เจ้าชิบะ

ฝากสนับสนุนนิยายด้วยนะคะ

รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 24

ชื่อตอน : รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 24

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 34k

ความคิดเห็น : 41

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2562 23:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 24
แบบอักษร

24  

  

  

  

  

“เดี๋ยวๆ โอ๊ย.. มึงจะพากูไปไหนเนี่ย!” เพลิงโวย เมื่อถูกพีคจับข้อมือแน่นพาเดินไปที่ลานจอดรถนอกสนาม รวมทั้งลูกน้องของพีคที่รีบเดินตามเจ้านายตัวเอง ก่อนจะหยุดเมื่อพีคหยุดหันไปมองดิวด้านหลัง ไม่ได้สนใจเพลิงที่ยืนท้วงอยู่ข้างๆ  

“ไอ้ดิว มึงเอากุญแจรถมาดิ แล้วเอากุญแจรถแข่งไป” พีคบอกพร้อมโยนกุญแจไปให้ ดิวรีบรับมาอย่างงงๆ แต่ก็ยอมเอากุญแจรถตัวเองโยนกลับไปให้พีค   

“เฮียจะเอารถผมไปไหน” ดิวถามอย่างสงสัย  

“ยืมวันนึง ส่วนมึงก็ไปเอารถกูที่บ้านไปใช้ก่อน แล้วฝากเอารถในสนามไปเก็บที่บ้านให้ด้วย” พีคพูดบอกแค่นั้น ไม่รอให้ดิวได้ถามอะไรต่อ พีคก็พาเพลิงเดินกลับขึ้นของดิวก่อนจะขับออกไปทันที ปล่อยให้ลูกน้องที่ยืนอยู่ตรงนั้นต่างมองกันอย่างงงงวย  

“เฮียไม่กลับบ้านถูกมั้ย?” นาย  

  

ส่วนทางด้านเพลิง เพลิงนั่งเงียบพลางย่นคิ้วมองเป็นระยะๆพีคอย่างสงสัย เพราะตั้งแต่ขึ้นรถออกมาตั้งนาน พีคไม่ยอมเปิดปากพูดกับเขาสักคำ แถมยังจับข้อมือแน่นไม่ปล่อยในขณะที่สายตามองทางข้างหน้าด้วยอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร   

“ไอ้พีค มึงจะพากูไปไหน” เพลิงเริ่มถามเพื่อทำลายความเงียบ แต่พีคก็ยังไม่ตอบอะไรอยู่ดี   

“ถ้ามึงไม่คุยกับกู มึงช่วยปล่อยแขนกูหน่อยก็ดี กูขยับไม่ได้เนี่ย” เพลิงพูดอีกรอบพร้อมเขย่าข้อมือที่ถูกจับไว้ให้พีคได้รู้ว่าเขาอึดอัดจากการจับกุม แต่พีคก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเหมือนเดิม มีเพียงเหลือบหันมามองนิ่งๆก่อนกลับไปมองถนนต่อ    

  

// เป็นบ้าอะไรของมันวะ? //   

  

เพลิงว่าพีคในใจ ก่อนจะตีหน้าเซ็งหันกลับออกไปมองวิวด้านนอกเงียบๆ แม้สายตาจะมองด้านนอก แต่ลึกๆเพลิงกำลังใช้ความคิดบางอย่างที่ว่าทำไมพีคถึงไม่ยอมคุยกับเขา ..และทำไมถึงต้องดูโกรธที่แทนพยายามอยากจะได้ตัวเขาไปด้วย คนปกติถ้าไม่ได้เป็นไรกัน ยิ่งสถานะตอนนี้แล้วด้วย การที่จะมีคนมาชอบเขา พีคก็ไม่น่าจะต้องโกรธขนาดนี้...ทำอย่างกับคนกำลังหึงอย่างนั้นแหละ...  

  

// เอ๊ะ? //  

  

“เฮ่ย..ไม่ใช่หรอก..” เพลิงทำหน้าช็อคพร้อมพึมพำเบาๆอยู่คนเดียวเงียบๆไม่ให้พีคได้ยิน พลางเหล่มองพีคที่ยังคงขับรถหน้าตาบอกบุญไม่รับด้วยความสับสน  

  

// คนอย่างมันเนี่ยนะจะมาหึงกู สมองกูท่าจะเพี้ยน //   

  

เพลิงส่ายหัวปฏิเสธความคิดรัว หน้าแอบขึ้นสีอ่อนๆเมื่อเผลอไปนึกถึงสิ่งที่ไม่ควรนึก แต่บรรยากาศและการกระทำของพีคดันทำให้เพลิงนึกถึงตัวเองตอนสมัยคบกับแก้ม จำได้แม่นเลยว่าเพลิงเวลาหึงก็ชอบงอนไม่คุยด้วยแบบนี้ แถมยังโมโหง่ายไม่ต่างจากคนข้างๆเลย เพียงแต่เขาไม่เคยไปกระทืบใครแบบนั้น ...แล้วนี่ทำไมมัน...  

“ไอ้พีค มึงหึงกูหรอ”   

  

เอี๊ยดด!  

  

“เชี้ย!” เพลิงเผลออุทานลั่น เมื่อจู่ๆพีคดันเบรกรถกระทันหันจนเพลิงเกือบหน้าทิ่มไปข้างหน้า โชคดีที่ใส่เข็มขัดนิรภัยวัย ไม่งั้นหน้าคงกระแทกกับข้างหน้าเต็มๆ เพลิงเงยหน้ามองไฟแดงข้างหน้า ก่อนสะบัดหันไปมองพีคแรงที่ดันมาเบรกรถแรงใส่ แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อคราวนี้พีคยอมหันหน้ามา แต่กลับจ้องหน้านิ่งจัดจนเพลิงเผลอลอบกลืนน้ำลายฝืดลงคอ   

“เอ่อ..คือเมื่อกี้..” เพลิงถึงกับพูดตะกุกตะกัก ไม่กล้าสบสายตาอ่านยากของพีค พลางนึกโทษตัวเองที่ดันปากเปราะไปถามอะไรแบบนั้น ...คนอย่างพีคไม่มีทางหึงเขาหรอก..  

