาจของขุนนางพวกเขาสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างที่ผิดต่อกฎหมายของอาณาจักรโดยที่เหล่าทหารไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้

แม้จะจับผิดได้คาหนังคาเขา มีหลักฐานผูกมัดชัดเจน แต่ถึงอย่างไรเมื่อถึงคราตัดสินเหล่าพวกเขากลับกลายเป็นไม่ผิด ส่วนคนที่ผิดกลับเป็นทหารและเหยื่อผู้โชคร้ายเสียเอง เรื่องกิจการผิดกฎหมายต่างๆ ทั้งการค้าทาส การลักพาตัว การบุกชิงทรัพย์ที่เป็นของมีค่าซึ่งสืบทอดกันมายาวนานของตระกูล สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นฝีมือของเหล่าขุนนางทั้งสิ้น ซึ่งเขาสั่งการในเบื้องหลัง

ผู้คนจึงอยู่กันอย่างหวาดผวา โดยเฉพาะกลุ่มคนระดับล่างที่ไม่มีผู้ใดหนุนหลัง บางส่วนก็ยกลูกสาว แม้กระทั่งยกของรักของหวงให้กับขุนนางที่ตนคิดว่ามีอิทธิพลพอที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่นกว่าเดิมโดยที่ไม่ต้องหวาดผวามากนัก

ทั้งนี้อำนาจเงินของขุนนางนั้นมีมากยิ่งกว่ารายได้ที่อาณาจักรให้เสียอีกไม่รู้ว่าหามาด้วยวิธีไหน พวกเขาจึงจ้างทหารและรวบรวมกองกำลังของตนเพื่อเพิ่มความปลอดภัย เหล่าทหารระดับต่ำก็จะถูกว่าจ้าง ยกเว้นทหารที่ขึ้นตรงต่ออาณาจักรเท่านั้นที่เหล่าขุนนางไม่มีสิทธิ์ในการจ้างวานให้ไปเป็นกองกำลังส่วนตัวของเขาได้

ซึ่งทหารที่ขึ้นตรงต่ออาณาจักรนี้เป็นทหารรุ่นของจักรพรรดิคนก่อนหน้าเฟลเลี่ยม พวกเขามีความแน่วแน่และจงรักภักดีต่ออาณาจักร มิใช่ต่อองค์จักรพรรดิ

แต่สำหรับทหารรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะถูกว่าจ้างโดยเหล่าขุนนางผู้มีอำนาจทั้งหลายให้เป็นกำลังพลส่วนตัวของพวกเขา แต่แม้จะเป็นกองกำลังส่วนตัว ทหารเท่านี้ก็ไม่สามารถทำอะไรกับเหล่าขุนนางโฉดชั่วได้อยู่ดี จึงได้แต่ก้มหน้าทำหน้าที่ของตนเองไปแม้นในใจจะทรมานก็ตาม เพราะถ้าไม่ทำ ไม่ใช่เพียงตัวเขาเองเท่านั้นที่จะตาย ครอบครัว คนรัก

คนสำคัญรอบตัวเขาก็จะพลอยได้รับความเดือดร้อนไปด้วย คำว่า “ไม่มีทางเลือก” จึงเป็นคำที่เหมาะสมสำหรับพวกเขามากที่สุด

ความเป็นอยู่ของผู้คนในอาณาจักรนี้ตั้งแต่เขต 6 ไปจนถึงเขต 8 คือเขตของเหล่าขุนนางที่มีอำนาจในการปกครองพื้นที่ในสัดส่วนต่างๆ รวมถึงการตัดสิน ลงโทษประชากรที่อยู่ในเขตของตน

พวกเขาจึงสามารถกดขี่ เก็บภาษี รวมถึงกระทำสิ่งต่างๆ ตามอำเภอใจได้ ทั้งนี้ตั้งแต่เขต 5 ลงไปจนถึงเขต 4 พวกเขาต่างก็ทำการควบคุมและครอบครองอำนาจอย่างลับๆ และรวมถึงการทำความชั่วต่าง ๆ ด้วย

