เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 84 การหลอกลวงของต๊กโกว

ชื่อตอน : บทที่ 84 การหลอกลวงของต๊กโกว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 202

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มิ.ย. 2562 18:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 84 การหลอกลวงของต๊กโกว
แบบอักษร

หมึกปีศาจวังวนมาร!!! 

เสียงของต๊กโกวฉิวหลงได้ลอยเข้าโสตประสาทของทุกคนอย่างถนัดถนี่ บางคนที่ไม่รู้จักต่างก็ทำหน้ามึนงง ส่วนผู้ที่เคยได้ยินเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับมันมาต่างก็มีสีหน้าที่ดูไม่ได้กว่าหลายส่วน ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมภายในใจของพวกเขาไปทีละนิดจนค่อยๆก่อนตัวมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ 

“รีบแจ้งกลับไปยังสำนักเร็วเข้า! นี่มันเกินกำลังพวกเราเกินไป!” ต๊กโกวฉิวหลงได้ตะคอกออกมาด้วยเสียงอันดังสนั่น ศิษย์น้องคนหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดนั้นเมื่อได้ยินเสียงของต๊กโกวฉิวหลงก็ได้สติขึ้นมาจากอาการตกใจ เขารีบกุลีกุจอเรียกทาสอสูรนกแก้วสายลมซึ่งมีสีสันอันสวยงามออกมาในทันที 

นกแก้วสายลม สัตว์อสูรธาตุวายุระดับหนึ่ง ความสามารถในการต่อสู้นั้นไม่นับว่าโดดเด่นอันใดนัก แต่ความสามารถที่ควรค่าแก่การจับมาเป็นทาสอสูรก็คือความสามารถในการเลียนเสียงของมัน แม้จะเป็นประโยคแบบไหนหากให้มันจดจำก็จะสามารถนำคำพูดเหล่านั้นไปถ่ายทอดยังปลายทางได้อย่างไม่ตกหล่น 

ศิษย์คนนั้นรีบกล่าวกับนกแก้วสายลม “อะ…อาจารย์! อาจารย์ลุง! ระ..รีบมาช่วยพวกเราด้วย! ทารกหมึกปีศาจวังวนมารปรากฏตัวขึ้นที่แม่น้ำหมินเจียง! มันเกินกำลังของพวกเราจนเกินไป! พวกท่านรีบส่งคนมาช่วยพวกเราเถอะ!” นกแก้วสายลมเอียงหูของมันตั้งใจฟังทุกคำพูดอย่างไม่ตกหล่น หลังจากนั้นเจ้านายของมันจึงได้สั่งการให้มันบินกลับไปส่งข่าวยังสำนักทันที นกแก้ววายุพยักหน้าอย่างมั่นใจ มันหันกลับไปยังทิศทางของสำนักเสียงสวรรค์และกระพือของอันสวยงามของตนเพื่อพุ่งทะยานไปส่งข่าวที่สำนักในทันที มันคือความหวังของทุกคนในที่นั้น 

ต๊กโกวฉิวหลงกระชับกระบี่พิฆาตอาชาในมืออย่างมั่นคง เขาหันกลับไปสั่งการกองกำลังผสมของทั้งสองสำนัก “ต้านทารกหมึกปีศาจวังวนมารไว้ให้ได้! ขอเพียงพวกเราต้านมันไว้ได้จนกว่าผู้อาวุโสจากสำนักจะมาถึง พวกเราทุกคนก็จะสามารถรอดไปได้! แต่หากพวกเราหันหลังหนีก็จะมีแต่ต้องตายโดยไม่สู้! พวกเจ้าจงตัดสินใจเองเสียเถอะว่าจะต้องทำอย่างไร!” 

ลมปราณเจ็ดสำเนียง! กระบี่มารอินทรีทอง!! 

ต๊กโกวฉิวหลงพุ่งทะยานออกไปพร้อมกับกระบี่ยาวพิฆาตอาชาในมือ ปราณวายุไหลเวียนอยู่รอบกระบี่ของเขาเพื่อหนุนเสริมความรวดเร็วและความเฉียบคมของกระบี่เล่มนี้ ต๊กโกวฉิวหลงวาดกระบี่ออกไปในแนวขวางอย่างสุดแรง ปราณกระบี่สายลมพุ่งออกไปทางหมึกปีศาจวังวนมาร 

ปราณกระบี่สายลมที่พุ่งออกไปได้บังเกิดมายาปราณรูปอินทรีทองตัวใหญ่ที่หน้าตาดุร้ายราวกับมารปีศาจ อินทรีวายุสีทองได้พุ่งเข้าใส่หนวดของหนึ่งของหมึกปีศาจวังวนมาร แต่หมึกปีศาจวังวนมารก็หาได้จัดการง่ายดายเช่นนั้น มันตวัดหนวดของมันออกไปอย่างรวดเร็วและฟาดทำลายปราณกระบี่ทิ้งโดยง่ายดาย 

ซึ่งในตอนนั้นเองที่ทุกคนเหมือนได้สติขึ้นมา พวกเขาต่างก็พุ่งทะยานออกไปเพื่อจู่โจมหมึกปีศาจวังวนมารในทันที ศิษย์พี่คนหนึ่งของสำนักเสียงสวรรค์ได้เรียกทาสอสูรประเภทบินของตนออกมาและโดดขึ้นไปบนหลังของมันทันที ศิษย์คนนั้นได้นำคนของสำนักเสียงสวรรค์จำนวนมากขึ้นไปเหนือร่างหมึกปีศาจวังวนมาร 

ส่วนทางด้านหมึกปีศาจวังวนมารก็ไม่ค่อยจะสนใจเสียเท่าไหร หนวดทั้งแปดของมันตวัดไปมาและจับร่างของปลาปีศทาจทะเลใต้ไปเป็นจำนวนมาก มันอ้าปากอันกว้างใหญ่ของมันและโยนเหล่าปลาปีศาจลงไปใส่ และจากนั้นมันก็ได้จับพวกปลาปีศาจอีกสลับไปมาอย่างรวดเร็ว 