“อย่าให้ไอ้ใครมาทำอย่างนี้กับมึงอีก เพราะนี้ของกู”   

“เอ๊ะ?..อุ๊บ!” ยังไม่ทันได้ตั้งตัว พีคก็ดึงข้อมือเพลิงเข้าหาตัวทันที พร้อมล็อคท้ายทอยดึงเพลิงเข้าประทับริมฝีปากของตนเอง ก่อนบดขยี้แทรกลิ้นร้อนๆเข้าเกี่ยวพันลิ้นเล็กของเพลิงอย่างเร้าร้อน จนเพลิงรู้สึกว่าจูบรอบนี้ของพีคดูค่อนข้างเอาแต่ใจกว่าทุกครั้ง ราวกับไม่อยากยกรอยจูบนี้ของเขาให้ใคร  

“อื้อออออออ..” เพลิงร้องออกมาในลำคอ พลางใช้มืออีกข้างดันอกแกร่งของพีคที่กำลังบดจูบเพลิงแรงขึ้นจนแทบไม่มีเวลาได้พัก ทำให้ตอนนี้เพลิงเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทัน พีคที่เห็นว่าเพลิงดูหายใจติดๆขัดๆ จึงยอมผละริมฝีปากออกนิดหน่อย พลางสบตาเพลิงที่ดูเหนื่อยหอบอยู่ใกล้ๆ เพลิงเองก็มองพีคอย่างไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร เตรียมที่จะเขยิบห่างจากพีค แต่ทว่า..ร่างกายเพลิงกลับหยุดสตั้น เมื่อพีคกดประทับจูบเข้ามาอีกรอบ แต่ดูรอบนี้จะแผ่วเบานุ่มนวล จนคนโดนจูบนั่งตะลึงค้างถึงกับปรับอารมณ์ตามพีคไม่ทัน สัมผัสนุ่มนวลที่พีคมอบให้ เผลอให้เพลิงหลับตาจูบตอบโดยไม่รู้ตัว ก่อนพีคจะขบกัดปากเพลิงเบาๆ แล้วผละกลับออกมาที่เดิม โดยที่สายตายังเหลือบมองคนข้างๆ ที่กำลังนั่งตะลึงมองพีคอย่างงงๆ  

“ไม่ต้องให้กูตอบหรอกนะ ว่าตอนนี้กูรู้สึกอะไร” พีคพูดบอกพอดีกับไฟที่เปลี่ยนเป็นสีเขียวพอดี ก่อนจะขับรถบึ่งออกไปไม่พูดอะไรอีก เพลิงหันกลับมาพิงเบาะมองทางข้างหน้าเงียบ แต่ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อพลางเม้มกัดปากตัวเองเบาๆ ใช่อย่างที่พีคพูด ไม่ตอบเพลิงก็รู้ เพราะรสจูบที่พีคมอบให้คือคำตอบที่ชัดเกินกว่าคนไม่ประสีประสาจะไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไง   

เพลิงนั่งเงียบตลอดทาง เพราะไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับพีคต่อ แถมยังไปรู้คำตอบที่ดันเดาถูกตรงกับความคิด ทำให้เพลิงทำตัวไม่ถูกขึ้นมาดื้อๆ แต่ก็นั่งเกร็งได้ไม่นาน แอร์เย็นๆที่เป่าหน้าบวกกับความเพลีย ทำให้เพลิงเผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว กว่าจะรู้สึกตัวอีกที ตัวเองก็ดันตื่นโผล่มาอีกที่ซะแล้ว  เพลิงถึงกับสะดุ้งนั่งมองออกด้านนอก ตกใจงง เมื่อภาพที่เห็นอยู่ตอนนี้กำลังสาดเสียงคลื่นกระทบฝั่ง พร้อมกลิ่นอายน้ำทะเลที่ลอดผ่านกระจกที่แง้มเปิดอยู่เข้ามา เพลิงหันไปฝั่งคนขับเพื่อจะถามพีคเรื่องนี้ แต่ทว่าด้านข้างกลับว่างเปล่า ไร้วี่แววของใครบางคน เพลิงเริ่มหวาดหวั่นรีบหันไปมองข้างนอกอีกครั้ง พยายามมองหาพีคที่จู่ๆก็หายไป ก่อนจะถอนหายใจโล่ง เมื่อเห็นร่างคุ้นตากำลังนั่งรับลมอยู่ริมทะเลในแดดที่เย็นลง เพลิงลงจากรถเดินออกไปหาพีคที่นั่งชันเข่ารับลมอยู่คนเดียว  

“เฮ้ย” เสียงทักของเพลิง เรียกให้พีคที่นั่งเหม่อเงยหน้าหันไปมองเพลิงที่ยืนอยู่ข้างๆ พลางยกยิ้มนิดๆ เมื่อเห็นผมยุ่งๆจากการนอนในรถของเพลิง  

“ไง ตื่นแล้วหรอ” พีคตอบเสียงเรียบ เพลิงยืนสำรวจพีคนิดหน่อยก่อนจะแอบโล่งใจ เมื่อเห็นว่าพีคไม่ได้มีท่าทีอารมณ์เสียเหมือนอย่างตอนแรกๆแล้ว แต่กลับดูเหนื่อยๆเสียมากกว่า   

“จะมาทะเลทำไมไม่บอกกันก่อน แล้วยังปล่อยกูทิ้งไว้ในรถอีกนะ” เพลิงพูดว่า แต่ไม่ได้จริงจังมากนัก  

“ก็เห็นมึงนอน อีกอย่าง กูมาแค่แปปเดียว เดี๋ยวมืดๆก็กลับ” พีคบอก  

“ดูชิลจังเลยเนอะมึงเนี่ย พากูหนีงานมาเพื่อมาแวะนั่งตากลมเนี่ยนะ” เพลิงบ่น  

“ร้านกูไม่เป็นไรหรอก แล้วก็เลิกยืนค้ำหัวกูได้แล้ว มานั่งนี่” พีคพูดพร้อมชี้มาที่ทรายด้านหน้า ตรงระหว่างหว่างขาที่ขยับเป็นที่ว่างให้เพลิงนั่ง เพลิงยืนลังเลนิดนึง ก่อนจะยอมลงไปนั่งอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อลงนั่งงปุป พีคก็สวมกอดจากด้านหลังพร้อมหน้าซุกบ่าทันที เพลิงสะดุ้งนิดหน่อย แต่ก็นั่งนิ่งยอมให้กอด  