และค่ำคืนนี้ก็เป็นอีกคืนหนึ่งที่รถม้าของทหารส่วนตัวของขุนนางคนหนึ่งมาจอดที่หน้าบ้านไม้หลังเล็กๆ เหล่าทหาร 10 นายต่างพุ่งออกมาจากรถม้าแล้วทำการกระทืบ รวบแขนเจ้าของบ้านไขว้หลังกดให้อยู่ท่าคุกเข่า

ชายชราแต่งชุดดูมีระดับเขาเป็นพ่อบ้านของขุนนางคนนั้น เดินออกมาจากรถม้ายืนค้ำหัวเจ้าของบ้านชาย กับผู้หญิงที่ถูกรวบแขนกดหลังไว้

“พวกเจ้าเข้าไปค้นทุกซอกทุกมุม หาตัวผู้หญิงที่มันซ่อนไว้ให้พบ” เสียงของพ่อบ้านสั่งการ เหล่าทหารทำความเคารพแล้วรีบพุ่งเข้าไปในบ้านค้นทุกสิ่งอย่างตามคำสั่งของพ่อบ้าน

ชายวัย 40 ผู้เป็นเจ้าของบ้านเงยหน้าสบตากับพ่อบ้านด้วยสายตาหวาดกลัวปนอ้อนวอน

“ท่านนันด้า ได้โปรดอย่าค้นบ้านข้าเลย พวกข้าไม่มีของมีค่าอันใดให้พวกท่านหรอก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนแต่ชายชราหาได้สนไม่

“เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าแอบซ่อนลูกสาวไว้ในบ้าน วันนี้ข้าขอรับตัวมันไปก็แล้วกัน” ชายชราพูดด้วยเสียงเฉยชากับแววตาที่เย้ยหยันให้กับเจ้าของบ้าน เมื่อเขาได้ฟังคำนี้ถึงกับสะท้านวูบหนึ่งแต่ก็พยายามกลบเกลื่อนอาการไว้

“ข้าไม่มีอะไรจริงๆ ไม่ได้ซ่อนใครไว้อย่างที่ท่านคิด ลูกสาวข้าทั้งสองคนพวกท่านก็..ก็เอาไปหมดแล้ว บัดนี้ข้าไม่เหลือใครแล้วท่าน” ชายเจ้าของบ้านยังคงพูดด้วยท่าทีอ้อนวอนต่อ พลันในใจก็ตื่นตระหนกอย่างสุดแสน และอ้อนวอนเทพพระเจ้าให้ปกป้องผู้ที่อยู่ข้างในนั้น ไม่ให้ใครหาตัวเธอพบ

แต่แล้วคำอธิษฐานก็ไม่ส่งผลเมื่อทหารค้นพบห้องใต้ดิน พวกเข่ารีบเข้าไปและทำการจับกุมหญิงสาวนางหนึ่ง เธอมีหน้าตาที่สวยงามพอสมควร เสียงกรีดร้องของเธอทำให้เจ้าของบ้านถึงกับหลั่งน้ำตาที่ตนไม่สามารถปกป้องเธอไว้ได้อีกต่อไป

ส่วนชายชรานันด้านั้นยิ้มด้วยความพึงพอใจเมื่อได้เห็นใบหน้าที่ถูกลากออกมานั้น แม้นจะดูมอมแมมไปหน่อย แต่เมื่อได้ทำความสะอาดแล้วเธอจะงดงามมากกว่านี้หลายเท่าแน่นอน

“หึ นี่ไงล่ะ ข้าขอตัวเธอไปล่ะ” เสียงของชายชราเอ่ยออกมา เจ้าของบ้านกำลังจะอ้อนวอนแต่ก็ถูกพันธนาการด้วยเวทมนตร์ที่ทำให้เป็นอัมพาตชั่วคราว ไม่สามารถขยับหรือพูดอะไรออกมาได้ เขาและภรรยาได้แต่มองภาพลูกสาวคนสุดท้ายถูกลากไปต่อหน้าต่อตา