หนวดของมันจับปลาปีศาจกินไม่หยุดอย่างตะกละตะกลาม ซึ่งในตอนนั้นเองที่ต๊กโกวฉิวหลงได้หยุดให้ทุกคนเคลื่อนไหวในทันที “ทุกคนหยุดก่อนและถอยออกมา ทารกหมึกปีศาจวังวนมารกำลังจับปลาปีศาจทะเลใต้กิน ปล่อยให้พวกมันสู้กัน! พวกเราถอยออกมาก่อน ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร หากปลาปีศาจหมดไปแล้วพวกเราค่อยจู่โจมหมึกปีศาจวังวนมาร พวกเราจะได้เหลือศัตรูเพียงหนึ่ง ไม่ต้องรับศึกสองด้าน” 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ต๊กโกวฉิวหลงนำพาทุกคนกลับไปบนฝั่งอีกครั้งเพื่อพักฟื้นร่างกายอีกทั้งยังเพื่อเตรียมพร้อมรับการโจมตีของหมึกปีศาจอีกด้วย หากพวกเขาหลบหนีไปตอนนี้ไม่ทราบว่าหมึกปีศาจตนนี้จะสร้างความเสียหายให้กับผู้คนและบ้านเมืองมากเพียงใดกัน 

กลุ่มสนับสนุนที่อยู่บนฝั่งตลอดก็เร่งรีบบรรเลงบทเพลงแห่งการรักษาเพื่อเร่งการฟื้นฟูและรักษาอาการบาดเจ็บอีกทั้งยังมีคนส่วนหนึ่งที่เชี่ยวชาญการใช้ยาและการแพทย์เล็กน้อยในการช่วยรักษาคนที่บาดเจ็บ ถังเฟยหู่เองตอนนี้ก็ได้สลายสภาวะรวมเป็นหนึ่งกับอสูรทมิฬออกและช่วยผู้อื่นรักษา 

เมื่อถังเฟยหู่ช่วยผู้อื่นไปแล้วตามที่เห็นสมควรเขาก็ได้นั่งลงและโคจรลมปราณเพื่อฟื้นฟูลมปราณของตนเองเช่นกัน หลังจากพื้นลมปราณส่วนใหญ่ขึ้นมาได้แล้วเขาก็ได้ทดลองเรียกรอยสักมารของปลาปีศาจขึ้นมาบนร่างโดยไม่มีตัวช่วยอย่างอสูรทมิฬ แม้จะยากอยู่บ้างในตอนแรกแต่ก็ไม่นับว่าเกินกำลัง แค่เพียงควบคุมยากอยู่บ้างเท่านั้น 

ภายใต้เสื้อผ้าของเขาได้บังเกิดรอยสักที่เคลื่อนไหวไปมา มันคือรอยสักมารของปีศาจทะเลใต้ เมื่อบังคับพวกมันได้ประมาณหนึ่งเขาก็ได้สลายมันกลับเข้าไปในร่างพร้อมกับจ้องมองไปยังหมึกปีศาจที่กำลังจับพวกปลากินอยู่ 

เขามองหมึกตรงหน้าอย่างสนใจ ไม่ทราบว่าหากเขาใช้ร่างของหมึกปีศาจในการบ่มเพาะกายหยาบมาร ผลลัพธ์จะออกมาน่าหวาดเพียงใด แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไรนั้นเองที่ผืนน้ำเกินการสั่นหวั่น เสียงร้องของหมึกปีศาจดั่งขึ้น ถังเฟยหู่ได้ใช้ตาเหยี่ยวพันลี้สอดส่องสำรวจดูก็พบว่าปลาปีศาจทั้งหมดได้หายไปแล้ว 

“…เร็วเพียงนี้เชียวเหรอ! ไอ้ตัวบ้านี่กินตะกละถึงเพียงใดกันแน่ กินราวกับภายในท้องของมันเป็นช่องว่างไร้ก้นก็ไม่ปาน” ถังเฟยหู่ตกใจกับความเร็วในการกินของมันเสียเหลือเกิน เหมือนกับคนอีกหลายๆคนที่อยู่ในที่แห่งนั้น แต่สำหรับบางคนที่รับรู้ข้อมูลของหมึกปีศาจวังวนมารมาบ้างก็ไม่ค่อยแปลกใจอันใด นั่นเพราะหมึกปีศาจวังวนมารที่โตเต็มที่เป็นถึงตำนานอันน่าหวาดกลัวในท้องทะเล 

ทุกคนกระชับอาวุธในมืออย่างเตรียมพร้อม พวกเขาสามารถรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าปลาหมึกมารยังไม่อิ่มท้องเป็นแน่ และอาหารรายต่อไปของมันก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพวกเขาและชาวบ้านธรรมดาที่ด้านหลัง 

หมึกปีศาจวังวนมารที่กำลังหิวโหยได้หันกลับไปมองยังบนบก มันเห็นมนุษย์จำนวนมากมายอยู่ที่นั่น ด้วยความหิวโหยมันเร่งรีบพุ่งทะยานไปในทิศทางนั้นในทันที ในตอนนั้นเองที่นักดนตรีจากสำนักเสียงสวรรค์ได้บรรเลงศาสตร์แห่งดนตรีออกมาอย่างพร้อมเพรียง….บทเพลงภูติหิมะร่ำไห้!! 

เครื่องดนตรีดีด สี ตี เป่า ทั้งหมดถูกบรรเลงออกมาเป็นบทเพลงเดียวอันยิ่งใหญ่อีกทั้งยังหนุนเสริมด้วยปราณเจ็ดสำเนียงที่เป็นอาตุวายุจึงทำให้พลังของบทเพลงนี้ราวกับทบเท่าทวีขึ้นมากมาย เสียงเพลงอันโศกเศร้าพุ่งเข้าใส่ร่างอันใหญ่โตของทารกหมึกปีศาจอย่างถนัดถนี่! 