“เป็นบ้าอะไรของมึง หมดฤทธิ์แล้วหรอห๊ะ” เพลิงแกล้งถาม แต่พีคกลับหัวเราะในลำคอออกมาน้อยๆ  

“หึหึ น่าจะ  ....เหนื่อยว่ะ” เพลิงย่นคิ้วเมื่อจู่ๆพีคบ่นออกมา  

“เหนื่อย? ไม่น่าเหนื่อยนะมึงเนี่ย ก่อนหน้ายังมีแรงกระทืบคนอยู่เลย” เพลิงแอบว่าเสียงเคือง แต่ก็ไม่ได้จริงจัง กลับแอบนึกห่วงเสียมากกว่า เพราะไม่เคยเห็นพีคเป็นแบบนี้มาก่อน  

“ปากดี คืนนี้เดี๋ยวก็จัดให้อีกหรอก” พีคแกล้งพูดขู่คนในอ้อมกอด เล่นทำเอาซะเพลิงถึงกับหน้าขึ้นสี ก่อนบุ้ยปากเคืองที่ตัวเองไม่น่าเผลอไปห่วงคนแบบนี้เลย   

“มึงสิปากดี.. ถามจริง นี่มึงเหนื่อยอะไรวะ งาน? หรือว่าอย่างอื่น” เพลิงพูดถามอีกครั้งอย่างสงสัย ในขณะที่สายตาทอดมองไปยังคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งมา  

“หลายๆอย่าง แต่เหนื่อยสุดคงเเรื่องมึง” พีคบอกเสียงแผ่ว จนเพลิงถึงกับขมวดคิ้วงงหนักกว่าเดิม เพราะจู่ๆดันกลายเป็นเรื่องของตัวเองเฉย  

“กูเนี่ยนะ กูไปทำอะไรให้มึงเหนื่อย" เพลิงย่นคิ้วถามอย่างสงสัย แต่พีคไม่ได้ตอบอะไรกลับก้มฟุบหน้านิ่งอยู่เหมือนเดิม ทำให้เพลิงรู้สึกค้างคาแปลกๆ เลยใช้ศอกสะกิดเรียกพีคอีกรอบ “ไอ้พีค”  

“พูดมากจังวะ อยู่นิ่งๆไม่เป็นหรือไง” พีคว่า  

“ก็มึงไม่ตอบคำถามกู”   

“ก็กูขี้เกียจตอบ เลิกถามแล้วนั่งเฉยๆซะ กูอยากพัก” พีคดุไปนิดหน่อย ก่อนจะนั่งนิ่งเงียบไปจริงๆ เพลิงเหล่มองพีคนิดๆก่อนจะหันกลับไปมองวิวทะเลตรงหน้า ลึกๆก็ยังสงสัยเรื่องที่พีคพูดอยู่ แต่พอได้มองบรรยากาศตรงหน้า เพลิงกลับคิดว่ามันรู้สึกดีกว่าที่คิด ทะเล..แม้จะไม่ได้มานานแต่ยามที่มาแต่ละครั้งก็มักสร้างความสบายใจได้ตลอด โชคดีที่ตอนนี้เริ่มเย็นแล้ว ทำให้แดดช่วงนี้ไม่แรงเท่าตอนบ่าย ลมที่พัดผ่านตัวก็เย็นสบายจนรู้สึกดี แต่กลับดีกว่าทุกครั้ง คงจะเป็นสัมผัสจากด้านหลัง  

 ..น่าแปลกที่เมื่อก่อนเพลิงค่อนข้างรังเกียจสัมผัสจากพีคมาก เจอหน้าทุกครั้งก็แทบไม่อยากจะมอง แต่ระยะเวลาแค่เดือน อะไรบางอย่างของพีคเริ่มทำให้ความขุ่นเคืองเริ่มจางลง ไม่ได้เกลียดอย่างที่ปากว่า ไม่ได้ชอบถึงขั้นมองว่าน่าคบ แต่มันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่นับวันยิ่งเริ่มรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเขาเรื่อยๆ จนรู้สึกว่ามันชักจะเริ่มลบภาพของคนข้างหลังออกยากขึ้นทุกที และถ้าแก้มยังไม่ฟื้นอยู่แบบนี้ เพลิงกลัวว่าสักวันหนึ่ง มันจะถลำลึกจนเกินไป...  

“เฮ้ จอนน์ เห็นเขาบอกช่วงหกโมงเย็นตรงชายหาดตรงด้านนู่นมันจะมีเทศกาลพลุนานาชาติด้วยล่ะ”  

 

เสียงคุยกันแว่วๆของคู่รักนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตรงหน้าเรียกให้เพลิงหันไปมองอย่างสนใจ  

 

“ที่รัก คุณไปได้ยินจากไหน”  

“จากคนขายน้ำมะพร้าวเมื่อกี้ เขาบอกตรงที่คนเยอะๆฝั่งนู่นน่ะ เขากำลังพากันรอดูพลุช่วงหกโมงเย็น จอนน์ คุณจะไปมั้ย”  

“เอาสิ ไปกัน”   

 

เมื่อคุยกันจบ ฝรั่งสองคนนั้นก็จับมือพากันเดินไปยังชายหาดอีกทางที่อยู่ห่างจากตรงนี้ไม่ไกลมาก เพลิงหันไปมองตามทางที่สองคนนั้นไป ก่อนจะเบนสายตาไปยังจุดที่มีเรือลำใหญ่จอดอยู่กลางน้ำกับกลุ่มคนที่อยู่รอดูพลุอยู่ใกล้ๆ เพลิงมองอย่างสนใจสลับกับมองนาฬิกาที่ข้อมือก็เห็นว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะห้าโมงครึ่ง เพลิงคิดว่ามันไม่เสียหายอะไรถ้าจะแวะเดินไปดูพลุใกล้ๆตรงนั้นก่อนกลับ เพลิงเหล่มองพีคที่นั่งฟุบเงียบๆอีกรอบ ก่อนจะใช้ศอกสะกิดอีกครั้ง 