*ทำไม ทำไมถึงเป็นแบบนี้ แม้แต่ที่บ้านยังไม่ปลอดภัย ผู้เป็นพ่อแม่ยังไม่อาจปกป้องลูกของตัวเองได้ แล้วจะมีที่ใดในโลกที่มันปลอดภัยกว่านี้อีก จะหนีก็หนีไม่ได้ แม้อยู่ต่อก็เหมือนตายทั้งเป็น ชีวิตของข้ากับภรรยาคงไม่อาจอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว ข้าจะไม่อ้อนวอนต่อทวยเทพ จะไม่พึ่งพาเทพเจ้าอีกแล้ว แต่ว่า อย่างน้อยก็ขอ ขอใครสักคนช่วยปลดปล่อยโลกที่เลวร้ายนี้ที*

เสียงร่ำร้องภายในใจของผู้เป็นพ่อดังขึ้นด้วยความท้อแท้และสิ้นหวัง มองดูรถม้าที่นำลูกสาวของเขาไปจนลับตา

กุบ กับ กุบ กับ

เสียงม้าวิ่งลากรถไปตามทางโดยมีเป้าหมายคือคฤหาสน์หลังใหญ่ ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของหญิงสาวที่คร่ำครวญอยู่ในนั้น น้ำตาเธอไหลอาบแก้มแม้อยากจะขัดขืนแต่ก็ไม่กล้าทำเพราะกลัวว่าพวกเขาจะไปทำร้ายพ่อแม่ของเธอ จึงได้แต่คร่ำครวญภายในใจอยู่อย่างนั้น

“ร้องไปเถอะ อีกไม่นานเจ้าก็จะได้กลายเป็นของเล่นของนายท่านแล้ว อ้อ ข้าขอแนะนำเล็กๆ น้อยๆ นะ ให้เก็บแรงไว้รักษาชีวิตของตัวเองดีกว่า สภาพร่างกายของเจ้าเช่นนี้เกรงว่าคงจะรอดไปจนถึงอีกวันยาก” เสียงของพ่อบ้านเอ่ยขึ้นอย่างเฉยชา เขาทำงานแบบนี้มาจนชินเสียแล้ว

ผู้หญิงคนแล้วคนเล่าต่างถูกนำไปให้เจ้านายของตนทุกวันไม่ขาดสาย มีทั้งหญิงสาว เด็กเล็ก แม้กระทั่งผู้ชายด้วยกันก็มีอยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเจ้านายก็ไม่เคยพอใจ วันหนึ่งๆ เหยื่อพวกนี้ถูกข่มขืนจนตาย มีน้อยนักที่จะรอดชีวิตมาได้ และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่มีผู้เคราะห์ร้ายเช่นเธอ

เสียงรถม้าจอดอยู่ตรงหน้าประตูคฤหาสน์หลังใหญ่ เหล่าทหารต่างลงรถแล้ววทำหน้าที่ลากบังคับหญิงสาวออกมาจากรถ ไม่มีทหารเฝ้ายาม บรรยากาศดูเงียบสงบสร้างลางสังหรณ์ให้กับพ่อบ้าน

เพราะก่อนหน้านี้ที่เขาออกไปยังมีทหารยามรักษาการณ์อยู่หน้าประตู พ่อบ้านจึงจ้องเข้าไปข้างในประตูรั้วก็เห็นภาพศพทหารนอนเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ ทหารที่พึ่งลากหญิงสาวออกมาไม่ได้เห็นฉากพร้อมกับพ่อบ้าน