ร่างของหมึกปีศาจพลันเคลื่อนไหวช้าลงราวกับอยู่ในหล่มโคลนที่หนืดข้น มันรู้สึกขยับร่างกายได้อย่างยากลำบากอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจส่งผลต่อมันได้มากมายเท่าไหร กองกำลังผสมสองสำนักพลันทำสีหน้าดูไม่ได้อยู่บ้าง 

ซึ่งในตอนนั้นเองที่เริ่มมีชาวยุทธ์หลายส่วนจากในเมืองและบริเวณโดยรอบเดินทางมาที่แห่งนั้นเพราะสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวอันแปลกประหลาด แต่เมื่อพวกเขามาถึงและเห็นร่างอันใหญ่โตของหมึกปีศาจก็ตกใจเป็นอย่างมากจนถึงขั้นมีชาวยุทธ์ที่มาใหม่ส่วนหนึ่งเร่งรีบหนีกลับไปในทันที 

ต๊กโกวฉิวหลงหันหลังกลับไปพร้อมกับกล่าวไปทางชาวยุทธ์ที่มาใหม่ “ขอบุณพวกท่านมากที่มาช่วยกัน ข้าได้แจ้งทางสำนักให้ส่งคนมาช่วยพวกเราไว้แล้ว พวกเราเพียงแค่ต้องต้านมันจนกว่าจะถึงตอนนั้นก็เพียงพอแล้ว” ชาวยุทธ์ที่มาใหม่ได้ยินเช่นนั้นก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง พวกเขาต่างพยักหน้าอย่างเข้าใจ 

ต๊กโกวฉิวหลงตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง “เราจะโจมตีไอ้ตัวบ้านี่จากระยะไกลก่อน ศิษย์น้องทั้งหลายที่ถนัดศาสตร์ดนตรีช่วยบรรเลงบทเพลงที่ลดความสามารถของมันออกไปอย่างต่อเนื่องด้วย หากมันยังลุกคืบเข้ามาได้อีก พวกเราก็จะเปลี่ยนไปโจมตีใส่มันด้วยทุกสิ่งที่มีอย่างสุดตัวเพื่อผลักดันมันกลับไป จากนั้นก็ใช้ศาสตร์ดนตรีทำให้มันเชื่องช้าลงและโจมตีจากระยะไกลอีกครั้ง จงจำไว้ว่าพวกเราไม่อาจปราบมันได้อย่างเบ็ดเสร็จ จำเป็นต้องยื้อเวลาให้นานที่สุดเพื่อรอความช่วยเหลือ….ไปได้!!” 

ทุกคนต่างพยักหน้ารับคำสั่งของห้วหน้ากลุ่มเช่นต๊กโกวฉิวหลง ชาวยุทธ์ที่ตามมาทีหลังเพื่อขอร่วมสู้ด้วยหลายคนต่างก็ได้หยิบอาวุธประเภทต่างๆของตนออกมา ซึ่งมีหลายคนที่มีอาวุธจิตวิญญาณประเภทธนูและอาวุธขว้างซัด นั่นก็เพราะว่าสำหรับชาวยุทธ์ที่ไร้สังกัดและท่องยุทธภพโดยอิสระนั้นจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น พวกเขาจึงมีอาวุธหลายๆประเภทเตรียมไว้สำรองและจะมีอาวุธที่เชี่ยวชาญจริงๆเพียงหนึ่ง 

ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้เริ่มกดนิ้วของนางลงบนพิณโบราณเจ็ดสายตรงหน้า เสียงท่วงทำนองอันไพเราะได้ดังออกมาจากพิณตัวนั้น เสียงกด เสียงลอย เสียงปล่อย เสียงทั้งสามประเภทแห่งศาสตร์บรรเลงพิณถูกใช้ออกมาจนหมดสิ้น ใบหน้าของแม่นางหยางถิงสงบนิ่งเป็นอย่างมาก ไม่แม้แต่จะหวาดกลัวหมึกปีศาจตรงหน้า 

อาจจะเป็นเพราะนางคืออัจฉริยะในศาสตร์แห่งดนตรี หรืออาจจะเพราะนางเป็นผู้ฝึกฝนเคล็ดฝึกจิตหัวใจพิณมาตั้งแต่ยังเด็กจึงสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้ 

คนอื่นจากสำนักเสียงสวรรค์เมื่อเห็นหยางถิงเริ่มบรรเลงเพลงทัณฑ์วชิระ พวกเขาต่างก็เริ่มบรรเลงเพลงนั้นตามไปด้วย พลังปราณที่แฝงไว้ในบทเพลงทัณฑ์วชิระได้รวมตัวกันและเข้าล้อมรอบร่างของหมึกปีศาจ พลังปราณได้หลามรวมกันและเข้าพัวพันร่างของหมึกปีศาจราวกับเป็นเครื่องจองจำ 

มันกำลังทำให้การเคลื่อนไหวของหมึกปีศาจวังวนมารลดถอยลง บทเพลงทัณฑ์วชิระมีผลในการลดการเคลื่อนไหวของศัตรูเหมือนกับบทเพลงอัสนีฟ้าคำรามและบทเพลงภูติหิมะร่ำไห้ แต่ผลของมันเหนือกว่ามากและยังสิ้นเปลืองลมปราณกว่ากันมากนัก แต่พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ในตอนนั้นเองที่มีศิษย์พี่หญิงผู้หนึ่งที่มีอาวุธเป็นขลุ่ยเหล็ก นางจับจ้องไปทางหมึกปีศาจตรงหน้า ในตอนนั้นเองที่นางได้สั่งการให้เริ่มโจมตีใส่หมึกปีศาจในทันที 

“โจมตีจากระยะไกลได้! ใช้เสียงกระแทกเร็ว!” นางสั่งการพร้อมกับอัดลมใส่ขลุ่ยเหล็กในมือทันทีพร้อมกับศิษย์คนอื่นของสำนักเสียงสวรรค์ที่บรรเลงเสียงกระแทกออกมา เครื่องดนตรีหลากหลายชนิดสร้างแรงอัดของอากาศจำนวนมหาศาลพุ่งกระแทกใส่ร่างของหมึกปีศาจวังวนมารในทันที! 