“ไอ้พีค..ไอ้พีค เฮ้ย มึงได้ยินมั้ยเนี่ย” เพลิงเรียก 

“มีอะไร” พีคถามเสียงเรียบ 

“มึงจะกลับบ้านกี่โมง” เพลิงถามกลับ 

“ก็บอกอยู่ว่ามืดๆ ..ทำไม”  

“เปล่าหรอก ก็แค่..เห็นตรงนั้นมีงานจัดแสดงพลุนานาชาติน่ะ งานเริ่มหกโมงเย็น ..ไปดูมั้ย” เพลิงชวนพีคไปดูพลุอย่างเก้ๆกังๆ จะว่าไม่ชินก็ได้ที่จู่ๆตัวเองมาชวนพีคดูอะไรแบบนี้ พีคเงยหน้าขึ้นมองเพลิงที่หันมาใกล้ๆ พลางยกยิ้มล้อเมื่อรู้ว่าตัวเขาเป็นฝ่ายถูกชวน 

“คิดจะชวนพี่เดทหรอครับ น้องเพลิง” พีคแกล้งแซวเพลิงพร้อมสายตาหยอกล้อ เล่นซะคนชวนถึงกับสะอึกหน้าขึ้นสีอายทันที เพลิงรีบหันหน้าหลบก่อนจะตีหน้าแหย่กลบเกลื่อนความอายของตัวเอง  

“เดทบ้านป้ามึงดิ กูชวนเพราะเห็นมันมีแสดงใกล้ๆหรอก” เพลิงว่า 

“อ้าวหรอ นึกว่าชวนเดท แหม พี่ก็นึกดีใจ หึหึ” พีคยังคงพูดจากวนเหมือนเดิม 

“กวนตีนเก่งแบบนี้ กูว่ามึงหายเหนื่อยแล้วมั้ง ปล่อยแขนจากตัวกูเลยไป” เพลิงพูดว่าพร้อมหันไปหรี่ตาเคืองใส่   พีคกลับส่งยิ้มขำมาให้อย่างอารมณ์ดี หลังจากนั่งพักเงียบๆคิดอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว พีคก็กลับมาทำหน้าระรื่นกวนตีนได้เหมือนเดิม  

“กล้าไล่ เดี๋ยวก็จับตีปากซะหรอก” พีคพูดขู่ไปงั้น แต่แขนกลับกระชับตัวเพลิงแน่นขึ้นจนแผ่นหลังของเพลิงเอนแนบเข้ากับอกแกร่งของพีค แถมพีคยังสัมผัสได้ถึงอาการสั่นไม่เป็นจังหวะตรงอกซ้ายของเพลิง แต่พีคก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา มีเพียงสายตาที่ทอดมองทะเลยามเย็นกับรอยยิ้มบางๆเท่านั้น 

“รู้มั้ย ตั้งแต่เกิดมา กูไม่เคยมาเที่ยวทะเลกับใครสองคนแบบนี้มาก่อนเลย” เพลิงเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อย เมื่อจู่ๆพีคก็พูดขึ้นมา 

“หือ อย่างมึงเนี่ยนะ ตอนมีแฟนไม่เคยพาแฟนมาหรือไง” เพลิงถามกลับอย่างสงสัย เพราะคิดว่าพีคกำลังอำเขาเล่นอยู่ 

“จะพาใครมาได้ล่ะ ก็กูไม่เคยมีแฟน” พีคตอบด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ทำให้เพลิงถึงกับขมวดคิ้วเงยหน้าหันไปมองคนด้านหลังอย่างไม่เชื่อ 

“ไอ้พีค มึงอย่ามาตอแหล เห็นอยู่ว่ามึงก็มีผู้หญิง” เพลิงว่า 

“กูจะโกหกไปทำไม ที่เห็นๆก็แค่คู่นอนเท่านั้นแหละ วันๆนึงกูไม่ได้ว่างมานั่งจีบใครซะหน่อย งานก็มี” 

“แล้วตอนมึงเรียนไม่มีคนเข้าหาบ้างหรือไง” เพลิงถาม ยังไงก็ไม่เชื่อ ขนาดหน้าอย่างเขาตอนใส่แว่นดัดฟันยังมีแฟนเลย ขี้เหร่กว่าตอนนี้ด้วยซ้ำ  

“มีดิ เยอะด้วย แต่ช่วงนั้นกูต้องทำงานไปเรียนไปไง หวังแต่เงินพ่อที่ส่งจากต่างประเทศมันก็ไม่ได้หรอก ไหนจะค่าเรียนค่าใช้จ่ายน้องสาวกู ไหนจะเก็บเงินเปิดร้านเองอีก กูยังมีคนในครอบครัวให้ดูแล ไม่ว่างที่จะมาสนใจใครเพิ่มในขณะที่ทุกอย่างของกูยังไม่พร้อมหรอก ทั้งชีวิตกูตั้งแต่ช่วงนั้นถึงตอนนี้ มากสุด กูถึงได้มีแค่คู่นอนเท่านั้นแหละ” เพลิงนั่งมองพีคนิ่ง ฟังสิ่งที่พีคออธิบายอย่างตั้งใจ ตอนแรกก็ว่าจะไม่เชื่อเพราะเหมือนคำโกหก แต่สายตาที่ส่งกลับมาอย่างจริงใจ กลับทำให้เพลิงนึกไม่ถึงเลยว่าผู้ชายคนนี้ จะเป็นคนรักครอบครัวและจริงจังกว่าที่คิด เมื่อได้ฟังจากปากเจ้าตัวจริงๆ 

“แล้วมึงล่ะ นึกไงมาเรียนทำอาหาร ไม่ไปเรียนบริหารมาช่วยดูแลโรงแรมที่ระยองเหมือนพี่มึง” คราวนี้พีคถามกลับ จะว่าสงสัยมาตั้งนานก็ว่าได้ เพราะเพลิงดูไม่เหมือนคนที่จะมาเรียนทำอะไรแบบนี้ ส่วนเพลิงนิ่งเงียบไปสักพักนึง ก่อนจะหลบสายตาหันกลับไปมองวิวตรงหน้า  