เมื่อเห็นตาที่เบิกกว้างของเขาจ้องเข้าไปในรั้วอยู่อย่างนั้นสายตาของพวกเขาจึงจ้องตามไปด้วย และสิ่งที่เห็นก็คือศพที่นอนเกลื่อนพื้นโดยหัวหลุดจากร่าง

และภาพที่เห็นต่อมาคือบุรุษชุดดำที่เดินออกมาอย่างเชื่องช้าและใจเย็น มือขวาของเขามีหัวของใครบางคนอยู่ ท่ามกลางสายตาของพ่อบ้าน ทหาร 10 นาย และหญิงสาว เหมือนเขาจะรู้ว่าถูกมอง แต่กระนั้นก็ยังคงเดินเนิบๆ ไม่สนใจ หอกทหารที่ตกอยู่กับพื้นถูกสะกิดขึ้นมาด้วยเท้าแล้วนำปลายหอกเสียบศีรษะที่ถืออยู่ ด้ามหอกถูกปักลงกับพื้นเผยให้เห็นหัว...หัวของขุนนางเจ้าของคฤหาสน์ตระหง่านอยู่ตรงนั้นอย่างโจ่งแจ้ง ชายชุดดำที่สวมหน้ากากสีขาวอันมีเอกลักและลวดลายที่โดดเด่นหันมาทางพ่อบ้าน ด้วยสายตาอันเฉยชาแบบนั้นทำให้พ่อบ้านและทหารก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

“ฆะ ฆ่ามัน!! ” เสียงพ่อบ้านตะโกนสั่งทหารด้วยความหวาดกลัว แต่แล้วชายชุดดำก็หายไปเสียแล้ว พร้อมกับภาพที่หญิงสาวเห็นคือหัวของพ่อบ้านและหารต่างหลุดออกจากร่างกับฝนเลือดที่พุ่งออกมาชโลมกายและเสื้อผ้าของเธอจนเป็นสีแดง

เธอเบิกตากว้างกลัวจนไม่สามารถส่งเสียงกรีดร้องได้ พลันชายชุดดำหน้ากากขาวก็มาปรากฏตรงหน้าเธอ และเธอก็สบตากับเขา

ทว่า แค่เพียงได้สบตาความกลัวก็มลายหายไปสิ้น สายตาอันอบอุ่นของเขาละลายความเศร้า ความหวาดกลัว และความกังวลใจทุกๆ อย่างที่ถูกสะสมมา รอยยิ้มเพียงบางเบาที่เผยออกมาส่วนเดียวของหน้ากากก็ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุนได้ เธอไม่รู้สึกถึงความอันตรายจากแววตานั้น จู่ๆ มือของบุรุษชุดดำก็ลูบหัวเธอเบาๆ

มันเป็นสัมผัสที่ไม่สามารถใช้คำมาบรรยายความรู้สึกในตอนนี้ได้ เชือกเวทที่ผูกมัดเธอสลายหายไปพร้อมกับรู้สึกว่าอาการบาดเจ็บทั้งภายในและภายนอกของเธอหายไปจนหมดสิ้น และเขาก็หายไปตอนไหนไม่อาจรู้ได้ หลงเหลือเพียงเธอที่ยังมีชีวิตท่ามกลางศพของทหาร และพ่อบ้านที่ไม่มีโอกาสหาความสุขในชีวิตได้อีกต่อไป

แต่สิ่งหนึ่งที่เธอไม่มีวันลืมเลือน คือสายตากับฝ่ามืออันอบอุ่นและอ่อนโยนนั้น มันเป็นสิ่งที่ดึงเธอออกมาจากโลกแห่งความโศกเศร้า คือสิ่งเดียวที่สร้างความหวังในชีวิตให้กับเธอ...

 

..............................