ตู้มมมมมม!! 

ร่างของหมึกปีศาจถอยหลังไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คนจากสำนักเสียงสวรรค์ต่างมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ซึ่งตอนนั้นเองสำนักแปดดาราก็เริ่มโจมตีบ้างแล้ว พวกเขารวบรวมพลังปราณไว้ในฝ่ามือและซัดฝ่ามือทำลายล้างข้างนั้นออกไป พลังปราณสุดร้อนแรงและแข็งกร้าวพุ่งไปในทิศทางตรงหน้าราวกับดาวหางดวงหนึ่ง! 

ฝ่ามือสุริยันผลาญดารา เพลิงผลาญธุวดารา!! 

ตู้มมมม!! ตู้มมมม!! ตู้มมมม!! 

ลำแสงลมปราณสุดร้อนแรงพุ่งออกไปและเข้าปะทะกับร่างของหมึกปีศาจ มันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดกับความร้อนเหล่านั้น มันได้มุดร่างลงไปในแม่น้ำหมินเจียงในทันทีก่อนที่จะใช้หนวดของมันโผล่ขึ้นมาจากน้ำและยืดออกจนสุด 

ทันใดนั้นเองที่มันได้วาดหนวดลงมากระแทกผืนน้ำอย่างรุนแรงราวจะบังเกิดภัยธรรมชาติขึ้นตรงหน้าก็ไม่ปาน ตอนนั้นเองที่แม่น้ำหมินเจียงถูกแรงเหวี่ยงอันมหาศาลบังคับให้เกิดคลื่นสูงขนาดใหญ่ม้วนทำลายเข้าใส่ฝั่งแม่น้ำ 

“แย่แล้ว! ป้องกันไม่ทันแล้ว!” ศิษย์สำนักแปดดาราผู้หนึ่งตะโกนขึ้นมา 

แต่ในตอนนั้นเองที่มีเงาร่างสองร่างพุ่งออกไปเบื้องหน้าของทุกคน เงาร่างทั้งสองก็คือต๊กโกวฉิวหลงและมู่หยงหลิน จุดสูงสุดของสำนักเสียงสวรรค์และสำนักแปดดารา ต๊กโกวฉิวหลงวาดกระบี่พิฆาตอาชาออกไปรวดเร็วราวกับพายุ ทุกกระบี่วาดทำลายคลื่นสูงนั้นไปเรื่อยๆจนคลื่นน้ำนั้นแตกกระจายออกไปกลายเป็นละอองน้ำ 

ส่วนทางด้านมู่หลงหลินเองก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เขาใช้ออกด้วยกระบวนท่าหนึ่งในชุดฝ่ามือสุริยันผลาญดารา ปราณดาราเคลื่อนสีดำไหลเวียนทั่วทั้งร่างของเขาราวกับเปลวเพลิงสีดำที่โหมกระหน่ำ ฝ่ามือทั้งสองข้างเตรียมพร้อมไว้ ฝ่ามือหนึ่งอยู่หน้าอีกข้างอยู่หลัง และในตอนนั้นเองที่ปราณดาราเคลื่อนปะทุออกมาอย่างรุนแรง 

ฝ่ามือสุริยันผลาญดารา พิรุณผลาญดารา!! 

ฝ่ามือของมู่หยงหลินยื่นออกไปทางด้านหน้า ฝ่ามืออีกข้างก็หดกลับมาพร้อมกับหมุนข้อมือเป็นวงกลมชักนำพลังวิญญาณในอากาศเข้ามารวบรวมไว้ในฝ่ามือผสานไปกับปราณของตนเอง จากนั้นเขาก็ได้วาดฝ่ามือข้างนั้นออกไปและนำฝ่ามือข้างที่ซัดฝ่ามืออกไปแล้วหดกลับมา ฝ่ามือของเขายิงพลังปราณพุ่งออกไปในแนวตรงไม่หยุดราวกับเป็นสายฝนแห่งดวงดารา 

ตู้มมมม!! ตู้มมมม!! ตู้มมมม!! ตู้มมมม!!! 

มือทั้งสองของมู่หยงหลินขยับรวดเร็วราวกับพายุ เขายิงพลังฝ่ามือออกไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดพร้อมกับการวาดกระบี่ของต๊กโกวฉิวหลง และในชั่วพริบตานั้นเองที่คลื่นยักษ์ทั้งหมดนั้นสลายหายไป พวกเขาทั้งสองถอยกลับไปยังที่มั่นของพวกตน ใบหน้าของพวกเขาขาวซีดเป็นอย่างมาก 

เมื่อครู่คือการทุ่มสุดตัวของพวกเขาทั้งสอง หน่วยแพทย์ของทั้งสองสำนักเร่งรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที อีกทั้งยังมีนักดนตรีคนหนึ่งบรรเลงบทเพลงแห่งการรักษาให้ทั้งสองไปด้วยจึงทำให้อาการเหนื่อยของพวกเขาฟื้นฟูขึ้นมากว่าหลายส่วน 

แม้ลมปราณจะไม่ฟื้นขึ้นเต็มร้อยส่วน แต่ก็นับว่ายังพอขยับเคลื่อนไหวและต่อสู้ได้อยู่บ้าง พวกเขาไม่อยากเสียเวลาและปฏิเสธการรักษาต่อในทันที ซึ่งพวกเขามองตรงไปที่แม่น้ำหมินเจียงก็พบว่าหมึกปีศาจวังวนมารปรากฏกายขึ้นจากน้ำอีกครั้ง อีกทั้งคราวนี้ดูมันจะโกรธเคืองพวกเขาเป็นอย่างมาก 