“ความฝันแม่ก่อนเสียน่ะ..” เพลิงตอบเสียงแผ่ว พีคชะงักสัมผัสได้ถึงความหม่นจากน้ำเสียงทันที แต่เพลิงก็ปรับน้ำเสียงให้ดูปกติ “ที่จริงตอนมาอยู่กับพ่อ เค้าก็บังคับให้เรียนบริหารนั่นแหละ ไม่ชอบใจด้วยซ้ำที่กูมาเรียนทำอาหาร แต่เพราะกูไม่อยากทิ้งสิ่งที่แม่กูขอไว้ กูถึงได้เลือกทางนี้ ก่อนแม่ตาย แม่บอกว่า..เค้าอยากเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง จะได้เลิกไปทำงานอย่างว่าซะที แล้วเค้ายังบอกอีกว่า ถ้าเปิดร้านอาหารตามสั่งเล็กๆได้แล้ว เค้าจะทำงานส่งเงินให้กูเรียนทำอาหารเพื่อที่จบมาจะได้เปิดร้านใหญ่ๆเหมือนร้านอื่นได้ ตั้งแต่นั้นมา กูก็เอาแต่อ่านหนังสือทำอาหาร ฝึกนู่นฝึกนี่ แล้วก็ลองแก้สูตรเป็นของตัวเองดู แต่กว่าจะได้แบบทุกวันนี้ก็ยากผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกัน” 

“มึงดูรักแม่มากเลยนะ” พีคพูดขึ้น เมื่อได้ตั้งใจฟังเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพลิงดูเป็นเด็กมีพรสวรรค์เรื่องฝีมือทำอาหาร แต่ในความเป็นจริง ฝีมือล้วนเกิดมาจากการขัดเกลาทั้งนั้น ไม่แปลกใจเลยที่เพลิงจะทำอาหารได้ถูกปากคนขนาดนี้  

“รักสิ เพราะเค้าเป็นคนเดียวที่รู้จักกูและรักกูมากที่สุดไง” เสียงตอบแผ่วและเศร้าหมองอย่างชัดเจน สายตาเหม่อจนแทบไม่โฟกัสกับอะไร พีคนั่งมองใบหน้าข้างๆที่เปื้อนความหม่นหมอง รู้สึกไม่ชอบใจหน้าแบบนี้ของเพลิงเอาซะเลย  

“แล้วถ้ากูอยากรู้จักมึงมากกว่านี้ล่ะ มึงจะว่าอะไรมั้ย?” เพลิงถึงกับตากระตุกวูบเมื่อได้ยินสิ่งที่พีคบอก ก่อนรีบหันไปมองเมื่อจู่ๆพีคก็พูดบ้าอะไรออกมา แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นถึงสายตาอ่อนโยนแต่จริงจังกำลังจ้องมองอยู่ใกล้ๆ  

“นี่มึง...” เพลิงไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่กลับสบตาพีคอย่างสงสัย เริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าตอนนี้ระหว่างพวกเขาทั้งสองคน กำลังรู้สึกอะไรกันอยู่ ณ ตอนนี้มีเพียงเสียงคลื่นและลมเย็นๆที่พัดจากทะเลเท่านั้น ที่ไม่ให้สถานการณ์ระหว่างทั้งคู่ดูเงียบจนเกินไป 

“ไปดูพลุกัน จะหกโมงแล้ว” สุดท้ายพีคก็พูดทำลายความเงียบหลังจากจ้องหน้ากันอยู่สักพัก เพลิงรีบหันหน้ากลับแล้วลุกทันทีเมื่อพีคปล่อยตัวเพลิงให้เป็นอิสระ ก่อนที่พีคจะลุกขึ้นตามพร้อมต่างพากันปัดทรายที่กางเกง แล้วพากันเดินไปที่รถกันเงียบๆ  

พีคขับรถพาเพลิงขับรถอออกจากตรงที่เดิมได้ไม่นาน เขาก็ขับมาถึงจุดที่คนรอชมเทศกาลพลุนานาชาติ พีคขับจอดรถห่างจากตรงจุดแสดงไม่ไกลมาก เนื่องจากที่จอดรถข้างทางไม่พอ ทำให้ทั้งคู่ต้องเสียเวลาเดินไปเองนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าดี เมื่อระหว่างทางเดินตรงฟุตบาทต่างมีโซนขายอาหารจำพวกสตรีทฟู๊ดเปิดขายรับเทศกาลในวันนี้ และดูเหมือนคนอายุน้อยกว่าจะสนใจขึ้นมา 

“ขอมะม่วงปั่นแก้วนึงครับ” เพลิงแวะซื้อของกินทันทียามที่ได้เห็นของล่อตา พีคยกยิ้มขำนิดๆ จำได้เลยว่าตอนอยู่บนรถ เพลิงดูนั่งเกร็งกว่าปกติ จนแอบคิดผิดที่ดันไปพูดอะไรแบบนั้น แต่ก็ลืมไปว่าเพลิงเป็นพวกเปลี่ยนสีเก่ง ยามที่เดินมาถึงโซนขายอาหารเพลิงดูจะผ่อนคลายทันที 

“จ่ายให้หน่อย กูลืมเอากระเป๋าตังลงมา” เพลิงหันมาบอกเสียงอ้อมแอ้ม จนพีคต้องเลิกคิ้วมอง 

“มึงสั่งไปทั้งๆที่ไม่ได้เอากระเป๋าตังลงมาเนี่ยนะ” พีคว่า 

“ลืมมม ลืมไงลืม จ่ายให้ก่อน เดี๋ยวคืนให้” เพลิงพูดบอกพยักพเยิดให้พีคจ่ายค่าน้ำให้ ก่อนจะดูดมะม่วงปั่นตัดหน้าส่งสัญญาณว่าพีคต้องจ่ายให้เขา พีคหรี่ตาคาดโทษส่งให้เพลิงอย่างไม่จริงจัง ก่อนจะยอมหยิบกระเป๋าตังควักตังจ่ายค่าน้ำให้ ที่จริงไม่ต้องยืม เขาก็เต็มใจจ่ายหายอยู่แล้ว แค่แกล้งพูดไปเท่านั้น 

“จะกินอะไรอีก” พีคถาม เพลิงถึงกับเลิกคิ้วตาโตหันไปมองพีคขณะเดินดูดน้ำไปด้วย ดีใจที่พีคไม่ได้แย้งเรื่องเงินที่จะต้องจ่ายให้ 