 

ณ ห้องโถงแห่งหนึ่งของขุนนาง

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยของกินเลิศรสมากมาย เหล่าคนรับใช้ต่างยืนคอยบริการ ขุนนางชายคนหนึ่งนั่งยิ้มด้วยความปีติใจเพราะระหว่างเดินทางกลับโชคชะตาบังเอิญดลใจให้เขาข้ามไปเขต 5 เพื่อไปเอาของจากช่างตีเหล็กที่สั่งทำไว้ และได้พบพานกับผู้กล้าจึงขอเชิญเธอมารับประทานอาหารดึกที่บ้าน และด้วยพรแห่งโชคที่จู่ผู้กล้าก็ตอบตกลงมาร่วมทานด้วย วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งของเขา

“อาหารอร่อยดี” เสียงของฟรานซ์พูดเบาๆ อย่างธรรมดา นั่นทำให้ขุนนางคนนี้ถึงกับยิ้มกว้าง

“ขอบคุณท่านฟรานซ์ที่เอ่ยชมอาหารของข้า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วการจะหาที่พักคงลำบาก ท่านฟรานซ์จะรับน้ำใจสักเล็กน้อยไหมหากข้า บัลเอลจะจัดที่พักอย่างดีให้ท่าน” ขุนนางคนนี้พูดและเน้นน้ำเสียงตรงที่เป็นชื่อของเขาอย่างชัดเจน

“ขอรับความมีน้ำใจของท่านบัลเอลไว้ก็แล้วกัน” ฟรานว์พูดและเอ่ยชื่อของบัลเอลอย่างถูกต้องนั่นทำให้ขุนนางคนนี้ยิ้มกว้างออกมาอย่างเปิดเผย เพราะเขาจะใช้สิ่งนี้สร้างอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ให้กับตน

“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองอย่าใส่ใจเลย” บัลเอลดีใจออกนอกหน้า ด้วยอาการเช่นนี้เขาจึงขยับเสื้อของเขาให้กระชับตัว เข็มกลัดที่พึ่งได้มาก็เปล่งประกายระยับอย่างสวยงามเมื่อมันขยับท่ามกลางแสงไฟจากผลึกเวทและเทียนส้ม

“เข็มกลัดนั่นสวยดีนะ” เพราะฟรานซ์ไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับเขา เมื่อเห็นเข็มขัดที่สร้างอย่างวิจิตรก็ชมไปอย่างนั้นเอง ส่วนบัลเอลถึงกับปีติใจมากกว่าเดิมที่ตนถูกผู้กล้าเอ่ยชม นี่เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันอย่างมาก

“ฮะ แฮ่ม พอดีว่าเข็มกลัดนี้องค์จักรพรรดิอัคคีทรงมอบให้ข้าเป็นที่ระลึก ในวันแต่งตั้งจักรพรรดิองค์ใหม่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนี้เอง ..เนื่องใน...”

“เดี๋ยวก่อน!!” บัลเอลที่กำลังพูดยังไม่ทันจบฟรานซ์ก็ขัดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูตกใจและตื่นเต้น

“มะ มีอะไรหรือท่านฟรานซ์”

“เขาชื่ออะไรนะ จักรพรรดิที่ว่า.” ฟรานซ์รีบถามให้แน่ใจ เพราะชื่อนี้มันเหมือนกับชื่อคนๆ นั้น

“อะ อัคคี” บัลก้าตอบด้วยอาการประหม่า เขาไม่คิดว่าผู้กล้าจะให้ความสนใจเช่นนี้

“ลักษณะของเขาเป็นแบบไหน?” ฟรานซ์ถามอย่างเร่งรีบ เธออยากได้คำตอบให้เร็วที่สุด ฝ่ายบัลก้าก็พยักหน้าค่อยๆ ตอบคำถามเธอ

“เขาสวมชุดนักผจญภัยระดับสูง ปกปิดใบหน้าสามส่วนด้วยหน้ากากสีขาวที่สลักลวดลายอย่างสวยงาม กะ...”