ต๊กโกวฉิวหลงมีสีหน้าที่ไม่พอใจมากนัก “ไม่อาจสู้มันได้จริงๆด้วย พวกเราคงได้แต่ยืดเวลาต่อไปอีกสักหน่อย….” ในตอนนั้นเองระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกัน ร่างของหมึกปีศาจวังวนมารกลับบุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว ลายวังวนทั่วทั้งร่างสีน้ำเงินของมันราวกับจะขยับเคลื่อนไหวด้วยความพิโรธ 

ต๊กโกวฉิวหลงกระชับกระบี่พิฆาตอาชาในมือ มู่หยงหลินวาดฝ่ามือออกไปในท่าเตรียมพร้อม คนอื่นต่างก็กระชับอาวุธของตนเองอย่างมั่นคง พวกเขาเตรียมจะจู่โจมด้วยการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดของตนเพื่อผลักดันหมึกปีศาจให้ถอยกลับออกไปจากฝั่ง 

“เอาเลย ตอนนี้ละ!!” ต๊กโกวฉิวหลงกล่าวออกมาด้วยเสียงอันดังสะท้านก้องเข้าโสตประสาทของทุกผู้คน ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปและวาดกระบี่ออกไป ปราณกระบี่รวมตัวกันกลายเป็นมายาปราณอินทรีทองเข้าจู่โจมหมึกปีศาจอย่างโหดเหี้ยม! 

ทางด้านมู่หยงหลินและศิษย์สำนักแปดดาราก็ตามออกไปติดๆพร้อมกับระดมฝ่ามือสุริยันผลาญดาราออกมาอย่างต่อเนื่องหลากหลายกระบวนท่า โดยเฉพาะท่าพิรุณผลาญดาราซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญของการโจมตีครั้งนี้ ด้วยกระบวนท่านี้เป็นการระเบิดพลังการโจมตีอย่างต่อเนื่องจึงทำให้เหมาะแก่การผลักดันหมึกปีศาจกลับลงแม่น้ำ 

ส่วนนักดนตรีทั้งหลายต่างบรรเลงบทเพลงที่สนับสนุนการโจมตีและเสริมความเร็วให้แก่ทัพหลักที่ทำหน้าที่โจมตี แสงลมปราณจำนวนมากระเบิดออกมาพร้อมกันและพุ่งโจมตีเข้าใส่ร่างกายอันใหญ่โตของหมึกปีศาจอย่างรุนแรง! 

ถังเฟยหู่เองก็เป็นหนึ่งในคนที่เข้าจู่โจมหมึกปีศาจพร้อมผู้อื่น เขาได้เปลี่ยนอสูรทมิฬให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณกระบี่งูดำในมือ เขาใช้ออกด้วยเพลงกระบี่อสรพิษหมื่นแปรในกระบวนท่าเขี้ยวสวรรค์ตัดฟ้า! ปราณกระบี่รูปจันทร์เสี้ยวพุ่งทะยานออกไปเข้าปะทะกับร่างของหมึกปีศาจ มายาปราณรูปอสรพิษพุ่งออกไปแต่ก็แตกสลายไปอย่างง่ายดายเมื่อปะทะเข้ากับร่างของอีกฝ่าย 

แต่ถังเฟยหู่ยังไม่ยอมแพ้เพียงเท่านั้น เขาวาดกระบี่ออกไปอีกหลากหลายครั้งเพื่อพยายามช่วยผลักดันหมึกปีศาจให้ถอยกลับไป! ลมปราณของเขาเหือดแห้งไปเรื่อยๆไม่หยุด แต่การที่จะเข้าไปใกล้หมึกปีศาจและใช้ฝ่ามือมังกรอัสนีก็ดูจะอันตรายเกินไปสักหน่อย เขาจึงได้ใช้การโจมตีจากระยะไกลช่วยกดดันหมึกปีศาจ 

ในตอนนั้นเขาได้ทดลองใช้ปราณวายุเจ็ดสำเนียงเข้าร่วมด้วยและพบว่าปราณกระบี่ที่แหวกอากาศไปได้เกิดคุณสมบัติพิเศษที่รวดเร็วและแหลมคมมากขึ้น เขายังคงวาดกระบี่ที่รวดเร็วราวกับพายุของคมกระบี่อันแหลมคมออกไปอย่างต่อเนื่อง แสงสีลมปราณจำนวนมากเข้าต่อต้านร่างของหมึกปีศาจวังวันมาร แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผลแม้แต่น้อย ร่างของหมึกปีศาจยังคงเคลื่อนเข้ามาใกล้ฝั่งอย่างไม่หยุด ความเร็วการเคลื่อนที่ของมันเรียกได้ว่าแทบจะไม่ลดลงไปเลยด้วยซ้ำ ชั่วพริบตานั้นเองที่หยางถิงได้กระแทกนิ้วทั้งหมดของตนลงบนสายพิณทั้งเจ็ดเพื่อหยุดการสั่นสะเทือนของสายพิณ 

นางเริ่มบรรเลงเพลงบทใหม่ออกมา เป็นบทเพลงที่ใช้ลดการเคลื่อนไหวของหมึกปีศาจโดยเฉพาะ คนอื่นที่เห็นเช่นนั้นจึงได้บรรเลงบทเพลงนั้นตามไปด้วยรวมถึงกลุ่มคนที่บรรเลงเพลงเพื่อพยายามหยุดหมึกปีศาจไว้ให้ได้แม้จะเพียงแค่สักชั่ววินาทีหนึ่งอย่างน้อยนั้นก็คือความหวังของพวกเขาเพื่อรอความช่วยเหลือ 