“บาร์บีคิวตรงนั้น ปลาหมึกย่าง โอ๊ะ ทำไมทาโกะฯปลาหมึกเป็นตัวๆขนาดนั้นอ่ะ” เพลิงตาโตเมื่อเห็นหมึกสายตัวเล็กถูกวางบนแป้งทาโกะฯทั้งตัว ก่อนเดินตรงดิ่งไปที่หน้าร้านโดยมีพีคเดินตามอยู่ใกล้ๆ  

“ลุง ผมเอาปลาหมึกหกลูก” เพลิงสั่งทันทีเมื่อถึงหน้าร้าน ก่อนจะรับทาโกะฯมากินโดยที่พีคตามจ่ายให้เหมือนเดิม เพลิงเดินนำพีคแวะร้านนู่นร้านนี่ตามนิสัยเดิมของตัวเอง และทุกครั้งที่แวะต้องมีสักร้านที่มักจะมีของกินติดมือมา จนพีคแอบคิดว่าเพลิงมาดูพลุหรือแค่มาหาของกิน   

“แดกเยอะไปมั้ยมึง ลามมาถึงกูแล้วเนี่ย” พีคพูดว่าพร้อมชูจานหมึกย่างที่พึ่งซื้อเมื่อกี้ ในขณะคนกินเองมองอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไร ซ้ำยังไหวไหล่ทำหน้าระรื่นให้พีคอีก  

“เดี๋ยวมึงก็แดก” พูดเอาเองซะพีคถึงกับถอนหายใจทิ้ง พลางส่ายหน้าน้อยๆ อีกทั้งยังนึกขำกับความกินเก่งของเพลิง  

“อ่าๆ แล้วก็เลิกซื้อได้แล้ว เดินไปนั่งที่ชายหาดได้แล้วไป หกโมงสิบแล้วเนี่ย” พีคบอกไล่ พร้อมใช้มือที่ว่างดึงแขนเสื้อเพลิงให้เดินตาม ทำเอาซะคนไม่ได้ตั้งตัวทำหน้ามุ้ยใส่นิดหน่อย แต่ก็ตามไปแต่โดยดี ก่อนที่พีคจะพามาหยุดบนชายหาดที่ตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คน พีคพาเพลิงเดินหาที่ว่างตรงช่วงตรงกลางของชายหาด จนได้ที่ว่างนั่งพอไม่เบียดกับใคร แต่ก็ยืนค้างไว้แบบนั้นจนเพลิงย่นคิ้วงง 

“ไม่นั่ง?” เพลิงถาม 

“จะนั่งแดกบนทรายหรือไง นู่น ไปซื้อเสื่อพลาสติกมาปูก่อน” พีคชี้ไปที่คนเร่ขายเสื่อตามชายหาด ก่อนจะโบกมือเรียกซื้อแล้วขอให้คนขายช่วยปูเสื่อให้อีกที เพราะมือว่างแค่ข้างเดียว ก่อนจะบอกขอบคุณอย่างมีมารยาท แล้วจับของกินลงวางไว้บนเสื่อให้หมดพร้อมทิ้งกายลงนั่งบนเสื่อคนละฝั่ง มีเพียงแค่กองอาหารที่กั้นตรงกลางเอาไว้ 

“เปลืองมั้ยเนี่ย ตั้งร้อยนึง นั่งแค่แปปเดียวเอง” เพลิงพูดบ่นพลางยื่นมือไปจิ้มปลาหมึกเข้าปาก 

“ใช่ เปลือง ค่าของกินมึงอ่ะเปลืองกว่าเสื่ออีก และเพราะกันทรายเข้าของกินมึง กูถึงได้ซื้อมานี่ไง” พีคว่ากลับ จนเพลิงจ๋อยย่นจมูกใส่  

“ก็คนมันหิวนี่หว่า” เพลิงบ่นพึมพำคนเดียว แต่ก็ไม่ได้เบาถึงขั้นพีคจะไม่ได้ยิน 

“แล้วพลุมันจะเริ่มแสดงตอนไหน หกโมงแล้วเนี่ย” พีคนั่งถาม เมื่อมองไปไม่มีวี่แววว่าจะแสดงซะที คนมาชมต่างก็พากันนั่งลุ้นว่าเมื่อไรจะมา 

“หกโมงน่ะใช่ แต่เท่าไรนี่ไม่รู้ว่ะ ได้ยินมาแค่หกโมง” เพลิงบอก ก่อนขยับจานไปใกล้ๆพีค “ไม่กินหรอ นี่กูซื้อมาเผื่อมึงกินด้วยนะ ไม่มีของหวาน มีแต่ซีฟู๊ดกับบาร์บีคิว ทาโกะฯก็มี” 

“ทาโกะฯกินจนเหลือสองลูก มึงไม่ต้องแบ่งกูกินก็ได้ เดี๋ยวกูกินอย่างอื่นแทน” พีคพูดบอก ก่อนจะใช้ไม้จิ้มไปที่ปลาหมึกย่างจิ้มเข้าปากไป เพลิงทำหน้าพอใจที่เห็นพีคกิน ก่อนหันไปมองวิวจิ้มลูกทาโกะฯเข้าปากตาม  

“นึกไม่ถึงเลยแหะว่าวันนี้จะมีจัดแสดงพลุ นึกว่ามึงจะพามานั่งโง่ๆจนดึกซะอีก” เพลิงพูดขึ้น ขณะสายตาทอดมองวิวข้างหน้า พีคเหล่มองพลางยิ้มตอบเพลิง 

“ฟ้าคงเป็นใจให้เรามาที่นี่วันนี้มั้ง”  

“หรอ โชคดีชะมัด เกิดมายังไม่เคยมานั่งรอดูอะไรแบบนี้เลย” เพลิงบอก ยังคงมองวิวด้านหน้าไม่เปลี่ยน 

“ตอนสิ้นปีมีโชว์พลุให้ดูตั้งเยอะแยะ ไม่เคยดูหรือไง” พีคแกล้งพูดและยกยิ้มขำเมื่อเพลิงหันมาย่นคิ้วหรี่ตามองเขา 

“มันเหมือนกันซะที่ไหน โว๊ะ”  

 

ประกาศจากคุณผู้ชมทุกท่าน การแสดงพลุนานาชาติจะเริ่มขึ้นในอีกห้านาที...... /  

 