“ท่านบัลเอล พรุ่งนี้ข้าขอรบกวนให้ท่านช่วยพาข้าเข้าไปพบจักรพรรดิอัคคีได้หรือไม่ หากท่านช่วยข้า ข้าจะจดจำชื่อของท่านไว้ไม่ลืม” เสียงของฟรานซ์เอ่ยออกมาด้วยท่าทีตื่นเต้น เธอไม่สนคำพูดอื่นอีกแล้ว บัลเอลพยักหน้าด้วยความดีใจ เขาอยากจะพูดคุยกับผู้กล้าอีกสักหน่อย แต่ว่าเธอกลับขอตัวไปยังที่พักก่อน จึงต้องส่งคนรับใช้ไปส่งเธอและองครักษ์

 

.................................

 

บ้านเมื่อไร้คนสำคัญความสุขก็หายไป บ้าน เมื่อไร้คนรักทุกสิ่งก็ไร้ค่า บ้านที่ไม่มีลูกสาวการใช้ชีวิตอยู่ต่อไปย่อมไม่มีความหมาย หัวใจที่แหลกสลายกับการสูญเสีย มันไม่อาจจะกู้คืนมาได้ง่ายๆ แววตาสองสามีภรรยาที่ไร้ชีวิตชีวาเก็บของที่ถูกทหารรื้ออย่างเชื่องช้า

"ข้าไม่รู้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ลูกสาวที่หลงเหลือเพียงคนเดียว สุดท้ายพวกมันก็ช่วงชิงเธอไปโดยที่ข้าไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่แม้แต่จะขยับปากเอ่ยลาลูกได้ด้วยซ้ำ ความโหดร้ายตลอดสามปีที่ผ่านมานี้มันสาหัสเกินทน จักรพรรดิเฟลเลี่ยมหาได้สนใจคำอ้อนวอนของเหล่าคนชั้นต่ำเช่นพวกเรา มันฆ่าทุกคนที่ไปหา ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อดี.." เสียงสะอื้นไห้เเละน้ำตาของลูกผู้หลายหยดลงพื้น เขากับภรรยาถือมีดสั้นที่พึ่งลับคมมาหมาดๆ ไว้ในมือ

"ไม่มีลูกข้าก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อใคร ความตายเท่านั้นคงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด" เสียงของหญิงสาวผู้เป็นมารดาพูดอย่างเชื่องช้า ทั้งสองต่างหลับตาเพื่อที่จะลาลับจากโลกอันเน่าเฟะนี้....ตลอดกาล

"ท่านพ่อ!! ท่านพ่อ!! " เสียงอันนุ่มนวลของหญิงสาวคนหนึ่งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยหอบ สองสามีภรรยาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินเสียงนี้ มีที่กำลังจ่อคออยู่ถูกทิ้งลงพื้นทันทีพร้อมกับสองขาที่วิ่งออกไปนอกบ้านโดยไม่รู้ตัว

ร่างของลูกสาวที่ชโลมไปด้วยเลือดเธอวิ่งมาอย่างเหนื่อยหอบ เสียงเรียกท่านพ่อท่านเเม่ดั่งเสียงสวรรค์ เขาทั้งสองไม่คิดว่าจะได้เจอเธออีก สองขาต่างพุ่งไปหาผู้เป็นที่รักของตนกับน้ำตาที่ไหลออกมามากกว่าเดิม เสียงสะอื้นไห้ดังระงมของพ่อแม่ลูก เสียงสะอื้นแห่งความดีใจบังเกิดขึ้นท่ามกลางความโศกเศร้าที่กำลังจะมลายหายไป

*ไม่ว่าลูกจะเจออะไรมาก็ตาม จะบาดเจ็บ บอบช้ำจิตใจมากเพียงไหน จะเจอกับเรื่องราวร้ายเเรงเพียงใด พ่อกับแม่ไม่เคยสนใจ ขอแค่เพียงลูกกลับมาบ้านอย่างปลอดภัย แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว...*

.................จบครับจบตอน............

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น