เหล่านักดนตรีมีสีหน้าที่อ่อนเพลียเป็นอย่างมาก พวกเขาทุ่มเททุกสิ่งที่มีออกไปเผาผลาญลมปราณแทบทั้งร่างไปกับการเล่นดนตรี แม้จะดูเหมือนว่าพวกเขานั่งเล่นดนตรีอยู่กับที่แต่พวกเขากลับเป็นกลุ่มคนที่ใช้ลมปราณไปกับศึกครั้งนี้มากที่สุด ศาสตร์แห่งดนตรีต้องใช้ลมปราณมหาศาลในการทำให้บทเพลงบังเกิดพลังสุดอัศจรรย์ออกมาภายใต้การบรรเลง 

แต่ในตอนนั้นเองที่หนวดข้างหนึ่งของหมึกปีศาจตวัดขึ้นสู่ด้านบนเหนือร่างของผู้คน ทุกคนมองตามด้วยความหวาดเกรงอยู่ในใจ ภาพที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาราวกับเสาต้นหนึ่งซึ่งสูงเทียมฟ้า จากนั้นเสาสีน้ำเงินต้นที่ว่าก็ขยายใหญ่ขึ้นในสายตาของพวกเขา ถูกต้อง! เป็นหมึกปีศาจที่หวดหนวดของมันลงมาอย่างรวดเร็ว! 

“บ้าเอ้ย! หนีเร็วเข้า!!” คนผู้หนึ่งตะโกนขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย 

ตู้มมมมม!! 

ผู้คนจำนวนมากต่างหลบหนีออกไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะคนของสำนักเสียงสวรรค์ซึ่งโดดเด่นในด้านปราณวายุที่รวดเร็ว รองลงมาเป็นผู้คนของสำนักแปดดารา แต่กลุ่มที่หลบไม่ทันกว่าครึ่งหนึ่งกลับเป็นชาวยุทธ์อิสระที่เดินทางมาอาสาช่วยเหลือในครั้งนี้ พวกเขากว่าหลายคนไม่อาจหลบรอดเงาสีน้ำเงินที่พุ่งมาอย่างเร็วได้ 

เมื่อหนวดของหมึกปีศาจได้ฟาดลงมาอย่างแรงก็ราวกับจะทำให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่พุ่งเข้าหาฝั่งอีกครั้งหนึ่ง เหล่านักดนตรีที่กำลังเล่นบทเพลงอยู่กลับไม่อาจหลบรอดพ้นหายนะครั้งนี้ไปได้ มีบางส่วนที่พุ่งทะยานตัวหนีไปได้ก่อนแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ทันได้ลุกไปไหนเพราะการตอบสนองเชื่องช้าเกินไปและจดจ่อกับการเล่นดนตรีมากจนเกินไป พวกคนเหล่านี้มัวเมาในศาสตร์ของดนตรีจนลืมสิ้นทุกสิ่งอย่างแม้แต่เรื่องราวรอบตัว แต่ในตอนนั้นเองที่มีคนผู้หนึ่งในกลุ่มนักดนตรีเริ่มขยับตัว เป็นสตรีงดงามผู้มีดวงตาสีทอง นางก็คือหยางถิง! 

ปราณเจ็ดสำเนียง พิณเจ็ดสายไร้เงา!! 

หยางถิงหมุนตัวอย่างรวดเร็วและลุกขึ้นยืนจนราวกับจะก่อเกิดลมหมุนขนาดเล็กรอบกายของนาง นางวางพิณโบราณเจ็ดสายไว้ตรงหน้าพร้อมกับด้านหนึ่งที่ทิ่มลงไปยังพื้น ปลายนิ้วที่เคลือบปราณแข็งดุจเหล็กกล้าด้วยวิชาดัชนีเหล็ก นางพลันนำนิ้วทั้งหมดของตนเกี่ยวสายพิณและดึงรั้งเข้าหาตัวจนราวกับง้างสายธนูก็ไม่ปาน 

ลมปราณธาตุวายุถูกควบรวมอยู่บนนิ้วและสายทั้งหมดของพิณ และในทั้นใดนั้นเองที่นางปล่อยนิ้วของนางออกไป ปราณวายุรูปจันทร์เสี้ยวพุ่งออกไปในอากาศพร้อมกับเสียงพิณ มันรวดเร็วเสียจนไม่มีใครมองตามกระบวนท่านั้นได้ทัน นี่คือที่มาของชื่อเจ็ดสายไร้เงา! ความรวดเร็วที่ไม่อาจมีใครตามได้ทัน!! 

เต้ง! เต้ง!! 

หยางถิงปลดปล่อยคมมีดสายลมออกไปนับไม่ถ้วน คมมีดสายลมเหล่านั้นฉีกกระชากคลื่นอันรุนแรงที่ฟาดผ่านมาทางเหล่านักดนตรีที่ไม่อาจหลบหนีได้ทัน แต่การลงมือของนางช่างเฉียบคม นางได้ทำลายคลื่นเฉพาะบริเวณที่จะส่งผลกระทบต่อเหล่านักดนตรีเพื่อถนอมพลังของตนให้มากที่สุด 

คลื่นน้ำที่เว้าแหว่งตรงกลางได้ถล่มลงมาในคราเดียว พวกเหล่านักดนตรีไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อยแต่พื้นที่โดยรอบกลับเสียหายอย่างรุนแรง เมื่อคลื่นหายนะผ่านพ้นไปแล้วหยางถิงก็ได้ทรุดลงกับพื้นในทันที นักดนตรีคนอื่นที่ได้สติก็เข้าไปประคองนางในทันที ดูเหมือนว่าหยางถิงจะใช้ปราณของจนมากจนเกินไป 