เสียงประกาศจากผู้จัดงานดังขึ้นผ่านลำโพงสาธารณะ เพลิงเงยหน้าฟังพร้อมหันไปมองรอบๆ เมื่อผู้คนเริ่มทยอยเข้ามานั่งที่ชายหาดรอชมการแสดงในอีกห้านาที เพลิงเลิกสนใจรอบๆแล้วหันไปล้วงหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาเตรียมเปิดกล้องถ่ายภาพอัพลงโวเชียลเหมือนวัยรุ่นทั่วไป พีคหันมองคนก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์พลางยกยิ้มบางให้เบาๆ เพลิงดูจะตื่นเต้นกับโชว์ที่ใกล้เริ่มจริงๆ ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ ทำได้เพียงแค่รอให้การแสดงเริ่มพลางหยิบของกินข้างๆกินไปพลางๆ เพลิงยังคงมองเรือด้านหน้าอย่างอดใจรอไม่ไหว รอให้เริ่มแสดงโชว์เร็วๆ พีคเองก็มองวิวด้านหน้ารอให้แสดงเร็วๆเหมือนกัน และก็เป็นอย่างที่หวัง เมื่อไฟเล็กๆพุงขึ้นฟ้าก่อนจะเริ่มระเบิดกระจายออกอย่างสวยงามพร้อมเสียงตกตะลึงของผู้ชมรอบข้างที่สายตาลุกวาวยามที่ได้เห็น 

 

ปัง! 

 

พีคยอมรับเลยว่าพลุที่แสดงที่นี่กับบรรยากาศที่เริ่มมืดลง มันดูสวยกว่าพลุปีใหม่ที่เคยเห็นเสียอีก แสงสีบนท้องฟ้าต่างพากระจายออกกันรัวๆ รูปทรง น้ำหนัก การกะระยะแสดงพลุที่พุ่งขึ้นฟ้าไปถือว่าทำได้ดี จนมันสวยสะกดซะแทบไม่อยากละสายตาไปจากตรงนั้นเลยทีเดียว แต่ทว่า ใจก็อดที่จะแอบมองคนข้างๆที่ตั้งใจดูไม่ไหว แต่เมื่อหันไป สิ่งที่ทำให้ละสายตาไม่ได้จริงๆกลับเป็นคนข้างๆเสียมากกว่า เพลิงกำลังตั้งอกตั้งใจดู ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขอย่างชัดเจนเรียกได้ว่าหาดูได้ยาก และที่สำคัญ.... 

“ไอ้เพลิง” 

“ห๊ะ”  

ใช่ เพลิงกำลังฉีกยิ้มมาให้เขา รอยยิ้มที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งที่เขาอยากเห็นมากที่สุดตั้งแต่พบเจอกันมา ตอนนี้ มันกำลังปรากฎให้เขาได้เห็นแล้วว่า..เพลิงดูเหมาะกับรอยยิ้ม มันมีเสน่ห์จนทำให้เขาไม่อาจละสายตาออกไปได้เลย พีคนิ่งค้างไป ใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาคิดว่าความรู้สึกที่ผ่านมามันคงเป็นเพียงแค่ความใกล้ชิดชั่ววูบเท่านั้น แต่ทว่าวันนี้ เขาได้รู้แล้วแหละว่าจริงๆแล้ว... 

“ไอ้เพลิง” 

“มีอะไร” 

“กูคิดว่า....” 

 

ปัง! 

 

เสียงของพีคถูกกลบด้วยเสียงพลุ ทำให้เพลิงไม่ได้ยินเสียงที่พีคพูดก่อนที่พลุจะดัง แต่กลับหันไปสนใจพลุบนท้องฟ้า พีคเองก็หันไปมองเหมือนกัน ได้แต่ยิ้มบางๆไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาหลังจากที่พูดไป เพลิงนั่งเงียบไม่ได้สะกิดใจอะไรมาก เพียงแค่งงเท่านั้นว่าพีคพูดอะไร แต่ก็นั่นแหละ ไม่ได้ใส่ใจมาก ทำให้ทั้งสองคนต่างเงียบแล้วสนใจพลุที่แสดงยาวๆและไม่มีใครรู้ด้วยว่ายามที่อีกฝ่ายมอง อีกฝ่ายก็มักจะไม่รู้ เป็นแบบนี้สลับกันไป จนกระทั่งโชว์จบและคนพากันทยอยกลับที่พัก เพลิงกับพีคถึงได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง  

“บอกแล้วว่าไม่เหมือนพลุปีใหม่” เพลิงหันมามองอย่างผู้ชนะ 

“หึหึ มึงก็ยังเก็บมาเถียงได้อีกนะ ..ลุกเหอะ แล้วก็เก็บขยะไปทิ้งด้วย” พีคพูดบอก ก่อนจะพากันลุกเก็บเสื่อพับเก็บแล้วช่วยเพลิงถือขยะไปทิ้ง การแสดงพลุวันนี้ถือว่านานพอควร กว่าจะจบก็ปาไปทุ่มแล้ว พีคพาเพลิงเดินกลับไปที่รถ แต่ระหว่างเดิน พีคกลับพาเพลิงเดินเหยียบน้ำเล่นที่ริมชายหาด หลังคนลุกจากตรงนั้นหายไปเยอะแล้ว เพลิงเองก็เดินตามหลังพีคมาอย่างว่าง่าย พลางวิ่งหลบคลื่นที่ซัดโดนเท้าเข้ามา พีคที่เดินนำอยู่ด้านหน้าถึงกับหันหลังไปมอง

“เล่นอะไรของมึง” พีคถาม 

“หลบน้ำ เดี๋ยวกางเกงเปียก” เพลิงตอบ 

“โตเป็นควายแล้วยังจะมาเล่นอะไรแบบนี้อีกนะมึง ถ้ากลัวเปียกก็เดินหลบขึ้นไปป่ะ”  

“มึงเข้าใจฟิวแบบอยากเอาตีนจุ่มน้ำ แต่ไม่อยากให้โดนเสื้อผ้าป่ะ” เพลิงว่าพร้อมย่นจมูกใส่  

“แล้วทำไมมึงไม่พับขากางเกงขึ้น” พีคบอก 

“เออเนอะ เฮ่ย แต่เดินไม่นานก็ถึงรถแล้วมั้ย ไม่พับแล้วกัน เล่นแบบนี้แหละ” เพลิงตอบพีคอย่างไม่ใส่ใจ เตรียมเดินนำพีคไปที่รถ แต่ยังไม่ทันได้เดินสวนนำออกไป พีคก็ยืนขวางเสียก่อน เพลิงย่นคิ้วมองอย่างงงงวย ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อพีคลงไปพับขากางเกงให้ “เฮ้ย!” 

“จะเล่นก็เล่น อย่ามาขี้เกียจ อีกตั้งไกลกว่าจะถึงรถ” พีคบอกขณะพับขากางเกงให้ เพลิงยืนก้มมองนิ่งด้วยความขัดเขินแปลกๆ ก่อนจะนึกอะไรได้ จึงได้ถามไป 

“นี่ ก่อนหน้านี้มึงได้พูดอะไรกับกูหรือเปล่า” เพลิงถามพีคถึงเรื่องตอนดูพลุที่เขาไม่ได้ยินที่พีคพูด 

“ตอนไหน” พีคถามขณะพับกางเกงให้อีกข้าง 

“ตอนดูพลุ” เพลิงบอก ก่อนที่พีคจะพับขากางเกงให้เสร็จ แล้วเงยหน้ามองเพลิงที่ยืนก้มลงมา 

“ไม่มีอะไรหนิ แค่เรียกเฉยๆ อยากเห็นเด็กทำหน้าตื่นเต้นอยากดูพลุเท่านั้น” พีคแกล้งหยอกเพลิง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังกลับไปเดินนำเพลิงตามทางริมทะเลต่อ เพลิงเบ๊ะหน้าใส่แผ่นหลังของพีคอย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะปรับสีหน้าแล้วทำหน้าระรื่นเร่งฝีเท้าไปเดินข้างๆคนตัวสูง พีคเหล่มองเพลิงที่เดินเล่นน้ำอยู่ข้างๆพลางยิ้มให้อย่างอบอุ่น เวลาแค่เดือน ใครจะไปคิดล่ะว่าคนที่จับมาด้วยอีกเหตุผล จะกลายเป็นใครบางคนที่ทำให้เขากล้าให้ความสำคัญด้วยอีกเหตุผลหนึ่ง..ที่แตกต่าง  

“มึงเคยได้ยินคำนี้มั้ย ‘น้ำหยดลงหินทุกวัน แต่หินไม่รู้’ ” จู่ๆพีคพูดขึ้นหลังจากเงียบไปสักพัก  

“ไม่เคย เคยได้ยินแต่น้ำหยดลงหินทุกวัน หินมันยังกร่อน ..ที่มึงว่ามามันแปลว่าอะไรวะ?” เพลิงหันไปถามอย่างสงสัย 

“ประโยคที่มึงได้ยินมันเป็นประโยคที่ใครก็เคยได้ยินกันอยู่แล้ว แต่ที่กูพูดมามันเป็นคำแปลจากหนังสือนิยายต่างประเทศที่ไอ้ดลมันชอบเอามาพูดกับลูกค้าเวลามาปรึกษาความรักน่ะ มันแปลว่าต่อให้เราเปิดเผยความรู้สึกมากแค่ไหน แต่ใจของอีกฝ่ายไม่เปิดรับ หยดให้ตาย มันก็ไม่มีทางรับรู้” พีคอธิบาย เพลิงเองก็ตั้งใจฟัง แต่ก็ไม่เข้าใจว่าพีคพูดทำไม 

“งั้นแสดงว่าหินไม่อยากรับรักจากน้ำงั้นหรอ” เพลิงถาม 

“มันก็มีส่วน แต่ส่วนที่แท้จริงที่กูตั้งใจจะพูดถึงหิน คือ..เมื่อไรหินจะเปิดใจให้สักที” ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เมื่อพีคพูด สายตาที่ส่งมากลับจริงจังซะแอบคิดว่าเป็นเรื่องของตัวเองจริงๆ แต่ว่ามันก็จะตลกเกินไปถ้าจู่ๆคนแบบพีคดันเป็นน้ำที่พูดขึ้นมา 

“แล้วทำไมไม่เทสาดมาเลยอ่ะ หยดมาที่ละหยด มันอาจจะเบาจนไม่รู้ก็ได้” เพลิงพูดบอกอย่างขำๆ พยายามไม่ใส่ใจเรื่องที่ตัวเองคิด  

“ก็ลองเทไปแล้วนะ แต่หินก็ยังบื้ออยู่ดี” พีคพูดยิ้มให้อย่างกวนๆ ก่อนจะเอามือล้วงกระเป๋าเดินลิ่วนำเพลิงไปที่รถ จนคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังถึงกับงง  

“อะไรวะนั่น?” เพลิงว่า แต่เพลิงคงไม่รู้จริงๆนั่นแหละ ว่าน้ำอย่างพีคได้ลองเทสาดใส่หินไปแล้วจริงๆ 

 

 

 

ใช่ เพลิงกำลังฉีกยิ้มมาให้เขา รอยยิ้มที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งที่เขาอยากเห็นมากที่สุดตั้งแต่พบเจอกันมา ตอนนี้ มันกำลังปรากฎให้เขาได้เห็นแล้วว่า..เพลิงดูเหมาะกับรอยยิ้ม มันมีเสน่ห์จนทำให้เขาไม่อาจละสายตาออกไปได้เลย พีคนิ่งค้างไป ใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาคิดว่าความรู้สึกที่ผ่านมามันคงเป็นเพียงแค่ความใกล้ชิดชั่ววูบเท่านั้น แต่ทว่าวันนี้ เขาได้รู้แล้วแหละว่าจริงๆแล้ว...  

“ไอ้เพลิง”  

“มีอะไร”  

“กูคิดว่า....”  

 

ปัง!  

 

“กูชอบมึงว่ะ”  

 

************************************************ 

ชอบแล้ว บอกชอบแล้ววว 

แต่ชอบแล้วแห้วคือไรคะคุณ ไหนบอกอาการซิ! 

น้ำหยดลงหินทุกวัน แต่หินไม่รู้จริงๆ 

#เจ้าชิบะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น