และเมื่อหันกลับไปมองยังที่หนวดยักษ์นั้นฟาดลงมากลับพบร่างอันแหลกเละของชาวยุทธ์อิสระจำนวนหนึ่งที่ไม่อาจหนีพ้นได้ เมื่อเริ่มเกิดการสูญเสียขึ้นก็ราวกับเป็นการจุดเปลวไฟที่ชื่อว่าความกลัวขึ้นมาในจิตใจของแทบทุกคน 

“วะ…เหวอ! หนีเถอะ! ไม่หนีก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้ง!!!” ไม่ทราบว่าเป็นใครพูดขึ้นมา แต่ก็ราวกับเสียงนั้นกลายเป็นคลื่นบนผิวน้ำที่ส่งผลต่อทั่วทุกคนอย่างเท่าทวีคูณ ดวงใจที่หวาดกลัวอยู่แล้วทุนเดิมกลับทวีความหวาดเกรงมากยิ่งขึ้นไปอีก เริ่มมีคนหลายคนวิ่งหนีออกไปจากสนามรบแล้ว ซึ่งถังเฟยหู่ดูสถานการณ์แล้วก็พบว่าเป็นเรื่องยากลำบากมากที่จะต่อกรกับศัตรูที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ 

ถังเฟยหู่เองก็พลิกตัวกลับหลังและเริ่มออกวิ่งเช่นกัน แต่ในตอนนั้นเองที่มีกระบี่เล่มหนึ่งขวางอยู่ด้านหน้าของเขาและวาดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ถังเฟยหู่หงายร่างกลับไปด้านหลังเพื่อหลบให้พ้นกระบี่เล่มนั้น 

ฟิ้วววววว!! 

กระบี่เล่มนั้นวาดผ่านไปห่างปลายจมูกของเขาเพียงไม่กี่ชุ่นเท่านั้นเอง เขาพลิกตัวกลับมามองดูก็พบว่าผู้ที่วาดกระบี่เล่มนั้นกลับเป็นต๊กโกวฉิวหลงเอง ใบหน้าของต๊กโกวฉิวหลงดูเรียบเฉยเป็นอย่างมากเมื่อวาดกระบี่นั้นออกมา ร่างขอถังเฟยหู่ที่ตอนแรกวิ่งไปตามผิวน้ำและใช้ความเร็วผสานกับลมปราณเพื่อใช้ในการทรงตัวเหนือน้ำกลับจมลงไปในแม่น้ำหมินเจียงเพราะหลบกระบี่ เขาโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำอีกครั้ง 

ต๊กโกวฉิวหลงเผยรอยยิ้มออกมา “เจ้าหันหลังหนีให้แก่ศัตรูนับว่าทำให้สำนักอับอายแล้ว ข้าจะลงโทษเจ้าในฐานะศิษย์พี่แทนเจ้าสำนักและอาจารย์ของเจ้าเอง” ต๊กโกวฉิวหลงกล่าวออกมาเช่นนั้นยิ่งทำให้ถังเฟยหู่รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อมองเลยร่างของต๊กโกวฉิวหลงไปก็มีผู้คนมากมายของสำนักที่กำลังหลบหนีอยู่แต่เขากลับทำเป็นมองไม่เห็นและพุ่งเป้ามายังเขา 

ถังเฟยหู่ที่ใบ้หน้านิ่งเฉยไปสักพักก่อนที่จะกล่าวออกมา “ต๊กโกวฉิวหลง ข้ารู้ว่าท่านต้องการที่จะฆ่าข้า ท่านไม่จำเป็นต้องสร้างข้อกล่าวหาเท็จแบบนั้นออกมาเพื่อกล่าวหาข้า ถ้าเจ้าต้องการฆ่าข้าก็เข้ามาเลย! ข้าหนีไม่ได้อยู่แล้ว” ถังเฟยหู่ไม่อาจทำอันใดได้อีกแล้ว แผ่นดินกว้างใหญ่แต่ไร้ที่ให้หยัดยืน ด้านหลังคืออสูรร้ายที่หมายชีวิต ส่วนด้านหน้าคือคนชั่วจากสำนักเดียวกันที่ต้องการฆ่าเขา 

ต๊กโกวฉิวหลงกลับไม่สนใจคำพูดของถังเฟยหู่แม้แต่น้อย ต๊กโกวฉิวหลงกลับยืนอย่างสงบนิ่งและไม่ทำสิ่งใด แม้ในใจของถังเฟยหู่จะสงสัยเป็นอย่างมากแต่เขาก็ต้องเลือกสักทาง ในตอนนั้นเองขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกไปเพื่อหลบหนีหมึกปีศาจที่เข้ามาใกล้ด้านหลังนั้นเองเขากลับพบสิ่งผิดปกติ 

‘ขะ..ขาข้าขยับไม่ได้! ข้าขยับร่างกายไม่ได้เลย นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น!’ ถังเฟยหู่ไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและแน่นอนว่าไม่มีทางที่เขาจะติดพิษที่ทำให้ร่างกายเป็นอัมพาตโดยที่เขาไม่รู้หรือแม้แต่การถูกฝังเข็มเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวก็เป็นไปไม่ได้สำหรับเขาเลย แต่ในตอนนั้นเองที่เขาพบเห็นบางอย่างภายใต้แม่น้ำ 

เป็นสิ่งที่คล้ายกับเถาวัลย์สีดำ มันพัวพันอยู่รอบขาทั้งสองข้างของเขาและลามไปจนถึงกลางลำตัว เขาไม่รับรู้ถึงการคงอยู่ของมันแม้แต่น้อย เขายังพบเห็นเงาร่างของสัตว์ตัวหนึ่งใต้น้ำ ร่างของมันเป็นรูปร่างปักษาที่ประกอบขึ้นจากพันธุ์พืชประเภทเถาวัลย์ แทนที่จะมีขนนกปกคลุมกลับเป็นเถาเถาวัลย์สีดำแทน 

มันคือจิตวิญญาณตนที่สองของต๊กโกวฉิวหลง จิตวิญญาณอีกาพฤกษามาร จิตวิญญาณประเภทภูตผีที่มีความสามารถโจมตีวิญญาณ การโจมตีของมันมุ่งเน้นไปที่ชั้นวิญญาณที่ถังเฟยหู่บังเอิญได้รับอาการบาดเจ็บทางวิญญาณอยู่พอดี หากเป็นการจู่โจมที่มุ่งเน้นไปที่กายเนื้อเขาอาจพอต้านทานได้อยู่บ้าง 

ถังเฟยหู่กัดฟันด้วยความโกรธ เขาไม่ได้รับรู้แม้แต่น้อยว่าตนกำลังถูกโจมตีในชั้นวิญญาณและพยายามจะดิ้นรนให้หลุดรอดไป ในตอนนั้นเองที่อยู่ๆต๊กโกวฉิวหลงกลับเปลี่ยนสีหน้าไปเป็นใบหน้าเสแสร้งตื่นตกใจ เขาไม่พะวงเกี่ยวกับหยางถิงแม้แต่น้อยเพราะนางได้สลบไปแล้วจากการใช้ปราณเกินกำลังเมื่อครู่ อีกทั้งการกระทำของเขาคงไม่มีศิษย์น้องคนไหนกล้าพูดขึ้นมาด้วยเกรงกลัวชื่อเสียงของเขาในสำนัก 

ต๊กโกวฉิวหลงพลันตะโกนออกมา “ศิษย์น้องเจ้าจะทำอะไรน่ะ เจ้าสู้ทารกหมึกปีศาจไม่ได้หรอกหนีไปเถอะ! อย่าได้เอาชีวิตของตนมายื้อเวลาให้คนอื่นหนีเลย เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ” ต๊กโกวฉิวหลงสั่งการให้อีกาพฤกษามารที่ใต้น้ำหมุนเถาวัลย์ใต้น้ำให้พลิกร่างของถังเฟยหู่หันไปทางหมึกปีศาจ จากนั้นอีกาพฤกษามารได้ยืดเถาวัลย์ของมันออกไปเพื่อนำพาร่างของถังเฟยหู่ไปหาหมึกปีศาจ 

“ศิษย์น้องกลับมาก่อน! ศิษย์น้อง!!” ต๊กโกวฉิวหลงยังคงเล่นละครต่อไป ร่างของถังเฟยหู่พุ่งไปอย่างรวดเร็วจนผู้คนที่มองมาจากที่ไกลๆเข้าใจว่าถังเฟยหู่ใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานร่างไปหาหมึกปีศาจด้วยตนเอง 

ภาพเบื้องหน้าของถังเฟยหู่คือร่างอันใหญ่โตของหมึกปีศาจวังวันมารที่กำลังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์บีบรัดเข้ามาเรื่อยๆ เขาไม่รู้จะทำเช่นไรได้แต่กรีดร้องภายในใจของตน เขาพยายามทุกวิถีทางที่จะขยับได้ โคจรปราณอำมหิต หกสังหาร ห้าพิษ เก้าเยือกแข็ง เจ็ดสำเนียง ทุกประเภทที่เขาพอจะนึกออกแต่ก็ไม่เป็นผล 

ในท้ายที่สุดเขาก็พยายามจะกระตุ้นปราณมรณะจากมุกมารทั้งสามในร่างออกมาและในตอนนั้นเองที่ดูเหมือนพลังปราณมรณะจะเข้าต่อต้านและข่มการจู่โจมทางวิญญาณในร่างของเขาได้อย่างพอดิบพอดี แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนเกินไปและสายจนเกินไปแล้ว หมึกปีศาจวังวนมารอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว! 

ฟุ่บบบบบ 

หนวดของหมึกปีศาจเข้ารัดร่างกายของเขา หมึกปีศาจจ้องมองร่างของเขาก่อนที่จะโยนร่างกายของถังเฟยหู่เข้าใส่ปากของมันในทันที ภาพที่ถังเฟยหู่เห็นราวกับจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า เขาหันกลับไปเห็นสายตาที่เยาะเย้ยของต๊กโกวฉิวหลงที่มองมายังตัวเขา เลือดลมทั้งร่างของเขาราวกับจะพุ่งพล่านด้วยความโกรธแค้นขึ้นจากภายในใจ เส้นเลือดมากมายพุ่งขึ้นสู่ดวงตาของเขา 

“ต๊กโกวฉิวหลงงงง!!!” เขาตะโกนออกมาด้วยเสียงทั้งหมดของตัวเองราวกับจะระบายคั่งแค้นที่อยู่ภายในใจออกมา แต่เสียงของเขายังไม่ทันได้ส่งออกไปให้ผู้ใครได้ยิน ในสายตาของเขาพบเห็นแสดงสว่างและภาพทั้งหมดหดลงเรื่อยๆ เป็นหมึกปีศาจที่หุบปากของมันไปอย่างรวดเร็ว 

“หึ! กำจัดมันไปได้เสียที โชคดีเสียจริงที่ผู้อาวุโสยังมาไม่ถึง ฮ่าๆๆ” ต๊กโกวฉิวหลงยิ้มและหัวเราะอย่างพอใจ เขาหันกลับไปหาฝั่งและทำสีหน้าเศร้าหมองเปลี่ยนอารมณ์ไปในทันทีและว่ายกลับเข้าหาฝั่งด้วยท่าทีอันเหนื่อยอ่อน แต่ในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงบางอย่าง เขาหันกลับไปมองด้านหลังก็พบว่าหมึกปีศาจได้มุดร่างของตัวเองกลับลงไปยังใต้น้ำอีกครั้งหนึ่งแล้ว…. 

 

======================================================================== 

 เขียนเพลินไป ตอนที่84นี้มีตั้ง5300คำแหนะ มากกว่าปกติไปเกิน25%ของตอนปกติเลยนะเนี่ย 

ความคิดเห็น